คลังความรู้ทางวิชาการด้านสุขภาพจิตและจิตเวช กรมสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/ คลังความรู้ทางวิชาการด้านสุขภาพจิตและจิตเวช กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข คู่มือการใช้ชีวิตวัยรุ่น http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS22017 เนื้อหาในเล่มรวบรวมข้อคำถามและข้อสงสัยต่าง ๆ ที่วัยรุ่นอยากรู้ ตั้งแต่เรื่องการเปลี่ยนแปลงทางร่างกายและจิตใจที่แตกต่างจากวัยเด็ก การคบเพื่อน คบแฟน การใช้ชีวิตในครอบครัว โรงเรียน สังคม ภัยอันตรายที่สำ􀄇คัญเช่น ยาเสพติด สุรา เกม และการพนันที่นำพาวัยรุ่นไปสู่ความผิดพลาดต่างๆ ในชีวิต ตลอดจนปัญหาที่ทวีความรุนแรงขึ้นในปัจจุบัน เช่น การใช้ความรุนแรง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS22017 2016/09/13 14:18:18 คู่มือการใช้ชีวิตวัยรุ่น http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS22017 มาตรฐานการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ในโรงพยาบาลชุมชน (ฉบับปรับปรุง) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS22016 เนื้อหาครอบคลุมเกี่ยวกับ -ความสำคัญ แนวคิดและแนวทางการใช้มาตรฐานการส่งเสริมสุขภาพจิต  และป้องกันปัญหาสุขภาพจิต -มาตรฐานการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิต  ในโรงพยาบาลชุมชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS22016 2016/09/13 14:08:28 มาตรฐานการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหาสุขภาพจิต ในโรงพยาบาลชุมชน (ฉบับปรับปรุง) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS22016 แนวทางการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อความรุนแรง (Serious Mental Illness With High Risk to Violence) สำหรับสถาบัน/โรงพยาบาลจิตเวช ในสังกัดกรมสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS22015 เนื้อหาครอบคลุมเกี่ยวกับ -เกณฑ์จำแนกผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง  - แนวทางการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูงต่อการก่อความรุนแรง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS22015 2016/09/13 10:05:39 แนวทางการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีความเสี่ยงสูง ต่อการก่อความรุนแรง (Serious Mental Illness With High Risk to Violence) สำหรับสถาบัน/โรงพยาบาลจิตเวช ในสังกัดกรมสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS22015 ต้นแบบเพื่อจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงานของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS22014 ขั้นตอน รายละเอียดการดำเนินงาน กระบวนการทุกขั้นตอน องค์ประกอบหน้าที่การดำเนินงานของคณะกรรมการฯ  และการจัดเอกสารอย่างเป็นระบบตามมาตรฐานสากล รวมทั้งแบบบันทึก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS22014 2016/09/13 09:36:59 ต้นแบบเพื่อจัดทำมาตรฐานการปฏิบัติงานของคณะกรรมการจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS22014 หลักสูตร การให้การดูแลผู้ป่วยสุราและแอมเฟตามีน ที่มีปัญหาด้านจิตเวช สำหรับพยาบาล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS22013 1.หลักสูตรการอบรมการให้บริการผู้ป่วยโรคจิตที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารกระตุ้นประสาท  กลุ่มแอมเฟตามีนสำหรับพยาบาล 2.หลักสูตรการให้บริการผู้ป่วยสุราที่มีปัญหาด้านจิตเวช สำหรับพยาบาล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS22013 2016/09/13 09:12:18 หลักสูตร การให้การดูแลผู้ป่วยสุราและแอมเฟตามีน ที่มีปัญหาด้านจิตเวช สำหรับพยาบาล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS22013 หลักสูตร การให้การดูแลผู้ป่วยสุราและแอมเฟตามีน ที่มีปัญหาด้านจิตเวช สำหรับแพทย์ทั่วไป http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS22012 เนื้อหาครอบคลุมเรื่อง -ทัศนคติในการดูแลผู้ป่วยโรคจิตที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารกระตุ้นประสาทกลุ่มแอมเฟตามีน  -ความรู้เรื่องโรค กลไกการออกฤทธิ์ของสารกระตุ้นประสาทกลุ่มแอมเฟตามีน และผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ -แนวทางการวินิจฉัยโรคจิตที่เกี่ยวข้องกับการใช้สารกระตุ้นประสาทกลุ่มแอมเฟตามีน  และการรักษาที่เหมาะสม - การประเมินภาวะฉุกเฉินของผู้มีปัญหาอาการทางจิตจากสารกระตุ้นประสาท  กลุ่มแอมเฟตามีน การรักษาและส่งต่ออย่างเหมาะสม -หลักสูตรการให้บริการผู้ป่วยสุราที่มีปัญหาด้านจิตเวช สำหรับแพทย์ทั่วไป  -ทัศนคติในการดูแลผู้ป่วยสุราที่มีปัญหาด้านจิตเวช -ความรู้เรื่องโรคกลไกการออกฤทธิ์ของสุราและผลกระทบต่อร่างกายจิตใจ  และกระบวนการดูแล - แนวทางการวินิจฉัยโรค ผู้ป่วยสุราที่มีปัญหาจิตเวชและวินิจฉัยโรคร่วมทางกาย  -การประเมินภาวะถอนพิษสุรา การรักษาและการส่งต่ออย่างเหมาะสม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS22012 2016/09/13 09:00:17 หลักสูตร การให้การดูแลผู้ป่วยสุราและแอมเฟตามีน ที่มีปัญหาด้านจิตเวช สำหรับแพทย์ทั่วไป http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS22012 การพัฒนาเครือข่ายสุขภาพอำเภอเพื่อพัฒนาระบบสุขภาพจิตที่ยั่งยืน(รางวัลความเป็นเลิศด้านการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประจำปี พ.ศ. 2557(ระดับดีเยี่ยม)) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21990 กรมสุขภาพจิตให้ความสาคัญกับการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม โดยมีนโยบายและมิทิศทางในการส่งเสริมให้ภาคส่วนต่างๆเข้ามามีส่วนร่วม ด้วยการแต่งตั้งคณะทางานพัฒนาเครือข่ายสุขภาพอาเภอเพื่อพัฒนาระบบสุขภาพจิตชุมชนที่ยั่งยืน ซึ่งมอบหมายให้ศูนย์สุขภาพจิตร่วมวางแผนการดาเนินงานสุขภาพจิตกับเครือข่ายสุขภาพอาเภอ ที่มีตัวแทนภาคประชาชนและภาคส่วนอื่นที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมวางแผนการดาเนินงานพัฒนางานสุขภาพจิตในอาเภอเปิดโอกาสให้ประชาชนและผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ที่เกี่ยวข้องเข้ามาร่วมในการบริหารราชการในระดับความร่วมมือ (Collaboration) อย่างเป็นรูปธรรมโดยใช้กระบวนการในการสร้างการมีส่วนร่วมของประชาชนด้วยเทคนิคการสร้างการมีส่วนร่วมแบบพหุภาคี (Technology of Participation: TOP Model)      เครือข่ายในระบบสุขภาพระดับอาเภอในแต่ละแห่งที่เข้าร่วมดาเนินการมีส่วนร่วมได้วิเคราะห์สถานการณ์สุขภาพในพื้นที่ของตนก่อนจะกาหนดเป็นประเด็นสุขภาพสาคัญ ที่จะดาเนินการร่วมกันของภาคส่วนต่างๆ ในอาเภอ โดยศูนย์สุขภาพจิตได้เป็นตัวแทนของกรมสุขภาพจิตในการสนับสนุนให้ภาคีเครือข่ายต่างๆ ในระดับอาเภอได้ร่วมวิเคราะห์และเชื่อมโยงประเด็นสุขภาพที่สาคัญนี้เข้ากับประเด็นสุขภาพจิตที่เกี่ยวข้อง เมื่อแต่ละพื้นที่ ได้ประเด็นปัญหาสุขภาพที่สาคัญตามบริบทของพื้นที่แล้ว จึงนาไปสู่การออกแบบการดาเนินงานทั้งสุขภาพกายและสุขภาพจิตให้สอดคล้องกับประเด็นสุขภาพสาคัญที่กาหนดต่อไป http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21990 2014/10/14 06:34:26 การพัฒนาเครือข่ายสุขภาพอำเภอเพื่อพัฒนาระบบสุขภาพจิตที่ยั่งยืน(รางวัลความเป็นเลิศด้านการบริหารราชการแบบมีส่วนร่วม ประจำปี พ.ศ. 2557(ระดับดีเยี่ยม)) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21990 การดูแลผู้ป่วยจิตเวชร่วมกับเครือข่ายผ่านระบบอินเตอร์เน็ต SINAP(รางวัลคุณภาพการบริการประชาชน ประจำปี พ.ศ.2553) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21989 “SINAP” หมายถึง ช่องว่างระหว่างเซลล์ประสาท 2 ตัว ความหมายทางวิชาการ ที่นำไปสู่การเรียกชื่อ “SINAP” ของโรงพยาบาลจิตเวชสระแก้วราชนครินทร์ ที่นายแพทย์ กรกต สัจจาริยรักษ์ นายแพทย์ประจำโรงพยาบาลจิตเวชสระแก้วราชนครินทร์ ได้นำมาประยุกต์ใช้ ในการออกแบบระบบโปรแกรมเชื่อมโยงเครือข่ายบริการสุขภาพจิตและจิตเวช       โปรแกรม SINAP เป็นโปรแกรมที่ใช้ในการเก็บฐานข้อมูลของผู้ป่วยจิตเวชที่ช่วยในการติดตาม ให้การดูแลรักษาตลอดจนการไปเยี่ยมผู้ป่วยในชุมชน โดยข้อมูลต่าง ๆ จะมีการประสานงานเชื่อมโยงข้อมูลกับเครือข่าย      โปรแกรม SINAP ถูกนำไปให้เครือข่ายด้านสุขภาพของโรงพยาบาลจิตเวชสระแก้วราชนครินทร์ทั้งในโรงพยาบาลชุมชน สาธารณสุขอำเภอ สถานีอนามัย องค์การบริหารส่วนท้องถิ่นใช้ โดยขยายผลให้ครอบคลุมทุกพื้นที่จังหวัดปราจีนบุรีและจังหวัดสระแก้ว http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21989 2014/10/13 10:02:50 การดูแลผู้ป่วยจิตเวชร่วมกับเครือข่ายผ่านระบบอินเตอร์เน็ต SINAP(รางวัลคุณภาพการบริการประชาชน ประจำปี พ.ศ.2553) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21989 หลักสูตรพัฒนาการบำบัดผู้ป่วยออทิสติกอายุไม่เกิน 6 ปี โดยผู้ปกครองเป็นผู้ร่วมบำบัด รางวัลบริการภาครัฐแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2555 รางวัลดีเด่น ด้านนวตกรรมการบริการที่เป็นเลิศ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21987 โปรแกรมส่งเสริมพัฒนาการเด็กออทิสติกอายุไม่เกิน 6 ปี ( ก่อนวัยเรียน) เน้นให้ผู้ปกครองมีความรู้และทักษะการฝึกกิจกรรม สามารถปรับพฤติกรรมและมีกำลัีงใจในการบำบัดรักษาอย่างต่อเนื่อง  โปรแกรมบำบัดนี้มีเป้าหมายในการพัฒนาการสื่อสาร ทักษะสังคม การเล่น  การเรียนรู้ การช่วยเหลือตัวเองและการควบคุมพฤติกรรม      แนวทางการบำบัดโดยการให้ผู้ปกครองเข้ามามีบมบาทในการดูแลและส่งเสริมพัฒนาการเด็ก โดยเฉพาะอย่างยิ่งทำให้ผู้ปกครองเกิดทักษะในการฝึกเด็กและส่งเสริมพัฒนาการได้เองที่บ้าน   http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21987 2014/10/06 12:52:12 หลักสูตรพัฒนาการบำบัดผู้ป่วยออทิสติกอายุไม่เกิน 6 ปี โดยผู้ปกครองเป็นผู้ร่วมบำบัด รางวัลบริการภาครัฐแห่งชาติ ประจำปี พ.ศ.2555 รางวัลดีเด่น ด้านนวตกรรมการบริการที่เป็นเลิศ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21987 จิตสังคมบำบัดสำหรับผู้ติดสุรา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21963 ประกอบด้วย -ข้อควรปฏิบัติในการให้จิตสังคมบำบัดสำหรับผู้ติดสุรา -การบำบัดเพื่อปรับเปลี่ยนความคิดเเละพฤติกรรม -การสัมภาษณ์และการบำบัดเพื่อเสริมสร้างแรงจูงใจ -พฤติกรรมบำบัด -การบำบัดแบบสั้น -ฯลฯ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21963 2014/04/24 10:42:45 จิตสังคมบำบัดสำหรับผู้ติดสุรา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21963 การป้องกันและรักษาภาวะถอนพิษสุรา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21962 -ปัจจัยที่เสี่ยงของอาการขาดสุรารุนแรง -อาการขาดสุรา -เครื่องมือในการประเมินอาการขาดสุรา -วิธีการใช้ยา-รูปแบบการรักษาตามระดับความรุนแรงของอาการ -การป้องกันไม่ให้เกิดอาการขาดสุรารุนแรง ฯลฯ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21962 2014/04/24 10:21:49 การป้องกันและรักษาภาวะถอนพิษสุรา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21962 การปฐมพยาบาลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21961 -เป็นการช่วยเหลือแก่ผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตที่ติดสุรา หรือ อยู่ในภาวะวิกฤตสุขภาพจิตที่ติดสุรา ผู้ช่วยเหลือจะให้การปฐมพยาบาลจนกระทั่งได้รับการรักษาที่เหมาะสมจากผู้เชี่ยวชาญ หรือจากระทั่งภาวะวิกฤตดีขึ้น ฯ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21961 2014/04/24 10:07:19 การปฐมพยาบาลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21961 คู่มือผู้เข้ารับการอบรมแนวทางการจัดการโรคซึมเศร้า สำหรับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปในสถานบริการระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21960 -สถานการณ์โรคซึมเศร้าในประเทศไทย แต่ละพื้นที่ -ที่มาของระบบดูแลเฝ้าระวังโรคซึมเศร้า -มาตรการแก้ไขปัญหาโรคซึมเศร้า -กระบวนการดูแลรักษาตามระบบดูแลเฝ้าระวัง -Assessment and Diagnosis -ฯลฯ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21960 2014/04/09 12:11:26 คู่มือผู้เข้ารับการอบรมแนวทางการจัดการโรคซึมเศร้า สำหรับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปในสถานบริการระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21960 แนวทางการจัดการโรคซึมเศร้า สำหรับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปในสถานบริการระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21959 เป็นแนวทางในการจัดการให้ผู้ป่วยโรคซึมเศร้าได้รับการวินิจฉัยโรคและการรักษาที่ถูกต้องอย่างต่อเนื่อง ไม่กลับเป็นซ้ำ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21959 2014/04/09 11:56:03 แนวทางการจัดการโรคซึมเศร้า สำหรับแพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปในสถานบริการระดับปฐมภูมิและทุติยภูมิ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21959 การบำบัดแบบสั้นในผู้มีปัญหาการดื่มสุรา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21957 การบำบัดแบบสั้นเป็นการให้ข้อมูลผู้ป่วยถึงผลเสียของการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ซึ่งการให้ข้อมูลครั้งนี้ครอบคลุมหลายวิธีการ ตั้งแต่การให้ความรู้คำแนะนำ ไปจนถึงการให้คำปรึกษา เพื่อลดปริมาณการดื่มเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ สำหรับระยะเวลาและจำนวนครั้งของการให้คำแนะนำปรึกษามีความหลากหลาย การให้คำแนะนำครั้งหนึ่งอาจใช้เวลาสั้นเพียง 5 นาที ไปจนถึง 1 ชั่วโมง จำนวนครั้งของการให้คำเเนะนำ อาจให้คำแนะนำครั้งเดียวหรือมีการติดตามให้คำแนะนำเพิ่มเติม แต่โดยส่วนใหญ่การให้คำแนะนำจะไม่เกิน 3-5 ครั้ง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21957 2014/03/27 10:27:51 การบำบัดแบบสั้นในผู้มีปัญหาการดื่มสุรา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21957 การดื่มสุราและการเสพติดสุราของสตรี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21956 -ด้วยเหตุที่สังคมเปลี่ยนแปลงไปตามกาลเวลา ทำให้สตรีไทยและสตรีในหลายๆ ประเทศมีการดื่มสุราและเสพติดสุรามากขึ้น  นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอีกหลายด้ารที่นำไปสู่การเสพติดสุรา และปัญหาที่จะตามมา  และการป้องกันปัญหาการด่ืมสุรา รวมไปถึงการบำบัดรักษาปัญหาการดื่มสุราของสตรี   http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21956 2014/03/26 15:20:06 การดื่มสุราและการเสพติดสุราของสตรี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21956 การใช้ยาในการบำบัดรักษาผู้ติดสุรา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21955   การติดสุราเกิดจากปฏิสัมพัมธ์ของปัจจัยทางชีวิตสังคม เช่น พันธุกรรม บุคลิกภาพ สภาพจิตใจ สภาพเเวดล้อม  การบำบัดรักษาการติดสุราจึงควรใช้วิธีผสมผสานที่มีผลกับปัจจัยชีวิตสังคมดังกล่าว แม้ว่าการรักษาทางสังคมจะมีประสิทธิผลพอควรสำหรับผู้ติดสุรา  แต่การให้ยาก็จัดได้ว่าเป็นหลักสำคัญอีกประการหนึ่งของการรักษาการติดสุรา ในปัจจุบัยองค์การอาหารและยาของประเทศสหรัฐอเมริกาได้ให้รับรองยาสำหรับการติดสุราเพียง 3 ชนิด 4 ขนาน คือ ยา disulfiram (DSF) ยา naltrexone ชนิดรับประทาน (NTX) ยา naltrexone ชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ (extended-release injectable naltrexone, ERIN) และยา acamprosate (ACP) ยารักษาผู้ติดสุราทั้ง 3 ชนิดมีกลไลการออกฤทธิ์และผลข้างเคียงที่แตกต่างกัน เหมาะกับผู้ติดสุราที่มีลักษณะที่แตกต่างกัน ฯ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21955 2014/03/26 14:49:13 การใช้ยาในการบำบัดรักษาผู้ติดสุรา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21955 กลุ่มผู้ติดสุราเรื้องรังนิรนาม (เอเอ) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21954 โรคพิษสุราเรื้อรังเป็นโรคที่ก่อให้เกิดผลกระทบในหลายๆ ด้าน ทั้งด้านกาย จิตใจ สังคม และจิตวิญญาณ ดังนั้นกระบวนการฟื้นตัวทางจิตวิญญาณ ถือเป็นองค์ประกอบหนึ่งที่สำคัญในการช่วยเหลือผู้ติดสุรา รูปแบบการฟื้นฟูทางจิตวิญญาณสำหรับผู้ติดสุราที่เป็นรูปธรรมและได้รับการยอมรับมานานจนมีเครือข่ายทั่วโลก คือ กลุ่มผู้ติดสุรานิรนาม (Alcoholics Anonymous; AA ซึ่งเป็นกลุ่มช่วยเหลือตัวเองที่มาแบง่ ปนั ประสบการณ ์ ความหวัง     ชว่ยกันแกไ้ ขปญั หา และชว่ ยผูติ้ดสุราใหพ้ น้ สภาพจากโรคพิษสุราเรื้อรังโดยยึดหลัก 12 ขั้นตอนและธรรมเนียมปฏิบัติ 12 ข้อ ในประเทศไทยเริ่มมีการขยายกลุ่มเอเอไทยอย่างต่อเนื่อง ด้วยการสนับสนุนจากบุคลากรสุขภาพโดยไม่เสียหลักการพึ่งพาตัวเอง และมีการประยุกต์ให้เข้ากับแนวทางพุทธศาสนาอย่างเป็นรูปธรรมและพบว่า มีผลดีต่อพฤติกรรมการลด ละ เลิกดื่มสุราได้ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21954 2014/03/26 14:36:38 กลุ่มผู้ติดสุราเรื้องรังนิรนาม (เอเอ) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21954 การคัดกรองผู้มีปัญหาการดื่มสุรา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21952      เครื่องมือคัดกรองปัญหาจากการดื่มสุรา สามารถแบ่งได้เป็น 2 ประเภทใหญ่ๆ คือ เครื่องมือคัดกรองแบบรายงานตนเอง ซึ่งมีลักษณะเป็นข้อคำถามสามารถใช้โดยการสัมภาษณ์แบบต่อหน้า  หรือให้ผู้ถูกคัดกรองอ่านและตอบเอง กับ เครื่องมือคัดกรองที่ใช้การตรวจทางชีวภาพ โดยการตรวจสิ่งคัดหลังจากร่างกาย เช่น เลือด ปัสสาวะ น้ำลาย และลมหายใจเป็นต้น http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21952 2014/03/26 13:56:56 การคัดกรองผู้มีปัญหาการดื่มสุรา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21952 คู่มือประเมินและส่งเสริมพัฒนาการเด็กกลุ่มเสี่ยง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21944 การใช้คู่มือติดตามพัฒนาการเด็กกลุ่มเสี่ยง         เด็กกลุ่มเสี่ยงในที่นี้ หมายถึง ทารกแรกคลอดที่ขาดออกซิเจน (Birth Asphyxia) และ/หรือ มีนํ้าหนักน้อยกว่า 2,500 กรัม (Low BirthWeight) เด็กกลุ่มนี้มีความเสี่ยงที่จะเกิดปัญหาความบกพร่องทางสติปัญญา พัฒนาการที่ล่าช้า ปัญหาการเรียนรู้ และอาจเกิดความพิการทางสมองการได้รับการค้นพบและแก้ไขโดยทันทีจะช่วยลดปัญหาได้และเด็กคนหนึ่งอาจจะเป็นประโยชน์แก่ครอบครัว สังคม และประเทศชาติในอนาคต        คู่มือนี้ถูกสร้างขึ้นจากการรวบรวมความรู้และประสบการณ์ของผู้เชี่ยวชาญทางด้านพัฒนาการเด็ก มาประสานให้สอดคล้องเป็นมาตรฐานของประเทศตั้งใจทำ ให้ง่ายและเหมาะสมเพื่อให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง เข้าใจและปฏิบัติได้ อสม. ช่วยแนะนำ ให้ใช้คู่มือนี้อย่างสม่ำเสมอ เจ้าหน้าที่สาธารณสุขเป็นผู้ประเมินให้การช่วยเหลือหรือส่งต่อ เพื่อให้เด็กไทยในความรับผิดชอบมีพัฒนาการสมวัย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21944 2014/03/25 15:21:19 คู่มือประเมินและส่งเสริมพัฒนาการเด็กกลุ่มเสี่ยง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21944 คู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21943        1. คู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย (DSPM) เล่มนี้ ใช้สำหรับประเมินพัฒนาการเด็ก ในช่วงอายุน้อยกว่า 2 ปี คือ เด็กที่คลินิกสุขภาพเด็กดี (Well Child Clinic) และศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ส่วนช่วงอายุมากกว่า 2 ปี ใช้ส􀄘ำหรับเด็กที่ศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาล ทั้งนี้เจ้าหน้าที่สาธารณสุข ที่รพ.สต/รพช./รพท./รพศ. จะประเมินพัฒนาการเด็กด้วยคู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ในช่องวิธีประเมิน       • กรณีมีพัฒนาการสมวัย แนะน􀄘ำให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง ส่งเสริมพัฒนาการตามวัย ตามช่องวิธีฝึกทักษะในช่วงอายุต่อไป       • กรณีมีพัฒนาการไม่สมวัย แนะน􀄘ำให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง ฝึกทักษะเด็กเรื่องนั้นบ่อยๆ เป็นเวลา 1 เดือน แล้วนัดให้มาพบผู้ประเมิน          2. หลังจาก 1 เดือน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ รพ.สต/รพช./รพท./รพศ. ประเมินพัฒนาการเด็กด้วยคู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย ในช่องวิธีประเมินโดยเจ้าหน้าที่สาธารณสุขของทักษะที่ไม่ผ่าน และทักษะอื่นๆ ตามช่วงอายุ       • หากเด็กผ่านทักษะที่เคยล่าช้า และทักษะอื่นๆ ตามช่วงอายุ แสดงว่ามีพัฒนาการสมวัยให้เฝ้าระวังพัฒนาการตามวัยต่อเนื่องตามปกติ      • หากเด็กผ่านทักษะที่เคยล่าช้า แต่พบทักษะอื่นมีพัฒนาการไม่สมวัยผู้ประเมินแนะนำให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง ฝึกทักษะเด็กในเรื่องนั้นบ่อยๆเป็นเวลา 1 เดือนแล้วนัดให้มาพบผู้ประเมิน       • หากเด็กยังไม่ผ่านทักษะที่เคยล่าช้าให้ส่งต่อไปยัง รพ.สต./รพช./รพท./รพศ./รพ.จิตเวช/ศูนย์อนามัย /สถาบันฯ ที่มีคลินิกกระตุ้นพัฒนาการ      3. รพช./รพท./รพศ./รพ.จิตเวช/ศูนย์อนามัย/สถาบันฯ ที่มีคลินิกกระตุ้นพัฒนาการ ใช้คู่มือประเมินเพื่อช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่มีปัญหาพัฒนาการ (Thai Early Developmental Assessment for Intervention : TEDA4I) โดยบุคลากรที่ผ่านการอบรม โดยใช้โปรแกรมกระตุ้นพัฒนาการของสถานบริการเป็นระยะเวลา 3 เดือน      4. หลังจาก 3 เดือน สถานบริการที่มีคลินิกกระตุ้นพัฒนาการ ประเมินพัฒนาการซ􀄘้ำด้วยคู่มือประเมินเพื่อช่วยเหลือเด็กปฐมวัยที่มีปัญหาพัฒนาการ (TEDA4I) โดยบุคลากรที่ผ่านการอบรม     • กรณีเด็กพัฒนาการสมวัย ให้ส่งเสริมพัฒนาการตามวัย ในระบบปกติ    • กรณีเด็กมีพัฒนาการไม่สมวัย หรือมีปัญหาซ􀄘้ำซ้อน ส่งต่อ รพท./รพศ./รพ.จิตเวช/สถาบันฯ       5. สำหรับเด็กที่มีพัฒนาการไม่สมวัย รพท./รพศ./รพ.จิตเวช/สถาบันฯ ประเมินพัฒนาการด้วย คู่มือประเมินและแก้ไข /ฟื้นฟูพัฒนาการเด็กวัยแรกเกิด – 5 ปี ส􀄘ำหรับบุคลากรสาธารณสุข (Thai Developmental Skills Inventory for Children from Birth to Five Years III : TDSI III) (654 ข้อ) หากยังพบปัญหาอยู่ให้แก้ไขหรือ ส่งต่อ และหรือ CPG รายโรค http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21943 2014/03/25 15:04:22 คู่มือเฝ้าระวังและส่งเสริมพัฒนาการเด็กปฐมวัย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21943 Child First Work Together Project. UN Public Awards 2013(UNPSA)รางวัลชนะเลิศ สาขา Improving the Delivery of Public Services Asia and the Pacific Region http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21941 การพัฒนาแนวทางการให้บริการทางการแพทย์ในชุมชนโดยใช้หลักการบูรณาการ ร่วมมือ มีส่วนร่วมภาคีเครือข่าย รวมถึงผู้ปกครอง สามารถคัดกรอง ประเมินส่งเสริมพัฒนาการเด็กได้เอง และมีการสนับสนุนทางจิตใจและสังคมของครอบครัว http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21941 2014/03/25 11:11:04 Child First Work Together Project. UN Public Awards 2013(UNPSA)รางวัลชนะเลิศ สาขา Improving the Delivery of Public Services Asia and the Pacific Region http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21941 ระบบดูแลเฝ้าระวังโรคซึมเศร้าระดับจังหวัด (รางวัลบริการภาครัฐแห่งชาติ ปี2555) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21939              โรคซึมเศร้าเป็นปัญหาสาธารณสุขที่สาคัญทั้งในปัจจุบันและในอนาคต จากการศึกษาภาวะทางสุขภาพจากโรคและการบาดเจ็บของประชากรไทย ปี 2547 (สานักงานพัฒนานโยบายสาธารณสุขระหว่างประเทศ, 2552) พบว่า โรคซึมเศร้าเป็นสาเหตุสาคัญของการสูญเสียปีสุขภาวะ (Disability Adjusted Life Years, DALY) มากเป็นอันดับ 4 ในผู้หญิงไทย และมากเป็นอันดับ 10 ในผู้ชายไทย เมื่อเปรียบเทียบกับความสูญเสียด้านสุขภาพอันเนื่องจากการเจ็บป่วยและบาดเจ็บ 135 ประเภทที่เกิดกับคนไทย และปัญหาและอุปสรรคในการป้องกันและแก้ไขปัญหาโรคซึมเศร้าของไทยที่ผ่านมา คือ 1) ประชาชนส่วนใหญ่ขาดการตระหนักรู้ ความเข้าใจที่ไม่ถูกต้องว่า อาการซึมเศร้าเป็นเรื่องธรรมดาเป็นแล้วก็หายเอง และบางส่วนคิดว่า เป็นบ้าวิกลจริตจึงมีความรังเกียจ เมื่อเจ็บป่วยก็จะปฏิเสธการรักษา 2) แพทย์เวชปฏิบัติทั่วไปในโรงพยาบาลทุกระดับไม่มั่นใจในการวินิจฉัยโรคและการรักษาด้วยยาต้านเศร้า 3) ระบบการรักษามีข้อจากัดของการดูแลรักษาด้วยยา ส่วนการช่วยเหลือทางสังคมจิตใจซึ่งเป็นวิธีรักษาที่สาคัญ เช่น จิตบาบัด ยังมีน้อยมาก เนื่องจากขาดทั้งผู้เชี่ยวชาญและองค์ความรู้ ขาดเทคโนโลยีและแนวทางการส่งเสริมป้องกันโรคซึมเศร้าที่มีประสิทธิภาพ ง่ายและสะดวกใช้ 4) การค้นหาผู้ป่วยโรคซึมเศร้าทาในหลายพื้นที่แต่ไม่เข้มข้น และไม่เชื่อมโยงกับระบบการดูแลรักษาในสถานบริการสาธารณสุข 5) ยังไม่มีระบบติดตามเฝ้าระวังการกลับเป็นซ้าของโรคที่มีประสิทธิผล 6) ในการกาหนดนโยบายสาธารณสุขทั้งในระดับประเทศและระดับจังหวัดให้ความสาคัญกับการแก้ไขปัญหาโรคซึมเศร้าเป็นอันดับรองจากโรคทางกายอื่นๆ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21939 2014/03/25 10:06:56 ระบบดูแลเฝ้าระวังโรคซึมเศร้าระดับจังหวัด (รางวัลบริการภาครัฐแห่งชาติ ปี2555) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21939 ภาพพลิกโปรแกรมลดช่องว่างการบริการผู้ป่วยโรคจิตในสังคมไทย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21930 ภาพพลิกโปรแกรมลดช่องว่างการบริการผู้ป่วยโรคจิตในสังคมไทย เป็นการให้ความรู้โดยสรุปถึงการลดช่องว่างในการดูแลผู้ป่วยโรคจิต ของบุคลากรสาธารณสุข ญาติและผู้ดูแลผู้ป่วยโรคจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21930 2014/03/20 12:52:16 ภาพพลิกโปรแกรมลดช่องว่างการบริการผู้ป่วยโรคจิตในสังคมไทย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21930 โปรแกรมการพัฒนาการเข้าถึงบริการและการดูแลผู้ป่วยโรคจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21929                 โปรแกรมการพัฒนาการเข้าถึงบริการและการดูแลผู้ป่วยโรคจิต      The mhGAP Implementation Program for Psychosis : Field Guide Manual (2013)      สมัชชาองค์การอนามัยโลก ได้รับรองโปรแกรมปฏิบัติการเพื่อลดช่องว่างทางสุขภาพจิต: ขยายบริการสำาหรับ   โรคจิตเวช โรคระบบประสาท และความผิดปกติพฤติกรรมเสพสุราสารเสพติด (mhGAP- Mental Health Gap Action  Programme: Scaling up care for mental, neurological, and substance use disorders) โดยการสนับสนุนประเทศสมาชิกขององค์การอนามัยโลก ในการริเริ่มดำาเนินการเพื่อลดช่องว่างดังกล่าว ด้วยการให้แนวปฏิบัติเพื่อพัฒนาระบบการดูแลผู้ป่วยจิตเวช เพิ่มการเข้าถึงบริการของผู้ป่วยจิตเวช ประเทศไทยในฐานะประเทศสมาชิกหนึ่งขององค์การ อนามัยโลก ได้ตระหนักดีว่าปัญหาการเข้าถึงบริการสุขภาพของผู้ป่วยโรคจิตยังเป็นปัญหาสำาคัญ แม้ว่าในปัจจุบันนี้จะมี ความก้าวหน้าในการให้ บริ การสุขภาพจิ ตมี มากขึ้ นโดยมี ยาที่มีประสิ ทธิภาพ มีรูปแบบการจั ดการที่ได้ ผล และมีการบำบัดทางจิตสังคมที่สามารถทำาให้ผู้ป่วยสามารถกลับไปใช้ชีวิตได้เป็นปกติอีกครั้ง ปัญหาสุ ขภาพจิ ตเป็ นปั ญหาสำคั ญของประเทศโดยพบว่าประชากร 1 ใน 5 มี ปั ญหาสุ ขภาพจิต ก่อให้เกิดความพิการและสูญเสียปีสุขภาวะสู งเป็นอันดั บที่ 4 ของประเทศในปี 2004 นอกจากนั้ น ปั ญหาสุ ขภาพจิ ตมิ ใช่ส่งผลกระทบต่อเฉพาะตัวผู้ป่วยเท่านั้นแต่ยังรวมไปถึงญาติ ผู้ดูแลและบุคคลในสังคม โดยเฉพาะโรคจิต (psychosis) จากผลการสำรวจความชุกของโรคทางจิตเวชโดยกรมสุขภาพจิต พบว่าความชุกโรคจิตคิดเป็นร้อยละ 1.2 หรือราว 580,000 คน และโรคจิตเภท (schizophrenia) เป็นโรคจิตชนิดที่พบบ่อยที่สุด โรคจิตยังก่อให้เกิดการตีตราความทุกข์ทรมาน และภาวะอันตรายต่อผู้ป่วยเองและต่อญาติหรือผู้ดูแล รวมทั้งอาจก่อให้เกิดภาวะอันตรายต่อชุมชนและสังคม และยังก่อให้เกิดผลกระทบอย่างมากต่อเศรษฐกิจในภาพรวม ซึ่งจากการศึกษาเรื่องภาระโรคได้เปรียบเทียบการสูญเสียความสามารถของผู้ป่วย (disability) โรคจิตเภทเทียบเท่าผู้ป่วยที่เป็นอัมพาตทั้งตัวตั้งแต่ต้นคอลงมา(quadriplegia)กรมสุขภาพจิตจึงได้ จั ดทำโครงการลดช่องว่างการบริ การผู้ ป่วยโรคจิ ตในระบบสุ ขภาพขึ้ น โดยนำแนวทางโปรแกรมปฏิบัติการเพื่อลดช่องว่างทางสุขภาพจิตขององค์การอนามัยโลก มาปรับให้เหมาะกับบริบทในสังคมไทย และ ทดลองนำร่องในพื้นที่ตัวอย่างเพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการ เพิ่มคุณภาพบริการ และเพิ่มคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคจิตในประเทศไทยโดยเน้นการพัฒนาเครือข่ายบริการแก่ผู้ป่วยโรคจิต วิเคราะห์ปัจจัยความสำเร็จในการพัฒนาบริการผู้ป่วย โรคจิตในพื้นที่นำร่อง เพื่อให้ได้หลักฐานเชิงประจักษ์เพื่อประกอบการตัดสินใจทางนโยบายแก่ผู้บริหาร ภายใต้ข้อจำกัดทางทรัพยากร ให้เกิดประโยชน์สูงสุดต่อไปในอนาคต  http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21929 2014/03/20 12:00:29 โปรแกรมการพัฒนาการเข้าถึงบริการและการดูแลผู้ป่วยโรคจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21929 คู่มือผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรการเข้าถึงบริการและดูแลผู้ป่วยโรคจิต สำาหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21928     คู่มือผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรการเข้าถึงบริการและดูแลผู้ป่วยโรคจิต สำาหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำาหมู่บ้าน         ปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวชเป็นปัญหาสำคัญปัญหาหนึ่งของระบบสุขภาพประเทศไทย โดยประมาณการว่าประชากร 1 ใน 5 มีปัญหาสุขภาพจิต จากรายงานสถิติของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยจิตเวชทีมีอาการเริ่มต้นถึงรุนแรง ร้อยละ 14.3 หรือ 7 ล้านคน โดยเป็นผู้ป่วยโรคจิตเภทประมาณร้อยละ 0.8 หรือ 400,000 คน โรคซึมเศร้าประมาณร้อยละ 2.8 หรือ 1.4 ล้านคน ในปี พ.ศ.2556 พบว่าอัตราการเข้าถึงบริการผู้ป่วยโรคจิตและโรคซึมเศร้ามีเพียงร้อยละ 48.8 และร้อยละ 33.34 ตามลำดับ ยิ่งไปกว่านั้นการเข้าถึงบริการจิตเวชเพื่อรักษาและฟื้นฟู สมรรถภาพต่อเนื่องในระบบบริการสุขภาพยังต่ำกว่าที่ควรจะเป็นถึงแม้ ว่าจะมี ความก้าวหน้าใน การให้บริการสุขภาพจิตมากขึ้น มียาที่มีประสิทธิภาพก็ตาม ปัญหาสุขภาพจิตส่งผลกระทบต่อผู้ป่วย ญาติ ผู้ดูแลและบุคคลในสังคม โดยเฉพาะโรคจิตก่อให้เกิดการตีตราความทุกข์ทรมาน สูญเสียความสามารถของผู้ป่วย (Disability)รวมทั้งก่อให้เกิดภาวะอันตรายต่อชุมชนและสังคมกรมสุขภาพจิตจึงได้ จัดทำ โครงการลดช่องว่างการบริ การผู้ ป่วยโรคจิ ต ระหว่าง ปี 2554-2555 โดยได้ นำ แนวทางโปรแกรมปฏิบัติ การเพื่อลดช่องว่างทางสุขภาพจิ ต ขององค์ การอนามัยโลกมาปรับให้ เหมาะสมกับบริบทใน สังคมไทย และทดลองนำร่องในพื้นที่ตัวอย่าง เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการ คุณภาพบริ การและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคจิตในประเทศไทย ซึ่งได้ผลเป็นน่าพอใจ จึงได้เริ่มนำมาขยายผลในปีงบประมาณ 2557 โดยกำหนดพื้นที่เป้าหมายคือ 1 อำเภอนำร่องต่อ 1 เขตบริการสุขภาพและหน่วยบริการสาธารณสุขในสังกัดสานักอนามัย กรุงเทพมหานคร สำนักบริหารระบบบริการสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต ผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินงาน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า“คู่มือผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรการเข้าถึงบริการและดูแลผู้ป่วยโรคจิต” นี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติงานในการพัฒนาระบบบริการดูแลผู้ป่วยโรคจิตอย่างครบวงจร เพิ่มการเข้าถึงบริการผู้ป่วยโรคจิต ส่งผลลัพธ์ที่ดีต่อการให้บริการ ผู้ป่วยจิตเวช ครอบครัวและชุมชน            คู่มือผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรการเข้าถึงบริการและดูแลผู้ป่วยโรคจิต สำหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน พัฒนาขึ้นโดยใช้ฐานองค์ความรู้จากโครงการลดช่องว่างการบริการผู้ป่วยโรคจิตในสังคมไทย ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยองค์การอนามัยโลกเพื่อให้อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้านที่ปฏิบัติงานในพื้นที่ ได้นำไปใช้ในการคัดกรอง แจ้งผลและให้สุขภาพจิตศึกษาแก่ผู้ป่วยและญาติได้ รวมทั้งให้ข้อมูลเกี่ยวกับหน่วยบริการสุขภาพ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21928 2014/03/20 11:42:42 คู่มือผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรการเข้าถึงบริการและดูแลผู้ป่วยโรคจิต สำาหรับอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21928 คู่มือผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร การเข้าถึงบริการและดูแลผู้ป่วยโรคจิตสำหรับแพทย์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21927     คู่มือผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร การเข้าถึงบริการและดูแลผู้ป่วยโรคจิตสำหรับแพทย์           ปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวชเป็นปัญหาสำคัญปัญหาหนึ่งของระบบสุขภาพประเทศไทย โดยประมาณการว่าประชากร 1 ใน 5 มีปัญหาสุขภาพจิต จากรายงานสถิติของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยจิตเวชทีมีอาการเริ่มต้นถึงรุนแรง ร้อยละ 14.3 หรือ 7 ล้านคน โดยเป็นผู้ป่วยโรคจิตเภทประมาณร้อยละ 0.8 หรือ 400,000 คน โรคซึมเศร้าประมาณร้อยละ 2.8 หรือ 1.4 ล้านคน ในปี พ.ศ.2556 พบว่าอัตราการเข้าถึงบริการผู้ป่วยโรคจิตและโรคซึมเศร้ามีเพียงร้อยละ 48.8 และร้อยละ 33.34 ตามลำดับ ยิ่งไปกว่านั้นการเข้าถึงบริการจิตเวชเพื่อรั กษาและฟื้ นฟู สมรรถภาพต่อเนื่องในระบบบริ การสุ ขภาพยั งต่ำกว่าที่ควรจะเป็ น ถึ งแม้ ว่าจะมี ความก้าวหน้าใน การให้บริการสุขภาพจิตมากขึ้น มียาที่มีประสิทธิภาพก็ตาม ปัญหาสุขภาพจิตส่งผลกระทบต่อผู้ป่วย ญาติ ผู้ดูแลและบุคคลในสังคม โดยเฉพาะโรคจิตก่อให้เกิดการตีตราความทุกข์ทรมาน สูญเสียความสามารถของผู้ป่วย (Disability) รวมทั้งก่อให้เกิดภาวะอันตรายต่อชุมชนและสังคมกรมสุ ขภาพจิ ตจึ งได้ จั ดทำ โครงการลดช่องว่างการบริ การผู้ ป่วยโรคจิ ต ระหว่าง ปี 2554-2555 โดยได้ นำ แนวทางโปรแกรมปฏิ บั ติ การเพื่อลดช่องว่างทางสุ ขภาพจิ ต ขององค์ การอนามั ยโลกมาปรั บให้ เหมาะสมกั บบริ บทในสั งคมไทย และทดลองนำร่องในพื้ นที่ตั วอย่าง เพื่อเพิ่มการเข้าถึ งบริ การ คุ ณภาพบริ การและคุ ณภาพชี วิ ตของผู้ ป่วยโรคจิตในประเทศไทย ซึ่งได้ผลเป็นน่าพอใจ จึงได้เริ่มนำมาขยายผลในปีงบประมาณ 2557 โดยกาหนดพื้นที่เป้าหมาย คือ 1 อำเภอนำร่องต่อ 1 เขตบริการสุขภาพและหน่วยบริการสาธารณสุขในสังกัดสานักอนามัย กรุงเทพมหานคร สำนักบริหารระบบบริการสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต ผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินงาน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า “คู่มือผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรการเข้าถึงบริการและดูแลผู้ป่วยโรคจิต” นี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติงานในการ พัฒนาระบบบริการดูแลผู้ป่วยโรคจิตอย่างครบวงจร เพิ่มการเข้าถึงบริการผู้ป่วยโรคจิต ส่งผลลัพธ์ที่ดีต่อการให้บริการ ผู้ป่วยจิตเวช ครอบครัวและชุมชน          คู่มือผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรการเข้าถึงบริการและดูแลผู้ป่วยโรคจิต สาหรับแพทย์ พัฒนาขึ้นโดยใช้ฐานองค์ ความรู้ จากโครงการลดช่องว่างการบริ การผู้ ป่วยโรคจิตในสังคมไทย ซึ่งพัฒนาขึ้นโดยองค์ การอนามัยโลกเพื่อให้แพทย์ที่ปฏิบัติงานด้านสุขภาพจิตและจิตเวชในเขตบริการสุขภาพ/พื้นที่ ได้นาไปใช้ในการดูแลผู้ป่วยโรคจิตอย่างครบวงจร        http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21927 2014/03/20 11:16:15 คู่มือผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร การเข้าถึงบริการและดูแลผู้ป่วยโรคจิตสำหรับแพทย์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21927 คู่มือผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร การเข้าถึงบริการและดูแลผู้ป่วยโรคจิตสำหรับพยาบาล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21926      คู่มือผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร การเข้าถึงบริการและดูแลผู้ป่วยโรคจิตสำหรับพยาบาล           ปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวชเป็นปัญหาสำคัญปัญหาหนึ่งของระบบสุขภาพประเทศไทย โดยประมาณการว่าประชากร 1 ใน 5 มีปัญหาสุขภาพจิต จากรายงานสถิติของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข พบว่าประเทศไทยมีผู้ป่วยจิตเวชทีมีอาการเริ่มต้นถึงรุนแรง ร้อยละ 14.3 หรือ 7 ล้านคน โดยเป็นผู้ป่วยโรคจิตเภทประมาณร้อยละ 0.8  หรือ 400,000 คน โรคซึมเศร้าประมาณร้อยละ 2.8 หรือ 1.4 ล้านคน ในปี พ.ศ.2556 พบว่าอัตราการเข้าถึงบริการ ผู้ป่วยโรคจิตและโรคซึมเศร้ามีเพียงร้อยละ 48.8 และร้อยละ 33.34 ตามลำดับ ยิ่งไปกว่านั้นการเข้าถึงบริการจิตเวชเพื่อรักษาและฟื้นฟูสมรรถภาพต่อเนื่องในระบบบริการสุขภาพยังต่ำกว่าที่ควรจะเป็น ถึงแม้ ว่าจะมี ความก้าวหน้าใน การให้บริการสุขภาพจิตมากขึ้น มียาที่มีประสิทธิภาพก็ตาม ปัญหาสุขภาพจิตส่งผลกระทบต่อผู้ป่วย ญาติ ผู้ดูแลและบุคคลในสังคม โดยเฉพาะโรคจิตก่อให้เกิดการตีตราความทุกข์ทรมาน สูญเสียความสามารถของผู้ป่วย (Disability) รวมทั้งก่อให้เกิดภาวะอันตรายต่อชุมชนและสังคม กรมสุขภาพจิตจึงได้ จัดทำโครงการลดช่องว่างการบริ การผู้ ป่วยโรคจิ ต ระหว่าง ปี 2554-2555 โดยได้ นำ แนวทางโปรแกรมปฏิบัติ การเพื่อลดช่องว่างทางสุขภาพจิ ต ขององค์ การอนามัยโลกมาปรับให้ เหมาะสมกับบริบทใน สังคมไทย และทดลองนำร่องในพื้นที่ตัวอย่าง เพื่อเพิ่มการเข้าถึงบริการ คุณภาพบริ การและคุณภาพชีวิตของผู้ป่วยโรคจิตในประเทศไทย ซึ่งได้ผลเป็นน่าพอใจ จึงได้เริ่มนำมาขยายผลในปีงบประมาณ 2557 โดยกำหนดพื้นที่เป้าหมาย  คือ 1 อำเภอนำร่องต่อ 1 เขตบริการสุขภาพและหน่วยบริการสาธารณสุขในสังกัดสำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร สำนักบริหารระบบบริการสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต ผู้รับผิดชอบหลักในการดำเนินงาน หวังเป็นอย่างยิ่งว่า        “คู่มือผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตรการเข้าถึงบริการและดูแลผู้ป่วยโรคจิต”นี้ จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติงานในการพัฒนาระบบบริการดูแลผู้ป่วยโรคจิตอย่างครบวงจร เพิ่มการเข้าถึงบริการผู้ป่วยโรคจิต ส่งผลลัพธ์ที่ดีต่อการให้บริการ ผู้ป่วยจิตเวช ครอบครัวและชุมชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21926 2014/03/20 10:54:33 คู่มือผู้เข้ารับการอบรมหลักสูตร การเข้าถึงบริการและดูแลผู้ป่วยโรคจิตสำหรับพยาบาล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21926 ต้นแบบกิจกรรม : โครงการ Smart Teen Love Say+Play http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21924 ต้นแบบกิจกรรม: โครงการ Smart Teen Love Say+Play             กิจกรรมต้นแบบที่จัดขึ้นโดยสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กระทรวงสาธารณสุข ร่วมมือกับ บ. เรกคิทท์ เบนคีเซอร์ (ประเทศไทย) จำกัด ผู้ผลิตและจัดจำหน่ายถุงยางอนามัย “ดูเร็กซ์”ได้ทำการออกแบบแบบสอบถาม (questionnaire) สำรวจความรักในวัยเรียนของเด็กนักเรียนระดับมัธยมศึกษา แจกให้เด็กนักเรียนทำ และส่งคืนล่วงหน้าก่อนมีกิจกรรม จากนั้นได้มีการประมวลผลและสรุปตัวเลขด้วยวิธีทางสถิติ ทำให้มีเครื่องมือช่วยวางแนวทางเนื้อหากิจกรรมได้ครอบคลุม แบบสำรวจล่วงหน้าดังกล่าวประสบความสำเร็จอย่างมากในแง่เด็กนักเรียนรู้สึกว่าตัวเลขสถิติที่นำเสนอในกิจกรรมนั้นเป็นของพวกเขาเอง เป็นตัวเลขที่ตรงใจ ตรงความต้องการ ช่วยให้เด็กเปิดใจรับข้อมูลความรู้ที่เตรียมไว้ให้ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21924 2014/03/18 22:57:46 ต้นแบบกิจกรรม : โครงการ Smart Teen Love Say+Play http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21924 แนวทางการจัดบริการบูรณาการสุขภาพวัยรุ่นของกระทรวงสาธารณสุข สำหรับบุคลากรสาธารณสุขใน รพศ./รพท./รพช.และรพ.สต. http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21923           การทำให้วัยรุ่นเข้าถึงและใช้บริการสุขภาพตามความเหมาะสมเป็นบทบาทและความรับผิดชอบของโรงพยาบาลและผู้ให้บริการที่จะต้องส่งเสริมสุขภาพ ป้องกัน ดูแลและฟื้นฟูประชากรวัยรุ่นและเยาวชนเพื่อตอบสนองสิทธิของเขาเหล่านั้น  ที่มีสิทธิไม่ได้ด้อยไปกว่าประชากรกลุ่มอายุอื่น แม้ว่า“คลินิกวัยรุ่น” ไม่ใช่คำตอบทั้งหมดของการป้องกันปัญหาสุขภาพของวัยรุ่น เพราะยังมีตัวกำหนดพฤติกรรมของวัยรุ่นอีกหลายประการที่ต้องได้รับการพัฒนา เช่น ครอบครัว เพื่อน สื่อ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม“คลินิกวัยรุ่น” จะมีบทบาทเป็นอย่างมากในการป้องกันปัญหาสุขภาพของวัยรุ่น สำหรับวัยรุ่นปกติก็ส่งเสริมดูแลให้ไม่มีพฤติกรรมเสี่ยง วัยรุ่นที่มีพฤติกรรมเสี่ยงก็ดูแลให้เป็นปกติ  ดังนั้นคลินิกจึงมีส่วนเป็นอย่างมากต่อการป้องกันไม่ให้ปัญหาสุขภาพและอนามัยการเจริญพันธุ์ทวีความรุนแรงมากขึ้น หรือช่วยให้ปัญหาสุขภาพในพื้นที่ไม่สูงขึ้นและลดลงในที่สุด           การจัด“คลินิกวัยรุ่น” จึงไม่ใช่เรื่องยาก หลักการและวิธีการไม่ต่างจากการจัดคลินิกอื่น ๆ ที่ให้ความสำคัญกับการเตรียมความพร้อมภายใน การพัฒนาคุณภาพบริการที่ต้องคำนึงถึงความต้องการและวิถีชีวิตของวัยรุ่น ต้องให้ความสำคัญมากเป็นพิเศษกับ ผู้ให้บริการที่เป็นมิตร ระบบบริการและการส่งต่อต้องรักษาความลับ ความเป็นส่วนตัว ความเป็นสัดส่วน การจัดบริการต้องมีทั้งกิจกรรมเชิงรุกและเชิงรับ การทำงานร่วมกับภาคีและเครือข่ายที่ต้องเชื่อมโยงบริการกับชุมชน สถานศึกษา สถานประกอบการ และสถานที่อื่น ๆ รวมทั้งมีระบบติดตามและประเมินผลการทำงาน           การดำเนินงานดังกล่าวข้างต้น จะเป็นไปตามแนวทาง “มาตรฐานบริการสุขภาพที่เป็นมิตรสำหรับวัยรุ่นและเยาวชน”ที่พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นเครื่องมือสำหรับโรงพยาบาลใช้เป็นแนวทางในการพัฒนา “คลินิกวัยรุ่น” เป็นเครื่องมือสำหรับโรงพยาบาลใช้ประเมินตนเองเพื่อปรับปรุงคุณภาพบริการสำหรับวัยรุ่นและเยาวชน จึงเป็นเครื่องมือ หรือกลไกหนึ่งของระบบการประเมินและรับรองมาตรฐาน โดยมีเป้าหมายที่ต้องการให้วัยรุ่นและเยาวชนเข้าถึงและใช้บริการสุขภาพตามความเหมาะสม มาตรฐานนี้มี 4องค์ประกอบคือ การบริหารจัดการ  การเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายและการสร้างความต้องการในการใช้บริการ บริการที่ครอบคลุมความต้องการของกลุ่มเป้าหมาย  และระบบบริการที่มีประสิทธิภาพและเป็นมิตรต่อวัยรุ่นและเยาวชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21923 2014/03/18 22:43:36 แนวทางการจัดบริการบูรณาการสุขภาพวัยรุ่นของกระทรวงสาธารณสุข สำหรับบุคลากรสาธารณสุขใน รพศ./รพท./รพช.และรพ.สต. http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21923 วัยรุ่นฉลาดรัก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21922 สภาพปัญหาวัยรุ่นไทย             วัยรุ่นมีเพศสัมพันธ์เร็วขึ้น ค่านิยมดูเป็นเรื่องธรรมดา              ประเทศไทยกำลังประสบปัญหาวัยรุ่นตั้งครรภ์ขณะยังไม่พร้อมสูงเป็นอันดับ 1 ของเอเชีย และอยู่ในอันดับ 3 ของโลก โดย สาเหตุของปัญหาการตั้งครรภ์ดังกล่าว เกิดจากเด็ก เยาวชน และครอบครัว ขาดภูมิคุ้มกันตัวเอง ขาดความรู้ ขาดการยับยั้งชั่งใจ และไม่มีขอบเขตของการคบหาระหว่างเพศชายและเพศหญิง         ทั้งนี้ จากผลการศึกษาวิจัยพบว่า การมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกของเด็กวัยรุ่นส่วนใหญ่ไม่ได้ใช้เครื่องป้องกัน เนื่องจากเด็กวัยรุ่นไม่ได้ตั้งใจจะไปมีเพศสัมพันธ์ แต่ถูกกระตุ้นจากการสัมผัสทางกาย ประกอบกับศักยภาพทางสมองส่วนหน้าที่ทำหน้าที่ในการคิดวิเคราะห์เหตุผลยังเจริญไม่เต็มที่ และกำลังอยู่ในระยะวัยเจริญพันธุ์ ซึ่งผลการสำรวจยังชี้ให้เห็นด้วยว่าวัยรุ่นไทยมีเพศสัมพันธ์ครั้งแรกขณะอายุเฉลี่ยน้อยลง คือระหว่าง 13 - 14 ปี และมีอัตราการมีเพศสัมพันธ์ก่อนวัยอันควรเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยอีกด้วย ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง รวมถึงครอบครัว ชุมชน จึงต้องช่วยกันป้องกัน และแก้ไขอย่างใกล้ชิด ช่องว่างระหว่างวัยรุ่นกับผู้ปกครองและครู           ช่องว่างระหว่างวัย เป็นปัญหาที่ก่อให้เกิดการไม่เข้าใจซึ่งกันและกันมากที่สุด เพราะฉะนั้นการลดช่องว่างระหว่างวัยจึงเป็นทางออกที่ดีที่สุดที่จะทำให้ผู้ปกครองหรือครู สามารถรับฟังเด็กวัยรุ่นได้เข้าใจ ในที่นี้หมายถึงเข้าใจในธรรมชาติของช่วงวัย เข้าใจสภาพสังคมที่วัยรุ่นต้องเผชิญ ข้าใจสถานการณ์ด้านเพศในสังคมปัจจุบัน จนสามารถชี้แนะแนวทางให้เด็กวัยรุ่นได้ถูกต้อง  โดยที่ผู้ใหญ่ไม่ตีค่าความคิดเรื่องเพศสัมพันธ์ของเด็กวัยรุ่นเป็นเรื่องถูกผิด แต่เปิดโอกาสให้เขาได้มีพื้นที่ในการแสดงออกและใช้พลังอย่างสร้างสรรค์ การลดช่องว่างของวัยมีวิธีง่ายๆ คือ การใช้ความรักเป็นพื้นฐานในการพูดคุยกัน ความรู้เรื่องเพศศึกษา ที่ควรจะเป็น ควรสอนอย่างไร?             ผู้ใหญ่ต้องเปิดใจ ยอมรับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป ยอมรับให้ได้ว่าเรื่องเพศเป็นเรื่องธรรมชาติ ไม่ใช่เรื่องผิดบาปอะไรที่เราจะพูดถึง การเงียบเฉยแล้วปล่อยให้เด็กค้นหาสิ่งอยากรู้อยากเห็นเอาเอง จะทำให้เด็กได้รับความรู้แบบผิดๆ การสอนเรื่องเพศควรเป็นในลักษณะรับฟังเสียก่อน ฟังทำความเข้าใจกับสิ่งที่เด็กสื่อสารออกมา แล้วจึงนำความรู้ที่ถูกต้องหยิบยื่นให้ ความคิดเห็นเรื่องเพศไม่มีถูกผิด แต่สำนึกความรับผิดชอบต่อตนเองและคู่รักมากกว่าที่เป็นสิ่งสำคัญที่ผุ้ใหญ่ควรปลูกฝัง สำหรับการสอนเรื่องเพศในยุคนี้ ต้องอาศัยการสื่อสารที่ตรงไปตรงมา กระชับ ชัดเจน ไม่ใช่ลักษณะการให้โอวาทแบบเมื่อก่อน และสำหรับเรื่องที่พูดยากอาจใช้สื่อภาพหรือภาพเคลื่อนไหว ช่วยในการสื่อสารได้ง่ายขึ้น    วัยรุ่นไม่กล้าเข้ารับการปรึกษาและบริการ          นั่นเพราะความเป็นจริงแล้วผู้ใหญ่ยังไม่มีท่าทีที่ถูกต้องในการเป็นที่ปรึกษา หรือเพราะความคิดของเด็กที่ฝังมาว่า เรื่องเพศเป็นเรื่องผิด ผู้ใหญ่รู้ไม่ได้ เป็นเรื่องน่าอาย และเรื่องเล็กจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ ทำให้เด็กขาดโอกาสในการได้รับความรู้และการช่วยเหลือที่ถูกต้อง เพราะฉะนั้นผู้ใหญ่ในสถานศึกษา อาจวางนโยบายและข้อปฏิบัติเรื่องการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์เรื่องเพศให้บุคลากรครูและนักเรียนรับรู้ร่วมกัน รวมทั้งการขอความช่วยเหลือจากหน่วยงานภายนอกที่เป็นหน่วยงานให้คำปรึกษามาชี้แนะแนวทางการให้คำปรึกษาที่ถูกต้อง หรือมาให้บริการที่โรงเรียน เพื่อสร้างโรงเรียนให้เป็นที่พึ่งแห่งแรกๆ ที่เด็กจะเข้าหาได้  http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21922 2014/03/18 09:59:39 วัยรุ่นฉลาดรัก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21922 แนวทางการดูแลช่วยเหลือ วัยรุ่นที่มีพฤติกรรมความรุนแรงสำหรับบุคลากรสาธารณสุข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21921 แนวทางการช่วยเหลือรักษาวัยรุ่นและครอบครัวของวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว   บทบาทของทีมสุขภาพจิตในการช่วยเหลือวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมก้าวร้าว ศิริไชย หงส์สงวนศรี และนงพงา ลิ้มสุวรรณ5ให้คำแนะนำในการช่วยเหลือวัยรุ่นและครอบครัวที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงดังต่อไปนี้      1. ประเมินวัยรุ่นและครอบครัวด้วยท่าทีเต็มใจให้ความช่วยเหลือด้วยความเข้าใจว่าพฤติกรรมก้าวร้าวมีสาเหตุจากหลายปัจจัยร่วมกันที่ต้องหาทางแก้ไขไม่ได้เกิดจากความผิดพลาดของคนใดคนหนึ่งมีท่าทีเห็นอกเห็นใจทั้งต่อตัววัยรุ่นและครอบครัวกับปัญหาที่เกิดขึ้น      2. แพทย์เป็นผู้ประเมินลักษณะพฤติกรรมก้าวร้าวที่เกิดขึ้นตามวิธีการจำแนกเป็นaffective aggression หรือ predatory aggression ระยะเวลาที่เริ่มมีพฤติกรรมก้าวร้าวการเปลี่ยนแปลงระดับความรุนแรง สถานการณ์ที่ทำให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าวปัจจัยเสี่ยงของการเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวของแต่ละบุคคล โดยอาศัยข้อมูลจากทั้งผู้ป่วยผู้ปกครอง และผู้เกี่ยวข้องอื่นเพราะข้อมูลทางด้านพฤติกรรมจากผู้ป่วยมักเชื่อถือได้น้อยกว่าข้อมูลจากผู้ปกครอง  ควรตรวจวินิจฉัยแยกโรคทางกายที่อาจเป็นสาเหตุของพฤติกรรมก้าวร้าวที่ได้กล่าวข้างต้นและประเมินเพื่อการวินิจฉัยว่าเป็นโรคทางจิตเวชที่สัมพันธ์กับการเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวหรือไม่และให้การช่วยเหลือรักษาที่เจาะจงกับโรคระดับเบื้องต้นหรือส่งต่อจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นหรือจิตแพทย์ทั่วไปตามความเหมาะสมซึ่งโดยทั่วไปแล้วการช่วยเหลือต้องอาศัยทีมสหวิชาชีพ และหลายวิธีการ      3. บุคลากรสุขภาพจิต อธิบายสาเหตุหรือปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดพฤติกรรมก้าวร้าวให้พ่อแม่หรือผู้ปกครองเข้าใจเพื่อหลีกเลี่ยงหรือแก้ไขปัจจัยเสี่ยงดังกล่าว รวมถึงแนะนำวิธีการปรับพฤติกรรมอย่างเหมาะสมที่ต้องเริ่มด้วยการสร้างสัมพันธภาพที่ดีกับวัยรุ่นก่อน ช่วยให้พ่อแม่รู้จักใช้วิธีการด้านบวกในการสร้างความสัมพันธ์กับลูกวัยรุ่น ยอมรับความแตกต่างของวัยรุ่นแต่ละคน ไม่เปรียบเทียบกับคนอื่น ลดปฏิสัมพันธ์เชิงลบเช่น การพูดบ่นทุกเรื่องการพูดย้ำเรื่องในอดีต และลดวิธีการทำโทษทางร่างกายอย่างรุนแรง รวมทั้งความรุนแรงในครอบครัว ให้พ่อแม่สื่อสารกับลูกอย่างชัดเจนว่า พ่อแม่ไม่ชอบเพียงพฤติกรรมของลูกไม่ใช่ไม่ชอบที่ตัวลูก หลังจากนั้นให้พ่อแม่กำหนดกฎเกณฑ์ที่พ่อแม่ต้องการอย่างมีเหตุผล และควรเป็นที่ยอมรับของวัยรุ่นด้วยอย่างชัดเจนและปฏิบัติตามได้อย่างสม่ำเสมอ มีแรงเสริมด้านบวกเมื่อวัยรุ่นมีพฤติกรรมเหมาะสมเช่น การให้รางวัลรูปแบบต่างๆ สิทธิพิเศษบางอย่าง และมีการลงโทษด้วยวิธีการที่หนักแน่นจริงจัง แต่ไม่รุนแรงเมื่อยังมีพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์       4. แนวทางการบำบัดรักษาวัยรุ่นที่มีพฤติกรรมก้าวร้าวทางจิตเวช โดยทั่วไปประกอบด้วย การรักษาโรคทางจิตเวชที่เฉพาะเจาะจงกับโรคที่เป็นสาเหตุพฤติกรรมก้าวร้าว  เช่น การทำจิตบำบัดรายบุคคล (individual psychotherapy) ได้แก่ จิตบำบัดแบบประคับประคอง(supportive psychotherapy) จิตบำบัดแบบปัญญาพฤติกรรม(cognitive behavioral psychotherapy) การสอนทักษะชีวิต (Life skill training) ทักษะทางสังคม(social skill training) เป็นต้น รวมถึงการส่งเสริมการตระหนักในคุณค่าแห่งตน(self esteem) แก่เด็กด้วยวิธีการต่างๆ เช่น กลุ่มจิตบำบัด ครอบครัวบำบัด การฝึกอบรมพ่อแม่ ครู เป็นต้น       5. การรักษาด้วยยา(Pharmacotherapy) ในปัจจุบันยังไม่มีการรักษาด้วยยาชนิดใดแต่เพียงอย่างเดียวที่ให้ได้ผลดี จึงควรเป็นวิธีการรักษาที่ใช้เสริมกันหรือร่วมกับวิธีการรักษาทางจิตสังคมเท่านั้น แต่การรักษาด้วยยามีบทบาทสำคัญในการรักษาโรคที่เป็นสาเหตุของพฤติกรรมก้าวร้าว ซึ่งจะช่วยลดอาการก้าวร้าวลงได้มาก มีการใช้ยาหลายชนิดเพื่อลดพฤติกรรมก้าวร้าว ซึ่งมักได้ผลดีกับพฤติกรรมก้าวร้าวแบบ affective aggression แต่ยังมีการศึกษาประสิทธิภาพของยาแบบ randomized controlled trial จำนวนน้อยมาก       คำแนะนำในการใช้ยาปัจจุบันคือ เลือกยาในกลุ่ม atypical antipsychotic  เช่น risperidone, clozapine ฯลฯ เป็นลำดับแรก เนื่องจากมีการศึกษาถึงประสิทธิภาพและความปลอดภัยมากที่สุด ยาในกลุ่มอื่น เช่น haloperidone, thrioridazine, lithium, cabamazepine หรือ methtylphenidate ก็สามารถช่วยลดพฤติกรรมก้าวร้าวได้ แต่ควรระมัดระวังผลข้างเคียงด้วย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21921 2014/03/18 09:43:09 แนวทางการดูแลช่วยเหลือ วัยรุ่นที่มีพฤติกรรมความรุนแรงสำหรับบุคลากรสาธารณสุข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21921 กิจกรรมกลุ่ม พัฒนาทักษะผู้ปกครองของเยาวชนที่ชอบเล่นเกม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21919 แนวคิดในการจัดกิจกรรมกลุ่มพัฒนาทักษะผู้ปกครอง               เป็นการจัดกิจกรรมกลุ่ม โดยการนำแนวคิดการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบกลุ่ม(Group Counseling) มาประยุกต์ใช้เป็นเป้าหมายของการจัดกิจกรรม   ร่วมกับการนำ 10 ข้อปฏิบัติในการดูแลช่วยเหลือเยาวชนชอบเล่นเกม มาใช้เป็นเครื่องมือสำคัญในการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกลุ่ม และติดตามการพัฒนาตนเองของสมาชิกกลุ่ม    แนวคิดที่สำคัญ              การปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบกลุ่ม(Group Counseling) เป็นกระบวนการที่บุคคลภายในกลุ่มอันประกอบด้วยผู้นำกลุ่มและสมาชิกมีปฏิสัมพันธ์ซึ่งกันและกัน ภายใต้บรรยากาศแห่งความช่วยเหลือและความไว้วางใจที่ผู้นำกลุ่มเป็นผู้เอื้ออำนวยให้สมาชิกในกลุ่มเปิดเผยปัญหาของตน เพิ่มศักยภาพและมีพลังในการแก้ไขปัญหา มีความรู้สึกเป็นอันหนึ่งอันเดียวกับกลุ่ม เรียนรู้ที่จะช่วยเหลือซึ่งกันและกันภายในกลุ่ม เพื่อนำมาประยุกต์ใช้ในชีวิตของเขาต่อไป (Corey, 1985 : 6-8)14 โดยยึดเป้าหมายการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบกลุ่มตามแนวคิดของทรอตเซอร์(Trotzer) ที่เป็นการพัฒนาสัมพันธภาพของบุคคลในกลุ่มเพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ภายให้บรรยากาศความไว้วางใจกัน14             การปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบกลุ่ม  (Group Counseling)  เป็นกระบวนการพัฒนาสัมพันธภาพระหว่างบุคคล โดยมีผู้นำกลุ่มทำหน้าที่เอื้ออำนวยให้สมาชิกเกิดการเรียนรู้ ภายใต้บรรยากาศแห่งการยอมรับ อบอุ่น มีความไว้วางใจและเข้าใจกันและกัน โดยเปิดโอกาสให้สมาชิกกลุ่มแสดงความรู้สึก ทัศนะของตน กล้าที่จะเผชิญกับปัญหาที่เกิดขึ้น และค้นหาสิ่งที่เป็นประเด็นข้อขัดแย้งของตน เพื่อการเข้าใจตนเองอันจะเป็นแนวทางไปสู่ความงอกงามของชีวิต14   ประโยชน์ของการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบกลุ่ม(Corey, 1985 : 8)14 1.ช่วยให้บุคคลเปลี่ยนแปลงทัศนคติ ความเชื่อ ความรู้สึก และพฤติกรรมที่มีต่อตนเองและผู้อื่น 2.ช่วยให้สมาชิกได้มีโอกาสในการสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่นและเรียนรู้ทักษะทางสังคม 3.ช่วยให้สมาชิกมีการแลกเปลี่ยนการรับรู้ซึ่งกันและกัน และรับรู้ถึงประโยชน์ของการได้ข้อมูลป้อนกลับจากกลุ่ม14            ทักษะพื้นฐานของการปรึกษาเชิงจิตวิทยาแบบกลุ่ม   ที่มักนำมาใช้ ได้แก่           1.  การฟัง    ผู้นำกลุ่มควรฟังด้วยความกระตือรือร้น  แสดงท่าทีสนใจ และตอบสนองว่ามีการ รับฟังด้วยสีหน้า ท่าทาง และคำพูด             2. การถาม    ผู้นำกลุ่มใช้คำถามกระตุ้นให้สมาชิกพูด ซึ่งควรเป็นคำถามปลายเปิด กระตุ้นให้สมาชิกได้เล่าเรื่องราว หรือแสดงความคิดเห็น             3.การทวนซ้ำ  เป็นทักษะในการทบทวนเนื้อหาใจความที่สมาชิกพูดออกมา โดยมีจุดประสงค์ ให้ผู้พูดได้ทราบว่ามีผู้กำลังฟังเขา เข้าใจเขา และยังช่วยให้ผู้พูดได้พูดต่อได้สิ่งที่ลึกซึ้งมากขึ้น          4. การสะท้อนความรู้สึก   เป็นทักษะการแสดงออกให้สมาชิกทราบว่าเราไม่เพียงแต่ได้ยินสิ่ง ที่เขาพูดเท่านั้น แต่ยังเข้าใจสิ่งที่อยู่ภายในใจเขาด้วย   การสะท้อนความรู้สึกของผู้พูดเปรียบเสมือนเป็นกระจกที่สะท้อนให้ผู้พูดเห็นตัวเขาเอง และเข้าใจความรู้สึกภายในของตนเองมากขึ้น            5.การสรุป  เป็นการดึงใจความสำคัญของการสนทนา หรืออภิปรายกลุ่มออกมา และเสนออออกไปด้วยคำพูดที่กระชับ  ในกรณีที่การสนทนามีเนื้อหามากและสมาชิกอาจสับสนจับประเด็นสำคัญได้ไม่ชัดเจน  หรือการสรุปเมื่อต้องการเปลี่ยนจุดสนใจ จากคนหนึ่งไปสู่สมาชิกอีกคนหนึ่ง หรือสรุปเพื่อเป็นประโยชน์ในการให้สมาชิกกลุ่มมุ่งความสนใจไปสู่ประเด็นสำคัญที่ต้องการการแก้ไขปัญหาร่วมกัน            6.  การทำให้กระจ่าง  เป็นการทำให้ข้อมูลที่ยังคลุมเครือมีความกระจ่างชัดเจนยิ่งขึ้น โดยอาจขอร้องให้สมาชิกพูดซ้ำอีกครั้งหนึ่ง หรือาจให้สมาชิกค้นหาคำพูดที่ตรงกับความหมายมากที่สุด            7. การแปลความ  หมายถึงการนำเอาสิ่งที่สมาชิกพูดมาตีความใหม่ที่ลึกซึ้งมากกว่าที่พูด เพื่อให้เขาเกิดความเข้าใจอย่างลึกซึ้งมากกว่าเดิม  และเป็นการพยายามสื่อความหมายของคำพูดที่ซ่อนเร้นอยู่ให้สมาชิกทราบ            8. การเชื่อมโยง  ค้นหาความคิดที่สอดคล้องกันหรือแตกต่างกัน   เป็นทักษะการนำเอาความคิดหรือประสบการณ์หรือปัญหาที่ร่วมกันของสมาชิกเชื่อมโยงเข้าด้วยกัน  เพื่อให้เกิดความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดของสมาชิกมากขึ้น นอกจากนี้การเชื่อมโยงยังใช้แยกแยะความเห็น ประสบการณ์ และพฤติกรรมที่ต่างกันต่อประเด็นหนึ่งก็ได้ เพื่อกระตุ้นให้สมาชิกมีการแลกเปลี่ยนประสบการณ์กันมากขึ้น และมีความชัดเจน เข้าใจ  และได้ข้อสรุปในประเด็นที่พูดคุยมากขึ้น            9. การสนับสนุน    เป็นทักษะการให้แรงเสริม และให้กำลังใจ ต่อสมาชิกกลุ่มที่เขาได้พยายามมีส่วนร่วมในกลุ่ม ซึ่งจะเป็นประโยชน์อย่างมากที่สุดในยามที่สมาชิกกำลังเปิดเผยปัญหายุ่งยากส่วนตัว  หรือให้ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่ม  และช่วยให้สมาชิกที่เงียบ ขี้อาย กล้าแสดงความคิดเห็นมากขึ้น    วิธีการสนับสนุนนี้  ผู้นำกลุ่มต้องให้ความสนใจ และให้ความสำคัญกับสมาชิกทุกคน สังเกตสมาชิกทุกคน   คอยกระตุ้นสมาชิกให้แสดงความคิดเห็น หรือเล่าเรื่องราวของเขา    ให้คำชมเมื่อสมาชิกกล้าเปิดเผยตนเอง หรือให้ความคิดเห็นที่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่ม           10. การควบคุมกลุ่ม   คือการกำหนดขอบเขตการกระทำของกลุ่ม เพื่อป้องกันการกระทำที่เกินเลยและเบี่ยงเบนออกไป   หรือการกระทำที่ทำให้กลุ่มเสียประโยชน์   เช่น  การพูดโจมตี ก้าวร้าวกันในกลุ่ม  การพูดออกนอกประเด็น  การจับกลุ่มย่อยคุยกันเองในกลุ่ม    การผูกขาดการพูดในกลุ่ม      หากมีกรณีดังกล่าว ผู้นำกลุ่มต้องหยุดสิ่งที่ไม่เป็นประโยชน์ต่อกลุ่มด้วยท่าทีนุ่มนวล และย้ำกติกาของกลุ่ม   http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21919 2014/03/17 21:32:27 กิจกรรมกลุ่ม พัฒนาทักษะผู้ปกครองของเยาวชนที่ชอบเล่นเกม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21919 กิจกรรมกลุ่มพัฒนาทักษะเยาวชนชอบเล่นเกม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21918 การพัฒนาชุดคู่มือการจัดกิจกรรมเสริมทักษะเยาวชนชอบเล่นเกม      “ศูนย์ป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กติดเกม” (Center of Game Addict Prevention)   โดยสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้จัดตั้งขึ้นเมื่อปีพ.ศ. 2547มีวัตถุประสงค์ในการให้บริการเพื่อการบำบัดและป้องกันแก้ไขปัญหาเด็กติดเกม รวมทั้งพัฒนาวิชาการเพื่อเผยแพร่สู่สาธารณะและบุคลากรที่เกี่ยวข้อง1  ได้นำแนวคิดในการป้องกันและแก้ไขปัญหาเยาวชนชอบเล่นเกมที่ให้พ่อแม่ผู้ปกครอง และลูกมีความเข้าใจพื้นฐานบางประการ รู้วิธีจัดการตนเอง รู้วิธีสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น และมีประสบการณ์ตรงกับการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว1  ร่วมกับนำจุดแข็งของกระบวนการกลุ่ม และกิจกรรมเชิงการบำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive – Behavior Therapy) มาใช้  เพื่อให้ความรู้ ปรับทัศนคติ และเปลี่ยนแปลงพฤติกรรม  ด้วย  4  โปรแกรมทางเลือก โปรแกรมดังกล่าวมุ่งเน้นให้พ่อแม่ ผู้ปกครองและเด็กมีความรู้ความเข้าใจเรื่องเกม สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ใหม่ผ่านสถานการณ์จำลองและกระบวนการกลุ่ม  สร้างทัศนคติ  และมุมมองใหม่  โดยเริ่มต้นการปรับเปลี่ยนตนเอง ลดพฤติกรรมต่างๆ ที่ไม่เหมาะสม รวมถึงปรับวิธีจัดการปัญหาที่ช่วยสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว และนำครอบครัวปรับสู่สมดุลอีกครั้ง ซึ่งการช่วยเหลือครอบครัวที่มีความเดือดร้อนสามารถดำเนินการครอบคลุมทั้งกลุ่มเด็กและครอบครัว1,9  โดยมีการพัฒนาโปรแกรมต่างๆ อย่างต่อเนื่อง ได้แก่ โปรแกรมพัฒนาศักยภาพเยาวชนและครอบครัวไทย  ยุคไซเบอร์ในสถานศึกษา7หลักสูตรพัฒนาศักยภาพเยาวชนและครอบครัวไทยยุคไซเบอร์8  รวมถึง ผลิตสื่อสนับสนุนต่างๆ           อย่างไรก็ตาม  การป้องกันแก้ไขปัญหาการเล่นเกมของเยาวชน เป็นหน้าที่ความรับผิดชอบร่วมกันของทุกฝ่าย ในปีพ.ศ. 2553 จึงได้พัฒนาการจัดกิจกรรมเสริมทักษะเยาวชนชอบเล่นเกมในชุมชน (Good Gamer) ขึ้น9,10สอดคล้องกับแนวคิดตามแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 11 ที่ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาคีการพัฒนาทั้งภาครัฐ ภาคเอกชนและภาคประชาสังคมในพื้นที่ เพื่อให้การดำเนินงานเป็นไปในทิศทางเดียวกัน สามารถแก้ไขปัญหาและพัฒนาศักยภาพในพื้นที่ ท้องถิ่น และชุมชน11 และจากนโยบายสำคัญของกรมสุขภาพจิตในปี 2556ที่สนับสนุนการจัดตั้งศูนย์ให้การปรึกษาคุณภาพ (Psychosocial Clinic)เพื่อให้บริการประชาชนในทุกกลุ่มวัย มีบริการดูแลช่วยเหลือแก้ไขปัญหาวัยรุ่น และสนับสนุนการจัดกิจกรรมเชิงรุก (Outreach) ในโรงเรียนและชุมชน  จึงได้เกิดการพัฒนา “ชุดคู่มือการจัดกิจกรรมเสริมทักษะเยาวชนชอบเล่นเกมสำหรับผู้ปฏิบัติงานสุขภาพจิตวัยรุ่นในชุมชน” เพื่อให้บุคลากรสาธารณสุขและผู้ปฏิบัติงานสุขภาพจิตวัยรุ่น ตลอดจนเครือข่ายที่เกี่ยวข้อง  มีแนวทางในการจัดกิจกรรมเพื่อพัฒนาศักยภาพเยาวชนและครอบครัวที่เหมาะสมกับบริบทในพื้นที่ต่อไป http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21918 2014/03/17 21:05:04 กิจกรรมกลุ่มพัฒนาทักษะเยาวชนชอบเล่นเกม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21918 กิจกรรมเสริมสร้างสัมพันธภาพครอบครัว เล่ม 2 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21917 แนวคิดและความรู้ที่สำคัญในการจัดกิจกรรมเสริมสร้างสัมพันธภาพครอบครัว   กิจกรรมเสริมสร้างสัมพันธภาพครอบครัว  เป็นการนำหลักการของกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ ร่วมกับการจัดกิจกรรมในรูปแบบฐานการเรียนรู้ (Walk Rally)  มาประยุกต์ใช้เพื่อให้ครอบครัวเกิดการเรียนรู้ทักษะต่างๆ ผ่านประสบการณ์ตรงในการร่วมกิจกรรม  ตามแนวคิดที่สำคัญ ดังนี้   แนวคิดที่สำคัญในการจัดกิจกรรม Ÿ      หลักการของกระบวนการกลุ่มสัมพันธ์ 14              กลุ่มสัมพันธ์เป็นกระบวนการที่เกี่ยวข้องกับความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลที่ช่วยให้มีการปรับตัว  ปรับความสัมพันธ์ต่อกันอย่างต่อเนื่อง  ซึ่งจะมีผลต่อความรู้สึกบรรยากาศภายในกลุ่ม  และกลุ่มจะช่วยอธิบายถึงธรรมชาติและพฤติกรรมของบุคคลที่มีอิทธิพลต่อกลุ่มโดยส่วนรวม  ซึ่งจะก่อให้เกิดการเรียนรู้และถ่ายทอดวิธีการทำงานร่วมกันภายในกลุ่มได้อย่างมีประสิทธิภาพ  โดยมีหลักการ ดังนี้  1.การเคารพความเป็นสมาชิกของแต่ละบุคคล   โดยถือว่าสมาชิกทุกคนมีสมรรถภาพในตนเอง  และมีลักษณะเฉพาะตนที่แสดงออกได้เมื่ออยู่ในกลุ่ม 2.ประสบการณ์กลุ่ม   เป็นวิถีทางตอบสนองความต้องการของบุคคลในแง่การยอมรับ  การหาประสบการณ์ใหม่  และการสร้างความมั่นคงปลอดภัยให้สมาชิก 3.สมาชิกทุกคนต้องการการยอมรับในการแสดงออก 4.สมาชิกทุกคนมีความรับผิดชอบในการดำเนินกิจกรรมกลุ่ม  และยอมรับบทบาทที่กลุ่มกำหนด 5.สมาชิกจะรับฟังความคิดเห็นผู้อื่น เปิดเผยตนเองในกลุ่ม เรียนรู้ที่จะยอมรับและพึงพอใจการมีส่วนร่วมในกลุ่ม 6.สมาชิกในกลุ่มที่มีความแตกต่างกันออกไป  จะช่วยให้สมาชิกได้มีส่วนร่วมตาม ความถนัดและความสนใจของตน  ซึ่งทำให้เกิดการแลกเปลี่ยนประสบการณ์อย่างกว้างขวาง 7.สมาชิกทุกคนมีความเอาใจใส่และมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาของกลุ่ม  ซึ่งความสำเร็จของการแก้ปัญหาขึ้นอยู่กับการเอาจริงเอาจังของกลุ่ม    Ÿการจัดกิจกรรมในรูปแบบฐานการเรียนรู้ (Walk Rally)  การแบ่งกิจกรรมการเรียนรู้เป็นกลุ่มกิจกรรมฐานย่อย    โดยการกำหนดวัตถุประสงค์ให้ ผู้เข้าร่วมกิจกรรมได้เรียนรู้ในแต่ละฐาน ภายใต้การเรียนรู้ตามเงื่อนไขที่กำหนด   มีการผสมผสานหลายๆ กิจกรรมเข้าด้วยกัน  ถือเป็นกิจกรรมที่เสริมสร้างประสบการณ์ตรง   ทำให้ผู้เข้าร่วมกิจกรรมเกิดกระบวนการเรียนรู้และทักษะต่างๆ ได้ด้วยตนเอง  พัฒนาการใช้ความคิดสร้างสรรค์   ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม เรียนรู้การทำงานร่วมกัน  การสื่อสารระหว่างกัน และการมีส่วนร่วมในการเรียนรู้กิจกรรม7นอกจากนั้น  หากมีการจัดกิจกรรมในสถานที่ซึ่งบรรยากาศเป็นธรรมชาติ ร่มรื่น  จะช่วยลดความเบื่อหน่ายในห้องฝึกอบรม   เกิดการผ่อนคลาย  รวมถึงหากมีการแข่งขันระหว่างกลุ่ม จะช่วยเสริมสร้างบรรยากาศในการเรียนรู้ที่สนุกสนาน   เกิดการกระตือรือร้นในการเรียนรู้และการทำกิจกรรม ความรู้ที่สำคัญในการจัดกิจกรรม Ÿการปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัว6,12            การปฏิบัติหน้าที่ของครอบครัวตาม McMaster Model    (McMaster Model of Family Functioning) แบ่งการทำหน้าที่ของครอบครัวออกเป็นด้านต่างๆ ดังนี้     1. การแก้ปัญหา(Problem  solving) หมายถึงความสามารถของครอบครัวในการแก้ไขปัญหาต่างๆ ที่เกิดขึ้นอย่างเหมาะสม ทำให้ครอบครัวดำเนินไปได้ และปฏิบัติหน้าที่ด้านต่างๆ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ คำว่า “ปัญหา” ในที่นี้ หมายถึงสิ่งที่มาคุกคามเสถียรภาพ การดำรงอยู่อย่างเป็นปกติสุขหรือประสิทธิภาพในการทำหน้าที่ของครอบครัว  ในการประเมินครอบครัวจะต้องวิเคราะห์ว่า ครอบครัวใช้วิธีแก้ปัญหาอย่างมีประสิทธิภาพมากน้อย    2. การสื่อสาร (Communication) หมายถึง การแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกันและกัน การสื่อสารมีสองแบบ คือ การสื่อสารโดยใช้คำพูด (Verbal communication) และการสื่อสารโดยไม่ใช้คำพูด (nonverbal communication)  ครอบครัวที่มีประสิทธิภาพจะสื่อสารได้ชัดเจนและตรงต่อบุคคลเป้าหมาย ถ้าการสื่อสารมีความคลุมเครือและอ้อมค้อมมากเท่าใด ครอบครัวก็จะทำหน้าที่ได้ไม่ดีเท่านั้น ในครอบครัวปกติความสามารถในการสื่อสารแต่ละด้านจะแตกต่างกันไป บางครอบครัวการสื่อสารเกี่ยวกับปัญหาที่ขัดแย้งกันนั้นอาจไม่ชัดเจน และไม่ตรงต่อบุคคลเป้าหมาย แต่ก็จะเป็นอยู่ช่วงสั้นๆ และไม่ทำให้เกิดปัญหาแต่อย่างใด       3. บทบาท ( role )  หมายถึง  แบบแผนพฤติกรรมที่สมาชิกประพฤติต่อกันและกันซ้ำๆเป็นประจำ แบ่งเป็นบทบาททางด้านวัตถุ และบทบาททางด้านอารมณ์  การประเมินว่าบทบาทในครอบครัวเป็นไปได้ดีหรือไม่  โดยการพิจารณาจาก                         Ÿการมอบหมายหน้าที่ตามบทบาท (role allocation) หมายถึง การมอบหมายความรับผิดชอบในหน้าที่บางประการให้สมาชิก ครอบครัวที่มีประสิทธิภาพจะมีการมอบหมายหน้าที่ที่จำเป็นทุกด้านอย่างชัดเจน ให้กับบุคคลที่เหมาะสม                          การดูแลให้สมาชิกรับผิดชอบในบทบาท(role accountability)หมายถึงวิธีการ   ที่ครอบครัวดูแลให้สมาชิกรับผิดชอบต่อบทบาทหน้าที่ของตน ภารกิจในครอบครัวจะดำเนินไปได้ก็ต่อเมื่อมีการมอบหมายหน้าที่อย่างเหมาะสม และมีระบบควบคุมให้สมาชิกปฏิบัติหน้าที่ของตนโดยครบถ้วน              4. การตอบสนองทางอารมณ์ (affective responsiveness) หมายถึง ความสามารถที่จะตอบสนองทางอารมณ์ต่อกันและกันอย่างเหมาะสม ครอบครัวที่ทำหน้าที่ปกติจะแสดงอารมณ์ได้    หลายแบบในปริมาณและสถานการณ์ที่เหมาะสม              5. ความผูกพันทางอารมณ์ (affective  involvement)หมายถึง ระดับความผูกพันห่วงใยที่สมาชิกแต่ละคนมีต่อกัน รวมทั้งการแสดงออกซึ่งความสนใจ และการเห็นคุณค่าของกันและกัน    ความผูกพันทางอารมณ์ที่สมาชิกมีต่อกัน จะต้องเหมาะกับความต้องการของผู้รับ และจะแตกต่างกันไปในวงจรชีวิตแต่ละระยะ เช่น ขณะที่ลูกยังเล็กความผูกพันแน่นแฟ้นระหว่างเด็กและพ่อแม่ เป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งสำหรับความอยู่รอดของลูก แต่เมื่อลูกเข้าวัยรุ่น ลูกจะเริ่มสร้างความสัมพันธ์กับบุคคลนอกครอบครัวมากขึ้น ความผูกพันระหว่างลูกวัยรุ่นและพ่อแม่ก็จะต้องลดความเข้มข้นลง 6. การควบคุมพฤติกรรม  (behavior control) หมายถึง  วิธีการที่ครอบครัวควบคุมหรือ จัดการกับพฤติกรรมของสมาชิก  การควบคุมพฤติกรรมเป็นสิ่งจำเป็น ทั้งนี้เพื่อให้สมาชิกประพฤติตนอยู่ในขอบเขตอันเหมาะสม  ไม่ทำให้เกิดความเดือดร้อนแก่ตนเองและผู้อื่น  ซึ่งรวมถึงการรักษาระเบียบวินัยภายในครอบครัว เช่น ในการเล่นเกมพ่อแม่ควรมีการตกลงกติกาที่ชัดเจนว่าให้เล่นได้นานเท่าไร มีการกำกับดูแล และการลงโทษเมื่อผิดข้อตกลงอย่างไร และเมื่อมีการลงโทษพ่อแม่ต้องติดตามการลงโทษนั้น ในช่วงแรกของการเล่นเกมพ่อแม่ควรเข้าไปดูแลลูก คอยเตือนไม่ให้เล่นมากเกินไป เช่นเดียวกับการลงโทษ ช่วงแรกๆ พ่อแม่ต้องเข้าไปติดตามการลงโทษ อย่าปล่อยให้เด็กจัดการกับตนเอง ถ้าเห็นว่าเด็กทำได้ดีก็ให้ชมเชย แต่ถ้าทำไม่ได้จะต้องมาพูดคุยหาสาเหตุและแนวทางแก้ไขใหม่   Ÿสรุป 10 ข้อปฏิบัติในการดูแลช่วยเหลือเยาวชนชอบเล่นเกม          แนวทางปฏิบัติสำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครองหรือผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้องในการป้องกันและแก้ไขปัญหา เยาวชนที่เริ่มชอบ หรือคลั่งไคล้ หรือน่าจะติดเกม  ประกอบด้วย 10ข้อปฏิบัติง่ายๆ แต่ได้ผล15 หมวดพื้นฐานสำคัญ 1.      สร้างวินัยและความรับผิดชอบตั้งแต่ยังเล็ก หมวดการจัดการสิ่งแวดล้อมอย่างง่ายแต่ได้ผล 2.      ลดโอกาสการเข้าถึงคอมพิวเตอร์และอินเตอร์เน็ต 3.      ใช้มาตรการทางการเงิน หมวดการสร้างสัมพันธภาพและการสื่อสารคุณภาพ   4.      ฟังและพูดดีต่อกัน  5.      จับถูก ชื่นชม ให้กำลังใจ   6.      ร่วมกำหนดกติกาอย่างเป็นรูปธรรม และบังคับใช้อย่างเข้มแข็งแต่อ่อนโยน (อ่อนนอก แข็งใน) หมวดหัวใจของการเปลี่ยนแปลง 7.      มีทางออกที่สร้างสรรค์ให้เด็ก 8.      สร้างรอยยิ้มเล็กๆในครอบครัว  9.      ควบคุมอารมณ์และสร้างความสุขเล็กๆ ในใจของพ่อแม่เอง 10.  เริ่มต้นการเปลี่ยนแปลงที่ตัวเรา...ทันที http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21917 2014/03/17 15:05:54 กิจกรรมเสริมสร้างสัมพันธภาพครอบครัว เล่ม 2 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21917 กิจกรรมเสริมสร้างสัมพันธภาพครอบครัว http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21916      กิจกรรมเพื่อการเรียนรู้ทักษะพื้นฐานที่จำเป็นในการสร้างสัมพันธภาพในครอบครัว  ที่ทำให้สมาชิกทุกคนในครอบครัวอยู่ร่วมกันได้อย่างมีความสุข ได้แก่    1. ความรับผิดชอบและวินัยภายในครอบครัวจะต้องมีความชัดเจนและเข้าใจง่าย สามารถจะปฏิบัติได้  เป็นการวางแผนและกำหนดร่วมกันจากสมาชิกในครอบครัว  ซึ่งสมาชิกทุกคนต้องรักษาความรับผิดชอบและวินัยอย่างมั่นคง    เสมอต้นเสมอปลาย  และปฏิบัติในทิศทางเดียวกัน 2.    ความไว้วางใจซึ่งกันและกันเป็นรากฐานสำคัญในการใช้ชีวิตร่วมกันในครอบครัว ความไว้วางใจซึ่งกันและกันจะเกิดขึ้นได้โดยเฉพาะในครอบครัวที่มีลูกวัยรุ่นนั้น   พ่อแม่ผู้ปกครองก็ต้องไว้วางใจในการตัดสินใจของตนเองที่จะให้อิสระและส่งเสริมให้ลูกได้เป็นตัวของตัวเองอย่างเหมาะสม  ขณะที่วัยรุ่นจำเป็นต้องรักษาความเชื่อใจ ความไว้วางใจที่พ่อแม่มีให้โดยแสดงพฤติกรรมที่เป็นความรับผิดชอบต่อตนเองและผู้อื่น 3.      การจัดการและควบคุมอารมณ์การเรียนรู้ที่จะเข้าใจอารมณ์ตนเอง สาเหตุ ตัวกระตุ้นและการแสดงอออก รวมทั้งได้เรียนรู้ในการฝึกฝนตนเองที่จะจัดการอารมณ์อย่างเหมาะสม ก็จะช่วยให้เกิดผลดีต่อตนเองและคนรอบข้าง โดยเฉพาะส่งผลต่อสัมพันธภาพที่ดีภายในครอบครัว 4.      การไม่ด่วนสรุป ไม่ตัดสินการพูดคุยสอบถามทำความเข้าใจถึงความรู้สึก หรือความต้องการที่แท้จริง  หาข้อเท็จจริงก่อนโดยไม่รีบด่วนสรุปหรือตัดสิน    จะช่วยให้ทราบเหตุผลที่แท้จริงในการกระทำต่างๆ  เข้าใจสถานการณ์ความเป็นจริงได้ดี  เกิดความเข้าใจกัน และนำมาซึ่งสัมพันธภาพที่ดีระหว่างกันในครอบครัว 5.      การใส่ใจความรู้สึกของกันและกันหากสมาชิกในทุกครอบครัวต่างใส่ใจความรู้สึกซึ่งกันและกัน เอาใจเขามาใส่ใจเรา นึกถึงความรู้สึกของคนอื่น  ย่อมมีผลต่อรูปแบบในการแสดงออกทั้งคำพูดและการกระทำ  ซึ่งจะทำให้เกิดความสัมพันธ์ที่ดีในครอบครัว  และช่วยให้สามารถร่วมกันแก้ไขปัญหาต่าง ๆ  ภายในครอบครัวได้   http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21916 2014/03/17 14:57:04 กิจกรรมเสริมสร้างสัมพันธภาพครอบครัว http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21916 แนวทางการดูแลช่วยเหลือผู้ปกครองและวัยรุ่นที่มีปัญหาติดเกมสำหรับบุคลากรสาธารณสุข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21915 แนวคิดที่สำคัญและเป็นปัจจัยปกป้องในการดูแลช่วยเหลือปัญหาเด็กและวัยรุ่นที่ติดเกม คือระบบครอบครัว การอบรมเลี้ยงดู และสัมพันธภาพที่ดีภายในครอบครัว ซึ่งจะส่งผลต่อการหล่อหลอมและปลูกฝังค่านิยมจริยธรรม และพฤติกรรมต่างๆของเด็ก  รวมถึงผลักดันให้เกิดความเข้มแข็งในการเผชิญและจัดการกับสภาพปัญหาต่างๆได้  ในครอบครัวที่ประสบกับภาวะปัญหาเด็กและวัยรุ่นติดเกมนั้น มักพบว่าผู้ปกครองขาดความเข้าใจพื้นฐานบางประการในเรื่องเกม และธรรมชาติตามวัยของเด็กและวัยรุ่น  เช่น ไม่ทราบว่าเกมมีสิ่งเร้าใจท้าทาย  เนื้อหาของเกมดึงดูดใจ  เด็กและวัยรุ่นต้องการเอาชนะ  ชอบความสนุก  ความท้าทาย  รู้สึกมีคุณค่าและภาคภูมิใจเมื่อได้แสดงบทบาทและได้รับการตอบสนองความพึงพอใจทันที หากเด็กมีโอกาสสัมผัสกับเกมโดยขาดการกำหนดกติกาและการควบคุมเวลา จะทำให้เด็กเพลิดเพลินกับการเล่นเกมและไม่สามารถควบคุมตนเองได้  ซึ่งมักพบได้ในครอบครัวที่มีการเลี้ยงดูแบบตามใจและปล่อยปละละเลย  ดังนั้นการป้องกันและแก้ไขปัญหา          เด็กติดเกม จึงมีแนวคิดพื้นฐานในการช่วยให้พ่อแม่ ผู้ปกครอง และลูกมีความเข้าใจพื้นฐานบางประการ รู้วิธีจัดการตนเอง รู้วิธีสร้างสัมพันธภาพกับผู้อื่น และมีประสบการณ์ตรงกับการสร้างความสัมพันธ์ในครอบครัว  ดังตารางแนวคิดพื้นฐานในการส่งเสริมป้องกันและแก้ไขปัญหาเด็กติดเกม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21915 2014/03/17 14:31:22 แนวทางการดูแลช่วยเหลือผู้ปกครองและวัยรุ่นที่มีปัญหาติดเกมสำหรับบุคลากรสาธารณสุข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21915 คู่มือแนวทางการดูแลทางสังคมจิตใจสำหรับ รพช.รพท.รพศ. ปี2556 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21905 เนื้อหาในคู่มือนี้ กระกอบด้วย -บทนำ กล่าวถึง ความสำคัญของการดูแลทางสังคมจิตใจ ความหมาย วัตถุประสงค์ ประโยชน์ ขอบเขตบริการ แนวคิด  ฯลฯ -แนวทางการดูแลทางสังคมจิตใจ -แนวทางการดูแลทางสังคมจิตใจตามประเด็นปัญหา -การพัฒนาศักยภาพบุคลากรในการดูแลทางสังคมจิตใจ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21905 2013/10/28 15:08:23 คู่มือแนวทางการดูแลทางสังคมจิตใจสำหรับ รพช.รพท.รพศ. ปี2556 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21905 แนวทางการดูแลสุขภาพจิตแรงงานต่างด้าว: แรงงานพม่า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21904 คู่มือฯกล่าวถึง -ข้อมูลเกี่ยวกับสุขภาพจิตแรงงานต่างด้าว: แรงงานพม่า   -การปรับตัวของแรงงานต่างด้าว -แนวทางการดำเนินงานสุขภาพจิตสำหรับแรงงานต่างด้าว ระดับจังหวัด สถานประกอบการ ชุมชน และบุคคล -ประสบการณ์การทำงานกับแรงงานต่างด้าว http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21904 2013/10/28 11:02:15 แนวทางการดูแลสุขภาพจิตแรงงานต่างด้าว: แรงงานพม่า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21904 ฉลาดรักเออรัก...ไม่เออเรอ เพิ่ม RQ รับวาเลนไทน์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21882 RQ เป็นความสามารถของบุคลลในการปรับตัวและฟื้นตัวภายหลังที่พบกับเหตุการณ์วิกฤตหรือสถานการณ์ที่ก่อให้เกิดความยากลำบาก เป็นคุณสมบัติหนึ่งที่ช่วยให้บุคคลผ่านพ้นปัญหาอุปสรรคและดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21882 2013/05/01 14:48:13 ฉลาดรักเออรัก...ไม่เออเรอ เพิ่ม RQ รับวาเลนไทน์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21882 คู่มือการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมสำหรับเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21863        โรคสมองเสื่อมพบในผู้สูงอายุเป็นส่วนใหญ่  โดยยังไม่มียาที่รักษาให้หายขาดได้ อาการของโรคจะค่อยๆรุนแรงขึ้นตามระยะเวลาของการป่วยและส่วนใหญ่มักจะควบคุมอารมณ์และพฤติกรรมของตังเองไม่ได้ มีอาการหลงลืมอย่างมาก  ส่งผลต่อการดำเนินชีวิตประจำวัน ไม่สามารถช่วยเหลือตนเองได้ จึงเป็นภาระหนักสำหรับญาติในการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม        กลุ่มภารกิจด้านพัฒนาการแพทย์ ประกอบด้วย กรมสุขภาพจิต  กรมการแพทย์ กรมพัฒนาการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก ได้จัดทำคู่มือการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมสำหรับเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลเพื่อให้เจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบลมีความรู้ ความเข้าใจและมีแนวทางในการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อม  โดยใช้แนวทางการดูแลสุขภาพองค์รวมและเรียนรู้การแก้ปัญหาจากกรณีตัวอย่างย่างชดข้าใจ เพื่อ ขึ้น  และเร           http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21863 2013/02/14 14:10:23 คู่มือการดูแลผู้ป่วยสมองเสื่อมสำหรับเจ้าหน้าที่ในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21863 แนวทางการให้การดูแลและประเมินอาการไม่พึงประสงค์จากการรับประทานยาคลอนาซีแปมในผู้ป่วยจิตเวชสูงอายุ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21861 อาการไม่พึงประสงค์จากยาคลอนาซีแพม (Clonazepam) (มาโนช และปราโมทย์, 2550 ; Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) ระบบกล้ามเนื6อ - กล้ามเนื9ออ่อนแรง - เดินเซ การทรงตัวไม่ดี ระบบทางเดินหายใจ - ไอ - มีเสมหะมาก (Hypersecretion in upper respiratory tract) - หายใจส9ัน (Shortness of breath) - น9ำลายมาก 3 ระบบประสาท - ระดับความรู้สึกตัวลดลง - ง่วงซึม หลับมาก - ความดันโลหิตลดตํ'าลง - นอนละเมอ - กระสับกระส่าย - เกิดอาการซึมเศร้า, เช'ืองช้า, อ่อนเพลีย, ไม่สบาย hypoactivity, มึนศีรษะ, ความจำ ไม่ดี, การโต้ตอบไม่ดี, หลงลืม, ไม่มีสมาธิ, extrapyramidal symptoms, paradoxical reactions (กรมสุขภาพจิต, 2543) ส่วนอาการข้างเคียงท'ีเกิดขึ9นในระบบอ'ืน ๆ ของร่างกายได้จากการใช้ยาท'ี พบได้ คือ ระบบทางเดินอาหาร เกิดอาการท้องผูก ท้องเสีย ปากแห้ง ลิ9นเป็นฝ้ า เบ'ืออาหาร คล'ืนไส้ อาเจียน พูดลำบาก (dysarthria) น9ำลายมาก กระเพาะอาหารอักเสบ น9ำหนักตัวเพิ'มขึ9น ระบบสืบพันธ์และทางเดินปัสสาวะ ประจำเดือนมาไม่สมํ'าเสมอ ความรู้สึกทางเพศเปล'ียนแปลง ปัสสาวะคัง' ระบบหลอดเลือดและหัวใจ หัวใจเต้นเร็ว หรือ หัวใจเต้นช้า เส้นเลือดหัวใจตีบ ความดันสูง หรือ ความดันตํ'า ชีพจรเต้นเร็ว (palpitation) หู ตา คอ จมูก การมองเห็นผิดปกติ เห็นภาพซ้อน (diplopia) ตาเคล'ือนไหวรวดเร็วโดยไม่ตั9งใจ (nystagmus) การได้ยินผิดปกติ คัดจมูก ผิวหนัง เกิดอาการผน'ื คัน ผิวหนังแดง มีตุ่มอักเสบ ผมร่วง ใบหน้าและตาตุ่มบวม มีขนดก (hirsutism) อาการทางจิต ปัญหาการเกิดพฤติกรรม, มีอาการทางจิต, มีแนวโน้มในการฆ่าตัวตาย อาการอืนๆ อาการสะอึก มีไข้ การหายใจผิดปกติ ตับอักเสบ เลือดจาง น9ำหนักตัวเพิ'มขึ9น กระหายน9ำ จากการจัดการความรู้พบว่า อาการไม่พึงประสงค์ท'ีพบได้บ่อย คือ กล้ามเนื9ออ่อนแรง เดินเซ การ ทรงตัวไม่ดี มีเสมหะ น9ำลายมาก ง่วงซึม หลับมาก ความดันโลหิตลดตํ'าลง 4 ข้อควรระวังจากการใช้ยา (มาโนช และปราโมทย์, 2550 ; Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) - ระยะเวลาท'ีได้รับยาท'ีอาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้เริ'มตั9งแต่เวลา 30 นาที ถึง 1 สัปดาห์ - การเกิดอันตรกิริยาของยา ยาท'ีใช้ร่วม อาจเป็นตัวเสริมให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้มาก ขึ9น เช่น Lithium ทำให้เกิดภาวะ Electrolyte imbalance CPZ ทำให้ความดันโลหิตตํ'า (Tacit K.) - ต้องมีการซักประวัติ และมีการประเมินเก'ียวกับโรคทางกายของผู้ป่ วยท'ีอาจเกิดอันตราย จากการใช้ยา ซึ'งจากการให้การดูแลผู้ป่ วย พบว่า โรคทางเดินหายใจ โรคทางสมอง Depress โรค ตับ ไต เป็นโรคท'ีก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ป่ วยจากการใช้ยา (Tacit K.) นอกจากนี9ยังมีข้อควรระวังจากการใช้ยา ท'ีต้องให้ความสำคัญ คือ 1. ไม่ควรใช้ยาในผู้ป่ วยท'ีมีอาการซึมเศร้าในระยะแรกหรือเป็นโรคจิตท'ีไม่มีอาการ anxiety ที'เห็นได้ชัดเจน 2. การใช้ยาเป็ นระยะเวลานานทำให้ติดยาได้ อาการถอนยาเกิดขึ9นหลังจากให้การ รักษา 4-6 สัปดาห์โดยเฉพาะยาซึ' งออกฤทธิ` ในระยะสั9น ถ้ารับประทานยาทุกวันในขนาดยาท'ี กำหนดหรือขนาดสูงเกินกว่า 3 เดือน และหยุดยาทันที จะทำให้เกิดอาการชัก ซึ'งอาการนี9อาจเกิดใน ผู้ป่ วยท'ีรับประทานยานานระหว่าง 1 สัปดาห์ ถึง 4 เดือน - ระยะเวลาเริ'มต้นในการออกฤทธิ` ของยาอยู่ระหว่าง 20-60 นาที ขึ9นกับอัตรา การเกิด metabolism ของยา - ระยะเวลาในการออกฤทธิ`นาน 6 ถึง 12 ชัว' โมง หรือกว่านี9ขึ9นอยู่กับชนิดและ ขนาดยาท'ีให้กับผู้ป่ วย 3. อาการถอนยาจากการรักษาด้วย clonazepam โดยเฉพาะ ในผู้ป่วยที'ใช้ยาระยะเวลานาน ในขนาดสูงจะเกิดอาการ status epilepticus ดังนั9นจึงค่อย ๆ ลดขนาดยาลง ครั9งละ 0.125mg วันละ 2 ครั9ง ทุกๆ 3 วันจนกว่าจะถอนยาได้สมบูรณ์ (Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) เพ'ือป้ องกันไม่ให้เกิดอาการถอนยากับผู้ป่ วยท'ีรับประทานยาเป็นระยะเวลานาน ควรลดขนาด ยาอย่างช้าๆ ภายใน 4-8 สัปดาห์ โดยเฉพาะในผู้ป่ วยท'ีเคยมีประวัติว่ามีอาการชักผู้ป่ วยท'ีได้รับยา short acting benzodiazepine อาจเปล'ียนมาเป็นยาในกลุ่ม long acting เช่น diazepam อาจใช้ยา clonidine, propanolol และ carbamazepine เป็นยาเสริมการรักษาอาการถอนยาจาก benzodiazepine 4. ต้องระมัดระวังในการให้ยากับผู้ป่ วยโรคตับ โรคไต เพราะจะทำให้เกิดอาการสะสมยา ในร่างกาย โดยเฉพาะ clonazepam ห้ามให้ยานี9กับผู้ป่ วยโรคตับ 5. ยาสามารถผ่านทางรกและสะสมในตัวอ่อนทำให้เกิดความผิดปกติในรูปร่างได้ โดยเฉพาะในระยะเวลา 3 เดือนแรกของการตั9งครรภ์อาการไม่พึงประสงค์จากยาคลอนาซีแพม (Clonazepam) (มาโนช และปราโมทย์, 2550 ; Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) ระบบกล้ามเนื6อ - กล้ามเนื9ออ่อนแรง - เดินเซ การทรงตัวไม่ดี ระบบทางเดินหายใจ - ไอ - มีเสมหะมาก (Hypersecretion in upper respiratory tract) - หายใจส9ัน (Shortness of breath) - น9ำลายมาก 3 ระบบประสาท - ระดับความรู้สึกตัวลดลง - ง่วงซึม หลับมาก - ความดันโลหิตลดตํ'าลง - นอนละเมอ - กระสับกระส่าย - เกิดอาการซึมเศร้า, เช'ืองช้า, อ่อนเพลีย, ไม่สบาย hypoactivity, มึนศีรษะ, ความจำ ไม่ดี, การโต้ตอบไม่ดี, หลงลืม, ไม่มีสมาธิ, extrapyramidal symptoms, paradoxical reactions (กรมสุขภาพจิต, 2543) ส่วนอาการข้างเคียงท'ีเกิดขึ9นในระบบอ'ืน ๆ ของร่างกายได้จากการใช้ยาท'ี พบได้ คือ ระบบทางเดินอาหาร เกิดอาการท้องผูก ท้องเสีย ปากแห้ง ลิ9นเป็นฝ้ า เบ'ืออาหาร คล'ืนไส้ อาเจียน พูดลำบาก (dysarthria) น9ำลายมาก กระเพาะอาหารอักเสบ น9ำหนักตัวเพิ'มขึ9น ระบบสืบพันธ์และทางเดินปัสสาวะ ประจำเดือนมาไม่สมํ'าเสมอ ความรู้สึกทางเพศเปล'ียนแปลง ปัสสาวะคัง' ระบบหลอดเลือดและหัวใจ หัวใจเต้นเร็ว หรือ หัวใจเต้นช้า เส้นเลือดหัวใจตีบ ความดันสูง หรือ ความดันตํ'า ชีพจรเต้นเร็ว (palpitation) หู ตา คอ จมูก การมองเห็นผิดปกติ เห็นภาพซ้อน (diplopia) ตาเคล'ือนไหวรวดเร็วโดยไม่ตั9งใจ (nystagmus) การได้ยินผิดปกติ คัดจมูก ผิวหนัง เกิดอาการผน'ื คัน ผิวหนังแดง มีตุ่มอักเสบ ผมร่วง ใบหน้าและตาตุ่มบวม มีขนดก (hirsutism) อาการทางจิต ปัญหาการเกิดพฤติกรรม, มีอาการทางจิต, มีแนวโน้มในการฆ่าตัวตาย อาการอืนๆ อาการสะอึก มีไข้ การหายใจผิดปกติ ตับอักเสบ เลือดจาง น9ำหนักตัวเพิ'มขึ9น กระหายน9ำ จากการจัดการความรู้พบว่า อาการไม่พึงประสงค์ท'ีพบได้บ่อย คือ กล้ามเนื9ออ่อนแรง เดินเซ การ ทรงตัวไม่ดี มีเสมหะ น9ำลายมาก ง่วงซึม หลับมาก ความดันโลหิตลดตํ'าลง 4 ข้อควรระวังจากการใช้ยา (มาโนช และปราโมทย์, 2550 ; Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) - ระยะเวลาท'ีได้รับยาท'ีอาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้เริ'มตั9งแต่เวลา 30 นาที ถึง 1 สัปดาห์ - การเกิดอันตรกิริยาของยา ยาท'ีใช้ร่วม อาจเป็นตัวเสริมให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้มาก ขึ9น เช่น Lithium ทำให้เกิดภาวะ Electrolyte imbalance CPZ ทำให้ความดันโลหิตตํ'า (Tacit K.) - ต้องมีการซักประวัติ และมีการประเมินเก'ียวกับโรคทางกายของผู้ป่ วยท'ีอาจเกิดอันตราย จากการใช้ยา ซึ'งจากการให้การดูแลผู้ป่ วย พบว่า โรคทางเดินหายใจ โรคทางสมอง Depress โรค ตับ ไต เป็นโรคท'ีก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ป่ วยจากการใช้ยา (Tacit K.) นอกจากนี9ยังมีข้อควรระวังจากการใช้ยา ท'ีต้องให้ความสำคัญ คือ 1. ไม่ควรใช้ยาในผู้ป่ วยท'ีมีอาการซึมเศร้าในระยะแรกหรือเป็นโรคจิตท'ีไม่มีอาการ anxiety ที'เห็นได้ชัดเจน 2. การใช้ยาเป็ นระยะเวลานานทำให้ติดยาได้ อาการถอนยาเกิดขึ9นหลังจากให้การ รักษา 4-6 สัปดาห์โดยเฉพาะยาซึ' งออกฤทธิ` ในระยะสั9น ถ้ารับประทานยาทุกวันในขนาดยาท'ี กำหนดหรือขนาดสูงเกินกว่า 3 เดือน และหยุดยาทันที จะทำให้เกิดอาการชัก ซึ'งอาการนี9อาจเกิดใน ผู้ป่ วยท'ีรับประทานยานานระหว่าง 1 สัปดาห์ ถึง 4 เดือน - ระยะเวลาเริ'มต้นในการออกฤทธิ` ของยาอยู่ระหว่าง 20-60 นาที ขึ9นกับอัตรา การเกิด metabolism ของยา - ระยะเวลาในการออกฤทธิ`นาน 6 ถึง 12 ชัว' โมง หรือกว่านี9ขึ9นอยู่กับชนิดและ ขนาดยาท'ีให้กับผู้ป่ วย 3. อาการถอนยาจากการรักษาด้วย clonazepam โดยเฉพาะ ในผู้ป่วยที'ใช้ยาระยะเวลานาน ในขนาดสูงจะเกิดอาการ status epilepticus ดังนั9นจึงค่อย ๆ ลดขนาดยาลง ครั9งละ 0.125mg วันละ 2 ครั9ง ทุกๆ 3 วันจนกว่าจะถอนยาได้สมบูรณ์ (Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) เพ'ือป้ องกันไม่ให้เกิดอาการถอนยากับผู้ป่ วยท'ีรับประทานยาเป็นระยะเวลานาน ควรลดขนาด ยาอย่างช้าๆ ภายใน 4-8 สัปดาห์ โดยเฉพาะในผู้ป่ วยท'ีเคยมีประวัติว่ามีอาการชักผู้ป่ วยท'ีได้รับยา short acting benzodiazepine อาจเปล'ียนมาเป็นยาในกลุ่ม long acting เช่น diazepam อาจใช้ยา clonidine, propanolol และ carbamazepine เป็นยาเสริมการรักษาอาการถอนยาจาก benzodiazepine 4. ต้องระมัดระวังในการให้ยากับผู้ป่ วยโรคตับ โรคไต เพราะจะทำให้เกิดอาการสะสมยา ในร่างกาย โดยเฉพาะ clonazepam ห้ามให้ยานี9กับผู้ป่ วยโรคตับ 5. ยาสามารถผ่านทางรกและสะสมในตัวอ่อนทำให้เกิดความผิดปกติในรูปร่างได้ โดยเฉพาะในระยะเวลา 3 เดือนแรกของการตั9งครรภ์อาการไม่พึงประสงค์จากยาคลอนาซีแพม (Clonazepam) (มาโนช และปราโมทย์, 2550 ; Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) ระบบกล้ามเนื6อ - กล้ามเนื9ออ่อนแรง - เดินเซ การทรงตัวไม่ดี ระบบทางเดินหายใจ - ไอ - มีเสมหะมาก (Hypersecretion in upper respiratory tract) - หายใจส9ัน (Shortness of breath) - น9ำลายมาก 3 ระบบประสาท - ระดับความรู้สึกตัวลดลง - ง่วงซึม หลับมาก - ความดันโลหิตลดตํ'าลง - นอนละเมอ - กระสับกระส่าย - เกิดอาการซึมเศร้า, เช'ืองช้า, อ่อนเพลีย, ไม่สบาย hypoactivity, มึนศีรษะ, ความจำ ไม่ดี, การโต้ตอบไม่ดี, หลงลืม, ไม่มีสมาธิ, extrapyramidal symptoms, paradoxical reactions (กรมสุขภาพจิต, 2543) ส่วนอาการข้างเคียงท'ีเกิดขึ9นในระบบอ'ืน ๆ ของร่างกายได้จากการใช้ยาท'ี พบได้ คือ ระบบทางเดินอาหาร เกิดอาการท้องผูก ท้องเสีย ปากแห้ง ลิ9นเป็นฝ้ า เบ'ืออาหาร คล'ืนไส้ อาเจียน พูดลำบาก (dysarthria) น9ำลายมาก กระเพาะอาหารอักเสบ น9ำหนักตัวเพิ'มขึ9น ระบบสืบพันธ์และทางเดินปัสสาวะ ประจำเดือนมาไม่สมํ'าเสมอ ความรู้สึกทางเพศเปล'ียนแปลง ปัสสาวะคัง' ระบบหลอดเลือดและหัวใจ หัวใจเต้นเร็ว หรือ หัวใจเต้นช้า เส้นเลือดหัวใจตีบ ความดันสูง หรือ ความดันตํ'า ชีพจรเต้นเร็ว (palpitation) หู ตา คอ จมูก การมองเห็นผิดปกติ เห็นภาพซ้อน (diplopia) ตาเคล'ือนไหวรวดเร็วโดยไม่ตั9งใจ (nystagmus) การได้ยินผิดปกติ คัดจมูก ผิวหนัง เกิดอาการผน'ื คัน ผิวหนังแดง มีตุ่มอักเสบ ผมร่วง ใบหน้าและตาตุ่มบวม มีขนดก (hirsutism) อาการทางจิต ปัญหาการเกิดพฤติกรรม, มีอาการทางจิต, มีแนวโน้มในการฆ่าตัวตาย อาการอืนๆ อาการสะอึก มีไข้ การหายใจผิดปกติ ตับอักเสบ เลือดจาง น9ำหนักตัวเพิ'มขึ9น กระหายน9ำ จากการจัดการความรู้พบว่า อาการไม่พึงประสงค์ท'ีพบได้บ่อย คือ กล้ามเนื9ออ่อนแรง เดินเซ การ ทรงตัวไม่ดี มีเสมหะ น9ำลายมาก ง่วงซึม หลับมาก ความดันโลหิตลดตํ'าลง 4 ข้อควรระวังจากการใช้ยา (มาโนช และปราโมทย์, 2550 ; Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) - ระยะเวลาท'ีได้รับยาท'ีอาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้เริ'มตั9งแต่เวลา 30 นาที ถึง 1 สัปดาห์ - การเกิดอันตรกิริยาของยา ยาท'ีใช้ร่วม อาจเป็นตัวเสริมให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้มาก ขึ9น เช่น Lithium ทำให้เกิดภาวะ Electrolyte imbalance CPZ ทำให้ความดันโลหิตตํ'า (Tacit K.) - ต้องมีการซักประวัติ และมีการประเมินเก'ียวกับโรคทางกายของผู้ป่ วยท'ีอาจเกิดอันตราย จากการใช้ยา ซึ'งจากการให้การดูแลผู้ป่ วย พบว่า โรคทางเดินหายใจ โรคทางสมอง Depress โรค ตับ ไต เป็นโรคท'ีก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ป่ วยจากการใช้ยา (Tacit K.) นอกจากนี9ยังมีข้อควรระวังจากการใช้ยา ท'ีต้องให้ความสำคัญ คือ 1. ไม่ควรใช้ยาในผู้ป่ วยท'ีมีอาการซึมเศร้าในระยะแรกหรือเป็นโรคจิตท'ีไม่มีอาการ anxiety ที'เห็นได้ชัดเจน 2. การใช้ยาเป็ นระยะเวลานานทำให้ติดยาได้ อาการถอนยาเกิดขึ9นหลังจากให้การ รักษา 4-6 สัปดาห์โดยเฉพาะยาซึ' งออกฤทธิ` ในระยะสั9น ถ้ารับประทานยาทุกวันในขนาดยาท'ี กำหนดหรือขนาดสูงเกินกว่า 3 เดือน และหยุดยาทันที จะทำให้เกิดอาการชัก ซึ'งอาการนี9อาจเกิดใน ผู้ป่ วยท'ีรับประทานยานานระหว่าง 1 สัปดาห์ ถึง 4 เดือน - ระยะเวลาเริ'มต้นในการออกฤทธิ` ของยาอยู่ระหว่าง 20-60 นาที ขึ9นกับอัตรา การเกิด metabolism ของยา - ระยะเวลาในการออกฤทธิ`นาน 6 ถึง 12 ชัว' โมง หรือกว่านี9ขึ9นอยู่กับชนิดและ ขนาดยาท'ีให้กับผู้ป่ วย 3. อาการถอนยาจากการรักษาด้วย clonazepam โดยเฉพาะ ในผู้ป่วยที'ใช้ยาระยะเวลานาน ในขนาดสูงจะเกิดอาการ status epilepticus ดังนั9นจึงค่อย ๆ ลดขนาดยาลง ครั9งละ 0.125mg วันละ 2 ครั9ง ทุกๆ 3 วันจนกว่าจะถอนยาได้สมบูรณ์ (Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) เพ'ือป้ องกันไม่ให้เกิดอาการถอนยากับผู้ป่ วยท'ีรับประทานยาเป็นระยะเวลานาน ควรลดขนาด ยาอย่างช้าๆ ภายใน 4-8 สัปดาห์ โดยเฉพาะในผู้ป่ วยท'ีเคยมีประวัติว่ามีอาการชักผู้ป่ วยท'ีได้รับยา short acting benzodiazepine อาจเปล'ียนมาเป็นยาในกลุ่ม long acting เช่น diazepam อาจใช้ยา clonidine, propanolol และ carbamazepine เป็นยาเสริมการรักษาอาการถอนยาจาก benzodiazepine 4. ต้องระมัดระวังในการให้ยากับผู้ป่ วยโรคตับ โรคไต เพราะจะทำให้เกิดอาการสะสมยา ในร่างกาย โดยเฉพาะ clonazepam ห้ามให้ยานี9กับผู้ป่ วยโรคตับ 5. ยาสามารถผ่านทางรกและสะสมในตัวอ่อนทำให้เกิดความผิดปกติในรูปร่างได้ โดยเฉพาะในระยะเวลา 3 เดือนแรกของการตั9งครรภ์อาการไม่พึงประสงค์จากยาคลอนาซีแพม (Clonazepam) (มาโนช และปราโมทย์, 2550 ; Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) ระบบกล้ามเนื6อ - กล้ามเนื9ออ่อนแรง - เดินเซ การทรงตัวไม่ดี ระบบทางเดินหายใจ - ไอ - มีเสมหะมาก (Hypersecretion in upper respiratory tract) - หายใจส9ัน (Shortness of breath) - น9ำลายมาก 3 ระบบประสาท - ระดับความรู้สึกตัวลดลง - ง่วงซึม หลับมาก - ความดันโลหิตลดตํ'าลง - นอนละเมอ - กระสับกระส่าย - เกิดอาการซึมเศร้า, เช'ืองช้า, อ่อนเพลีย, ไม่สบาย hypoactivity, มึนศีรษะ, ความจำ ไม่ดี, การโต้ตอบไม่ดี, หลงลืม, ไม่มีสมาธิ, extrapyramidal symptoms, paradoxical reactions (กรมสุขภาพจิต, 2543) ส่วนอาการข้างเคียงท'ีเกิดขึ9นในระบบอ'ืน ๆ ของร่างกายได้จากการใช้ยาท'ี พบได้ คือ ระบบทางเดินอาหาร เกิดอาการท้องผูก ท้องเสีย ปากแห้ง ลิ9นเป็นฝ้ า เบ'ืออาหาร คล'ืนไส้ อาเจียน พูดลำบาก (dysarthria) น9ำลายมาก กระเพาะอาหารอักเสบ น9ำหนักตัวเพิ'มขึ9น ระบบสืบพันธ์และทางเดินปัสสาวะ ประจำเดือนมาไม่สมํ'าเสมอ ความรู้สึกทางเพศเปล'ียนแปลง ปัสสาวะคัง' ระบบหลอดเลือดและหัวใจ หัวใจเต้นเร็ว หรือ หัวใจเต้นช้า เส้นเลือดหัวใจตีบ ความดันสูง หรือ ความดันตํ'า ชีพจรเต้นเร็ว (palpitation) หู ตา คอ จมูก การมองเห็นผิดปกติ เห็นภาพซ้อน (diplopia) ตาเคล'ือนไหวรวดเร็วโดยไม่ตั9งใจ (nystagmus) การได้ยินผิดปกติ คัดจมูก ผิวหนัง เกิดอาการผน'ื คัน ผิวหนังแดง มีตุ่มอักเสบ ผมร่วง ใบหน้าและตาตุ่มบวม มีขนดก (hirsutism) อาการทางจิต ปัญหาการเกิดพฤติกรรม, มีอาการทางจิต, มีแนวโน้มในการฆ่าตัวตาย อาการอืนๆ อาการสะอึก มีไข้ การหายใจผิดปกติ ตับอักเสบ เลือดจาง น9ำหนักตัวเพิ'มขึ9น กระหายน9ำ จากการจัดการความรู้พบว่า อาการไม่พึงประสงค์ท'ีพบได้บ่อย คือ กล้ามเนื9ออ่อนแรง เดินเซ การ ทรงตัวไม่ดี มีเสมหะ น9ำลายมาก ง่วงซึม หลับมาก ความดันโลหิตลดตํ'าลง 4 ข้อควรระวังจากการใช้ยา (มาโนช และปราโมทย์, 2550 ; Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) - ระยะเวลาท'ีได้รับยาท'ีอาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้เริ'มตั9งแต่เวลา 30 นาที ถึง 1 สัปดาห์ - การเกิดอันตรกิริยาของยา ยาท'ีใช้ร่วม อาจเป็นตัวเสริมให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้มาก ขึ9น เช่น Lithium ทำให้เกิดภาวะ Electrolyte imbalance CPZ ทำให้ความดันโลหิตตํ'า (Tacit K.) - ต้องมีการซักประวัติ และมีการประเมินเก'ียวกับโรคทางกายของผู้ป่ วยท'ีอาจเกิดอันตราย จากการใช้ยา ซึ'งจากการให้การดูแลผู้ป่ วย พบว่า โรคทางเดินหายใจ โรคทางสมอง Depress โรค ตับ ไต เป็นโรคท'ีก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ป่ วยจากการใช้ยา (Tacit K.) นอกจากนี9ยังมีข้อควรระวังจากการใช้ยา ท'ีต้องให้ความสำคัญ คือ 1. ไม่ควรใช้ยาในผู้ป่ วยท'ีมีอาการซึมเศร้าในระยะแรกหรือเป็นโรคจิตท'ีไม่มีอาการ anxiety ที'เห็นได้ชัดเจน 2. การใช้ยาเป็ นระยะเวลานานทำให้ติดยาได้ อาการถอนยาเกิดขึ9นหลังจากให้การ รักษา 4-6 สัปดาห์โดยเฉพาะยาซึ' งออกฤทธิ` ในระยะสั9น ถ้ารับประทานยาทุกวันในขนาดยาท'ี กำหนดหรือขนาดสูงเกินกว่า 3 เดือน และหยุดยาทันที จะทำให้เกิดอาการชัก ซึ'งอาการนี9อาจเกิดใน ผู้ป่ วยท'ีรับประทานยานานระหว่าง 1 สัปดาห์ ถึง 4 เดือน - ระยะเวลาเริ'มต้นในการออกฤทธิ` ของยาอยู่ระหว่าง 20-60 นาที ขึ9นกับอัตรา การเกิด metabolism ของยา - ระยะเวลาในการออกฤทธิ`นาน 6 ถึง 12 ชัว' โมง หรือกว่านี9ขึ9นอยู่กับชนิดและ ขนาดยาท'ีให้กับผู้ป่ วย 3. อาการถอนยาจากการรักษาด้วย clonazepam โดยเฉพาะ ในผู้ป่วยที'ใช้ยาระยะเวลานาน ในขนาดสูงจะเกิดอาการ status epilepticus ดังนั9นจึงค่อย ๆ ลดขนาดยาลง ครั9งละ 0.125mg วันละ 2 ครั9ง ทุกๆ 3 วันจนกว่าจะถอนยาได้สมบูรณ์ (Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) เพ'ือป้ องกันไม่ให้เกิดอาการถอนยากับผู้ป่ วยท'ีรับประทานยาเป็นระยะเวลานาน ควรลดขนาด ยาอย่างช้าๆ ภายใน 4-8 สัปดาห์ โดยเฉพาะในผู้ป่ วยท'ีเคยมีประวัติว่ามีอาการชักผู้ป่ วยท'ีได้รับยา short acting benzodiazepine อาจเปล'ียนมาเป็นยาในกลุ่ม long acting เช่น diazepam อาจใช้ยา clonidine, propanolol และ carbamazepine เป็นยาเสริมการรักษาอาการถอนยาจาก benzodiazepine 4. ต้องระมัดระวังในการให้ยากับผู้ป่ วยโรคตับ โรคไต เพราะจะทำให้เกิดอาการสะสมยา ในร่างกาย โดยเฉพาะ clonazepam ห้ามให้ยานี9กับผู้ป่ วยโรคตับ 5. ยาสามารถผ่านทางรกและสะสมในตัวอ่อนทำให้เกิดความผิดปกติในรูปร่างได้ โดยเฉพาะในระยะเวลา 3 เดือนแรกของการตั9งครรภ์อาการไม่พึงประสงค์จากยาคลอนาซีแพม (Clonazepam) (มาโนช และปราโมทย์, 2550 ; Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) ระบบกล้ามเนื6อ - กล้ามเนื9ออ่อนแรง - เดินเซ การทรงตัวไม่ดี ระบบทางเดินหายใจ - ไอ - มีเสมหะมาก (Hypersecretion in upper respiratory tract) - หายใจส9ัน (Shortness of breath) - น9ำลายมาก 3 ระบบประสาท - ระดับความรู้สึกตัวลดลง - ง่วงซึม หลับมาก - ความดันโลหิตลดตํ'าลง - นอนละเมอ - กระสับกระส่าย - เกิดอาการซึมเศร้า, เช'ืองช้า, อ่อนเพลีย, ไม่สบาย hypoactivity, มึนศีรษะ, ความจำ ไม่ดี, การโต้ตอบไม่ดี, หลงลืม, ไม่มีสมาธิ, extrapyramidal symptoms, paradoxical reactions (กรมสุขภาพจิต, 2543) ส่วนอาการข้างเคียงท'ีเกิดขึ9นในระบบอ'ืน ๆ ของร่างกายได้จากการใช้ยาท'ี พบได้ คือ ระบบทางเดินอาหาร เกิดอาการท้องผูก ท้องเสีย ปากแห้ง ลิ9นเป็นฝ้ า เบ'ืออาหาร คล'ืนไส้ อาเจียน พูดลำบาก (dysarthria) น9ำลายมาก กระเพาะอาหารอักเสบ น9ำหนักตัวเพิ'มขึ9น ระบบสืบพันธ์และทางเดินปัสสาวะ ประจำเดือนมาไม่สมํ'าเสมอ ความรู้สึกทางเพศเปล'ียนแปลง ปัสสาวะคัง' ระบบหลอดเลือดและหัวใจ หัวใจเต้นเร็ว หรือ หัวใจเต้นช้า เส้นเลือดหัวใจตีบ ความดันสูง หรือ ความดันตํ'า ชีพจรเต้นเร็ว (palpitation) หู ตา คอ จมูก การมองเห็นผิดปกติ เห็นภาพซ้อน (diplopia) ตาเคล'ือนไหวรวดเร็วโดยไม่ตั9งใจ (nystagmus) การได้ยินผิดปกติ คัดจมูก ผิวหนัง เกิดอาการผน'ื คัน ผิวหนังแดง มีตุ่มอักเสบ ผมร่วง ใบหน้าและตาตุ่มบวม มีขนดก (hirsutism) อาการทางจิต ปัญหาการเกิดพฤติกรรม, มีอาการทางจิต, มีแนวโน้มในการฆ่าตัวตาย อาการอืนๆ อาการสะอึก มีไข้ การหายใจผิดปกติ ตับอักเสบ เลือดจาง น9ำหนักตัวเพิ'มขึ9น กระหายน9ำ จากการจัดการความรู้พบว่า อาการไม่พึงประสงค์ท'ีพบได้บ่อย คือ กล้ามเนื9ออ่อนแรง เดินเซ การ ทรงตัวไม่ดี มีเสมหะ น9ำลายมาก ง่วงซึม หลับมาก ความดันโลหิตลดตํ'าลง 4 ข้อควรระวังจากการใช้ยา (มาโนช และปราโมทย์, 2550 ; Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) - ระยะเวลาท'ีได้รับยาท'ีอาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้เริ'มตั9งแต่เวลา 30 นาที ถึง 1 สัปดาห์ - การเกิดอันตรกิริยาของยา ยาท'ีใช้ร่วม อาจเป็นตัวเสริมให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้มาก ขึ9น เช่น Lithium ทำให้เกิดภาวะ Electrolyte imbalance CPZ ทำให้ความดันโลหิตตํ'า (Tacit K.) - ต้องมีการซักประวัติ และมีการประเมินเก'ียวกับโรคทางกายของผู้ป่ วยท'ีอาจเกิดอันตราย จากการใช้ยา ซึ'งจากการให้การดูแลผู้ป่ วย พบว่า โรคทางเดินหายใจ โรคทางสมอง Depress โรค ตับ ไต เป็นโรคท'ีก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ป่ วยจากการใช้ยา (Tacit K.) นอกจากนี9ยังมีข้อควรระวังจากการใช้ยา ท'ีต้องให้ความสำคัญ คือ 1. ไม่ควรใช้ยาในผู้ป่ วยท'ีมีอาการซึมเศร้าในระยะแรกหรือเป็นโรคจิตท'ีไม่มีอาการ anxiety ที'เห็นได้ชัดเจน 2. การใช้ยาเป็ นระยะเวลานานทำให้ติดยาได้ อาการถอนยาเกิดขึ9นหลังจากให้การ รักษา 4-6 สัปดาห์โดยเฉพาะยาซึ' งออกฤทธิ` ในระยะสั9น ถ้ารับประทานยาทุกวันในขนาดยาท'ี กำหนดหรือขนาดสูงเกินกว่า 3 เดือน และหยุดยาทันที จะทำให้เกิดอาการชัก ซึ'งอาการนี9อาจเกิดใน ผู้ป่ วยท'ีรับประทานยานานระหว่าง 1 สัปดาห์ ถึง 4 เดือน - ระยะเวลาเริ'มต้นในการออกฤทธิ` ของยาอยู่ระหว่าง 20-60 นาที ขึ9นกับอัตรา การเกิด metabolism ของยา - ระยะเวลาในการออกฤทธิ`นาน 6 ถึง 12 ชัว' โมง หรือกว่านี9ขึ9นอยู่กับชนิดและ ขนาดยาท'ีให้กับผู้ป่ วย 3. อาการถอนยาจากการรักษาด้วย clonazepam โดยเฉพาะ ในผู้ป่วยที'ใช้ยาระยะเวลานาน ในขนาดสูงจะเกิดอาการ status epilepticus ดังนั9นจึงค่อย ๆ ลดขนาดยาลง ครั9งละ 0.125mg วันละ 2 ครั9ง ทุกๆ 3 วันจนกว่าจะถอนยาได้สมบูรณ์ (Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) เพ'ือป้ องกันไม่ให้เกิดอาการถอนยากับผู้ป่ วยท'ีรับประทานยาเป็นระยะเวลานาน ควรลดขนาด ยาอย่างช้าๆ ภายใน 4-8 สัปดาห์ โดยเฉพาะในผู้ป่ วยท'ีเคยมีประวัติว่ามีอาการชักผู้ป่ วยท'ีได้รับยา short acting benzodiazepine อาจเปล'ียนมาเป็นยาในกลุ่ม long acting เช่น diazepam อาจใช้ยา clonidine, propanolol และ carbamazepine เป็นยาเสริมการรักษาอาการถอนยาจาก benzodiazepine 4. ต้องระมัดระวังในการให้ยากับผู้ป่ วยโรคตับ โรคไต เพราะจะทำให้เกิดอาการสะสมยา ในร่างกาย โดยเฉพาะ clonazepam ห้ามให้ยานี9กับผู้ป่ วยโรคตับ 5. ยาสามารถผ่านทางรกและสะสมในตัวอ่อนทำให้เกิดความผิดปกติในรูปร่างได้ โดยเฉพาะในระยะเวลา 3 เดือนแรกของการตั9งครรภ์อาการไม่พึงประสงค์จากยาคลอนาซีแพม (Clonazepam) (มาโนช และปราโมทย์, 2550 ; Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) ระบบกล้ามเนื6อ - กล้ามเนื9ออ่อนแรง - เดินเซ การทรงตัวไม่ดี ระบบทางเดินหายใจ - ไอ - มีเสมหะมาก (Hypersecretion in upper respiratory tract) - หายใจส9ัน (Shortness of breath) - น9ำลายมาก 3 ระบบประสาท - ระดับความรู้สึกตัวลดลง - ง่วงซึม หลับมาก - ความดันโลหิตลดตํ'าลง - นอนละเมอ - กระสับกระส่าย - เกิดอาการซึมเศร้า, เช'ืองช้า, อ่อนเพลีย, ไม่สบาย hypoactivity, มึนศีรษะ, ความจำ ไม่ดี, การโต้ตอบไม่ดี, หลงลืม, ไม่มีสมาธิ, extrapyramidal symptoms, paradoxical reactions (กรมสุขภาพจิต, 2543) ส่วนอาการข้างเคียงท'ีเกิดขึ9นในระบบอ'ืน ๆ ของร่างกายได้จากการใช้ยาท'ี พบได้ คือ ระบบทางเดินอาหาร เกิดอาการท้องผูก ท้องเสีย ปากแห้ง ลิ9นเป็นฝ้ า เบ'ืออาหาร คล'ืนไส้ อาเจียน พูดลำบาก (dysarthria) น9ำลายมาก กระเพาะอาหารอักเสบ น9ำหนักตัวเพิ'มขึ9น ระบบสืบพันธ์และทางเดินปัสสาวะ ประจำเดือนมาไม่สมํ'าเสมอ ความรู้สึกทางเพศเปล'ียนแปลง ปัสสาวะคัง' ระบบหลอดเลือดและหัวใจ หัวใจเต้นเร็ว หรือ หัวใจเต้นช้า เส้นเลือดหัวใจตีบ ความดันสูง หรือ ความดันตํ'า ชีพจรเต้นเร็ว (palpitation) หู ตา คอ จมูก การมองเห็นผิดปกติ เห็นภาพซ้อน (diplopia) ตาเคล'ือนไหวรวดเร็วโดยไม่ตั9งใจ (nystagmus) การได้ยินผิดปกติ คัดจมูก ผิวหนัง เกิดอาการผน'ื คัน ผิวหนังแดง มีตุ่มอักเสบ ผมร่วง ใบหน้าและตาตุ่มบวม มีขนดก (hirsutism) อาการทางจิต ปัญหาการเกิดพฤติกรรม, มีอาการทางจิต, มีแนวโน้มในการฆ่าตัวตาย อาการอืนๆ อาการสะอึก มีไข้ การหายใจผิดปกติ ตับอักเสบ เลือดจาง น9ำหนักตัวเพิ'มขึ9น กระหายน9ำ จากการจัดการความรู้พบว่า อาการไม่พึงประสงค์ท'ีพบได้บ่อย คือ กล้ามเนื9ออ่อนแรง เดินเซ การ ทรงตัวไม่ดี มีเสมหะ น9ำลายมาก ง่วงซึม หลับมาก ความดันโลหิตลดตํ'าลง 4 ข้อควรระวังจากการใช้ยา (มาโนช และปราโมทย์, 2550 ; Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) - ระยะเวลาท'ีได้รับยาท'ีอาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้เริ'มตั9งแต่เวลา 30 นาที ถึง 1 สัปดาห์ - การเกิดอันตรกิริยาของยา ยาท'ีใช้ร่วม อาจเป็นตัวเสริมให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้มาก ขึ9น เช่น Lithium ทำให้เกิดภาวะ Electrolyte imbalance CPZ ทำให้ความดันโลหิตตํ'า (Tacit K.) - ต้องมีการซักประวัติ และมีการประเมินเก'ียวกับโรคทางกายของผู้ป่ วยท'ีอาจเกิดอันตราย จากการใช้ยา ซึ'งจากการให้การดูแลผู้ป่ วย พบว่า โรคทางเดินหายใจ โรคทางสมอง Depress โรค ตับ ไต เป็นโรคท'ีก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ป่ วยจากการใช้ยา (Tacit K.) นอกจากนี9ยังมีข้อควรระวังจากการใช้ยา ท'ีต้องให้ความสำคัญ คือ 1. ไม่ควรใช้ยาในผู้ป่ วยท'ีมีอาการซึมเศร้าในระยะแรกหรือเป็นโรคจิตท'ีไม่มีอาการ anxiety ที'เห็นได้ชัดเจน 2. การใช้ยาเป็ นระยะเวลานานทำให้ติดยาได้ อาการถอนยาเกิดขึ9นหลังจากให้การ รักษา 4-6 สัปดาห์โดยเฉพาะยาซึ' งออกฤทธิ` ในระยะสั9น ถ้ารับประทานยาทุกวันในขนาดยาท'ี กำหนดหรือขนาดสูงเกินกว่า 3 เดือน และหยุดยาทันที จะทำให้เกิดอาการชัก ซึ'งอาการนี9อาจเกิดใน ผู้ป่ วยท'ีรับประทานยานานระหว่าง 1 สัปดาห์ ถึง 4 เดือน - ระยะเวลาเริ'มต้นในการออกฤทธิ` ของยาอยู่ระหว่าง 20-60 นาที ขึ9นกับอัตรา การเกิด metabolism ของยา - ระยะเวลาในการออกฤทธิ`นาน 6 ถึง 12 ชัว' โมง หรือกว่านี9ขึ9นอยู่กับชนิดและ ขนาดยาท'ีให้กับผู้ป่ วย 3. อาการถอนยาจากการรักษาด้วย clonazepam โดยเฉพาะ ในผู้ป่วยที'ใช้ยาระยะเวลานาน ในขนาดสูงจะเกิดอาการ status epilepticus ดังนั9นจึงค่อย ๆ ลดขนาดยาลง ครั9งละ 0.125mg วันละ 2 ครั9ง ทุกๆ 3 วันจนกว่าจะถอนยาได้สมบูรณ์ (Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) เพ'ือป้ องกันไม่ให้เกิดอาการถอนยากับผู้ป่ วยท'ีรับประทานยาเป็นระยะเวลานาน ควรลดขนาด ยาอย่างช้าๆ ภายใน 4-8 สัปดาห์ โดยเฉพาะในผู้ป่ วยท'ีเคยมีประวัติว่ามีอาการชักผู้ป่ วยท'ีได้รับยา short acting benzodiazepine อาจเปล'ียนมาเป็นยาในกลุ่ม long acting เช่น diazepam อาจใช้ยา clonidine, propanolol และ carbamazepine เป็นยาเสริมการรักษาอาการถอนยาจาก benzodiazepine 4. ต้องระมัดระวังในการให้ยากับผู้ป่ วยโรคตับ โรคไต เพราะจะทำให้เกิดอาการสะสมยา ในร่างกาย โดยเฉพาะ clonazepam ห้ามให้ยานี9กับผู้ป่ วยโรคตับ 5. ยาสามารถผ่านทางรกและสะสมในตัวอ่อนทำให้เกิดความผิดปกติในรูปร่างได้ โดยเฉพาะในระยะเวลา 3 เดือนแรกของการตั9งครรภ์อาการไม่พึงประสงค์จากยาคลอนาซีแพม (Clonazepam) (มาโนช และปราโมทย์, 2550 ; Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) ระบบกล้ามเนื6อ - กล้ามเนื9ออ่อนแรง - เดินเซ การทรงตัวไม่ดี ระบบทางเดินหายใจ - ไอ - มีเสมหะมาก (Hypersecretion in upper respiratory tract) - หายใจส9ัน (Shortness of breath) - น9ำลายมาก 3 ระบบประสาท - ระดับความรู้สึกตัวลดลง - ง่วงซึม หลับมาก - ความดันโลหิตลดตํ'าลง - นอนละเมอ - กระสับกระส่าย - เกิดอาการซึมเศร้า, เช'ืองช้า, อ่อนเพลีย, ไม่สบาย hypoactivity, มึนศีรษะ, ความจำ ไม่ดี, การโต้ตอบไม่ดี, หลงลืม, ไม่มีสมาธิ, extrapyramidal symptoms, paradoxical reactions (กรมสุขภาพจิต, 2543) ส่วนอาการข้างเคียงท'ีเกิดขึ9นในระบบอ'ืน ๆ ของร่างกายได้จากการใช้ยาท'ี พบได้ คือ ระบบทางเดินอาหาร เกิดอาการท้องผูก ท้องเสีย ปากแห้ง ลิ9นเป็นฝ้ า เบ'ืออาหาร คล'ืนไส้ อาเจียน พูดลำบาก (dysarthria) น9ำลายมาก กระเพาะอาหารอักเสบ น9ำหนักตัวเพิ'มขึ9น ระบบสืบพันธ์และทางเดินปัสสาวะ ประจำเดือนมาไม่สมํ'าเสมอ ความรู้สึกทางเพศเปล'ียนแปลง ปัสสาวะคัง' ระบบหลอดเลือดและหัวใจ หัวใจเต้นเร็ว หรือ หัวใจเต้นช้า เส้นเลือดหัวใจตีบ ความดันสูง หรือ ความดันตํ'า ชีพจรเต้นเร็ว (palpitation) หู ตา คอ จมูก การมองเห็นผิดปกติ เห็นภาพซ้อน (diplopia) ตาเคล'ือนไหวรวดเร็วโดยไม่ตั9งใจ (nystagmus) การได้ยินผิดปกติ คัดจมูก ผิวหนัง เกิดอาการผน'ื คัน ผิวหนังแดง มีตุ่มอักเสบ ผมร่วง ใบหน้าและตาตุ่มบวม มีขนดก (hirsutism) อาการทางจิต ปัญหาการเกิดพฤติกรรม, มีอาการทางจิต, มีแนวโน้มในการฆ่าตัวตาย อาการอืนๆ อาการสะอึก มีไข้ การหายใจผิดปกติ ตับอักเสบ เลือดจาง น9ำหนักตัวเพิ'มขึ9น กระหายน9ำ จากการจัดการความรู้พบว่า อาการไม่พึงประสงค์ท'ีพบได้บ่อย คือ กล้ามเนื9ออ่อนแรง เดินเซ การ ทรงตัวไม่ดี มีเสมหะ น9ำลายมาก ง่วงซึม หลับมาก ความดันโลหิตลดตํ'าลง 4 ข้อควรระวังจากการใช้ยา (มาโนช และปราโมทย์, 2550 ; Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) - ระยะเวลาท'ีได้รับยาท'ีอาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้เริ'มตั9งแต่เวลา 30 นาที ถึง 1 สัปดาห์ - การเกิดอันตรกิริยาของยา ยาท'ีใช้ร่วม อาจเป็นตัวเสริมให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้มาก ขึ9น เช่น Lithium ทำให้เกิดภาวะ Electrolyte imbalance CPZ ทำให้ความดันโลหิตตํ'า (Tacit K.) - ต้องมีการซักประวัติ และมีการประเมินเก'ียวกับโรคทางกายของผู้ป่ วยท'ีอาจเกิดอันตราย จากการใช้ยา ซึ'งจากการให้การดูแลผู้ป่ วย พบว่า โรคทางเดินหายใจ โรคทางสมอง Depress โรค ตับ ไต เป็นโรคท'ีก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ป่ วยจากการใช้ยา (Tacit K.) นอกจากนี9ยังมีข้อควรระวังจากการใช้ยา ท'ีต้องให้ความสำคัญ คือ 1. ไม่ควรใช้ยาในผู้ป่ วยท'ีมีอาการซึมเศร้าในระยะแรกหรือเป็นโรคจิตท'ีไม่มีอาการ anxiety ที'เห็นได้ชัดเจน 2. การใช้ยาเป็ นระยะเวลานานทำให้ติดยาได้ อาการถอนยาเกิดขึ9นหลังจากให้การ รักษา 4-6 สัปดาห์โดยเฉพาะยาซึ' งออกฤทธิ` ในระยะสั9น ถ้ารับประทานยาทุกวันในขนาดยาท'ี กำหนดหรือขนาดสูงเกินกว่า 3 เดือน และหยุดยาทันที จะทำให้เกิดอาการชัก ซึ'งอาการนี9อาจเกิดใน ผู้ป่ วยท'ีรับประทานยานานระหว่าง 1 สัปดาห์ ถึง 4 เดือน - ระยะเวลาเริ'มต้นในการออกฤทธิ` ของยาอยู่ระหว่าง 20-60 นาที ขึ9นกับอัตรา การเกิด metabolism ของยา - ระยะเวลาในการออกฤทธิ`นาน 6 ถึง 12 ชัว' โมง หรือกว่านี9ขึ9นอยู่กับชนิดและ ขนาดยาท'ีให้กับผู้ป่ วย 3. อาการถอนยาจากการรักษาด้วย clonazepam โดยเฉพาะ ในผู้ป่วยที'ใช้ยาระยะเวลานาน ในขนาดสูงจะเกิดอาการ status epilepticus ดังนั9นจึงค่อย ๆ ลดขนาดยาลง ครั9งละ 0.125mg วันละ 2 ครั9ง ทุกๆ 3 วันจนกว่าจะถอนยาได้สมบูรณ์ (Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) เพ'ือป้ องกันไม่ให้เกิดอาการถอนยากับผู้ป่ วยท'ีรับประทานยาเป็นระยะเวลานาน ควรลดขนาด ยาอย่างช้าๆ ภายใน 4-8 สัปดาห์ โดยเฉพาะในผู้ป่ วยท'ีเคยมีประวัติว่ามีอาการชักผู้ป่ วยท'ีได้รับยา short acting benzodiazepine อาจเปล'ียนมาเป็นยาในกลุ่ม long acting เช่น diazepam อาจใช้ยา clonidine, propanolol และ carbamazepine เป็นยาเสริมการรักษาอาการถอนยาจาก benzodiazepine 4. ต้องระมัดระวังในการให้ยากับผู้ป่ วยโรคตับ โรคไต เพราะจะทำให้เกิดอาการสะสมยา ในร่างกาย โดยเฉพาะ clonazepam ห้ามให้ยานี9กับผู้ป่ วยโรคตับ 5. ยาสามารถผ่านทางรกและสะสมในตัวอ่อนทำให้เกิดความผิดปกติในรูปร่างได้ โดยเฉพาะในระยะเวลา 3 เดือนแรกของการตั9งครรภ์อาการไม่พึงประสงค์จากยาคลอนาซีแพม (Clonazepam) (มาโนช และปราโมทย์, 2550 ; Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) ระบบกล้ามเนื6อ - กล้ามเนื9ออ่อนแรง - เดินเซ การทรงตัวไม่ดี ระบบทางเดินหายใจ - ไอ - มีเสมหะมาก (Hypersecretion in upper respiratory tract) - หายใจส9ัน (Shortness of breath) - น9ำลายมาก 3 ระบบประสาท - ระดับความรู้สึกตัวลดลง - ง่วงซึม หลับมาก - ความดันโลหิตลดตํ'าลง - นอนละเมอ - กระสับกระส่าย - เกิดอาการซึมเศร้า, เช'ืองช้า, อ่อนเพลีย, ไม่สบาย hypoactivity, มึนศีรษะ, ความจำ ไม่ดี, การโต้ตอบไม่ดี, หลงลืม, ไม่มีสมาธิ, extrapyramidal symptoms, paradoxical reactions (กรมสุขภาพจิต, 2543) ส่วนอาการข้างเคียงท'ีเกิดขึ9นในระบบอ'ืน ๆ ของร่างกายได้จากการใช้ยาท'ี พบได้ คือ ระบบทางเดินอาหาร เกิดอาการท้องผูก ท้องเสีย ปากแห้ง ลิ9นเป็นฝ้ า เบ'ืออาหาร คล'ืนไส้ อาเจียน พูดลำบาก (dysarthria) น9ำลายมาก กระเพาะอาหารอักเสบ น9ำหนักตัวเพิ'มขึ9น ระบบสืบพันธ์และทางเดินปัสสาวะ ประจำเดือนมาไม่สมํ'าเสมอ ความรู้สึกทางเพศเปล'ียนแปลง ปัสสาวะคัง' ระบบหลอดเลือดและหัวใจ หัวใจเต้นเร็ว หรือ หัวใจเต้นช้า เส้นเลือดหัวใจตีบ ความดันสูง หรือ ความดันตํ'า ชีพจรเต้นเร็ว (palpitation) หู ตา คอ จมูก การมองเห็นผิดปกติ เห็นภาพซ้อน (diplopia) ตาเคล'ือนไหวรวดเร็วโดยไม่ตั9งใจ (nystagmus) การได้ยินผิดปกติ คัดจมูก ผิวหนัง เกิดอาการผน'ื คัน ผิวหนังแดง มีตุ่มอักเสบ ผมร่วง ใบหน้าและตาตุ่มบวม มีขนดก (hirsutism) อาการทางจิต ปัญหาการเกิดพฤติกรรม, มีอาการทางจิต, มีแนวโน้มในการฆ่าตัวตาย อาการอืนๆ อาการสะอึก มีไข้ การหายใจผิดปกติ ตับอักเสบ เลือดจาง น9ำหนักตัวเพิ'มขึ9น กระหายน9ำ จากการจัดการความรู้พบว่า อาการไม่พึงประสงค์ท'ีพบได้บ่อย คือ กล้ามเนื9ออ่อนแรง เดินเซ การ ทรงตัวไม่ดี มีเสมหะ น9ำลายมาก ง่วงซึม หลับมาก ความดันโลหิตลดตํ'าลง 4 ข้อควรระวังจากการใช้ยา (มาโนช และปราโมทย์, 2550 ; Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) - ระยะเวลาท'ีได้รับยาท'ีอาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้เริ'มตั9งแต่เวลา 30 นาที ถึง 1 สัปดาห์ - การเกิดอันตรกิริยาของยา ยาท'ีใช้ร่วม อาจเป็นตัวเสริมให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้มาก ขึ9น เช่น Lithium ทำให้เกิดภาวะ Electrolyte imbalance CPZ ทำให้ความดันโลหิตตํ'า (Tacit K.) - ต้องมีการซักประวัติ และมีการประเมินเก'ียวกับโรคทางกายของผู้ป่ วยท'ีอาจเกิดอันตราย จากการใช้ยา ซึ'งจากการให้การดูแลผู้ป่ วย พบว่า โรคทางเดินหายใจ โรคทางสมอง Depress โรค ตับ ไต เป็นโรคท'ีก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ป่ วยจากการใช้ยา (Tacit K.) นอกจากนี9ยังมีข้อควรระวังจากการใช้ยา ท'ีต้องให้ความสำคัญ คือ 1. ไม่ควรใช้ยาในผู้ป่ วยท'ีมีอาการซึมเศร้าในระยะแรกหรือเป็นโรคจิตท'ีไม่มีอาการ anxiety ที'เห็นได้ชัดเจน 2. การใช้ยาเป็ นระยะเวลานานทำให้ติดยาได้ อาการถอนยาเกิดขึ9นหลังจากให้การ รักษา 4-6 สัปดาห์โดยเฉพาะยาซึ' งออกฤทธิ` ในระยะสั9น ถ้ารับประทานยาทุกวันในขนาดยาท'ี กำหนดหรือขนาดสูงเกินกว่า 3 เดือน และหยุดยาทันที จะทำให้เกิดอาการชัก ซึ'งอาการนี9อาจเกิดใน ผู้ป่ วยท'ีรับประทานยานานระหว่าง 1 สัปดาห์ ถึง 4 เดือน - ระยะเวลาเริ'มต้นในการออกฤทธิ` ของยาอยู่ระหว่าง 20-60 นาที ขึ9นกับอัตรา การเกิด metabolism ของยา - ระยะเวลาในการออกฤทธิ`นาน 6 ถึง 12 ชัว' โมง หรือกว่านี9ขึ9นอยู่กับชนิดและ ขนาดยาท'ีให้กับผู้ป่ วย 3. อาการถอนยาจากการรักษาด้วย clonazepam โดยเฉพาะ ในผู้ป่วยที'ใช้ยาระยะเวลานาน ในขนาดสูงจะเกิดอาการ status epilepticus ดังนั9นจึงค่อย ๆ ลดขนาดยาลง ครั9งละ 0.125mg วันละ 2 ครั9ง ทุกๆ 3 วันจนกว่าจะถอนยาได้สมบูรณ์ (Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) เพ'ือป้ องกันไม่ให้เกิดอาการถอนยากับผู้ป่ วยท'ีรับประทานยาเป็นระยะเวลานาน ควรลดขนาด ยาอย่างช้าๆ ภายใน 4-8 สัปดาห์ โดยเฉพาะในผู้ป่ วยท'ีเคยมีประวัติว่ามีอาการชักผู้ป่ วยท'ีได้รับยา short acting benzodiazepine อาจเปล'ียนมาเป็นยาในกลุ่ม long acting เช่น diazepam อาจใช้ยา clonidine, propanolol และ carbamazepine เป็นยาเสริมการรักษาอาการถอนยาจาก benzodiazepine 4. ต้องระมัดระวังในการให้ยากับผู้ป่ วยโรคตับ โรคไต เพราะจะทำให้เกิดอาการสะสมยา ในร่างกาย โดยเฉพาะ clonazepam ห้ามให้ยานี9กับผู้ป่ วยโรคตับ 5. ยาสามารถผ่านทางรกและสะสมในตัวอ่อนทำให้เกิดความผิดปกติในรูปร่างได้ โดยเฉพาะในระยะเวลา 3 เดือนแรกของการตั9งครรภ์อาการไม่พึงประสงค์จากยาคลอนาซีแพม (Clonazepam) (มาโนช และปราโมทย์, 2550 ; Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) ระบบกล้ามเนื6อ - กล้ามเนื9ออ่อนแรง - เดินเซ การทรงตัวไม่ดี ระบบทางเดินหายใจ - ไอ - มีเสมหะมาก (Hypersecretion in upper respiratory tract) - หายใจส9ัน (Shortness of breath) - น9ำลายมาก 3 ระบบประสาท - ระดับความรู้สึกตัวลดลง - ง่วงซึม หลับมาก - ความดันโลหิตลดตํ'าลง - นอนละเมอ - กระสับกระส่าย - เกิดอาการซึมเศร้า, เช'ืองช้า, อ่อนเพลีย, ไม่สบาย hypoactivity, มึนศีรษะ, ความจำ ไม่ดี, การโต้ตอบไม่ดี, หลงลืม, ไม่มีสมาธิ, extrapyramidal symptoms, paradoxical reactions (กรมสุขภาพจิต, 2543) ส่วนอาการข้างเคียงท'ีเกิดขึ9นในระบบอ'ืน ๆ ของร่างกายได้จากการใช้ยาท'ี พบได้ คือ ระบบทางเดินอาหาร เกิดอาการท้องผูก ท้องเสีย ปากแห้ง ลิ9นเป็นฝ้ า เบ'ืออาหาร คล'ืนไส้ อาเจียน พูดลำบาก (dysarthria) น9ำลายมาก กระเพาะอาหารอักเสบ น9ำหนักตัวเพิ'มขึ9น ระบบสืบพันธ์และทางเดินปัสสาวะ ประจำเดือนมาไม่สมํ'าเสมอ ความรู้สึกทางเพศเปล'ียนแปลง ปัสสาวะคัง' ระบบหลอดเลือดและหัวใจ หัวใจเต้นเร็ว หรือ หัวใจเต้นช้า เส้นเลือดหัวใจตีบ ความดันสูง หรือ ความดันตํ'า ชีพจรเต้นเร็ว (palpitation) หู ตา คอ จมูก การมองเห็นผิดปกติ เห็นภาพซ้อน (diplopia) ตาเคล'ือนไหวรวดเร็วโดยไม่ตั9งใจ (nystagmus) การได้ยินผิดปกติ คัดจมูก ผิวหนัง เกิดอาการผน'ื คัน ผิวหนังแดง มีตุ่มอักเสบ ผมร่วง ใบหน้าและตาตุ่มบวม มีขนดก (hirsutism) อาการทางจิต ปัญหาการเกิดพฤติกรรม, มีอาการทางจิต, มีแนวโน้มในการฆ่าตัวตาย อาการอืนๆ อาการสะอึก มีไข้ การหายใจผิดปกติ ตับอักเสบ เลือดจาง น9ำหนักตัวเพิ'มขึ9น กระหายน9ำ จากการจัดการความรู้พบว่า อาการไม่พึงประสงค์ท'ีพบได้บ่อย คือ กล้ามเนื9ออ่อนแรง เดินเซ การ ทรงตัวไม่ดี มีเสมหะ น9ำลายมาก ง่วงซึม หลับมาก ความดันโลหิตลดตํ'าลง 4 ข้อควรระวังจากการใช้ยา (มาโนช และปราโมทย์, 2550 ; Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) - ระยะเวลาท'ีได้รับยาท'ีอาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้เริ'มตั9งแต่เวลา 30 นาที ถึง 1 สัปดาห์ - การเกิดอันตรกิริยาของยา ยาท'ีใช้ร่วม อาจเป็นตัวเสริมให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้มาก ขึ9น เช่น Lithium ทำให้เกิดภาวะ Electrolyte imbalance CPZ ทำให้ความดันโลหิตตํ'า (Tacit K.) - ต้องมีการซักประวัติ และมีการประเมินเก'ียวกับโรคทางกายของผู้ป่ วยท'ีอาจเกิดอันตราย จากการใช้ยา ซึ'งจากการให้การดูแลผู้ป่ วย พบว่า โรคทางเดินหายใจ โรคทางสมอง Depress โรค ตับ ไต เป็นโรคท'ีก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ป่ วยจากการใช้ยา (Tacit K.) นอกจากนี9ยังมีข้อควรระวังจากการใช้ยา ท'ีต้องให้ความสำคัญ คือ 1. ไม่ควรใช้ยาในผู้ป่ วยท'ีมีอาการซึมเศร้าในระยะแรกหรือเป็นโรคจิตท'ีไม่มีอาการ anxiety ที'เห็นได้ชัดเจน 2. การใช้ยาเป็ นระยะเวลานานทำให้ติดยาได้ อาการถอนยาเกิดขึ9นหลังจากให้การ รักษา 4-6 สัปดาห์โดยเฉพาะยาซึ' งออกฤทธิ` ในระยะสั9น ถ้ารับประทานยาทุกวันในขนาดยาท'ี กำหนดหรือขนาดสูงเกินกว่า 3 เดือน และหยุดยาทันที จะทำให้เกิดอาการชัก ซึ'งอาการนี9อาจเกิดใน ผู้ป่ วยท'ีรับประทานยานานระหว่าง 1 สัปดาห์ ถึง 4 เดือน - ระยะเวลาเริ'มต้นในการออกฤทธิ` ของยาอยู่ระหว่าง 20-60 นาที ขึ9นกับอัตรา การเกิด metabolism ของยา - ระยะเวลาในการออกฤทธิ`นาน 6 ถึง 12 ชัว' โมง หรือกว่านี9ขึ9นอยู่กับชนิดและ ขนาดยาท'ีให้กับผู้ป่ วย 3. อาการถอนยาจากการรักษาด้วย clonazepam โดยเฉพาะ ในผู้ป่วยที'ใช้ยาระยะเวลานาน ในขนาดสูงจะเกิดอาการ status epilepticus ดังนั9นจึงค่อย ๆ ลดขนาดยาลง ครั9งละ 0.125mg วันละ 2 ครั9ง ทุกๆ 3 วันจนกว่าจะถอนยาได้สมบูรณ์ (Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) เพ'ือป้ องกันไม่ให้เกิดอาการถอนยากับผู้ป่ วยท'ีรับประทานยาเป็นระยะเวลานาน ควรลดขนาด ยาอย่างช้าๆ ภายใน 4-8 สัปดาห์ โดยเฉพาะในผู้ป่ วยท'ีเคยมีประวัติว่ามีอาการชักผู้ป่ วยท'ีได้รับยา short acting benzodiazepine อาจเปล'ียนมาเป็นยาในกลุ่ม long acting เช่น diazepam อาจใช้ยา clonidine, propanolol และ carbamazepine เป็นยาเสริมการรักษาอาการถอนยาจาก benzodiazepine 4. ต้องระมัดระวังในการให้ยากับผู้ป่ วยโรคตับ โรคไต เพราะจะทำให้เกิดอาการสะสมยา ในร่างกาย โดยเฉพาะ clonazepam ห้ามให้ยานี9กับผู้ป่ วยโรคตับ 5. ยาสามารถผ่านทางรกและสะสมในตัวอ่อนทำให้เกิดความผิดปกติในรูปร่างได้ โดยเฉพาะในระยะเวลา 3 เดือนแรกของการตั9งครรภ์อาการไม่พึงประสงค์จากยาคลอนาซีแพม (Clonazepam) (มาโนช และปราโมทย์, 2550 ; Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) ระบบกล้ามเนื6อ - กล้ามเนื9ออ่อนแรง - เดินเซ การทรงตัวไม่ดี ระบบทางเดินหายใจ - ไอ - มีเสมหะมาก (Hypersecretion in upper respiratory tract) - หายใจส9ัน (Shortness of breath) - น9ำลายมาก 3 ระบบประสาท - ระดับความรู้สึกตัวลดลง - ง่วงซึม หลับมาก - ความดันโลหิตลดตํ'าลง - นอนละเมอ - กระสับกระส่าย - เกิดอาการซึมเศร้า, เช'ืองช้า, อ่อนเพลีย, ไม่สบาย hypoactivity, มึนศีรษะ, ความจำ ไม่ดี, การโต้ตอบไม่ดี, หลงลืม, ไม่มีสมาธิ, extrapyramidal symptoms, paradoxical reactions (กรมสุขภาพจิต, 2543) ส่วนอาการข้างเคียงท'ีเกิดขึ9นในระบบอ'ืน ๆ ของร่างกายได้จากการใช้ยาท'ี พบได้ คือ ระบบทางเดินอาหาร เกิดอาการท้องผูก ท้องเสีย ปากแห้ง ลิ9นเป็นฝ้ า เบ'ืออาหาร คล'ืนไส้ อาเจียน พูดลำบาก (dysarthria) น9ำลายมาก กระเพาะอาหารอักเสบ น9ำหนักตัวเพิ'มขึ9น ระบบสืบพันธ์และทางเดินปัสสาวะ ประจำเดือนมาไม่สมํ'าเสมอ ความรู้สึกทางเพศเปล'ียนแปลง ปัสสาวะคัง' ระบบหลอดเลือดและหัวใจ หัวใจเต้นเร็ว หรือ หัวใจเต้นช้า เส้นเลือดหัวใจตีบ ความดันสูง หรือ ความดันตํ'า ชีพจรเต้นเร็ว (palpitation) หู ตา คอ จมูก การมองเห็นผิดปกติ เห็นภาพซ้อน (diplopia) ตาเคล'ือนไหวรวดเร็วโดยไม่ตั9งใจ (nystagmus) การได้ยินผิดปกติ คัดจมูก ผิวหนัง เกิดอาการผน'ื คัน ผิวหนังแดง มีตุ่มอักเสบ ผมร่วง ใบหน้าและตาตุ่มบวม มีขนดก (hirsutism) อาการทางจิต ปัญหาการเกิดพฤติกรรม, มีอาการทางจิต, มีแนวโน้มในการฆ่าตัวตาย อาการอืนๆ อาการสะอึก มีไข้ การหายใจผิดปกติ ตับอักเสบ เลือดจาง น9ำหนักตัวเพิ'มขึ9น กระหายน9ำ จากการจัดการความรู้พบว่า อาการไม่พึงประสงค์ท'ีพบได้บ่อย คือ กล้ามเนื9ออ่อนแรง เดินเซ การ ทรงตัวไม่ดี มีเสมหะ น9ำลายมาก ง่วงซึม หลับมาก ความดันโลหิตลดตํ'าลง 4 ข้อควรระวังจากการใช้ยา (มาโนช และปราโมทย์, 2550 ; Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) - ระยะเวลาท'ีได้รับยาท'ีอาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้เริ'มตั9งแต่เวลา 30 นาที ถึง 1 สัปดาห์ - การเกิดอันตรกิริยาของยา ยาท'ีใช้ร่วม อาจเป็นตัวเสริมให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้มาก ขึ9น เช่น Lithium ทำให้เกิดภาวะ Electrolyte imbalance CPZ ทำให้ความดันโลหิตตํ'า (Tacit K.) - ต้องมีการซักประวัติ และมีการประเมินเก'ียวกับโรคทางกายของผู้ป่ วยท'ีอาจเกิดอันตราย จากการใช้ยา ซึ'งจากการให้การดูแลผู้ป่ วย พบว่า โรคทางเดินหายใจ โรคทางสมอง Depress โรค ตับ ไต เป็นโรคท'ีก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ป่ วยจากการใช้ยา (Tacit K.) นอกจากนี9ยังมีข้อควรระวังจากการใช้ยา ท'ีต้องให้ความสำคัญ คือ 1. ไม่ควรใช้ยาในผู้ป่ วยท'ีมีอาการซึมเศร้าในระยะแรกหรือเป็นโรคจิตท'ีไม่มีอาการ anxiety ที'เห็นได้ชัดเจน 2. การใช้ยาเป็ นระยะเวลานานทำให้ติดยาได้ อาการถอนยาเกิดขึ9นหลังจากให้การ รักษา 4-6 สัปดาห์โดยเฉพาะยาซึ' งออกฤทธิ` ในระยะสั9น ถ้ารับประทานยาทุกวันในขนาดยาท'ี กำหนดหรือขนาดสูงเกินกว่า 3 เดือน และหยุดยาทันที จะทำให้เกิดอาการชัก ซึ'งอาการนี9อาจเกิดใน ผู้ป่ วยท'ีรับประทานยานานระหว่าง 1 สัปดาห์ ถึง 4 เดือน - ระยะเวลาเริ'มต้นในการออกฤทธิ` ของยาอยู่ระหว่าง 20-60 นาที ขึ9นกับอัตรา การเกิด metabolism ของยา - ระยะเวลาในการออกฤทธิ`นาน 6 ถึง 12 ชัว' โมง หรือกว่านี9ขึ9นอยู่กับชนิดและ ขนาดยาท'ีให้กับผู้ป่ วย 3. อาการถอนยาจากการรักษาด้วย clonazepam โดยเฉพาะ ในผู้ป่วยที'ใช้ยาระยะเวลานาน ในขนาดสูงจะเกิดอาการ status epilepticus ดังนั9นจึงค่อย ๆ ลดขนาดยาลง ครั9งละ 0.125mg วันละ 2 ครั9ง ทุกๆ 3 วันจนกว่าจะถอนยาได้สมบูรณ์ (Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) เพ'ือป้ องกันไม่ให้เกิดอาการถอนยากับผู้ป่ วยท'ีรับประทานยาเป็นระยะเวลานาน ควรลดขนาด ยาอย่างช้าๆ ภายใน 4-8 สัปดาห์ โดยเฉพาะในผู้ป่ วยท'ีเคยมีประวัติว่ามีอาการชักผู้ป่ วยท'ีได้รับยา short acting benzodiazepine อาจเปล'ียนมาเป็นยาในกลุ่ม long acting เช่น diazepam อาจใช้ยา clonidine, propanolol และ carbamazepine เป็นยาเสริมการรักษาอาการถอนยาจาก benzodiazepine 4. ต้องระมัดระวังในการให้ยากับผู้ป่ วยโรคตับ โรคไต เพราะจะทำให้เกิดอาการสะสมยา ในร่างกาย โดยเฉพาะ clonazepam ห้ามให้ยานี9กับผู้ป่ วยโรคตับ 5. ยาสามารถผ่านทางรกและสะสมในตัวอ่อนทำให้เกิดความผิดปกติในรูปร่างได้ โดยเฉพาะในระยะเวลา 3 เดือนแรกของการตั9งครรภ์อาการไม่พึงประสงค์จากยาคลอนาซีแพม (Clonazepam) (มาโนช และปราโมทย์, 2550 ; Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) ระบบกล้ามเนื6อ - กล้ามเนื9ออ่อนแรง - เดินเซ การทรงตัวไม่ดี ระบบทางเดินหายใจ - ไอ - มีเสมหะมาก (Hypersecretion in upper respiratory tract) - หายใจส9ัน (Shortness of breath) - น9ำลายมาก 3 ระบบประสาท - ระดับความรู้สึกตัวลดลง - ง่วงซึม หลับมาก - ความดันโลหิตลดตํ'าลง - นอนละเมอ - กระสับกระส่าย - เกิดอาการซึมเศร้า, เช'ืองช้า, อ่อนเพลีย, ไม่สบาย hypoactivity, มึนศีรษะ, ความจำ ไม่ดี, การโต้ตอบไม่ดี, หลงลืม, ไม่มีสมาธิ, extrapyramidal symptoms, paradoxical reactions (กรมสุขภาพจิต, 2543) ส่วนอาการข้างเคียงท'ีเกิดขึ9นในระบบอ'ืน ๆ ของร่างกายได้จากการใช้ยาท'ี พบได้ คือ ระบบทางเดินอาหาร เกิดอาการท้องผูก ท้องเสีย ปากแห้ง ลิ9นเป็นฝ้ า เบ'ืออาหาร คล'ืนไส้ อาเจียน พูดลำบาก (dysarthria) น9ำลายมาก กระเพาะอาหารอักเสบ น9ำหนักตัวเพิ'มขึ9น ระบบสืบพันธ์และทางเดินปัสสาวะ ประจำเดือนมาไม่สมํ'าเสมอ ความรู้สึกทางเพศเปล'ียนแปลง ปัสสาวะคัง' ระบบหลอดเลือดและหัวใจ หัวใจเต้นเร็ว หรือ หัวใจเต้นช้า เส้นเลือดหัวใจตีบ ความดันสูง หรือ ความดันตํ'า ชีพจรเต้นเร็ว (palpitation) หู ตา คอ จมูก การมองเห็นผิดปกติ เห็นภาพซ้อน (diplopia) ตาเคล'ือนไหวรวดเร็วโดยไม่ตั9งใจ (nystagmus) การได้ยินผิดปกติ คัดจมูก ผิวหนัง เกิดอาการผน'ื คัน ผิวหนังแดง มีตุ่มอักเสบ ผมร่วง ใบหน้าและตาตุ่มบวม มีขนดก (hirsutism) อาการทางจิต ปัญหาการเกิดพฤติกรรม, มีอาการทางจิต, มีแนวโน้มในการฆ่าตัวตาย อาการอืนๆ อาการสะอึก มีไข้ การหายใจผิดปกติ ตับอักเสบ เลือดจาง น9ำหนักตัวเพิ'มขึ9น กระหายน9ำ จากการจัดการความรู้พบว่า อาการไม่พึงประสงค์ท'ีพบได้บ่อย คือ กล้ามเนื9ออ่อนแรง เดินเซ การ ทรงตัวไม่ดี มีเสมหะ น9ำลายมาก ง่วงซึม หลับมาก ความดันโลหิตลดตํ'าลง 4 ข้อควรระวังจากการใช้ยา (มาโนช และปราโมทย์, 2550 ; Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) - ระยะเวลาท'ีได้รับยาท'ีอาจจะเกิดภาวะแทรกซ้อนได้เริ'มตั9งแต่เวลา 30 นาที ถึง 1 สัปดาห์ - การเกิดอันตรกิริยาของยา ยาท'ีใช้ร่วม อาจเป็นตัวเสริมให้เกิดภาวะแทรกซ้อนได้มาก ขึ9น เช่น Lithium ทำให้เกิดภาวะ Electrolyte imbalance CPZ ทำให้ความดันโลหิตตํ'า (Tacit K.) - ต้องมีการซักประวัติ และมีการประเมินเก'ียวกับโรคทางกายของผู้ป่ วยท'ีอาจเกิดอันตราย จากการใช้ยา ซึ'งจากการให้การดูแลผู้ป่ วย พบว่า โรคทางเดินหายใจ โรคทางสมอง Depress โรค ตับ ไต เป็นโรคท'ีก่อให้เกิดอันตรายกับผู้ป่ วยจากการใช้ยา (Tacit K.) นอกจากนี9ยังมีข้อควรระวังจากการใช้ยา ท'ีต้องให้ความสำคัญ คือ 1. ไม่ควรใช้ยาในผู้ป่ วยท'ีมีอาการซึมเศร้าในระยะแรกหรือเป็นโรคจิตท'ีไม่มีอาการ anxiety ที'เห็นได้ชัดเจน 2. การใช้ยาเป็ นระยะเวลานานทำให้ติดยาได้ อาการถอนยาเกิดขึ9นหลังจากให้การ รักษา 4-6 สัปดาห์โดยเฉพาะยาซึ' งออกฤทธิ` ในระยะสั9น ถ้ารับประทานยาทุกวันในขนาดยาท'ี กำหนดหรือขนาดสูงเกินกว่า 3 เดือน และหยุดยาทันที จะทำให้เกิดอาการชัก ซึ'งอาการนี9อาจเกิดใน ผู้ป่ วยท'ีรับประทานยานานระหว่าง 1 สัปดาห์ ถึง 4 เดือน - ระยะเวลาเริ'มต้นในการออกฤทธิ` ของยาอยู่ระหว่าง 20-60 นาที ขึ9นกับอัตรา การเกิด metabolism ของยา - ระยะเวลาในการออกฤทธิ`นาน 6 ถึง 12 ชัว' โมง หรือกว่านี9ขึ9นอยู่กับชนิดและ ขนาดยาท'ีให้กับผู้ป่ วย 3. อาการถอนยาจากการรักษาด้วย clonazepam โดยเฉพาะ ในผู้ป่วยที'ใช้ยาระยะเวลานาน ในขนาดสูงจะเกิดอาการ status epilepticus ดังนั9นจึงค่อย ๆ ลดขนาดยาลง ครั9งละ 0.125mg วันละ 2 ครั9ง ทุกๆ 3 วันจนกว่าจะถอนยาได้สมบูรณ์ (Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) เพ'ือป้ องกันไม่ให้เกิดอาการถอนยากับผู้ป่ วยท'ีรับประทานยาเป็นระยะเวลานาน ควรลดขนาด ยาอย่างช้าๆ ภายใน 4-8 สัปดาห์ โดยเฉพาะในผู้ป่ วยท'ีเคยมีประวัติว่ามีอาการชักผู้ป่ วยท'ีได้รับยา short acting benzodiazepine อาจเปล'ียนมาเป็นยาในกลุ่ม long acting เช่น diazepam อาจใช้ยา clonidine, propanolol และ carbamazepine เป็นยาเสริมการรักษาอาการถอนยาจาก benzodiazepine 4. ต้องระมัดระวังในการให้ยากับผู้ป่ วยโรคตับ โรคไต เพราะจะทำให้เกิดอาการสะสมยา ในร่างกาย โดยเฉพาะ clonazepam ห้ามให้ยานี9กับผู้ป่ วยโรคตับ 5. ยาสามารถผ่านทางรกและสะสมในตัวอ่อนทำให้เกิดความผิดปกติในรูปร่างได้ โดยเฉพาะในระยะเวลา 3 เดือนแรกของการตั9งครรภ์อาการไม่พึงประสงค์จากยาคลอนาซีแพม (Clonazepam) (มาโนช และปราโมทย์, 2550 ; Lady C F, Armstrong LL, Goldman MP, Lance LL, 2008) ระบบกล้ามเนื6อ - กล้ามเนื9ออ่อนแรง - เดินเซ การทรงตัวไม่ดี ระบบทางเดินหายใจ - ไอ - มีเสมหะมาก (Hypersecretion in upper respiratory tract) - หายใจส9ัน (Shortness of breath) - น9ำลายมาก 3 ระบบประสาท - ระดับความรู้สึกตัวลดลง - ง่วงซึม หลับมาก - ความดันโลหิตลดตํ'าลง - นอนละเมอ - กระสับกระส่าย - เกิดอาการซึมเศร้า, เช'ืองช้า, อ่อนเพลีย, ไม่สบาย hypoactivity, มึนศีรษะ, ความจำ ไม่ดี, การโต้ตอบไม่ดี, หลงลืม, ไม่มีสมาธิ, extrapyramidal symptoms, paradoxical reactions (กรมสุขภาพจิต, 2543) ส่วนอาการข้างเคียงท'ีเกิดขึ9นในระบบอ'ืน ๆ ของร่างกายได้จากการใช้ยาท'ี พบได้ คือ ระบบทางเดินอาหาร เกิดอาการท้องผูก ท้องเสีย ปากแห้ง ลิ9นเป็นฝ้ า เบ'ืออาหาร คล'ืนไส้ อาเจียน พูดลำบาก (dysarthria) น9ำลายมาก กระเพาะอาหารอักเสบ น9ำหนักตัวเพิ'มขึ9น ระบบสืบพันธ์และทางเดินปัสสาวะ ประจำเดือนมาไม่สมํ'าเสมอ ความรู้สึกทางเพศเปล'ียนแปลง ปัสสาวะคัง' ระบบหลอดเลือดและหัวใจ หัวใจเต้นเร็ว หรือ หัวใจเต้นช้า เส้นเลือดหัวใจตีบ ความดันสูง หรือ ความดันตํ'า ชีพจรเต้นเร็ว (palpitation) หู ตา คอ จมูก การมองเห็นผิดปกติ เห็นภาพซ้อน (diplopia) ตาเคล'ือนไหวรวดเร็วโดยไม่ตั9งใจ (nystagmus) การได้ยินผิดปกติ คัดจมูก ผิวหนัง เกิดอาการผน'ื คัน ผิวหนังแดง มีตุ่มอักเสบ ผมร่วง ใบหน้าและตาตุ่มบวม มีขนดก (hirsutism) อาการทางจิต ปัญหาการเก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21861 2012/12/04 20:41:40 แนวทางการให้การดูแลและประเมินอาการไม่พึงประสงค์จากการรับประทานยาคลอนาซีแปมในผู้ป่วยจิตเวชสูงอายุ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21861 ความชุก ลักษณะอาการ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับปัญหาพฤติกรรม อารมณ์และจิตใจในผู้สูงอายุโรค สมองเสื่อม (BPSD) ที่มารับบริการโรงพยาบาลสวนสราญรมย์: การศึกษาแบบย้อนหลัง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21859 สมองเสื่อม เป็นภาวะที่ความสามารถทางสติปัญญาลดลง คิดและจำไม่ได้ เกิดจากความเสื่อมของการ รับรู้เกี่ยวกับความจำ ความใส่ใจ ภาษา และการแก้ปัญหา พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยพบว่าในกลุ่มผู้ที่มีอายุ มากกว่า ๖๐ ปี จะพบผู้ที่มีอาการสมองเสื่อมได้ร้อยละ ๑% และจะเพิ่มขึ้นเป็น ๒ เท่าทุกๆ ๕ ปี นั่นคือยิ่งอายุ มากขึ้น โอกาสเสี่ยงเป็นภาวะสมองเสื่อมยิ่งเพิ่มตาม โรคสมองเสื่อมส่วนใหญ่เป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด อาการของโรคจะค่อยๆ รุนแรงขึ้นตามระยะเวลาการป่วย และเป็นโรคที่สามารถเกิดได้ทั้งหญิงและชาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ๕๐ ปีขึ้นไป ( สิรินทร, ๒๕๕๑) โรคนี้ทำให้ผู้ป่วยอาการหลงลืม ใช้ภาษาผิดปกติ มี พฤติกรรมและอารมณ์เปลี่ยนไปทำให้มีผลอย่างมากต่อคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาด้านพฤติกรรม และจิตใจ (Behavioral and Psychological Symptoms of Dementia: BPSD) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ที่สุด โดยพบได้มากกว่าร้อยละ ๙๐ ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของการดำเนินโรคและรุนแรงจน จำเป็นต้องได้รับการรักษา และสามารถพบได้ในทุกระดับความรุนแรงของโรค แต่จะพบบ่อยที่สุดในกลุ่มผู้ป่วย สมองเสื่อมขั้นรุนแรง โดยอาการมักจะขึ้นๆ ลงๆ เกิดซ้ำๆได้บ่อยๆ ซึ่งปัญหาดังกล่าวจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ของผู้ป่วยสมองเสื่อมและผู้ดูแลเป็นอย่างมาก ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาและอัตราการรับตัวผู้ป่วยสมองเสื่อม ไว้รักษาในโรงพยาบาลสูงมากขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ป่วยสมองเสื่อมที่ไม่มีปัญหาด้านพฤติกรรม อารมณ์และจิตใจ จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่าผู้ป่วยสมองเสื่อมตามแหล่งชุมชนจะมีอาการ BPSD ประมาณร้อย ละ ๖๐ และในช่วงใดช่วงหนึ่งของการป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมนี้ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ ๙๐ จะเกิดอาการ BPSD ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา ความชุกในการเกิด BPSD จะสูงขึ้นถึงร้อยละ 95 ในผู้ป่วยสมองเสื่อมแบบอัลไซ เมอร์ขั้นรุนแรง (advanced Alzheimer’s disease) และผู้ป่วยสมองเสื่อมแบบ front temporal dementia (FTD) โดยอาการ BPSD ที่พบบ่อยที่สุดคือความเฉยเมย ขาดความกระตือรือร้นไม่ แสดงออกซึ่งอารมณ์ (apathy) ความพลุ่งพล่านกระวนกระวายใจ(agitation) และอารมณ์ซึมเศร้า (depression) จากการทบทวน งานวิจัยที่ผ่านมาในประเทศไทยยังมีการศึกษาเรื่องนี้น้อยมาก โดยเฉพาะในมุมมองของระบบบริการด้าน สุขภาพจิต ดังนั้น โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ซึ่งเป็นโรงพยาบาลจิตเวชที่มีหน้าที่หลักในการส่งเสริม ป้องกัน บำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวชในเขตภาคใต้ตอนบน โดยให้บริการสำหรับ ประชาชนทุกกลุ่มอายุ และในปี 2556 มีเป้าหมายในการพัฒนาระบบบริการตติยภูมิชั้นสูง (Supra tertiary care) ด้านสุขภาพจิตผู้สูงอายุโรคสมองเสื่อม ผู้วิจัยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบการเฝ้าสมองเสื่อม เป็นภาวะที่ความสามารถทางสติปัญญาลดลง คิดและจำไม่ได้ เกิดจากความเสื่อมของการ รับรู้เกี่ยวกับความจำ ความใส่ใจ ภาษา และการแก้ปัญหา พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยพบว่าในกลุ่มผู้ที่มีอายุ มากกว่า ๖๐ ปี จะพบผู้ที่มีอาการสมองเสื่อมได้ร้อยละ ๑% และจะเพิ่มขึ้นเป็น ๒ เท่าทุกๆ ๕ ปี นั่นคือยิ่งอายุ มากขึ้น โอกาสเสี่ยงเป็นภาวะสมองเสื่อมยิ่งเพิ่มตาม โรคสมองเสื่อมส่วนใหญ่เป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด อาการของโรคจะค่อยๆ รุนแรงขึ้นตามระยะเวลาการป่วย และเป็นโรคที่สามารถเกิดได้ทั้งหญิงและชาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ๕๐ ปีขึ้นไป ( สิรินทร, ๒๕๕๑) โรคนี้ทำให้ผู้ป่วยอาการหลงลืม ใช้ภาษาผิดปกติ มี พฤติกรรมและอารมณ์เปลี่ยนไปทำให้มีผลอย่างมากต่อคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาด้านพฤติกรรม และจิตใจ (Behavioral and Psychological Symptoms of Dementia: BPSD) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ที่สุด โดยพบได้มากกว่าร้อยละ ๙๐ ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของการดำเนินโรคและรุนแรงจน จำเป็นต้องได้รับการรักษา และสามารถพบได้ในทุกระดับความรุนแรงของโรค แต่จะพบบ่อยที่สุดในกลุ่มผู้ป่วย สมองเสื่อมขั้นรุนแรง โดยอาการมักจะขึ้นๆ ลงๆ เกิดซ้ำๆได้บ่อยๆ ซึ่งปัญหาดังกล่าวจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ของผู้ป่วยสมองเสื่อมและผู้ดูแลเป็นอย่างมาก ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาและอัตราการรับตัวผู้ป่วยสมองเสื่อม ไว้รักษาในโรงพยาบาลสูงมากขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ป่วยสมองเสื่อมที่ไม่มีปัญหาด้านพฤติกรรม อารมณ์และจิตใจ จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่าผู้ป่วยสมองเสื่อมตามแหล่งชุมชนจะมีอาการ BPSD ประมาณร้อย ละ ๖๐ และในช่วงใดช่วงหนึ่งของการป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมนี้ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ ๙๐ จะเกิดอาการ BPSD ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา ความชุกในการเกิด BPSD จะสูงขึ้นถึงร้อยละ 95 ในผู้ป่วยสมองเสื่อมแบบอัลไซ เมอร์ขั้นรุนแรง (advanced Alzheimer’s disease) และผู้ป่วยสมองเสื่อมแบบ front temporal dementia (FTD) โดยอาการ BPSD ที่พบบ่อยที่สุดคือความเฉยเมย ขาดความกระตือรือร้นไม่ แสดงออกซึ่งอารมณ์ (apathy) ความพลุ่งพล่านกระวนกระวายใจ(agitation) และอารมณ์ซึมเศร้า (depression) จากการทบทวน งานวิจัยที่ผ่านมาในประเทศไทยยังมีการศึกษาเรื่องนี้น้อยมาก โดยเฉพาะในมุมมองของระบบบริการด้าน สุขภาพจิต ดังนั้น โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ซึ่งเป็นโรงพยาบาลจิตเวชที่มีหน้าที่หลักในการส่งเสริม ป้องกัน บำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวชในเขตภาคใต้ตอนบน โดยให้บริการสำหรับ ประชาชนทุกกลุ่มอายุ และในปี 2556 มีเป้าหมายในการพัฒนาระบบบริการตติยภูมิชั้นสูง (Supra tertiary care) ด้านสุขภาพจิตผู้สูงอายุโรคสมองเสื่อม ผู้วิจัยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบการเฝ้าสมองเสื่อม เป็นภาวะที่ความสามารถทางสติปัญญาลดลง คิดและจำไม่ได้ เกิดจากความเสื่อมของการ รับรู้เกี่ยวกับความจำ ความใส่ใจ ภาษา และการแก้ปัญหา พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยพบว่าในกลุ่มผู้ที่มีอายุ มากกว่า ๖๐ ปี จะพบผู้ที่มีอาการสมองเสื่อมได้ร้อยละ ๑% และจะเพิ่มขึ้นเป็น ๒ เท่าทุกๆ ๕ ปี นั่นคือยิ่งอายุ มากขึ้น โอกาสเสี่ยงเป็นภาวะสมองเสื่อมยิ่งเพิ่มตาม โรคสมองเสื่อมส่วนใหญ่เป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด อาการของโรคจะค่อยๆ รุนแรงขึ้นตามระยะเวลาการป่วย และเป็นโรคที่สามารถเกิดได้ทั้งหญิงและชาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ๕๐ ปีขึ้นไป ( สิรินทร, ๒๕๕๑) โรคนี้ทำให้ผู้ป่วยอาการหลงลืม ใช้ภาษาผิดปกติ มี พฤติกรรมและอารมณ์เปลี่ยนไปทำให้มีผลอย่างมากต่อคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาด้านพฤติกรรม และจิตใจ (Behavioral and Psychological Symptoms of Dementia: BPSD) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ที่สุด โดยพบได้มากกว่าร้อยละ ๙๐ ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของการดำเนินโรคและรุนแรงจน จำเป็นต้องได้รับการรักษา และสามารถพบได้ในทุกระดับความรุนแรงของโรค แต่จะพบบ่อยที่สุดในกลุ่มผู้ป่วย สมองเสื่อมขั้นรุนแรง โดยอาการมักจะขึ้นๆ ลงๆ เกิดซ้ำๆได้บ่อยๆ ซึ่งปัญหาดังกล่าวจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ของผู้ป่วยสมองเสื่อมและผู้ดูแลเป็นอย่างมาก ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาและอัตราการรับตัวผู้ป่วยสมองเสื่อม ไว้รักษาในโรงพยาบาลสูงมากขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ป่วยสมองเสื่อมที่ไม่มีปัญหาด้านพฤติกรรม อารมณ์และจิตใจ จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่าผู้ป่วยสมองเสื่อมตามแหล่งชุมชนจะมีอาการ BPSD ประมาณร้อย ละ ๖๐ และในช่วงใดช่วงหนึ่งของการป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมนี้ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ ๙๐ จะเกิดอาการ BPSD ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา ความชุกในการเกิด BPSD จะสูงขึ้นถึงร้อยละ 95 ในผู้ป่วยสมองเสื่อมแบบอัลไซ เมอร์ขั้นรุนแรง (advanced Alzheimer’s disease) และผู้ป่วยสมองเสื่อมแบบ front temporal dementia (FTD) โดยอาการ BPSD ที่พบบ่อยที่สุดคือความเฉยเมย ขาดความกระตือรือร้นไม่ แสดงออกซึ่งอารมณ์ (apathy) ความพลุ่งพล่านกระวนกระวายใจ(agitation) และอารมณ์ซึมเศร้า (depression) จากการทบทวน งานวิจัยที่ผ่านมาในประเทศไทยยังมีการศึกษาเรื่องนี้น้อยมาก โดยเฉพาะในมุมมองของระบบบริการด้าน สุขภาพจิต ดังนั้น โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ซึ่งเป็นโรงพยาบาลจิตเวชที่มีหน้าที่หลักในการส่งเสริม ป้องกัน บำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวชในเขตภาคใต้ตอนบน โดยให้บริการสำหรับ ประชาชนทุกกลุ่มอายุ และในปี 2556 มีเป้าหมายในการพัฒนาระบบบริการตติยภูมิชั้นสูง (Supra tertiary care) ด้านสุขภาพจิตผู้สูงอายุโรคสมองเสื่อม ผู้วิจัยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบการเฝ้าสมองเสื่อม เป็นภาวะที่ความสามารถทางสติปัญญาลดลง คิดและจำไม่ได้ เกิดจากความเสื่อมของการ รับรู้เกี่ยวกับความจำ ความใส่ใจ ภาษา และการแก้ปัญหา พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยพบว่าในกลุ่มผู้ที่มีอายุ มากกว่า ๖๐ ปี จะพบผู้ที่มีอาการสมองเสื่อมได้ร้อยละ ๑% และจะเพิ่มขึ้นเป็น ๒ เท่าทุกๆ ๕ ปี นั่นคือยิ่งอายุ มากขึ้น โอกาสเสี่ยงเป็นภาวะสมองเสื่อมยิ่งเพิ่มตาม โรคสมองเสื่อมส่วนใหญ่เป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด อาการของโรคจะค่อยๆ รุนแรงขึ้นตามระยะเวลาการป่วย และเป็นโรคที่สามารถเกิดได้ทั้งหญิงและชาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ๕๐ ปีขึ้นไป ( สิรินทร, ๒๕๕๑) โรคนี้ทำให้ผู้ป่วยอาการหลงลืม ใช้ภาษาผิดปกติ มี พฤติกรรมและอารมณ์เปลี่ยนไปทำให้มีผลอย่างมากต่อคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาด้านพฤติกรรม และจิตใจ (Behavioral and Psychological Symptoms of Dementia: BPSD) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ที่สุด โดยพบได้มากกว่าร้อยละ ๙๐ ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของการดำเนินโรคและรุนแรงจน จำเป็นต้องได้รับการรักษา และสามารถพบได้ในทุกระดับความรุนแรงของโรค แต่จะพบบ่อยที่สุดในกลุ่มผู้ป่วย สมองเสื่อมขั้นรุนแรง โดยอาการมักจะขึ้นๆ ลงๆ เกิดซ้ำๆได้บ่อยๆ ซึ่งปัญหาดังกล่าวจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ของผู้ป่วยสมองเสื่อมและผู้ดูแลเป็นอย่างมาก ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาและอัตราการรับตัวผู้ป่วยสมองเสื่อม ไว้รักษาในโรงพยาบาลสูงมากขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ป่วยสมองเสื่อมที่ไม่มีปัญหาด้านพฤติกรรม อารมณ์และจิตใจ จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่าผู้ป่วยสมองเสื่อมตามแหล่งชุมชนจะมีอาการ BPSD ประมาณร้อย ละ ๖๐ และในช่วงใดช่วงหนึ่งของการป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมนี้ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ ๙๐ จะเกิดอาการ BPSD ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา ความชุกในการเกิด BPSD จะสูงขึ้นถึงร้อยละ 95 ในผู้ป่วยสมองเสื่อมแบบอัลไซ เมอร์ขั้นรุนแรง (advanced Alzheimer’s disease) และผู้ป่วยสมองเสื่อมแบบ front temporal dementia (FTD) โดยอาการ BPSD ที่พบบ่อยที่สุดคือความเฉยเมย ขาดความกระตือรือร้นไม่ แสดงออกซึ่งอารมณ์ (apathy) ความพลุ่งพล่านกระวนกระวายใจ(agitation) และอารมณ์ซึมเศร้า (depression) จากการทบทวน งานวิจัยที่ผ่านมาในประเทศไทยยังมีการศึกษาเรื่องนี้น้อยมาก โดยเฉพาะในมุมมองของระบบบริการด้าน สุขภาพจิต ดังนั้น โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ซึ่งเป็นโรงพยาบาลจิตเวชที่มีหน้าที่หลักในการส่งเสริม ป้องกัน บำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวชในเขตภาคใต้ตอนบน โดยให้บริการสำหรับ ประชาชนทุกกลุ่มอายุ และในปี 2556 มีเป้าหมายในการพัฒนาระบบบริการตติยภูมิชั้นสูง (Supra tertiary care) ด้านสุขภาพจิตผู้สูงอายุโรคสมองเสื่อม ผู้วิจัยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบการเฝ้าสมองเสื่อม เป็นภาวะที่ความสามารถทางสติปัญญาลดลง คิดและจำไม่ได้ เกิดจากความเสื่อมของการ รับรู้เกี่ยวกับความจำ ความใส่ใจ ภาษา และการแก้ปัญหา พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยพบว่าในกลุ่มผู้ที่มีอายุ มากกว่า ๖๐ ปี จะพบผู้ที่มีอาการสมองเสื่อมได้ร้อยละ ๑% และจะเพิ่มขึ้นเป็น ๒ เท่าทุกๆ ๕ ปี นั่นคือยิ่งอายุ มากขึ้น โอกาสเสี่ยงเป็นภาวะสมองเสื่อมยิ่งเพิ่มตาม โรคสมองเสื่อมส่วนใหญ่เป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด อาการของโรคจะค่อยๆ รุนแรงขึ้นตามระยะเวลาการป่วย และเป็นโรคที่สามารถเกิดได้ทั้งหญิงและชาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ๕๐ ปีขึ้นไป ( สิรินทร, ๒๕๕๑) โรคนี้ทำให้ผู้ป่วยอาการหลงลืม ใช้ภาษาผิดปกติ มี พฤติกรรมและอารมณ์เปลี่ยนไปทำให้มีผลอย่างมากต่อคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาด้านพฤติกรรม และจิตใจ (Behavioral and Psychological Symptoms of Dementia: BPSD) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ที่สุด โดยพบได้มากกว่าร้อยละ ๙๐ ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของการดำเนินโรคและรุนแรงจน จำเป็นต้องได้รับการรักษา และสามารถพบได้ในทุกระดับความรุนแรงของโรค แต่จะพบบ่อยที่สุดในกลุ่มผู้ป่วย สมองเสื่อมขั้นรุนแรง โดยอาการมักจะขึ้นๆ ลงๆ เกิดซ้ำๆได้บ่อยๆ ซึ่งปัญหาดังกล่าวจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ของผู้ป่วยสมองเสื่อมและผู้ดูแลเป็นอย่างมาก ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาและอัตราการรับตัวผู้ป่วยสมองเสื่อม ไว้รักษาในโรงพยาบาลสูงมากขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ป่วยสมองเสื่อมที่ไม่มีปัญหาด้านพฤติกรรม อารมณ์และจิตใจ จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่าผู้ป่วยสมองเสื่อมตามแหล่งชุมชนจะมีอาการ BPSD ประมาณร้อย ละ ๖๐ และในช่วงใดช่วงหนึ่งของการป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมนี้ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ ๙๐ จะเกิดอาการ BPSD ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา ความชุกในการเกิด BPSD จะสูงขึ้นถึงร้อยละ 95 ในผู้ป่วยสมองเสื่อมแบบอัลไซ เมอร์ขั้นรุนแรง (advanced Alzheimer’s disease) และผู้ป่วยสมองเสื่อมแบบ front temporal dementia (FTD) โดยอาการ BPSD ที่พบบ่อยที่สุดคือความเฉยเมย ขาดความกระตือรือร้นไม่ แสดงออกซึ่งอารมณ์ (apathy) ความพลุ่งพล่านกระวนกระวายใจ(agitation) และอารมณ์ซึมเศร้า (depression) จากการทบทวน งานวิจัยที่ผ่านมาในประเทศไทยยังมีการศึกษาเรื่องนี้น้อยมาก โดยเฉพาะในมุมมองของระบบบริการด้าน สุขภาพจิต ดังนั้น โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ซึ่งเป็นโรงพยาบาลจิตเวชที่มีหน้าที่หลักในการส่งเสริม ป้องกัน บำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวชในเขตภาคใต้ตอนบน โดยให้บริการสำหรับ ประชาชนทุกกลุ่มอายุ และในปี 2556 มีเป้าหมายในการพัฒนาระบบบริการตติยภูมิชั้นสูง (Supra tertiary care) ด้านสุขภาพจิตผู้สูงอายุโรคสมองเสื่อม ผู้วิจัยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบการเฝ้าสมองเสื่อม เป็นภาวะที่ความสามารถทางสติปัญญาลดลง คิดและจำไม่ได้ เกิดจากความเสื่อมของการ รับรู้เกี่ยวกับความจำ ความใส่ใจ ภาษา และการแก้ปัญหา พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยพบว่าในกลุ่มผู้ที่มีอายุ มากกว่า ๖๐ ปี จะพบผู้ที่มีอาการสมองเสื่อมได้ร้อยละ ๑% และจะเพิ่มขึ้นเป็น ๒ เท่าทุกๆ ๕ ปี นั่นคือยิ่งอายุ มากขึ้น โอกาสเสี่ยงเป็นภาวะสมองเสื่อมยิ่งเพิ่มตาม โรคสมองเสื่อมส่วนใหญ่เป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด อาการของโรคจะค่อยๆ รุนแรงขึ้นตามระยะเวลาการป่วย และเป็นโรคที่สามารถเกิดได้ทั้งหญิงและชาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ๕๐ ปีขึ้นไป ( สิรินทร, ๒๕๕๑) โรคนี้ทำให้ผู้ป่วยอาการหลงลืม ใช้ภาษาผิดปกติ มี พฤติกรรมและอารมณ์เปลี่ยนไปทำให้มีผลอย่างมากต่อคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาด้านพฤติกรรม และจิตใจ (Behavioral and Psychological Symptoms of Dementia: BPSD) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ที่สุด โดยพบได้มากกว่าร้อยละ ๙๐ ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของการดำเนินโรคและรุนแรงจน จำเป็นต้องได้รับการรักษา และสามารถพบได้ในทุกระดับความรุนแรงของโรค แต่จะพบบ่อยที่สุดในกลุ่มผู้ป่วย สมองเสื่อมขั้นรุนแรง โดยอาการมักจะขึ้นๆ ลงๆ เกิดซ้ำๆได้บ่อยๆ ซึ่งปัญหาดังกล่าวจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ของผู้ป่วยสมองเสื่อมและผู้ดูแลเป็นอย่างมาก ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาและอัตราการรับตัวผู้ป่วยสมองเสื่อม ไว้รักษาในโรงพยาบาลสูงมากขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ป่วยสมองเสื่อมที่ไม่มีปัญหาด้านพฤติกรรม อารมณ์และจิตใจ จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่าผู้ป่วยสมองเสื่อมตามแหล่งชุมชนจะมีอาการ BPSD ประมาณร้อย ละ ๖๐ และในช่วงใดช่วงหนึ่งของการป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมนี้ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ ๙๐ จะเกิดอาการ BPSD ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา ความชุกในการเกิด BPSD จะสูงขึ้นถึงร้อยละ 95 ในผู้ป่วยสมองเสื่อมแบบอัลไซ เมอร์ขั้นรุนแรง (advanced Alzheimer’s disease) และผู้ป่วยสมองเสื่อมแบบ front temporal dementia (FTD) โดยอาการ BPSD ที่พบบ่อยที่สุดคือความเฉยเมย ขาดความกระตือรือร้นไม่ แสดงออกซึ่งอารมณ์ (apathy) ความพลุ่งพล่านกระวนกระวายใจ(agitation) และอารมณ์ซึมเศร้า (depression) จากการทบทวน งานวิจัยที่ผ่านมาในประเทศไทยยังมีการศึกษาเรื่องนี้น้อยมาก โดยเฉพาะในมุมมองของระบบบริการด้าน สุขภาพจิต ดังนั้น โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ซึ่งเป็นโรงพยาบาลจิตเวชที่มีหน้าที่หลักในการส่งเสริม ป้องกัน บำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวชในเขตภาคใต้ตอนบน โดยให้บริการสำหรับ ประชาชนทุกกลุ่มอายุ และในปี 2556 มีเป้าหมายในการพัฒนาระบบบริการตติยภูมิชั้นสูง (Supra tertiary care) ด้านสุขภาพจิตผู้สูงอายุโรคสมองเสื่อม ผู้วิจัยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบการเฝ้าสมองเสื่อม เป็นภาวะที่ความสามารถทางสติปัญญาลดลง คิดและจำไม่ได้ เกิดจากความเสื่อมของการ รับรู้เกี่ยวกับความจำ ความใส่ใจ ภาษา และการแก้ปัญหา พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยพบว่าในกลุ่มผู้ที่มีอายุ มากกว่า ๖๐ ปี จะพบผู้ที่มีอาการสมองเสื่อมได้ร้อยละ ๑% และจะเพิ่มขึ้นเป็น ๒ เท่าทุกๆ ๕ ปี นั่นคือยิ่งอายุ มากขึ้น โอกาสเสี่ยงเป็นภาวะสมองเสื่อมยิ่งเพิ่มตาม โรคสมองเสื่อมส่วนใหญ่เป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด อาการของโรคจะค่อยๆ รุนแรงขึ้นตามระยะเวลาการป่วย และเป็นโรคที่สามารถเกิดได้ทั้งหญิงและชาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ๕๐ ปีขึ้นไป ( สิรินทร, ๒๕๕๑) โรคนี้ทำให้ผู้ป่วยอาการหลงลืม ใช้ภาษาผิดปกติ มี พฤติกรรมและอารมณ์เปลี่ยนไปทำให้มีผลอย่างมากต่อคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาด้านพฤติกรรม และจิตใจ (Behavioral and Psychological Symptoms of Dementia: BPSD) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ที่สุด โดยพบได้มากกว่าร้อยละ ๙๐ ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของการดำเนินโรคและรุนแรงจน จำเป็นต้องได้รับการรักษา และสามารถพบได้ในทุกระดับความรุนแรงของโรค แต่จะพบบ่อยที่สุดในกลุ่มผู้ป่วย สมองเสื่อมขั้นรุนแรง โดยอาการมักจะขึ้นๆ ลงๆ เกิดซ้ำๆได้บ่อยๆ ซึ่งปัญหาดังกล่าวจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ของผู้ป่วยสมองเสื่อมและผู้ดูแลเป็นอย่างมาก ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาและอัตราการรับตัวผู้ป่วยสมองเสื่อม ไว้รักษาในโรงพยาบาลสูงมากขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ป่วยสมองเสื่อมที่ไม่มีปัญหาด้านพฤติกรรม อารมณ์และจิตใจ จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่าผู้ป่วยสมองเสื่อมตามแหล่งชุมชนจะมีอาการ BPSD ประมาณร้อย ละ ๖๐ และในช่วงใดช่วงหนึ่งของการป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมนี้ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ ๙๐ จะเกิดอาการ BPSD ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา ความชุกในการเกิด BPSD จะสูงขึ้นถึงร้อยละ 95 ในผู้ป่วยสมองเสื่อมแบบอัลไซ เมอร์ขั้นรุนแรง (advanced Alzheimer’s disease) และผู้ป่วยสมองเสื่อมแบบ front temporal dementia (FTD) โดยอาการ BPSD ที่พบบ่อยที่สุดคือความเฉยเมย ขาดความกระตือรือร้นไม่ แสดงออกซึ่งอารมณ์ (apathy) ความพลุ่งพล่านกระวนกระวายใจ(agitation) และอารมณ์ซึมเศร้า (depression) จากการทบทวน งานวิจัยที่ผ่านมาในประเทศไทยยังมีการศึกษาเรื่องนี้น้อยมาก โดยเฉพาะในมุมมองของระบบบริการด้าน สุขภาพจิต ดังนั้น โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ซึ่งเป็นโรงพยาบาลจิตเวชที่มีหน้าที่หลักในการส่งเสริม ป้องกัน บำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวชในเขตภาคใต้ตอนบน โดยให้บริการสำหรับ ประชาชนทุกกลุ่มอายุ และในปี 2556 มีเป้าหมายในการพัฒนาระบบบริการตติยภูมิชั้นสูง (Supra tertiary care) ด้านสุขภาพจิตผู้สูงอายุโรคสมองเสื่อม ผู้วิจัยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบการเฝ้าสมองเสื่อม เป็นภาวะที่ความสามารถทางสติปัญญาลดลง คิดและจำไม่ได้ เกิดจากความเสื่อมของการ รับรู้เกี่ยวกับความจำ ความใส่ใจ ภาษา และการแก้ปัญหา พบได้บ่อยในผู้สูงอายุ โดยพบว่าในกลุ่มผู้ที่มีอายุ มากกว่า ๖๐ ปี จะพบผู้ที่มีอาการสมองเสื่อมได้ร้อยละ ๑% และจะเพิ่มขึ้นเป็น ๒ เท่าทุกๆ ๕ ปี นั่นคือยิ่งอายุ มากขึ้น โอกาสเสี่ยงเป็นภาวะสมองเสื่อมยิ่งเพิ่มตาม โรคสมองเสื่อมส่วนใหญ่เป็นโรคเรื้อรังที่รักษาไม่หายขาด อาการของโรคจะค่อยๆ รุนแรงขึ้นตามระยะเวลาการป่วย และเป็นโรคที่สามารถเกิดได้ทั้งหญิงและชาย โดยเฉพาะผู้สูงอายุ ๕๐ ปีขึ้นไป ( สิรินทร, ๒๕๕๑) โรคนี้ทำให้ผู้ป่วยอาการหลงลืม ใช้ภาษาผิดปกติ มี พฤติกรรมและอารมณ์เปลี่ยนไปทำให้มีผลอย่างมากต่อคุณภาพชีวิต โดยเฉพาะอย่างยิ่งปัญหาด้านพฤติกรรม และจิตใจ (Behavioral and Psychological Symptoms of Dementia: BPSD) เป็นปัญหาที่พบได้บ่อย ที่สุด โดยพบได้มากกว่าร้อยละ ๙๐ ซึ่งจะเกิดขึ้นในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่งของการดำเนินโรคและรุนแรงจน จำเป็นต้องได้รับการรักษา และสามารถพบได้ในทุกระดับความรุนแรงของโรค แต่จะพบบ่อยที่สุดในกลุ่มผู้ป่วย สมองเสื่อมขั้นรุนแรง โดยอาการมักจะขึ้นๆ ลงๆ เกิดซ้ำๆได้บ่อยๆ ซึ่งปัญหาดังกล่าวจะส่งผลต่อคุณภาพชีวิต ของผู้ป่วยสมองเสื่อมและผู้ดูแลเป็นอย่างมาก ทำให้ค่าใช้จ่ายในการรักษาและอัตราการรับตัวผู้ป่วยสมองเสื่อม ไว้รักษาในโรงพยาบาลสูงมากขึ้นเมื่อเทียบกับผู้ป่วยสมองเสื่อมที่ไม่มีปัญหาด้านพฤติกรรม อารมณ์และจิตใจ จากการศึกษาในต่างประเทศพบว่าผู้ป่วยสมองเสื่อมตามแหล่งชุมชนจะมีอาการ BPSD ประมาณร้อย ละ ๖๐ และในช่วงใดช่วงหนึ่งของการป่วยด้วยโรคสมองเสื่อมนี้ผู้ป่วยมากกว่าร้อยละ ๙๐ จะเกิดอาการ BPSD ที่จำเป็นต้องได้รับการรักษา ความชุกในการเกิด BPSD จะสูงขึ้นถึงร้อยละ 95 ในผู้ป่วยสมองเสื่อมแบบอัลไซ เมอร์ขั้นรุนแรง (advanced Alzheimer’s disease) และผู้ป่วยสมองเสื่อมแบบ front temporal dementia (FTD) โดยอาการ BPSD ที่พบบ่อยที่สุดคือความเฉยเมย ขาดความกระตือรือร้นไม่ แสดงออกซึ่งอารมณ์ (apathy) ความพลุ่งพล่านกระวนกระวายใจ(agitation) และอารมณ์ซึมเศร้า (depression) จากการทบทวน งานวิจัยที่ผ่านมาในประเทศไทยยังมีการศึกษาเรื่องนี้น้อยมาก โดยเฉพาะในมุมมองของระบบบริการด้าน สุขภาพจิต ดังนั้น โรงพยาบาลสวนสราญรมย์ซึ่งเป็นโรงพยาบาลจิตเวชที่มีหน้าที่หลักในการส่งเสริม ป้องกัน บำบัดรักษา และฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวชในเขตภาคใต้ตอนบน โดยให้บริการสำหรับ ประชาชนทุกกลุ่มอายุ และในปี 2556 มีเป้าหมายในการพัฒนาระบบบริการตติยภูมิชั้นสูง (Supra tertiary care) ด้านสุขภาพจิตผู้สูงอายุโรคสมองเสื่อม ผู้วิจัยได้ตระหนักถึงความสำคัญของการพัฒนาระบบการเฝ้า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21859 2012/12/03 23:26:30 ความชุก ลักษณะอาการ และปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับปัญหาพฤติกรรม อารมณ์และจิตใจในผู้สูงอายุโรค สมองเสื่อม (BPSD) ที่มารับบริการโรงพยาบาลสวนสราญรมย์: การศึกษาแบบย้อนหลัง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21859 การประเมินพัฒนาการเด็กแรกเกิด-5 ปี (TDSI) สำหรับบุคลากรสาธารณสุข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21857 โปสเตอร์แสดงข้อมูลการประเมินพัฒนาการเด็กแต่ละด้านตามช่วงเดือนต่างๆ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21857 2012/11/13 13:47:12 การประเมินพัฒนาการเด็กแรกเกิด-5 ปี (TDSI) สำหรับบุคลากรสาธารณสุข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21857 แบบประเมินและป้องกันพัฒนาการเด็กไม่สมวัย วัยแรกเกิด-5 ปี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21856 โปสเตอร์แสดงข้อมูลสำหรับประเมินพัฒนาการเด็กแต่ละด้านแยกตามช่วงเดือนต่างๆ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21856 2012/11/13 13:25:28 แบบประเมินและป้องกันพัฒนาการเด็กไม่สมวัย วัยแรกเกิด-5 ปี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21856 คู่มืออบรมหลักสูตรการเสริมสร้างพลังสุขภาพจิต สำหรับสื่อมวลชนท้องถิ่น http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21855  เนื้อหาของคู่มือประกอบด้วยแผนการสอน 6 แผนได้แก่     แผนการสอนที่ 1 พลังสุขภาพจิต แผนการสอนที่ 2 การประเมินพลังสุขภาพจิต แผนการสอนที่ 3 ปลูกฝัง..สร้างพลังอึด แผนการสอนที่ 4 เสริม..ซ่อม..สร้างพลังฮึด แผนการสอนที่ 5 เสริมสร้างพลังสู้..เอาอยู่ทุกปัญหา แผนการสอนที่ 6 พลังสุขภาพจิตประชาชน..สื่อมวลชนทำอะไรได้บ้าง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21855 2012/11/13 12:46:43 คู่มืออบรมหลักสูตรการเสริมสร้างพลังสุขภาพจิต สำหรับสื่อมวลชนท้องถิ่น http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21855 คู่มือการดูแลผู้มีปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวช สำหรับแพทย์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21850 จากการศึกษาในประเทศไทย พบว่าผู้รับบริการในโรงพยาบาลชุมชนมีปัญหาทางจิตเวชถึงร้อยละ 45 แพทย์มีความต้องการแนวทางการวินิจฉัย แนวทางการช่วยเหลือ ผู้มีปัญหาจิตเวช เทคนิคการให้การปรึกษาและการให้กำลังใจเพื่อให้การบริการมีคุณภาพ ภายใต้ความจำกัดในด้านเวลาของการให้บริการจากสภาพปัญหาและความต้องการดังกล่าวข้างต้น โดยประกอบด้วยเนื้อหาเรื่องดังนี้ การดูแลรักษาผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉิน ได้แก่ ฆ่าตัวตาย (Suicide) พฤติกรรมก้าวร้าวอาละวาด (Violent Behaviors)  ภาวะสับสน (Delirium)  กลุ่มอาการหายใจหอบถี่ (Hyperventilation Syndrome) ลมชัก (Epilepsy) การดูแลรักษาผู้ป่วยจิตเวชทั่วไป ได้แก่ ภาวะซึมเศร้า (Depression) ภาวะวิตกกังวล (Anxiety) ภาวะโรคจิต (Psychosis) ปวดศีรษะ (Headache)  ความจำเสื่อม (Dementia) การดูแลรักษาผู้ติดสารเสพติด ได้แก่ ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับการรักษาผู้ติดสารเสพติด การดูแลรักษาผู้ติดสารกลุ่มแอมเฟตามีน (ยาบ้า) การดูแลรักษาผู้ติดสุรา การดูแลรักษาผู้ติดเฮโรอีน  การดูแลรักษาผู้ป่วยจิตเวชเด็ก ได้แก่ พัฒนาการของเด็กและปฐมวัยที่ปกติและผิดปกติ ปัสสาวะรดที่นอน (Enuresis) โรคสมาธิสั้น (Attention Deficit Hyperactivity Disorder) แนวทางการให้บริการจิตเวชในสถานบริการสาธารณสุขทั่วไป ได้แก่ การใช้เครื่องมือประเมินปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวช General Health Questionnaire (GHQ-12) แบบประเมินและวิเคราะห์ความเครียดด้วยตนเอง แบบวัดหาโรคซึมเศร้าในประชากรไทย Hospital Anxiety and Depression Scale (HAD) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21850 2012/10/25 09:38:12 คู่มือการดูแลผู้มีปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวช สำหรับแพทย์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21850 คู่มือการดูแลผู้มีปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวช สำหรับพยาบาล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21849 พยาบาลเป็นบุคลากรทางแพทย์และสาธารณสุขที่มีบทบาทสำคัญ ในการดูแลและให้ความช่วยเหลือผู้ป่วย และญาติที่อาจมารับบริการด้วยการเจ็บป่วยทางกาย แต่มักพบปัญหาทางสุขภาพจิตร่วมด้วย เพื่อให้พยาบาลในโรงพยาบาลศูนย์ โรงพยาบาลทั่วไปและโรงพยาบาลชุมชนได้มีแนวทางในการดูแลผู้มีปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวช กรมสุขภาพจิตจึงได้ทำคู่มือการดูแลผู้มีปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวชขึ้น ซึ่งประกอบด้วย การประเมินภาวะผิดปกติทางจิตใจ อาการ สาเหตุ แนวทางการรักษา การช่วยเหลือทางจิตสังคม และการพยาบาลที่จำเป็น อันได้แก่หัวเรื่องดังนี้ การดูแลผู้มีปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวช จิตเวชฉุกเฉิน ภาวะเครียดและการผ่อนคลาย ภาวะวิตกกังวล โรคซึมเศร้า โรคทางกายที่มีสาเหตุจากจิตใจ โรคจิต ปัญหาจิตเวชในเด็ก ปัญญาอ่อน โรคลมชัก การติดสารเสพติด การพยาบาลผู้ที่ได้รับจิตเภสัชบำบัด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21849 2012/10/25 09:34:19 คู่มือการดูแลผู้มีปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวช สำหรับพยาบาล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21849 ความรู้เรื่องโรคอัลไซเมอร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21848 ความรู้เกี่ยวกับโรคสมองเสื่อมและโรคอัลไซเมอร์ในแง่มุมต่างๆ ตลอดจนวิธีการดูแลผู้ป่วย และผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วย เพื่อสร้างความเข้าใจและเป็นการส่งเสริมความรู้อย่างถูกต้อง อันได้แก่หัวเรื่องดังนี้ ทำความรู้จักกับโรคสมองเสื่อม สาเหตุของโรคสมองเสื่อม อาการเตือนและอาการที่เกิดขึ้นของโรคสมองเสื่อม จะทราบได้อย่างไรว่าเป็นโรคสมองเสื่อมหรือเป็นการขี้ลืมธรรมดา ๆ โรคสมองเสื่อมรักษาหรือป้องกันได้หรือไม่ ลักษณะอาการของโรคสมองเสื่อมในระยะต่าง ๆ การตรวจโรคสมองเสื่อมโดยใช้คอมพิวเตอร์ โรคสมองเสื่อมกับการถ่ายทอดทางพันธุกรรม ข้อควรคำนึงเบื้องต้นสำหรับผู้ดูแลหรือผู้ที่อยู่ใกล้ชิดผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม ปัญหาต่าง ๆ และแนวทางการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคสมองเสื่อม   นอกจากจัดทำเป็นคู่มือแล้วกรมสุขภาพจิตยังจัดทำเป็นเสียงบรรยายคู่มือเล่มนี้เพื่ออำนวยความสะดวกแก่ผู้สูงอายุที่สายตาอาจะไม่สู้ดีนักด้วย โดยจำแนกเสียงบรรยายเป็นหัวข้อต่าง ๆ ข้างต้น โดยมีตัวอย่างในรายละเอียดข้างล่างนี้ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21848 2012/10/25 09:27:11 ความรู้เรื่องโรคอัลไซเมอร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21848 สร้างสุขในบ้าน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21847      ครอบครัวจะมีความสุข ถ้ามีความมั่นคง การสร้างความมั่นคงทำได้โดยอดออม ช่วยกันสร้างฐานะครอบครัว มีความรับผิดชอบ พอใจในสิ่งที่ตัวเองมี และซื่อสัตย์่ไว้วางใจกัน      เมื่อคนในครอบครัวขัดแย้งกัน มีแนวทางแก้ไข ดังนี้ ไม่พูดกันขณะอารมณ์ร้อน ให้อารมณ์สงบลงแล้วค่อยๆ พูดกัน ผลัดกันแสดงความคิดเห็น พยายามหาทางออกในการแก้ไขปัญหาที่ส่งผลเสียต่อทุกคนน้อยที่สุด      ถ้าทุกคนในครอบครัวมีสุขภาพจิตดี จะทำให้ครอบครัวมีความสุข เมื่อมีปัญหารู้จักปรับตัว ปรับใจ ครอบครัวจะไม่ค่อยมีปัญหา โดยทุกคนต้องได้รับการดูแลจิตใจ ดังนั้      - เด็กแต่ละวัยได้รับการเลี้ยงดูอย่างเหมาะสม      - ผู้ใหญ่รู้จักผ่อนคลายความเครียดและเลือกคู่ครองที่เหมาะสม      - ผู้สูงอายุได้รับการดูแลทางด้านจิตใจ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21847 2012/10/25 00:23:28 สร้างสุขในบ้าน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21847 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับไมเกรน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21846      ไมเกรน เป็นโรคที่พบบ่อยประมาณ 10% ของประชาชนทั่วไป เป็นโรคที่ส่วนใหญ่ไม่ร้ายแรง แต่สร้างความทุกข์ทรมาน รำคาญ ต้องนอนพักอย่างเดียว      อาการ ที่พบบ่อยมีปวดศีรษะ ตาเห็นแสงยิบยับ เวียนศีรษะ อาจมีคลื่นไส้อาเจียน อ่อนเพลีย เบื่ออาหาร อาการปวดจะปวดตุ๊บข้างเดียว หรือาจปวดตื๊บๆ ปวดแบบกดๆ แน่นๆ ปวดแบบมึนงง      การรักษา 1. หลีกเลี่ยงตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดอาการปวดศีรษะ เช่น พยายามอย่าอดนอนมากเกินไป หลีกเลี่ยงการออกไปอยู่ในที่มีแสงจ้า 2. ในรายที่ไม่รุนแรง ใช้ยาแก้ปวดธรรมดา เช่น พาราเซตามอล แอสไพริน แต่ถ้าอาการปวดรุนแรง มียาแก้ปวดจำเพาะสำหรับไมเกรนโดยเฉพาะ ซึ่งมีวิธีการรรับประทานต่างจากยาแก้ปวดทั่วไป แนะนำให้ปรึกษาแพทย์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21846 2012/10/25 00:12:19 เรื่องน่ารู้เกี่ยวกับไมเกรน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21846 ไอคิวและอีคิว http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21830 สิ่งที่ควรทำเพื่อพัฒนาไอคิวและอีคิว 8 ขั้นตอน เพิ่มความฉลาดให้ลูกรัก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21830 2012/09/19 17:31:40 ไอคิวและอีคิว http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21830 การฟื้นฟูจิตใจหลังน้ำท่วม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21828 การฟื้นฟูจิตใจหลังน้ำท่วม ทั้งการดูแลและให้การช่วยเหลือ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21828 2012/09/19 16:22:38 การฟื้นฟูจิตใจหลังน้ำท่วม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21828 การให้ความช่วยเหลือด้านจิตใจผู้ประสบภัยพิบัติ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21827 แนวทางให้ความช่วยเหลือ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21827 2012/09/19 16:18:47 การให้ความช่วยเหลือด้านจิตใจผู้ประสบภัยพิบัติ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21827 พระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ.2551 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21803 มีเพื่ออะไร เกี่ยวข้องกับประชาชนอย่างไร ประชาชนมีส่วนร่วมอย่างไร http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21803 2012/07/31 15:17:36 พระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ.2551 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21803 โรคสมองติดยา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21802 ความหมาย อันตราย การรักษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21802 2012/07/31 15:13:29 โรคสมองติดยา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21802 รอยยิ้มเล็ก ๆ เด็ก ๆ ของโลก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21801 เวลาทองของชีวิต พ่อแม่ที่ลูกอยากให้เป็น สิ่งที่ลูกไม่ชอบ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21801 2012/07/31 15:09:49 รอยยิ้มเล็ก ๆ เด็ก ๆ ของโลก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21801 โรคจิตเภท เป็นอย่างไร ช่วยผมที http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21800 ความหมาย อาการ สาเหตุ การรักษา การดูแลผู้ป่วยโรคจิตเภท http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21800 2012/07/31 15:04:37 โรคจิตเภท เป็นอย่างไร ช่วยผมที http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21800 ภาวะวิตกกังวล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21799 ความหมาย อาการ สาเหตุ การดูแล การรักษาผู้มีภาวะวิตกกังวล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21799 2012/07/31 14:59:02 ภาวะวิตกกังวล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21799 ปัญหาเด็กเรื่องเล็กๆจริงหรือ? http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21798 สัญญาณบ่งชี้ว่าเด็กมีปัญหาสุขภาพจิต   http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21798 2012/07/31 14:53:30 ปัญหาเด็กเรื่องเล็กๆจริงหรือ? http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21798 การปรับพฤติกรรม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21794         ปัญหาพฤติกรรม คือ พฤติกรรมที่ไม่เป็นที่ยอมรับหรือเบี่ยงเบนไปจากคนทั่วๆไปในสังคม สาเหตุ เกิดจาก ปัจจัยจากตัวเด็ก, ปัจจัยจากครอบครัว และปัจจัยจากสิ่งแวดล้อมภายนอกครอบครัว         หัวใจสำคัญของการปรับพฤติกรรมเด็ก 1. เด็กทำดี แล้วได้คำชม - เด็กจะทำสิ่งนั้นอีก 2. เด็กทำดี แล้วไม่ได้รับคำชม - เด็กจะลดการทำลง 3. เด็กทำสิ่งไม่ดี แล้วได้รับคำชม - เด็กจะทำสิ่งนั้นมากขึ้น         วิธีให้แรงเสริมพฤติกรรมที่ดี 1. จัดการกับพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์ 2. สร้างแรงจูงใจในการมีพฤติกรรมที่ดี 3. ฝึกวินัยอย่างจริงจัง สม่ำเสมอ         สร้างระเบียบวินัยให้ลูกรัก 1. เป็นแบบอย่า่งที่ดี 2. สร้างกฏระเบียบค่านิยมในครอบครัว 3. ฝึกวินัยให้เหมาะสมกับพัฒนาการ 4. ใช้คำสั่งที่ชัดเจน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21794 2012/07/22 19:06:18 การปรับพฤติกรรม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21794 ฝึกพูด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21793         ปัญหาเรื่องการพูดนับเป็นปัญหาที่สังเกตเห็นได้ง่าย เพื่อให้ได้รับคำตอบหรือคำอธิบายที่ถูกต้องชัดเจน ควรปรึกษาผู้เชี่ยวชาญด้านการแก้ไขการพูด เพื่อแก้ไขการพูดและแก้ไขความบกพร่องที่เกิดจากการใช้อวัยวะในการพูดหรือความบกพร่องทางสมองในบางด้านที่ส่งผลกระทบต่อการพูด         การป้องกัน 1. ฝึกกระตุ้นการออกเสียงในเด็กที่ยังไม่พูด โดยเริ่มให้เร็วที่สุดเมื่อพบอาการ 2. กระตุ้นการพูดสื่อสารในเด็กพูดช้า โดยเริ่มจากความเข้าใจภาษาก่อน 3. ใช้ภาษาระดับเดียวกันกับเด็ก พูดด้วยคำที่สั้นๆ กระชับ ชัดเจน เข้าใจง่าย 4. ฝึกบริหารอวัยวะที่ใช้ในการพูด 5. ฝึกเรียนรู้การออกเสียงในเด็กที่พูดไม่ชัด 6. ในเด็กมีความล่าช้าทางด้านภาษาและการพูด ควรเริ่มสอนให้เด็กมีพัฒนาการทางด้านภาษาก่อน จึงจะแก้ไขเสียงที่พูดไม่ชัดภายหลัง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21793 2012/07/22 18:53:30 ฝึกพูด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21793 การบำบัดด้วยเครื่อง HEG คืออะไร http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21792 เครื่อง Hemoencephalogram (HEG) คือ เครื่องตรวจวัดและกระตุ้นการไหลเวียนของโลหิตที่ผิวสมอง ซึ่งเป็นการรักษาเสริม การบำบัดด้วยเครื่อง HEG คล้ายการวัดออกซิเจนที่ปลายนิ้วไม่ได้ผ่านกระแสไฟฟ้าเข้าไป เพียงวางเครื่องติดตามการไหลเวียนเลือดที่ผิวสมอง จะทำในเด็กสมาธิสั้น, ออทิสติก, เด็กปกติ เพื่อช่วยให้สมาธิและกระบวนการเข้าใจดีขึ้น, ช่วยให้เด็กนิ่งขึ้น ใช้ระยะเวลาในการบำบัด 1 ครั้ง/สัปดาห์ ครั้งละประมาณ 20-30 นาที ถ้าอาการดีขึ้นอาจปรับเป็น 2 สัปดาห์/ครั้ง , 3 สัปดาห์/ครั้ง และเดือนละ 1 ครั้ง          การแปลผลและการติดตาม - ประเมินตามอาการก่อนและหลังรักษา - ค่าตัวเลขจากกราฟที่ได้ควรอยู่ในช่วง 80-120 - ลักษณะกราฟ มีแนวโน้มดีขึ้นจะหยุดทำ - อาการดีขึ้น - ความพร้อม ความสะดวก ความต่อเนื่องของพ่อแม่และเด็ก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21792 2012/07/22 18:43:15 การบำบัดด้วยเครื่อง HEG คืออะไร http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21792 LD คืออะไร http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21791 LD หรือ Learning disorder คือ ความบกพร่องทางการเรียนรู้ หมายถึง เด็กที่มีระดับสติปัญญาปกติ - ฉลาด แต่มีปัญหาในการเรียนรู้ ด้านการอ่าน การเขียน คณิตศาสตร์ โดยมีสาเหตุมาจากกรรมพันธุ์และสิ่งแวดล้อม         ประเภทของเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ 1. ความบกพร่องทางด้านการอ่าน 2. ความบกพร่องทางด้านการเขียน 3. ความบกพร่องทางด้านคณิตศาสตร์         หลักการช่วยเหลือ 1.ควรทำความเข้าใจว่าพฤติกรรมที่พบ เป็นความผิดปกติทางด้านสมอง 2. ไม่เปรียบเทียบกับเด็กอื่น เมื่อเด็กทำผิดไม่ตำหนิ 3.เข้าใจและแสดงความเห็นใจเด็ก แสดงความรักต่อเด็กอย่างสม่ำเสมอ 4.ให้กำลังใจ คำชม / ให้การเสริมแรงทางบวกต่อเด็กเื่มื่อทำงานเสร็จ 5. สร้างความภาคภูมิใจเสมอ ช่วยให้เด็กมีความรู้สึกดีกับตนเอง 6. ช่วยทบทวนบทเีีรียนและการบ้าน ฝึกบ่อยๆให้เวลา 7. สอนจากเรื่องง่ายไปเรื่องยาก 8. การปรับวิธีสอน : สอนผ่านการเล่น 9. สอนจาำกรูปธรรมไปนามธรรม 10. เสริมจุดอ่อน มองหาจุดแข็ง มีความคาดหวังที่เหมาะสม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21791 2012/07/22 15:57:35 LD คืออะไร http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21791 ดาวน์ซินโดม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21790         กลุ่มอาการดาวน์ หรือ Down syndrome เป็นโรคพันธุกรรมที่เกิดจากความผิดปกติของโครโมโซม ปัญหาที่สำคัญที่สุดของเด็กเหล่านี้ก็คือ ภาวะปัญญาอ่อน นอกจากนี้ก็คือโรคหัวใจพิการแต่กำเนิดและภาวะต่อมธัยรอยด์บกพร่อง สาเหตุที่พบบ่อยที่สุดก็คือ การมีโครโมโซมเกินไปหนึ่งแท่ง คือ โครโมโซมคู่ที่ 21 มี 3 แท่ง แทนที่จะมี 2 แท่ง การช่วยเหลือที่สำคัญที่สุด และมีประโยชน์มากก็คือ การกระตุ้นการพัฒนาการของเด็กตั้งแต่อายุ 1-2 เดือน หลังคลอด เพื่อให้เด็กเหล่านี้สามารถยืนได้ เดินได้ ช่วยตนเองได้มากที่สุด         การป้องกัน สามารถป้องกันได้โดยการวินิจฉัยก่อนคลอด ปัจจุบันมักทำกันในหญิงตั้งครรภ์ที่อัตราเสี่ยงสูง เช่น อายุมากกว่า 35 ปีขึ้นไป โดยแพทย์สามารถเจาะน้ำคร่ำมาตรวจดูโครโมโซมของเด็กในครรภ์ว่าผิดปกติหรือไม่ หากพบความผิดปกติคู่สามีภรรยาอาจเลือกยุติการตั้งครรภ์ได้ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21790 2012/07/22 15:40:06 ดาวน์ซินโดม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21790 การบริการของแผนกจิตเวชเด็กและวัยรุ่น http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21789        ลักษณะการบริการรักษาช่วยเหลือ - เด็กที่มีปัญหาทางพฤติกรรม เช่น ซนไม่นิ่ง หุนหันพลันแล่น ไม่มีสมาธิ ดื้อต้าน ติดเกมส์ - เด็กที่มีปัญหาพัฒนาการ เช่น ไม่พูด พูดช้า พูดไม่ชัด - เด็กที่มีปัญหาด้านการเรียน เช่น การเรียนบกพร่อง สติปัญญาบกพร่อง ไม่สนใจเรียน - เด็กที่มีปัญหาทางด้านจิตใจ และอารมณ์ เช่น เครียด วิตกกังวล ซึมเศร้า ฆ่าตัวตาย         ประเภทของการบริการ 1. บริการตรวจวินิจฉัย บำบัดรักษา 2. บริการตรวจ/บำบัดทางจิตวิทยา 3. บริการให้คำปรึกษารายบุคคลและครอบครัว 4. บริการส่งเสริมพัฒนาการ 5. บริการฝึกพูด 6. บริการกิจกรรมบำบัด 7. บริการบำบัดด้วยเครื่อง Hemoencephalogram (HEG) 8. บริการกลุ่มฝึกทักษะผู้ปกครองเด็กสมาธิสั้น 9. บริการส่งเสริมสุขภาำพจิตโรงเรียน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21789 2012/07/22 14:19:04 การบริการของแผนกจิตเวชเด็กและวัยรุ่น http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21789 คู่มือคัดกรองและส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด - 5 ปี ฉบับกรมสุขภาพจิต (70 ข้อ) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21776 แบบคัดกรองและส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด - 5 ปี ฉบับกรมสุขภาพจิต (70 ข้อ) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21776 2012/07/12 11:10:55 คู่มือคัดกรองและส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด - 5 ปี ฉบับกรมสุขภาพจิต (70 ข้อ) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21776 คู่มือส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด - 5 ปี สำหรับผู้ปกครอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21775 เป็นคู่มือสำหรับส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด -5 ปี แบ่งพัฒนาการออกเป็น 5 ด้าน ได้แก่ การเคลื่อนไหว กล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา การเข้าใจภาษา การใช้ภาษา และการช่วยเหลือตัวเองและสังคม สำหรับผู้ปกครอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21775 2012/07/12 11:05:01 คู่มือส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด - 5 ปี สำหรับผู้ปกครอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21775 เครื่องมือในการคัดกรองพัฒนาการเด็กแรกเกิด - 5 ปี (70 ข้อ) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21774 เป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในการคัดกรองพัฒนาการเด็กแรกเกิด - 5 ปี ใช้คู่กับแบบคัดกรองและส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด - 5 ปี สำหรับผู้ปกครอง (70 ข้ัอ) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21774 2012/07/12 10:59:39 เครื่องมือในการคัดกรองพัฒนาการเด็กแรกเกิด - 5 ปี (70 ข้อ) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21774 ประสบการณ์แนวทางการช่วยเหลือเด็กที่มีความล่าช้าด้านการสื่อความหมาย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21773 ความรู้เกี่ยวกับเด็กที่มีความล่าช้าด้านการสื่อความหมาย พร้อมแนวทางการช่วยเหลือ  http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21773 2012/07/12 09:51:01 ประสบการณ์แนวทางการช่วยเหลือเด็กที่มีความล่าช้าด้านการสื่อความหมาย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21773 สรุปบทเรียน การเสริมสร้าง IQ EQ เด็กวัยแรกเกิด - 5 ปี สำหรับผู้ดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.ดอนแก้ว http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21772 ความสำคัญของการพัฒนา IQ EQ พัฒนาการและการเรียนรู้ การบูรณาการเสริมสร้าง IQ EQ ในการเรียนการสอน ปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ของเด็กพร้อมแนวทางการแก้ไข แนวทางการทำงานกับผู้ปกครองเพื่อเสริมสร้าง IQ EQ การคัดกรองพัฒนาการเด็กแรกเกิด - 5 ปี และการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การดูแลเด็ก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21772 2012/07/12 09:10:07 สรุปบทเรียน การเสริมสร้าง IQ EQ เด็กวัยแรกเกิด - 5 ปี สำหรับผู้ดูแลศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก อบต.ดอนแก้ว http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21772 สมาธิสั้นหายได้ไม่ยาก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21771 ความหมาย , สาเหตุ , การสังเกต ,วิธีการช่วยเหลือ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21771 2012/07/12 08:58:35 สมาธิสั้นหายได้ไม่ยาก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21771 เด็กติดเกม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21770 ลักษณะพฤติกรรม , สาเหตุ , ข้อแนะนำ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21770 2012/07/12 08:53:55 เด็กติดเกม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21770 ความเครียดในวัยทำงาน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21769 สาเหตุของความเครียด , โรคที่เกิดจากความเครียด , การผ่อนคลายความเครียด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21769 2012/07/12 08:50:02 ความเครียดในวัยทำงาน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21769 การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยาทางจิตเวช http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21768 การรักษาด้วยยาทางจิตเวช , ความรู้เกี่ยวกับยาทางจิตเวช , การดูแลเมื่อเกิดอาการข้างเคียงจากยา , การปฏิบัติตัวของผู้ได้รับยาจิตเวช http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21768 2012/07/12 08:45:41 การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยาทางจิตเวช http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21768 โรคซึมเศร้า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21767 ความหมาย , อาการ , สาเหตุ , การรักษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21767 2012/07/12 08:39:42 โรคซึมเศร้า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21767 การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยาทางจิตเวช http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21766 การรักษาด้วยยาทางจิตเวช , ข้อควรรู้เกี่ยวกับยาทางจิตเวช , การดูแลเมื่อเกิดอาการข้างเคียงของยา , การปฏิบัติตัวของผู้ที่ได้รับยาทางจิตเวช http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21766 2012/07/12 08:34:33 การดูแลผู้ป่วยที่ได้รับยาทางจิตเวช http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21766 ความเครียดในวัยทำงาน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21765 สาเหตุ , โรคที่เกิดจากความเครียด , การผ่อนคลายความเครียด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21765 2012/07/12 08:26:57 ความเครียดในวัยทำงาน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21765 เด็กติดเกม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21764 ลักษณะพฤติกรรม , สาเหตุ  , คำแนะนำในการป้องกันปัญหาเด็กติดเกม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21764 2012/07/12 08:21:36 เด็กติดเกม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21764 สมาธิในวัยเด็กคือก้าวสำคัญแห่งการเรียนรู้ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21731 เด็กๆในปัจจุบันต้องการการเรียนรู้เรื่องราวต่างๆรอบตัวเพื่อพัฒนาไปสู่การเป็นผู้ใหญ่ที่มีอนาคตในภายภาคหน้า  แต่ใครจะเชื่อว่าการเรียนรู้ที่ดีของเด็กเกี่ยวข้องกับการมีสมาธิตั้งแต่เยาว์วัย  และสมาธิยัง สามารถปลูกฝังได้ตั้งแต่เด็กยังเล็ก การเสริมสร้างสมาธิให้แก่ลูกน้อยตั้งแต่เยาว์วัย จึงเปรียบเสมือนการวาง "รากฐานแห่งชีวิต" ให้กับเด็ก  http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21731 2012/05/14 11:39:52 สมาธิในวัยเด็กคือก้าวสำคัญแห่งการเรียนรู้ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21731 เทคนิคการสื่อสารในผู้ป่วยจิตเวชที่มีพฤติกรรมรุนแรง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21729 ผู้ป่วยจิตเวชที่มีพฤติกรรมรุนแรง จำเป็นต้องมีทักษะการสื่อสารที่ดี เพื่อลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นทั้งด้าน ผู้ป่วย ครอบครัว บุคลากรที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งมีการสร้างเจคติที่ดีในการดูแลผู้ป่วยจิตเวช รวมทั้งความเสียหายที่อาจเกิดขึ้น โดยเฉพาะผู้ป่วยจิตเวชที่อยู่ในหอผู้ป่วย เมื่อเกิดพฤติกรรมรุนแรงอาจทำให้ผู้พบเห็น รวมทั้งญาติ บุคลากรทางการพยาบาล เสริมสร้างทัศนคตืิที่ดีได้ ดัีงนั้นหากบุคลากรได้ตระหนักความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นได้แล้วมีการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ อาจทำให้ผู้ป่วยจิตเวชไม่ก่อความรุนแรง ลดความเสี่ยงที่เกิดขึ้นได้ มีมาตรการป้องกันความเสี่ยงที่เกิดขึ้นอย่างปลอดภัย   http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21729 2012/05/02 08:15:42 เทคนิคการสื่อสารในผู้ป่วยจิตเวชที่มีพฤติกรรมรุนแรง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21729 Autistic spectrum Disorder ปัญหาพฤติกรรม ภาษา และการแก้ไข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21719   เนื้อหาออกเป็น4 ส่วน        ส่วนที่1 ความรู้ทั่วไปและทฤษฎีพื้นฐาน ในส่วนนี้เป็นการนำเสนอข้อมูล และทฤษฏีพื้นฐาน มี 3 บท ประกอบด้วย ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับ Autistic Spectrum Disorder, ความรู้ทั่วไปเกี่ยวกับ Human Information Processing Model เฉพาะในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ASD, ความรู้พื้นฐานทางพฤติกรรมศาสตร์ และพฤติกรรมบำบัดในส่วนที่เกี่ยวข้องกับ ASD          ส่วนที่2 ความผิดปกติทางพฤติกรรมและการเรียนรู้ที่พบในผู้ป่วย เป็นการรวบรวมประสบการณ์ ความผิดปกติทางพฤติกรรมที่พบ ในการดูแลผู้ป่วย มี 4 บท ประกอบด้วย ปัญหาพฤติกรรมในภาพรวม ปัญหาพฤติกรรมที่เกิดจากการประมวลผล และความเข้าใจสถานการณ์ของผู้ป่วย บทสุดท้ายในส่วนนี้เป็นปัญหาในเรื่องภาษา           ส่วนที่3 วิธีการแก้ไข เป็นการนำเสนอแนวทางแก้ไข และพัฒนาพฤติกรรมที่นำเสนอในส่วนที่ 2 และกรณีศึกษา มี 3 บท ประกอบด้วย การฝึกผู้ป่วย , Early Intervention, การพัฒนาภาษา และกรณีศึกษา กับ การพัฒนาแบบก้าวกระโดด           ส่วนที่4 มีบทเดียว คือ การพัฒนาองค์ความรู้และประสบการณ์ใน รพ.ยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ เพื่อให้ทราบถึงที่มาขององค์ความรู้ที่นำเสนอใน 3 ส่วนแรก ซึ่งเป็นการพัฒนาจากประสบการณ์ที่เกิดจากการดูแลผู้ป่วยของ รพ.ยุวประสาทไวทโยปถัมภ์ ที่ได้รับความร่วมมือจากเจ้าหน้าที่ทุกคนและบุคลากรในหน่วยงาน อื่น ๆ ที่ร่วมดำเนินการในกิจกรรมต่าง ๆ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21719 2012/03/26 00:57:43 Autistic spectrum Disorder ปัญหาพฤติกรรม ภาษา และการแก้ไข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21719 การพัฒนาคู่มือคัดกรองและส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด - 5 ปี ฉบับกรมสุขภาพจิต (70 ข้อ) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21714 การพัฒนาคู่มือคัดกรองและส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด - 5 ปี ฉบับกรมสุขภาพจิต (70 ข้อ) โดยพัฒนาจากแบบประเมิน DSI 654 ข้อ จากพัฒนาการทั้งหมด 5 ด้าน ได้แก่   ด้านการเคลื่อนไหว  ด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา  ด้านการเข้าใจภาษา ด้านการใช้ภาษา และ ด้านการช่วยเหลือตนเองและสังคม     การตรวจสอบคุณภาพของคู่มือประเมินและส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด – 5 ปี           การตรวจคุณภาพเครื่องมือแบบประเมิน โดยการหาความตรงและความเชื่อมั่นของแบบประเมิน ซึ่งมีขั้นตอนดังนี้ การตรวจสอบความตรงเชิงโครงสร้าง  (Construct  Validity )     เครื่องมือที่มีความตรงเชิงโครงสร้าง  เครื่องมือนั้นสามารถวัดได้สอดคล้องกับโครงสร้างหรือคุณลักษณะตามทฤษฎีของสิ่งนั้น ๆ  นั่นคือ  ต้องสร้างข้อคำถามให้มีพฤติกรรมต่าง ๆ  ตรงตามพฤติกรรมที่เป็นเป้าหมายของสิ่งที่ต้องการจะวัด โดย คู่มือคัดกรองและส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด - 5 ปี ฉบับกรมสุขภาพจิต (70 ข้อ) มีวิธีการคัดเลือกข้อสำคัญจะใช้ความคิดเห็นของนักวิชาการผู้ทรงคุณวุฒิด้านพัฒนาการเด็กจากหลายๆสถาบันได้แก่ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยมหิดล, มหาวิทยาลัยบูรพา, มหาวิทยาลัยพายัพ และมหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่,มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เป็นหลัก ประกอบกับข้อมูลทางสถิติ (Logistic Regression Analysis)โดยคำนึงถึงความเหมาะสมของพัฒนาการต่อช่วงอายุนั้น ความหลากหลายและประโยชน์ต่อชีวิตประจำวัน เพื่อให้มีความตรงเชิงโครงสร้างและตรวจสอบคุณภาพของแบบประเมินให้สอบคล้องกับเนื้อหาที่จะประเมิน และจุดประสงค์ที่ต้องการจะประเมิน   การตรวจสอบความเชื่อมั่น (Reliability) หลังจากตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาแล้ว ดำเนินการแก้ไขคู่มือคัดกรองและส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด – 5 ปี ฉบับกรมสุขภาพจิต (70 ข้อ) ตามความคิดเห็นของผู้เชี่ยวชาญ และนำแบบประเมินฉบับที่แก้ไขแล้วไปค่าค่าความเชื่อมั่น (Reliability)เนื่องจากธรรมชาติของคู่มือคัดกรองและส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด – 5 ปี ฉบับกรมสุขภาพจิต (70 ข้อ) เป็นแบบประเมินที่มีการให้คะแนนแบบผ่านไม่ผ่าน (0-1) ดังนั้นวิธีการหาค่าความเชื่อมั่นที่เหมาะสมกับคู่มือคัดกรองและส่งเสริมฉบับนี้ คือ การหาค่าความเชื่อมั่นแบบวิธี Kuder - Richardson โดยใช้ สูตร KR – 20             rtt       =            เมื่อ     rtt       แทน    ความเที่ยงของแบบทดสอบ k        แทน    จำนวนข้อของแบบทดสอบ s2       แทน    ความแปรปรวนของคะแนนรวมทั้งฉบับ p        แทน    สัดส่วนของคนทำถูกแต่ละข้อ q        แทน    สัดส่วนของคนทำผิดแต่ละข้อ (q = 1 - p) โดยมีการแปลค่าความเชื่อมั่น ที่ได้ดังนี้           น้อยกว่า .00    ไม่มีความเชื่อมั่น           .00-.20          มีความเชื่อมั่นเล็กน้อย           .27-.40          มีความเชื่อมั่นพอใช้           .41-.60          มีความเชื่อมั่นปานกลาง           .61-.80                    มีความเชื่อมั่นสูง           .81-1.00                  มีความเชื่อมั่นสูงมาก จากการหาค่าความเชื่อมั่นของคู่มือคัดกรองและส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด - 5 ปี ฉบับกรมสุขภาพจิต (70 ข้อ)  มีค่าความเชื่อมั่น ดังต่อไปนี้             ตารางที่  1   แสดงค่าความเชื่อมั่น (Reliability KR-20) ของคู่มือคัดกรองพัฒนาการเด็กแรกเกิด – 5 ปี ฉบับกรมสุขภาพจิต (70 ข้อ) แบ่งเป็นรายด้าน ทักษะด้าน จำนวนข้อคำถาม ค่าความเชื่อมั่น (KR-20) ระดับความเชื่อมั่น การเคลื่อนไหว 14 .807 สูง กล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา 13 .843 สูงมาก การเข้าใจภาษา 14 .874 สูงมาก การใช้ภาษา 15 .977 สูงมาก การช่วยเหลือตนเองและสังคม 14 .932 สูงมาก รวม 70 .974 สูงมาก           จากตาราง แสดงค่าแสดงค่าความเชื่อมั่น (Reliability KR-20) ของคู่มือคัดกรองพัฒนาการเด็กแรกเกิด – 5 ปี ฉบับกรมสุขภาพจิต (70 ข้อ) แบ่งเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการใช้ภาษา มีค่าความเชื่อมั่นสูงสุด คือ .977 รองลงมาคือ ด้านการช่วยเหลือตนเองและสังคม มีค่าความเชื่อมั่น คือ .932 ด้านการเข้าใจภาษา มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ  .874 ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .843 ด้านการเคลื่อนไหว มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .807 โดยรวมของคู่มือคัดกรองพัฒนาการเด็กแรกเกิด – 5 ปี ฉบับกรมสุขภาพจิต (70 ข้อ) มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .974 ซึ่งมีระดับค่าความเชื่อมั่นอยู่ในระดับสูงมาก           ตารางที่   2  แสดงค่าความเชื่อมั่น (Reliability KR-20)  ของคู่มือส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด – 5 ปี ฉบับกรมสุขภาพจิต (70 ข้อ) แบ่งเป็นรายด้าน ทักษะด้าน จำนวนข้อคำถาม ค่าความเชื่อมั่น (KR-20) ระดับความเชื่อมั่น การเคลื่อนไหว 14 .892 สูงมาก กล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา 13 .918 สูงมาก การเข้าใจภาษา 14 .941 สูงมาก การใช้ภาษา 15 .977 สูงมาก การช่วยเหลือตนเองและสังคม 14 .935 สูงมาก รวม 70 .979 สูงมาก จากตาราง แสดงค่าแสดงค่าความเชื่อมั่น (Reliability KR-20) ของคู่มือส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด – 5 ปี ฉบับกรมสุขภาพจิต (70 ข้อ) แบ่งเป็นรายด้าน พบว่า ด้านการใช้ภาษา มีค่าความเชื่อมั่นสูงสุด คือ .977 รองลงมาคือ ด้านการเข้าใจภาษา มีค่าความเชื่อมั่น คือ .941 ด้านการช่วยเหลือตนเองและสังคม มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ  .935 ด้านกล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปัญญา มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .918 ด้านการเคลื่อนไหว มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .892 โดยรวมของคู่มือคัดกรองพัฒนาการเด็กแรกเกิด – 5 ปี ฉบับกรมสุขภาพจิต (70 ข้อ) มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ .979 ซึ่งมีระดับค่าความเชื่อมั่นอยู่ในระดับสูงมาก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21714 2012/03/20 01:22:36 การพัฒนาคู่มือคัดกรองและส่งเสริมพัฒนาการเด็กแรกเกิด - 5 ปี ฉบับกรมสุขภาพจิต (70 ข้อ) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21714 แผ่นซีดีโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ สำหรับวัยรุ่น (อายุ 12-17 ปี) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21702 แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์นี้ ใช้ประเมินหรือคัดกรองเพื่อให้เยาวชนหรือวัยรุ่นหรือวัยเรียน (ช่วงอายุ 12-17 ปี) หรือผู้ปกครอง/ครูแนะนำเยาวชนหรือวัยรุ่น ได้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ มิได้มุ่งหมายเพื่อวัดหรือเปรียบเทียบว่าผู้ที่ได้คะแนนประเมินต่ำมีภาวะการจัดการอารมณ์ตนเองต่ำเมื่อเทียบกับผู้ที่ได้คะแนนประเมินสูงหรืออยู่ในช่วงปานกลาง เพียงแต่ให้คะแนนประเมินเป็นสิ่งชักนำให้ตระหนักว่าตนเองได้คะแนนต่ำแล้วควรที่จะพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพพัฒนาการจัดการอารมณ์ตนเองได้อย่างเหมาะสม โดยโปรแกรมนี้ต้องรันจาก CD-ROM แบบ AUTORUN ซึ่งให้ download คู่มือในไฟล์ fulltext ที่แนบนี้เป็นเอกสารประกอบโปรแกรม และให้ download ไฟล์สื่อ media ที่แนบนี้ ซึ่งต้องเปลี่ยนนามสกุลของไฟล์จาก flv file เป็น zip file แล้วต้องไปแตกไฟล์นามสกุล php file จึงจะสามารถรันด้วย Flash player ในโปรแกรม web browser ได้ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21702 2012/03/02 00:58:10 แผ่นซีดีโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ สำหรับวัยรุ่น (อายุ 12-17 ปี) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21702 แผ่นซีดีโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ สำหรับผู้ใหญ่ (อายุ 18-60 ปี) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21701 แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์นี้ ใช้ประเมินหรือคัดกรองเพื่อให้วัยทำงานหรือวัยผู้ใหญ่ (ช่วงอายุ18-60 ปี) ได้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ มิได้มุ่งหมายเพื่อวัดหรือเปรียบเทียบว่าผู้ที่ได้คะแนนประเมินต่ำมีภาวะการจัดการอารมณ์ตนเองต่ำเมื่อเทียบกับผู้ที่ได้คะแนนประเมินสูงหรืออยู่ในช่วงปานกลาง เพียงแต่ให้คะแนนประเมินเป็นสิ่งชักนำให้ตระหนักว่าตนเองได้คะแนนต่ำแล้วควรที่จะพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพพัฒนาการจัดการอารมณ์ตนเองได้อย่างเหมาะสม โดยโปรแกรมนี้ต้องรันจาก CD-ROM แบบ AUTORUN ซึ่งให้ download คู่มือในไฟล์ fulltext ที่แนบนี้เป็นเอกสารประกอบโปรแกรม และให้ download ไฟล์สื่อ media ที่แนบนี้ ซึ่งต้องเปลี่ยนนามสกุลของไฟล์จาก flv file เป็น zip file แล้วต้องไปแตกไฟล์นามสกุล php file จึงจะสามารถรันด้วย Flash player ในโปรแกรม web browser ได้ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21701 2012/03/02 00:42:57 แผ่นซีดีโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ สำหรับผู้ใหญ่ (อายุ 18-60 ปี) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21701 คู่มือเทคนิคการเขียนบทความวิชาการ/บทความทั่วไปเพื่อนำเข้าคลังความรู้ฯกรมสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21699              คู่มือเทคนิคการเขียนบทความวิชาการ/บทความทั่วไป ฯนำเสนอความรู้  แนวทาง และเทคนิคต่างๆในการเขียนบทความวิชาการ  บทความทั่วไป ตลอดจนข้อควรปฏิบัติ และข้อควรระวังต่างๆเพื่อให้บทความมีคุณภาพและน่าอ่านมากขึ้น             นอกจากนี้ในภาคผนวกยังได้แนะนำแว็บไซต์คลังความรู้ฯ กรมสุขภาพจิต ซึ่งเป็นแหล่งเผยแพร่บทความ   ขั้นตอนและวิธีการนำเข้าบทความ  เส้นทางของบทความสู่คลังความรู้ฯ  เกณฑ์พิจารณาบทความ และวิธีการเขียนเอกสารอ้างอิง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21699 2012/02/23 00:24:29 คู่มือเทคนิคการเขียนบทความวิชาการ/บทความทั่วไปเพื่อนำเข้าคลังความรู้ฯกรมสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21699 การวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยจิตเภทสำหรับบุคลากรโรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21696 แนวทางปฏิบัติเรื่องการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยจิตเภท เป็นชุดที่คณะกรรมการการจัดการความรู้และ ทีมสหวิชาชีพ ร่วมกันวิเคราะห์ ทบทวน ปรับปรุง โดยนำความคาดหวังและความต้องการ รวมทั้งองค์ความรู้ที่ได้จาก ผู้รับบริการ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียมาประกอบ ซึ่งจะช่วยให้แนวทางปฏิบัติ เรื่อง การวางแผนจำหน่าย ผู้ป่วยจิตเภทมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น การวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยจิตเภทชุดนี้ เป็นการดูแลรายบุคคล เนื่องจากผู้ป่วยแต่ละรายมีความแตกต่างกัน ขึ้นปัจจัยสิ่งแวดล้อมที่มากระทบต่อตัวโรคและจิตของ ผู้ป่วย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21696 2012/02/15 23:56:28 การวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยจิตเภทสำหรับบุคลากรโรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21696 รู้รักษ์...สุขภาพจิต เล่ม 12 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21688 คู่มือฯนี้ รวบรวมบทความทั่วไปด้านสุขภาพจิตในประเด็นเนื้อหาต่างๆทุกช่วงวัย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21688 2012/01/19 20:29:19 รู้รักษ์...สุขภาพจิต เล่ม 12 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21688 รู้รักษ์...สุขภาพจิต เล่ม 13 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21687 รวมบทความทั่วไปที่เกี่ยวข้องกับการให้ความรู้สุขภาพจิตทุกช่วงวัย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21687 2012/01/16 19:38:31 รู้รักษ์...สุขภาพจิต เล่ม 13 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21687 วิธีการช่วยเหลือทางด้านจิตใจเบื้องต้น ทางสายด่วน 1323 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21683 ช่วยให้ผู้ได้รับผลกระทบมีภาวะอารมณ์ที่มั่นคงเข้มแข็งขึ้นได้ โดยการรับฟังและให้ความมั่นใจเรื่องความปลอดภัย การปลอบโยน การให้กาลังใจ และการให้ข้อมูล ตามหลักการของ EASE    http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21683 2011/10/26 19:46:25 วิธีการช่วยเหลือทางด้านจิตใจเบื้องต้น ทางสายด่วน 1323 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21683 คู่มือการจัดกิจกรรมการเสริมสร้างพลังอึด ฮึด สู้ ในชุมชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21682 พลังอึด ฮึด สู้ เป็นพลังที่มีอยู่ในตัวคนทุกคนอยู่แล้ว มากบ้างน้อยบ้าง ไม่เท่ากันในแต่ละคน ซึ่ีงสามารถดึงมาใช้ได้เมื่อต้องเผชิญกับปัญหาวิกฤติ หรือความยากลำบากที่เข้ามาในชีวิต เพื่อช่วยให้คน คนนั้น สามารถปรับตัวและหาวิธีแก้ไข ปัญหาให้ผ่านพ้นไปได้โดยธรรมชาติ พลัง อึด ฮึด สู้ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21682 2011/10/25 00:22:26 คู่มือการจัดกิจกรรมการเสริมสร้างพลังอึด ฮึด สู้ ในชุมชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21682 ผนึกกำลังร่วมใจสู้ภัยน้ำท่วม ฉบับผู้ช่วยเหลือ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21681 ให้ผู้ช่วยเหลือมีความรู้เรื่องกลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากภัยนำท่วม บทบาทและความรับผิดชอบของบุคคลากรสาธารรสุข ปฎิกิริยาทางจิตใจของผู้ประสบภัยน้ำท่วม สัญญาณอันตรายที่ควรระวัง  การให้การช่วยเหลือทางด้านจิตใจ การดูแลตนเองของผู้ช่วยเหลือ  http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21681 2011/10/19 00:27:44 ผนึกกำลังร่วมใจสู้ภัยน้ำท่วม ฉบับผู้ช่วยเหลือ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21681 ผนึกกำลังร่วมใจสู้ภัยน้ำท่วม ฉบับสื่อมวลชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21680 ผนึกกำลังร่วมใจสู้ภัยน้ำท่วม  ฉบับสื่อมวลชน แนวทางการเสนอข่าว แบบประเมินความเครียด(ST-5) หลักการสื่อสารในวิกฤติน้ำท่วม  http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21680 2011/10/19 00:17:17 ผนึกกำลังร่วมใจสู้ภัยน้ำท่วม ฉบับสื่อมวลชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21680 ผนึกกำลังร่วมใจสู้ภัยน้ำท่วม ฉบับผู้บริหาร http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21679 แนวทางใหม่สุ้ภัยน้ำท่วม ช้อเสนอแนะสำหรับผู้บริหารผนึกกำลัง รวมพลังชุมชน หลักการสื่อสารในวิกฟติน้ำท่วม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21679 2011/10/19 00:06:42 ผนึกกำลังร่วมใจสู้ภัยน้ำท่วม ฉบับผู้บริหาร http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21679 ผนึกกำลังร่วมใจสู้ภัยน้ำท่วม วิธีรับมือปัญหาน้ำท่วม ประชาชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21678 ให้รู้วิธีรับมือปัญหาน้ำท่วม ให้มีความรู้สึกปลอดภัย มีใจสงบ ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้น ตระหนัก  http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21678 2011/10/18 23:56:21 ผนึกกำลังร่วมใจสู้ภัยน้ำท่วม วิธีรับมือปัญหาน้ำท่วม ประชาชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21678 ผนึกกำลังร่วมใจสู้ภัยน้ำท่วม การฟื้นฟูจิตใจหลังภัยน้ำท่วม ประชาชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21677 การฟื้นฟู http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21677 2011/10/18 23:45:56 ผนึกกำลังร่วมใจสู้ภัยน้ำท่วม การฟื้นฟูจิตใจหลังภัยน้ำท่วม ประชาชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21677 ผนึกกำลังร่วมใจสู้ภัยน้ำท่วม การฟื้นฟูจิตใจหลังภัยน้ำท่วม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21676 การเตรียมตัว http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21676 2011/10/18 23:37:56 ผนึกกำลังร่วมใจสู้ภัยน้ำท่วม การฟื้นฟูจิตใจหลังภัยน้ำท่วม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21676 แนวทางการฟื้นฟูผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซึกจากโรคหลอดเลือดสมองอย่างง่าย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21319      โรคหลอดเลือดสมอง เป็นสาเหตุการตายที่สำคัญและเป็นต้นเหตุที่ทำให้เกิดความพิการและความสุญเสียทางเศรษฐกิจ ผู้ป่วยดรคหลอดเลือดสมองที่รอดชีวิตจะมีความบกพร่องด้านการเคลื่อนไหว เรียกว่า อัมพฤกษ์หรืออัมพาต ด้านการสื่อความหมาย ด้านสติปัญญา ด้านอารมณ์ รวมถึงปัญหาด้านสังคม ต้องให้การดูแลต่อเนื่องระยะยาว      อย่างไรก็ตาม โรคหลอดเลือดสมองเป็นโรคที่สามารถป้องกันได้ รักษาได้ และการรักษาที่ได้ผลต้องอาศัยบุคลากรหลายฝ่าย เป็นการดูแลผู้ป่วยแบบผสมผสานโดยใช้การฟื้นฟูสมรรถภาพ การแพทย์แผนปัจจุบันทั้งทางด้านร่างกายและจิตใจรวมถึงการแพทย์แผนไทยแะแพทย์ทางเลือก      การจัดทำคู่มือ/แนวทางเล่มนี้ ได้ดำเนินการเป็นรูปเล่มฉบับการ์ตูน เน้นให้ใช้ภาษา เนื้อหา ที่เข้าใจง่ายและเหมาะสมกับการนำไปปฏิบัติในระดับท้องถิ่น และนำไปประยุกต์ใช้กับโรคอื่นได้ด้วย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21319 2011/09/27 00:41:53 แนวทางการฟื้นฟูผู้ป่วยอัมพาตครึ่งซึกจากโรคหลอดเลือดสมองอย่างง่าย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21319 โปรแกรมบำบัดการระลึกความหลังในผู้สูงอายุโรคซึมเศร้า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21283 โปรแกรมบำบัดการระลึกความหลังในผู้สูงอายุโรคซึมเศร้า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21283 2011/09/26 19:37:54 โปรแกรมบำบัดการระลึกความหลังในผู้สูงอายุโรคซึมเศร้า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21283 คู่มือการดูแลผู้ป่วยจิตเภทเพื่อป้องกันการกลับมารักษาแบบผู้ป่วยในซ้ำ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21277 คู่มือการดูแลผู้ป่วยจิตเภทเพื่อป้องกันการกลับมารักษาแบบผู้ป่วยในซ้ำ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21277 2011/09/26 19:24:34 คู่มือการดูแลผู้ป่วยจิตเภทเพื่อป้องกันการกลับมารักษาแบบผู้ป่วยในซ้ำ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21277 คู่มือการดูแลเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21192 คู่มือการดูแลเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21192 2011/09/22 02:18:40 คู่มือการดูแลเด็กที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ความรุนแรง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21192 เรื่องราวทางสังคมสำหรับเด็กออทิสติก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21185 เรื่องราวทางสังคมเป็นวิธีการสอนเพื่อลดพฤติกรรมที่เป็นปัญหาสำหรับเด็กออทิสติก โดยให้ข้อมูลที่ถูกต้องเพื่อช่วยให้เด็กออทิสติกได้เข้าใจสถานการณ์ทางสังคม มีปฎิสัมพันธ์กับผู้อื่นได้อย่างเหมาะสม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21185 2011/09/22 01:52:52 เรื่องราวทางสังคมสำหรับเด็กออทิสติก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21185 หนังสือกิน กอด เล่น เล่า (2 ก 2 ล) กับลูกอายุ 3-5 ปี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21184 จัดทำขึ้นเพื่อให้พ่อแม่ ผู้ดูแลเด็ก ใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กทุกด้าน เพื่อให้เด็กมีสติปัญญาและความฉลาดทางอารมณ์เพิ่มขึ้น โดยมีเนื้อหาหลัก ประกอบด้วย การดูแลสุขภาพ ความผูกพัน การเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการ และการใช้หนังสือ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21184 2011/09/22 01:47:36 หนังสือกิน กอด เล่น เล่า (2 ก 2 ล) กับลูกอายุ 3-5 ปี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21184 หนังสือกิน กอด เล่น เล่า (2 ก 2 ล) กับลูกอายุ 0-2 ปี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21183 หนังสือกิน กอด เล่น เล่า (2 ก 2 ล) กับลูกอายุ 0-2 ปีจัดทำขึ้นเพื่อให้พ่อแม่ ผู้ดูแลเด็ก ใช้เป็นแนวทางในการส่งเสริมพัฒนาการเด็กทุกด้าน เพื่อให้เด็กมีสติปัญญาและความฉลาดทางอารมณ์เพิ่มขึ้น โดยมีเนื้อหาหลัก ประกอบด้วย การดูแลสุขภาพ ความผูกพัน การเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการ และการใช้หนังสือ   http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21183 2011/09/22 01:45:30 หนังสือกิน กอด เล่น เล่า (2 ก 2 ล) กับลูกอายุ 0-2 ปี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21183 คู่มือการจัดการความรู้การเตรียมความพร้อมการสอนอ่านสำหรับเด็กบกพร่องทางสติปัญญาอายุ 6-9 ปี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21182      การสอนเด็กบกพร่องทางสติปัญญาอายุ 6-9 ปี ให้มีความพร้อมด้านการอ่าน ครูจำเป็นต้อง เตรียมความพร้อมทางตา ทางหู และทางการพูดให้เด็กก่อน เมื่อเด็กพร้อมครูจะสามารถสอนอ่าน ให้กับเด็กได้      การสอนเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญาให้พัฒนาทักษะด้านต่างๆ เป็นความท้าทายสำหรับ ครูผู้สอนอย่างมาก เทคนิควิธีการสอนต่างๆ ที่ครูได้ศึกษามา ไม่อาจนำมาใช้กับเด็กได้ทุกคน เป็นการ เรียนรู้ประสบการณ์ของครูผู้สอนเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา เด็กแต่ละคนครูควรจะใช้ เทคนิควิธีการสอนเหมือนหรือแตกต่างกันอย่างไร ครูต้องคิดเทคนิคใหม่เพื่อนำมาใช้ในการสอนและ จากการทดลองใช้มาระยะหนึ่งทำให้ครูทราบว่าวิธีการนี้ดี นำมาใช้ได้ผล สิ่งที่ครูคิดนี้ได้สร้างสม เป็นประสบการณ์และครูนำมาใช้กับเด็กแต่ละคนด้วยความเชี่ยวชาญเฉพาะตัว      การสอนเด็กบกพร่องทางสติปัญญา อายุ 6-9 ปี ให้มีความพร้อมด้านการอ่าน ครูจำเป็นต้อง เตรียมความพร้อมทางตา ทางหูและทางการพูดให้เด็กก่อน เมื่อเด็กพร้อมครูจะสามารถสอนอ่านให้กับ เด็กได้ คู่มือเล่มนี้เป็นการจัดการความรู้จากประสบการณ์การเตรียมความพร้อมเรื่องการอ่านของครู ในโรงเรียนเครือข่ายทางการศึกษา ซึ่งเป็นโรงเรียนที่จัดการเรียนร่วมและโรงเรียนการศึกษาพิเศษ เฉพาะทาง เพื่อแลกเปลี่ยนประสบการณ์สำหรับครูผู้สอนเด็กบกพร่องทางสติปัญญาได้นำไปใช้ในการ เตรียมความพร้อมเพื่อการสอนอ่านให้กับเด็กต่อไป      โดยคู่มือนี้ประกอบด้วยเนื้อหาเกี่ยวกับ - การเตรียมความพร้อมการสอนอ่าน เด็กบกพร่องทางสติปัญญา อายุ 6-9 ปี - การเตรียมความพร้อมทางตาก่อนการสอนอ่าน - การเตรียมความพร้อมทางหูก่อนการสอนอ่าน - การเตรียมความพร้อมทางปากก่อนการสอนอ่าน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21182 2011/09/22 01:41:33 คู่มือการจัดการความรู้การเตรียมความพร้อมการสอนอ่านสำหรับเด็กบกพร่องทางสติปัญญาอายุ 6-9 ปี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21182 คู่มือการจัดกิจกรรมสำหรับพ่อแม่เด็กอายุ 0-5 ปี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21180 ให้ความรู้แนวคิดทฤษฎีที่เกี่ยวข้อง  ได้แก่ แนวคิดในการดูแลสุขภาพ ,การเล่นเพื่อส่งเสริมพัฒนาการ ,การสร้างนิสัยรักการอ่าน, การสร้างความผูกพัน , Positive Parenting พร้อม โครงสร้างหลักสูตรการจัดกิจกรรมเสริมสร้างไอคิวอีคิวเด็ก 0 – 5 ปี (สำหรับ พ่อแม่)และแผนกิจกรรม ที่สามารถนำไปปฏิบัติตามได้ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21180 2011/09/22 01:32:26 คู่มือการจัดกิจกรรมสำหรับพ่อแม่เด็กอายุ 0-5 ปี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21180 คู่มือการจัดกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพเด็กวัยเรียน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21179 ให้แนวทางในการดูแลช่วยเหลือเด็กที่มีพฤติกรรมเสี่ยงต่อการมีปัญหา ให้สามารถใช้ศักยภาพของตนไปในทิศทางที่สร้างสรรค์ กิจกรรมในคู่มือเล่มนี้ แบ่งออกเป็น 4 หมวดตามคุณลักษณะที่กำหนด ได้แก่ หมวดที่ 1 กิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพด้านอารมณ์ หมวดที่ 2 กิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพพฤติกรรมด้านความประพฤติ หมวดที่ 3 กิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพพฤติกรรมด้านการเรียน/สมาธิ หมวดที่ 4 กิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพด้านความสัมพันธ์และการสื่อสาร ลักษณะกิจกรรม จะเป็นแผนกิจกรรมทั้ง 4 หมวด จำแนกตามช่วงอายุ 6 – 8 ปี และ 9-11 ปี   http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21179 2011/09/22 01:30:03 คู่มือการจัดกิจกรรมเสริมสร้างศักยภาพเด็กวัยเรียน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21179 คู่มือผู้ปกครอง...ใส่ใจเด็กวัยเรียน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21178 คู่มือผู้ปกครอง...ใส่ใจเด็กวัยเรียน จัดทำขึ้นเพื่อให้พ่อแม่ใช้เป็นแนวทางในการเพิ่มทักษะการเลี้ยงดูลูก สามารถจัดการกับพฤติกรรมที่เป็นปัญหาต่างๆได้  มีเนื้อหาสำคัญ เช่น ความสำคัญของผู้ปกครอง ธรรมชาติเด็กวัยเรียน เคล็ดลับการช่วยลูกให้เรียนดี วินัยกับการพัฒนาเด็ก และปัญหาสุขภาพจิตที่พบบ่อยในเด็ก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21178 2011/09/22 01:26:52 คู่มือผู้ปกครอง...ใส่ใจเด็กวัยเรียน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21178 คู่มือแกนนำชุมชน...ใส่ใจเด็กวัยเรียน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21177 ให้ข้อมูลเกี่ยวกับพัฒนาการเด็กวัยเรียน,ปัญหาพฤติกรรมที่พบได้ตามวัย,แนวทางการปรับพฤติกรรมเด็ก,ปัญหาสุขภาพจิตเด็กวัยเรียนที่พบบ่อยและแนวทางการดูแลช่วยเหลือตาม กลุ่มพฤติกรรมแต่ละด้าน เช่น ด้านอารมณ์ ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อน เป็นต้น http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21177 2011/09/22 01:23:19 คู่มือแกนนำชุมชน...ใส่ใจเด็กวัยเรียน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21177 คู่มือช่วยพ่อแม่แก้ปัญหาพฤติกรรมลูก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21176 คู่มือช่วยพ่อแม่แก้ปัญหาพฤติกรรมลูก นำเสนอเนื้อหาเกี่ยวกับ ปัญหาพฤติกรรมในเด็กบกพร่องทางสติปัญญา การปรับพฤติกรรม พร้อมยกตัวอย่างปัญหา สาเหตุ และวิธีแก้ไข เช่น ปัญหาพฤติกรรมก้าวร้าว ปัญหาลูกเล่นอวัยวะเพศ ปัญหาร้องอาละวาดเมื่อไม่ได้สิ่งที่ต้องการ เป็นต้น http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21176 2011/09/22 01:18:48 คู่มือช่วยพ่อแม่แก้ปัญหาพฤติกรรมลูก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS21176 คู่มือการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสุขภาพจิตและจิตเวช http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2971 เทคโนโลยีสุขภาพจิตคืออะไร การวิจัยและพัมนาคืออะไร ขั้นตอนการวิจัยมีอะไรบ้าง การวิเคราะห์ความต้องการ การกำหนดกรอบแนวคิด การออกแบบและจัดทำต้นร่าง การทดสอบคุณภาพเทคโนโลยี การทดลองใช้เทคโนโลยี กทรประเมินผล การขยายผลการเขียนรายงานการวิจัยและพัฒนา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2971 2011/08/15 01:08:05 คู่มือการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสุขภาพจิตและจิตเวช http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2971 คู่มือสตรีหม้าย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2956 การดูแลตนเองของสตรีผู้สูญเสีย  มีวิธีการสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ รู้ทักษะการสร้างพลังเครื่อข่ายแกนนำ สามารถใช้แบบประเมินผลกระทบทางด้านจิตใจ  http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2956 2011/06/14 22:52:54 คู่มือสตรีหม้าย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2956 การจัดกิจกรรมพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เด็กวัยซน 3-5 ปี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2939 การจัดกิจกรรมพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เด็กวัยซน 3-5 ปี ประกอบไปด้วย   ส่วนที่ 1    สร้างฐานความรู้สู่ความคิดสร้างสรรค์   ส่วนที่ 2    การเล่น    การพุดคุยซักถาม    ศิลปะ  ดนตรีและการเคลื่อนไหว    คณิตศาสตร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2939 2011/06/14 00:44:48 การจัดกิจกรรมพัฒนาความคิดสร้างสรรค์เด็กวัยซน 3-5 ปี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2939 คู่มือการฝึกอบรมหลักสูตรการให้การปรึกษาคู่สมรส สำหรับวิทยากร http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2917 แผนการสอนหลักสูตรการให้การปรึกษาคู่สมรสจัดทำขึ้นเพื่อใช้ในการเพิ่มพูนศักยภาพในด้านการให้การปรึกษาคู่สมรสที่มีปัญหาความขัดแย้งและปัญหาสัมพันธภาพ ซึ่งอาจนำไปสู่การหย่าร้างแก่ผู้ให้การปรึกษาในระบบบริการสาธารณสุขและเครือข่ายในพื้นที่ที่เคยผ่านการอบรมหลักสูตรการให้การปรึกษาขั้นพื้นฐาน ( Basic Counseling ) หลักสูตรนี้ใช้สำหรับผู้รับการปรึกษารายบุคคลที่มีปัญหากับคู่สมรส ใช้เวลาในการเรียนรู้ 3 วัน โครงสร้างหลักสูตรประกอบด้วย 6 แผนการสอน ดังต่อไปนี้ แผนการสอนที่ 1 ปัญหาคู่สมรส…ปัญหาของใคร (เวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที) เป็นแผนการสอนด้านทัศนคติเพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีทัศนคติที่ดีเกี่ยวกับเรื่องครอบครัวและการหย่าร้าง แผนการสอนที่ 2 เปิดมุมมองชีวิตคู่ สู่การเป็นผู้ให้การปรึกษา (เวลา 1 ชั่วโมง 30 นาที) เป็นแผนการสอนเพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมสามารถประเมินทัศนคติของตนเองต่อการใช้ชีวิตคู่และทบทวนความรู้เกี่ยวกับกระบวนการและทักษะการให้การปรึกษา แผนการสอนที่ 3 การประเมินปัญหาของคู่สมรส (เวลา 3 ชั่วโมง) เป็นแผนการสอนด้านความรู้และฝึกทักษะการประเมินปัญหาของคู่สมรส ก่อนนำไปสู่การวางแผนการช่วยเหลือ แผนการสอนที่ 4 เมื่อรักร้าวจะก้าวผ่านอย่างไร (เวลา 3 ชั่วโมง) เป็นแผนการสอนด้านความรู้ความเข้าใจเพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีแนวทางในการให้การปรึกษาคู่สมรสที่มีปัญหาและฝึกทักษะการให้การปรึกษา คู่สมรสในปัญหาต่างๆ เพื่อให้สามารถคงความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน แผนการสอนที่ 5 หย่าไม่หย่า....จะแก้ปัญหาอย่างไร ? (เวลา 2 ชั่วโมง) เป็นแผนการสอนเพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมได้ตระหนักถึงความสำคัญของทัศนคติของตนเองที่มีผลต่อการให้การปรึกษาคู่สมรสมีความรู้ความเข้าใจและฝึกทักษะการให้การปรึกษาคู่สมรสในระยะที่กำลังตัดสินใจจะหย่าร้าง แผนการสอนที่ 6 การเตรียมตัวหย่าอย่างสร้างสรรค์ (เวลา 3 ชั่วโมง) เป็นแผนการสอนด้านความรู้และฝึกทักษะการให้การปรึกษาคู่สมรสในระยะที่ตัดสินใจหย่าร้างแล้ว เพื่อเตรียมความพร้อมต่อการใช้ชีวิตหลังหย่าร้าง หมายเหตุ องค์ความรู้เรื่องกฎหมายครอบครัวและแหล่งการช่วยเหลือ สามารถเพิ่มเติมได้โดยเชิญวิทยากรที่มีความรู้มาบรรยาย ซึ่งขึ้นอยู่กับดุลพินิจของพื้นที่ เพื่อให้ผู้เข้ารับการอบรมมีความรู้ในเรื่องดังกล่าว   http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2917 2011/05/18 22:34:38 คู่มือการฝึกอบรมหลักสูตรการให้การปรึกษาคู่สมรส สำหรับวิทยากร http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2917 คู่มือการให้การปรึกษาคู่สมรส http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2916 ครอบครัวเป็นสถาบันพื้นฐานที่เป็นหลักสำคัญที่สุดของสังคม ทำหน้าที่ในการหล่อหลอมขัดเกลา อบรมเลี้ยงดู ให้ความรู้ ความเอื้ออาทร ความช่วยเหลือเกื้อกูล พร้อมทั้งปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรม ค่านิยมและถ่ายทอดวัฒนธรรมของสังคมให้แก่สมาชิกในครอบครัว เพื่อให้เป็นบุคคลที่เป็นคุณภาพ พร้อมที่จะเป็นพลังสำคัญในการทำงานอย่างสร้างสรรค์ให้แก่สังคม แต่ปัจจุบันพบว่าครอบครัวไทยต้องเผชิญกับสภาวะการเปลี่ยนแปลงอันเนื่องมาจากปัจจัยภายในครอบครัว สภาพเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม ซึ่งเปลี่ยนแปลงตามกระแสโลกาภิวัฒน์และความก้าวหน้าของเทคโนโลยีสมัยใหม่ ส่งผลให้เกิดความสั่นคลอนของสถาบันครอบครัว โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านโครงสร้างของครอบครัวที่มีขนาดเล็กลง ครอบครัวมีเวลาอยู่ด้วยกันน้อย ทำให้มีผลต่อความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกในครอบครัว อัตราการจดทะเบียนสมรสน้อยลงแต่อัตราการหย่าร้างและจำนวนครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวเพิ่มมากขึ้น เด็กถูกทอดทิ้ง เกิดปัญหาการใช้ความรุนแรงในครอบครัวและปัญหาอื่นๆในสังคมตามมาอีกมากมาย ดังนั้นในคู่มือเล่มนี้ จึงมีเนื้อหาประกอบด้วย บทที่1 ความเข้าใจเรื่องครอบครัวและการหย่าร้าง - สถานการณ์ครอบครัวและการเปลี่ยนแปลง - วงจรชีวิตคู่ - ครอบครัวและการหย่าร้าง - การทำหน้าที่ของครอบครัว - ลักษณะการหย่าร้าง - ปัจจัยที่ทำให้หย่าร้าง - ผลกระทบของการหย่าร้าง - ปฏิกิริยาทางจิตใจภายหลังการหย่าร้าง - วงจรชีวิตของครอบครัวที่หย่าร้าง บทที่2 กระบวนการและทักษะการให้การปรึกษา - ความหมายของการให้การปรึกษา - วัตถุประสงค์ของการให้การปรึกษา - ลักษณะเฉพาะของการให้การปรึกษา - กระบวนการการให้การปรึกษา - ทักษะการให้การปรึกษาขั้นพื้นฐาน - การสื่อสารระหว่างคู่สมรส บทที่3 การประเมินปัญหาของคู่สมรส - การสร้างสัมพันธภาพก่อนการประเมิน - การรวบรวมข้อมูลเกี่ยวกับคู่สมรสในแง่ต่าง ๆ - การวิเคราะห์ปัญหา - สรุปปัญหาและการวางแผนแก้ไขปัญหา บทที่ 4 การให้การปรึกษาปัญหาคู่สมรส - ทัศนคติของผู้ให้การปรึกษาที่มีผลต่อการปรึกษา - การให้การปรึกษาคู่สมรสที่มีปัญหา o หลักการสำคัญในการให้การปรึกษาคู่สมรสที่มีปัญหา o แนวทางในการให้การปรึกษาคู่สมรสที่มีปัญหา - การให้การปรึกษาคู่สมรสระยะกำลังตัดสินใจ o วัตถุประสงค์ของการให้การปรึกษาคู่สมรสระยะกำลังตัดสินใจ o เป้าหมายของการให้การปรึกษาคู่สมรสระยะกำลังตัดสินใจ o สภาวะทางจิตใจของคู่สมรส o ทางเลือกและการตัดสินใจ o แนวทางการให้การปรึกษาคู่สมรสระยะกำลังตัดสินใจ - การให้การปรึกษาคู่สมรสระยะตัดสินใจหย่าร้างแล้ว o ประเด็นสำคัญที่คู่สมรสต้องพิจารณาเมื่อตัดสินใจหย่าร้างแล้ว o แนวทางการให้การปรึกษาคู่สมรสระยะตัดสินใจหย่าร้างแล้ว - การหย่าร้างอย่างสร้างสรรค์ - ทบทวนตนเองสำหรับการมีความสัมพันธ์ในครั้งต่อไป บทที่ 5 แหล่งให้การช่วยเหลือ - บทสาธิต กรณีตัวอย่าง(การประเมินปัญหาคู่สมรส) เรื่อง ปัญหาคู่สมรสนอกใจ - บทสาธิตการให้การปรึกษาคู่สมรส http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2916 2011/05/18 22:27:21 คู่มือการให้การปรึกษาคู่สมรส http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2916 แนวทางสำหรับบุคลากรสาธารณสุขในการดูแลรักษาผู้ที่ป่วยด้วยโรคทางจิตเวช โรคทางระบบประสาท และโรคที่เกิดจากการใช้สารเสพติด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2911 การเจ็บป่วยด้วยโรคทางจิตเวช โรคทางระบบประสาท และโรคที่เกิดจากการใช้สารเสพติด เป็นปัญหาที่มีความสำคัญอย่างยิ่งที่ต้องดำเนินการช่วยเหลือ จากฐานข้อมูลของกรมสุขภาพจิตที่มีอยู่ ประชากรของประเทศประมาณ 1 ใน 5 มีระดับสุขภาพจิตต่ำกว่าคนทั่วไป หรือเสี่ยงที่จะมีปัญหาสุขภาพจิต ในขณะที่สถานการณ์ด้านผู้ป่วยจิตเวชในประเทศไทย พบว่า โรคซึมเศร้า มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าอัตราส่วนของบุคลากรด้านสุขภาพจิตจะมีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น แต่ก็ถือว่ายังอยู่ในระดับที่ต่ำมาก เมื่อเทียบกับจำนวนประชากรที่ต้องรับผิดชอบ ปัญหาทางสุขภาพจิตและจิตเวชมีลักษณะที่สำคัญอย่างหนึ่งคือต้องการการดูแลรักษาทั้งทางชีวภาพ และทางจิตสังคม โรคทางจิตเวชบางโรค เช่น โรคซึมเศร้า โรคจิต มีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ครอบครัวและชุมชน ต้องเข้ามามีส่วนร่วมในการสนับสนุน ดูแลรักษาผู้ป่วย เพื่อให้ผู้ป่วยกลับมาดำเนินชีวิตได้ตามปกติในชุมชน ป้องกันไม่ให้โรคกลับเป็นซ้ำลดภาระของชุมชน และเพื่อความสงบสุขของสังคม เมื่อมองปัญหาในภาพรวมแล้ว จึงดูเป็นไปไม่ได้เลย ที่การจัดการและแก้ไขปัญหาทางสุขภาพจิตและจิตเวช จะเป็นบทบาทที่จำกัดอยู่เพียงบุคลากรทางสุขภาพจิตที่มีความเชี่ยวชาญ การดูแลรักษาผู้ที่ป่วยด้วยโรคทางสุขภาพจิตและจิตเวช โรคทางระบบประสาท และโรคที่เกิดจากการใช้สารเสพติด เป็นบทบาทของบุคลากรสาธารณสุขทุกระดับ โดยไม่คำนึงว่าต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญเท่านั้น มีผลงานวิจัยหลายชิ้น ที่ทำในประเทศกำลังพัฒนา หรือประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยต่อบุคคลต่ำและปานกลางได้ยืนยันผลสำเร็จของกระบวนการดูแลรักษาผู้ป่วยในชุมชน ทั้งในแง่ของการรักษาทางชีวภาพ และการรักษาทางจิตสังคม ที่กระทำโดยบุคลากรสาธารณสุขที่ไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญ สอดคล้องกับองค์การอนามัยโลก ซึ่งได้เริ่มแผนปฏิบัติการ “mental health Gap Action Programme (mhGAP)” เพื่อพัฒนาศักยภาพในการดูแลรักษา และเพิ่มการเข้าถึงบริการ ของผู้ป่วยที่มีปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวช โรคทางระบบประสาท และโรคที่เกิดจากการใช้สารเสพติด ในหน่วยบริการสาธารณสุขที่ไม่ใช่หน่วยเฉพาะทางด้วยแนวทางที่มีความสอดคล้องกับบริบททางสังคม วัฒนธรรม และระบบสุขภาพ ของประเทศที่มีรายได้เฉลี่ยต่อบุคคลต่ำและปานกลาง และได้เผยแพร่คู่มือ mental health Gap - Intervention Guideline(mhGAP - IG) เพื่อเป็นแนวทางในการนำแผนปฏิบัติการไปสู่การปฏิบัติ กรมสุขภาพจิตในฐานะที่เป็นกรมวิชาการ ซึ่งมีหน้าที่ในการส่งเสริม ป้องกัน ดูแลรักษาและฟื้นฟูปัญหาสุขภาพจิตของประชาชนได้มองเห็นโอกาส ในการพัฒนาศักยภาพทรัพยากรบุคคลทางสาธารณสุขและการลดช่องว่างในการเข้าถึงบริการดังกล่าว จึงได้เรียบเรียง mhGAP-IGฉบับภาษาไทยขึ้น เพื่อให้เกิดความสะดวกต่อการนำไปใช้ของบุคลากรสาธารณสุขระดับต่างๆ ที่มีโอกาสเผชิญกับปัญหาการดูแลผู้ป่วยทางด้านสุขภาพจิตและจิตเวช ในการให้บริการปกติที่หน่วยบริการ ในฐานะผู้นำสูงสุดของกรมสุขภาพจิต ผมจึงมีความภูมิใจเป็นอย่างยิ่ง ที่กรมสุขภาพจิตได้มีส่วนร่วมในการพัฒนาระบบบริการทางด้านสุขภาพจิตและจิตเวชของประเทศ และลดช่องว่างในการเข้าถึงบริการของผู้ป่วย ซึ่งเป็นปัจจัยพื้นฐานที่สำคัญที่สุดอย่างหนึ่ง ในการพัฒนาระบบสุขภาพ และการสาธารณสุขของประเทศไทย  http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2911 2011/04/11 00:33:04 แนวทางสำหรับบุคลากรสาธารณสุขในการดูแลรักษาผู้ที่ป่วยด้วยโรคทางจิตเวช โรคทางระบบประสาท และโรคที่เกิดจากการใช้สารเสพติด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2911 คู่มือการให้การปรึกษาในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2910 เนื้อหา ประกอบด้วย - ความสำคัญและประโยชน์ของการให้การปรึกษา - ความหมายของการให้การปรึกษา - คุณสมบัติของผู้ให้การปรึกษา - ทักษะพื้นฐานการให้การปรึกษา - กระบวนการให้การปรึกษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2910 2011/04/07 22:12:46 คู่มือการให้การปรึกษาในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2910 คู่มือฝึกอบรมการให้การปรึกษาในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2909      หลักสูตรการให้การปรึกษาในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล ประกอบด้วย 5 แผนการสอน ซึ่งใช้ระยะเวลาในการอบรมเป็นจำนวน 2 วัน ดังนี้      แผนการสอนที่ 1 เรื่อง เจตคติของผู้ให้การปรึกษา      แผนการสอนที่ 2 เรื่อง อย่างไรที่เรียกว่าให้การปรึกษา      แผนการสอนที่ 3 เรื่อง ทักษะพื้นฐานการให้การปรึกษาและฝึกปฏิบัติ      แผนการสอนที่ 4 เรื่อง กระบวนการให้การปรึกษาและฝึกปฏิบัติ      แผนการสอนที่ 5 เรื่อง การให้การปรึกษาเฉพาะเรื่อง   http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2909 2011/04/07 03:33:15 คู่มือฝึกอบรมการให้การปรึกษาในโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2909 คู่มือการให้ความรู้สุขภาพจิตครอบครัวทางระบบโทรศัพท์อัตโนมัติ 1667 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2908 สถานการณ์ครอบครัวไทยเปลี่ยนแปลงจากครอบครัวขยาย ซึ่งมีสมาชิกในครอบครัวจำนวนมาก มีปู่ ย่า ตา ยาย เป็นผู้ดูแลลูกหลานเป็นครอบครัวเดี่ยวที่มีเพียงคู่สมรส ซึ่งส่วนมากเป็นคู่สมรสสูงวัยหรือเป็นครอบครัวเลี้ยงเดี่ยวที่มีเพียงพ่อกับลูก หรือแม่กับลูกตามลำพังในหลายปีที่ผ่านมาจากข้อมูลการจดทะเบียนสมรสและการหย่าร้างพบว่า การหย่าร้างมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นเรื่อยๆ ซึ่งสะท้อนถึงความไม่มั่นคงของครอบครัวไทย ส่งผลให้มีผลกระทบต่อเด็กและเยาวชนและปัญหาความรุนแรงในสังคมตามมา  สำนักพัฒนาสุขภาพจิต จึงได้พัฒนาคู่มือการให้ความรู้สุขภาพจิตครอบครัวทางระบบโทรศัพท์อัตโนมัติ 1667 ขึ้น ประกอบด้วยหัวข้อดังนี้ - แนวทางการอยู่กับคู่สมรสที่มีปัญหาทางสุขภาพจิต - กลวิธี...ลดความขัดแย้งในครอบครัว - การอยู่กับคู่สมรสที่มีความผิดปกติทางเพศ - คู่สมรสกับปัญหาโรคซึมเศร้าอยากฆ่าตัวตาย - เทคนิคการง้อคู่สมรส - จะหย่าดีหรือไม่หย่าดี - เมื่อคู่ครองไม่ยอมหย่า - แยกกันอยู่ก่อนหย่า - ข้อตกลงก่อนหย่า - จะอยู่อย่างไร...เมื่อไม่มีเธอ - การดูแลลูกหลังการหย่าร้าง - เมื่ออีกฝ่ายผิดสัญญา - คุณพร้อมที่จะเลือกคู่ครองครั้งใหม่หรือยัง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2908 2011/04/07 02:59:02 คู่มือการให้ความรู้สุขภาพจิตครอบครัวทางระบบโทรศัพท์อัตโนมัติ 1667 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2908 คู่มือการเรียนรู้ด้วยตนเอง สำหรับอาสาสมัคร เรื่อง การช่วยเหลือคู่สมรสที่เสี่ยงต่อการหย่าร้าง : คู่มือประสานใจ ก่อนกายห่าง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2907 ปัจจุบันการดำเนินชีวิตครอบครัวมีความเปราะบางและเสี่ยงต่อการหย่าร้างมากยิ่งขึ้น เนื่องจากพื้นฐานความแตกต่างระหว่างบุคคล การอบรมเลี้ยงดู การขาดหลักการดำเนินชีวิตที่ดีขาดความอดทนอดกลั้น ขาดวุฒิภาวะ รวมทั้งสภาพสังคมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วและเน้นวัตถุนิยมมากขึ้น จึงทำให้คู่สมรสมีการกระทบกระทั่ง มีความไม่เข้าใจกัน เกิดความขัดแย้งในครอบครัวและนำไปสู่การหย่าร้างในที่สุด ปัญหาครอบครัวไม่ใช่ปัญหาของคนใดคนหนึ่ง แต่เป็นปัญหาที่ส่งผลกระทบต่อชุมชนและสังคม หากครอบครัวมีความสุขสุขภาพจิตดี ชุมชนก็จะมีความสุขด้วยเช่นกัน ดังนั้นอาสาสมัครจึงมีบทบาทสำคัญในการทำหน้าที่ประสานใจและช่วยเหลือคู่สมรสที่เสี่ยงต่อการหย่าร้างในชุมชนหรือเตรียมความพร้อมให้คู่สมรสที่ได้ตัดสินใจหย่าร้างแน่นอน สามารถกลับมามีคุณภาพชีวิตที่ดีได้ หนังสือคู่มือการเรียนรู้ด้วยตนเอง สำหรับอาสาสมัคร เรื่อง การช่วยเหลือคู่สมรสที่เสี่ยงต่อการหย่าร้าง : คู่มือประสานใจก่อนกายห่างเล่มนี้ จัดทำขึ้นโดยนักวิชาการของสำนักพัฒนาสุขภาพจิต สำนักอนามัยกรุงเทพมหานคร และมูลนิธิเครือข่ายครอบครัว มีวัตถุประสงค์เพื่อให้อาสาสมัคร เช่น อาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน(อสม.) อาสาสมัครสาธารณสุขของกรุงเทพมหานคร (อสส.) และอาสาสมัครอื่นๆ ในชุมชน มีทัศนคติที่ถูกต้องต่อปัญหาความขัดแย้งและการหย่าร้างของคู่สมรสมีแนวทางในการช่วยเหลือคู่สมรสที่เสี่ยงต่อการหย่าร้าง สามารถคัดกรองคู่สมรสที่เสี่ยงต่อการหย่าร้างได้อย่างถูกต้องเหมาะสมมีความรู้ในเรื่องการให้บริการการให้คำปรึกษาแก่คู่สมรสที่เสี่ยงต่อการหย่าร้าง สามารถให้บริการปรึกษาแก่คู่สมรสที่เสี่ยงต่อการหย่าร้างและสามารถส่งต่อคู่สมรสที่มีปัญหาไปรับบริการจากหน่วยงานที่มีผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางต่อไป  คู่มือเล่มนี้ประกอบด้วยเนื้อหา 8 เรื่อง คือ 1. อาสาสมัครสร้างสายใย อาสาสานใจครอบครัว 2. คิดอย่างไร...ก่อนประสานใจครอบครัว 3. 4 แนวทางหลัก ที่ผลักดันให้งานสำเร็จ 4. ปัญหาคู่สมรสที่พบบ่อย 5. ภัย...คู่ใดเสี่ยงต่อการหย่าร้าง 6. แนวทางแก้ปัญหาด้วยบริการคู่สมรส 7. การเตรียมความพร้อมก่อนการหย่าร้าง 8. แหล่งช่วยเหลือเพื่อคู่สมรส  หนังสือเล่มนี้เป็นคู่มือที่อาสาสมัครสามารถเรียนรู้ได้ด้วยตนเอง สำหรับใช้ในการให้การปรึกษาแก่คู่สมรสที่มีความเสี่ยงต่อการหย่าร้าง และหากมีข้อสงสัยประการใดสามารถสอบถามหรือหาความรู้เพิ่มเติมได้จากเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ ทั้งนี้เพื่อประโยชน์ในการช่วยลดปัญหาการหย่าร้างในชุมชน ทำให้ครอบครัวมีความมั่นคง เข้มแข็ง สมาชิกครอบครัวมีความสุข ซึ่งจะเป็นพลังในการพัฒนาประเทศไทยต่อไป  http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2907 2011/04/07 02:42:22 คู่มือการเรียนรู้ด้วยตนเอง สำหรับอาสาสมัคร เรื่อง การช่วยเหลือคู่สมรสที่เสี่ยงต่อการหย่าร้าง : คู่มือประสานใจ ก่อนกายห่าง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2907 แนวทางการประเมินประสิทธิผลและความคุ้มค่าของการพัฒนา/ฝึกอบรมบุคลากร http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2879 แนวคิดเบื้องต้นในการประเมินผลการฝึกอบรม; ความหมายของการประเมินผลการฝึกอบรม, ความสำคัญของการประเมิน, วัตถุประสงค์ของการประเมินผลการฝึกอบรม, รูปแบบการประเมินผลการฝึกอบรมอย่างเป็นระบบ วิธีการประเมินผลการฝึกอบรม; วิธีการประเมินผลการฝึกอบรม, วิธีการประเมินผลการฝึกอบรมตามแนวของ MC-Model, การประเมินผลการฝึกอบรม; ประเมินก่อนจัดฝึกอบรม, ประเมินระหว่างฝึกอบรม, ประเมินหลังการจัดฝึกอบรม, ประเมินผลลัพธ์หลักงานฝึกอบรม การติดตามผลการฝึกอบรม; วิธีดำเนินการในการติดตามผลตามแนว Participant Action Plan Approach, วิธีการติดตามผลโดยการสัมภาษณ์, วิธีการติดตามผลโดยการส่งแบบสอบถาม, แนวทางปฏิบัติในการติดตามผลการฝึกอบรม, รูปแบบของรายงานการติดตามผลการฝึกอบรม บทสรุป; การประเมินประสิทธิผลและความคุ้มค่าของการพัฒนาบุคลากร, การประเมินประสิทธิผลและความคุ้มค่าของการจัดฝึกอบรม  http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2879 2011/03/21 02:02:59 แนวทางการประเมินประสิทธิผลและความคุ้มค่าของการพัฒนา/ฝึกอบรมบุคลากร http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2879 คู่มือการบริการก่อนตรวจและระหว่างรอตรวจ ตามมาตรฐานงานบริการผู้ป่วยนอกสถานบริการจิตเวชระดับตติยภูมิ สำหรับพยาบาล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2877 การบริการก่อนตรวจและระหว่างรอตรวจเป็นกระบวนการหลักหนึ่งในมาตรฐานงานบริการผู้ป่วยนอก สถานบริการจิตเวชระดับตติยภูมิเป็นกระบวนการสำคัญที่ส่งผลต่อการตรวจวินิจฉัย/การบำบัดรักษาที่ถูกต้องครบถ้วน และการบริการหลังตรวจที่สอดคล้องกับปัญหา และความต้องการของผู้รับบริการซึ่งสะท้อนภาพรวมของกระบวนการหลักทั้งหมดในงานบริการผู้ป่วยนอก ดังนั้นการบริการก่อนตรวจ และระหว่างรอตรวจที่มีคุรภาพ ได้แก่ การคัดกรองประเมินอาการทางจิต และภาวะแทรกซ้อนทางกายที่ถูกต้อง/รอบคอบด้วยความรู้ทางวิชาการ การสัมภาษณ์ประวัติ/การวินิจฉัยปัญหาที่ครบถ้วน การให้การช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉินที่รวดเร็วทันท่วงทีด้วยการปฏิบัติอย่างระมัดระวัง และการให้สุขภาพจิตศึกษาที่ตรงตามปัญหาแก่ผู้รับบริการจะสามารถแสดงถึงการพัฒนาคุณภาพบริการให้เป็นไปตามมาตรฐานสถานบริการจิตเวชระดับตติยภูมิที่กรมสุขภาพจิตได้กำหนดไว้ อันจะทำให้สถานบริการและผู้รับบริการมีความมั่นใจว่าการดูแลช่วยเหลือมีความถูกต้องตามหลักทางวิชาการ และหลักการปฏิบัติการดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวช รวมทั้งแสดงถึงการปฏิบัติด้วยหลักคุณธรรมที่เน้นผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีความปลอดภัยไม่เกิดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนต่างๆ สามารถคงไว้ซึ่งศักยภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี รวมทั้งสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างรวดเร็วเหมาะสมกับปัญหาสุขภาพที่เป็นอยู่ ทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาที่คุ้มค่าสมเหตุสมผล และเกิดความพึงพอใจในบริการที่ได้รับ การจัดการความรู้เกี่ยวกับการบริการ่กอนตรวจ และระหว่างรอตรวจ ตามมาตรฐานงานบริการผู้ป่วยนอกทำให้เกิดการรวบรวมฐานความรู้ของการบริการก่อนตรวจ และระหว่างรอตรวจ จากแหล่งความรู้ในผู้ปฏิบัติงาน ผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งการแลกเปลี่ยนวิธีปฏิบัติที่ดีมีผลงานเป็นที่ยอมรับระหว่างหน่วยงานบริการจิตเวชในสังกัดกรมสุขภาพจิต ซึ่งส่วนใหญ่ผ่านการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลจากสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาลแล้ว ทำให้มั่นใจได้ว่า ความรู้ ความสามารถในกระบวนการทำงานมีคุณภาพมาตรฐานเหมาะสมที่จะนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อให้เกิดการยกระดับความรู้ให้เป็นแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเดียวกันแก่ผู้ปฏิบัติงานในสถานบริการจิตเวชระดับตติยภูมิ รวมทั้งผลการจัดการความรู้จะช่วยให้มีข้อมูลในการตัดสินใจทางการบริหาร และการจัดการความเสี่ยง เป็นการพัฒนากระบวนการทำงานให้ตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการที่มุ่งเน้นผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง จากองค์ความรู้ที่พัฒนาได้ นำไปการถ่ายทอดและแบ่งปันอย่างเป็นระบบตามกระบวนการจัดการความรู้ จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถเข้าถึงความรู้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและนำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามคุณภาพและมาตรฐานที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งของการได้รับการรับรองมาตรฐานสถานบริการจิตเวชระดับตติยภูมิ ที่แสดงถึงความสำเร็จของการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานและความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านบริการจิตเวช ทำให้หน่วยบริการจิตเวชระดับตติยภูมิมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ   http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2877 2011/03/21 01:42:56 คู่มือการบริการก่อนตรวจและระหว่างรอตรวจ ตามมาตรฐานงานบริการผู้ป่วยนอกสถานบริการจิตเวชระดับตติยภูมิ สำหรับพยาบาล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2877 คู่มือการบริการก่อนตรวจและระหว่างรอตรวจ ตามมาตรฐานงานบริการผู้ป่วยนอกสถานบริการจิตเวชระดับตติยภูมิ สำหรับผู้ช่วยเหลือคนไข้ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2876 การบริการก่อนตรวจและระหว่างรอตรวจเป็นกระบวนการหลักหนึ่งในมาตรฐานงานบริการผู้ป่วยนอก สถานบริการจิตเวชระดับตติยภูมิเป็นกระบวนการสำคัญที่ส่งผลต่อการตรวจวินิจฉัย/การบำบัดรักษาที่ถูกต้องครบถ้วน และการบริการหลังตรวจที่สอดคล้องกับปัญหา และความต้องการของผู้รับบริการซึ่งสะท้อนภาพรวมของกระบวนการหลักทั้งหมดในงานบริการผู้ป่วยนอก ดังนั้นการบริการก่อนตรวจ และระหว่างรอตรวจที่มีคุรภาพ ได้แก่ การคัดกรองประเมินอาการทางจิต และภาวะแทรกซ้อนทางกายที่ถูกต้อง/รอบคอบด้วยความรู้ทางวิชาการ การสัมภาษณ์ประวัติ/การวินิจฉัยปัญหาที่ครบถ้วน การให้การช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉินที่รวดเร็วทันท่วงทีด้วยการปฏิบัติอย่างระมัดระวัง และการให้สุขภาพจิตศึกษาที่ตรงตามปัญหาแก่ผู้รับบริการจะสามารถแสดงถึงการพัฒนาคุณภาพบริการให้เป็นไปตามมาตรฐานสถานบริการจิตเวชระดับตติยภูมิที่กรมสุขภาพจิตได้กำหนดไว้ อันจะทำให้สถานบริการและผู้รับบริการมีความมั่นใจว่าการดูแลช่วยเหลือมีความถูกต้องตามหลักทางวิชาการ และหลักการปฏิบัติการดูแลช่วยเหลือผู้ป่วยจิตเวช รวมทั้งแสดงถึงการปฏิบัติด้วยหลักคุณธรรมที่เน้นผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง ส่งผลให้ผู้ป่วยมีความปลอดภัยไม่เกิดความเสี่ยงจากภาวะแทรกซ้อนต่างๆ สามารถคงไว้ซึ่งศักยภาพและคุณภาพชีวิตที่ดี รวมทั้งสามารถเข้าถึงบริการได้อย่างรวดเร็วเหมาะสมกับปัญหาสุขภาพที่เป็นอยู่ ทำให้เสียค่าใช้จ่ายในการรักษาที่คุ้มค่าสมเหตุสมผล และเกิดความพึงพอใจในบริการที่ได้รับ การจัดการความรู้เกี่ยวกับการบริการ่กอนตรวจ และระหว่างรอตรวจ ตามมาตรฐานงานบริการผู้ป่วยนอกทำให้เกิดการรวบรวมฐานความรู้ของการบริการก่อนตรวจ และระหว่างรอตรวจ จากแหล่งความรู้ในผู้ปฏิบัติงาน ผู้ที่เกี่ยวข้อง ผู้ที่มีส่วนได้ส่วนเสีย รวมทั้งการแลกเปลี่ยนวิธีปฏิบัติที่ดีมีผลงานเป็นที่ยอมรับระหว่างหน่วยงานบริการจิตเวชในสังกัดกรมสุขภาพจิต ซึ่งส่วนใหญ่ผ่านการรับรองคุณภาพโรงพยาบาลจากสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาลแล้ว ทำให้มั่นใจได้ว่า ความรู้ ความสามารถในกระบวนการทำงานมีคุณภาพมาตรฐานเหมาะสมที่จะนำมาแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน เพื่อให้เกิดการยกระดับความรู้ให้เป็นแนวปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานเดียวกันแก่ผู้ปฏิบัติงานในสถานบริการจิตเวชระดับตติยภูมิ รวมทั้งผลการจัดการความรู้จะช่วยให้มีข้อมูลในการตัดสินใจทางการบริหาร และการจัดการความเสี่ยง เป็นการพัฒนากระบวนการทำงานให้ตอบสนองความต้องการของผู้รับบริการที่มุ่งเน้นผู้รับบริการเป็นศูนย์กลาง จากองค์ความรู้ที่พัฒนาได้ นำไปการถ่ายทอดและแบ่งปันอย่างเป็นระบบตามกระบวนการจัดการความรู้ จะช่วยให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถเข้าถึงความรู้เกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องและนำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามคุณภาพและมาตรฐานที่กำหนดไว้ ซึ่งเป็นปัจจัยหนึ่งของการได้รับการรับรองมาตรฐานสถานบริการจิตเวชระดับตติยภูมิ ที่แสดงถึงความสำเร็จของการพัฒนาคุณภาพมาตรฐานและความเป็นเลิศเฉพาะทางด้านบริการจิตเวช ทำให้หน่วยบริการจิตเวชระดับตติยภูมิมีมาตรฐานเป็นที่ยอมรับในระดับประเทศ  http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2876 2011/03/21 01:38:11 คู่มือการบริการก่อนตรวจและระหว่างรอตรวจ ตามมาตรฐานงานบริการผู้ป่วยนอกสถานบริการจิตเวชระดับตติยภูมิ สำหรับผู้ช่วยเหลือคนไข้ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2876 การบริหารจัดการงานวิจัยที่มีคุณภาพ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2874 หลักใหญ่ๆ ของการบริหารจัดการในเรื่องเวลา งบประมาณและทีมวิจัย คือ การวางแผนที่ดี การดำเนินการให้เป็นไปตามแผนที่วางไว้ การควบคุมกำกับติดตาม และการปรับแผนดำเนินการซึ่งไม่สามารถแยกเด็ดขาดจากกันได้ชัดเจน แต่ละเรื่องมีความสัมพันธ์ และส่งผลกระทบซึ่งกันละกัน เช่น หากเราบริหารจัดการทีมวิจัยได้ไม่ดี อาจทำให้เสียทั้งเวลาและงบประมาณในการทำวิจัยได้ในเวลาเดียวกัน ตัวอย่างข้อคิดจากการปฏิบัติที่ได้ผลของนักวิจัยที่มีผลงานวิจัยผ่านคุณภาพเหล่านี้  http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2874 2011/03/21 00:24:19 การบริหารจัดการงานวิจัยที่มีคุณภาพ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2874 การวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยจิตเภท http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2873 แนวทางปฏิบัติการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยจิตเภท; โรคจิตเภท (Schizophrenia), กระบวนการการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยจิตเภท แนวทางวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยจิตเภทระยะควบคุมอาการ; เป้าหมาย,กระบวนการ แนวทางวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยจิตเภทระยะให้ยาต่อเนื่อง; เป้าหมาย, กระบวนการ แนวทางวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยจิตเภทระยะอาการคงที่; เป้าหมาย, กระบวนการ แนวทางการช่วยเหลือตามความต้องการและความคาดหวัง; ของผู้ป่วยจิตเภท, ของญาติ/ผู้ดูแล, ของชุมชน, ของสังคม องค์ความรู้ที่จำเป็นสำหรับการวางแผนจำหน่วยผู้ป่วยจิตเภท; การรักษาด้วยยาในผู้ป่วยจิตเภท, การรักษาด้วยไฟฟ้าในผู้ป่วยจิตเภท, การรักษาด้านจิตสังคม, การตรวจสภาพจิต (Mental Status Examination) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2873 2011/03/21 00:09:23 การวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยจิตเภท http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2873 แนวทางการประสานและสนับสนุนการขยายเครือข่ายบริการสุขภาพจิตและจิตเวช http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2871 แนวคิดในการบูรณาการงานสุขภาพจิตในระบบบริการสุขภาพ แนวคิดเกี่ยวกับการประสานงาน รูปแบบการดำเนินงานเครือข่ายบริการสุขภาพจิตและจิตเวช รูปแบบที่ 1 รูปแบบที่ 2 แนวทางสนับสนุนเพื่อให้เกิดการพัฒนาที่ยั่งยืน วิธีการสร้างความร่วมมือในการประสานงาน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2871 2011/03/20 22:19:42 แนวทางการประสานและสนับสนุนการขยายเครือข่ายบริการสุขภาพจิตและจิตเวช http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2871 แนวทางการรณรงค์เพื่อเสริมสร้างสุขภาพจิตวัยทำงานและวัยสูงอายุในพื้นที่ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2870 บทที่ 1 รู้จักกับการรณรงค์ถ่ายทอดความรู้ - “การรณรงค์ / ถ่ายทอดความรู้” ทำอย่างไร, - โครงการรณรงค์ที่จัดทำโดยสถาบัน องค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ บทที่ 2 สุขภาพจิตวัยทำงาน และวัยสูงอายุ บทที่ 3 เตรียมการประสานความร่วมมือเพื่อการจัดกิจกรรมรณรงค์ - รูปแบบการประสานความร่วมมือเพื่อจัดกิจกรรมรณรงค์ -  หน่วยงานที่ประสานความร่วมมือ -  รูปแบบการทำงานร่วมกัน - รูปแบบที่ดี น่านำไปใช้เป็นแนวทางการรณรงค์ต่อไป (แนวคิด เทคนิค วิธีการ) บทที่ 4 รูปแบบการนำประเด็นรณรงค์ เพื่อเสริมสร้างสุขภาพจิตวัยทำงานและวัยสูงอายุไปใช้ - การปรับเปลี่ยนประเด็นรณรงค์ “ความเครียดจากการทำงาน” เพื่อการนำาไปใช้ -  การปรับเปลี่ยนประเด็นรณรงค์ “คุณปู่ คุณย่า คุณตา คุณยาย คือคุณค่าของครอบครัว” ไปใช้เพื่อการนำไปใช้ประเด็นการรณรงค์ในอนาคต บทที่ 5 รูปแบบและช่องทางการจัดกิจกรรมรณรงค์ - ช่องทาง Air war หรือ Ground war - กิจกรรมที่ใช้ในการรณรงค์ - กิจกรรมใหม่ๆ ที่ใช้แล้วได้ผลดี - ข้อคิด/เทคนิคที่ได้จากการทำางานร่วมกัน บทที่ 6 สื่อที่ใช้ในการรณรงค์เพื่อเสริมสร้างสุขภาพจิตวัยทำงานและวัยสูงอายุ - ช่องทาง Air war - ช่องทาง Ground war ประสบการณ์การพัฒนาสื่อเพื่อการรณรงค์ - เทคนิคสำาคัญและขั้นตอนการผลิตสื่อให้สำาเร็จอย่างมีคุณภาพ - ตัวอย่างการผลิตสื่อเพื่อการรณรงค์ให้สำเร็จอย่างมีคุณภาพ บทที่ 7 สรุปบทเรียนการนำ “แนวทางการรณรงค์เพื่อเสริมสร้างสุขภาพจิตวัยทำงานและวัยสูงอายุในพื้นที่” ไปใช้  http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2870 2011/03/20 22:03:01 แนวทางการรณรงค์เพื่อเสริมสร้างสุขภาพจิตวัยทำงานและวัยสูงอายุในพื้นที่ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2870 คู่มือการนิเทศงานเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงบริการของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2869 การดำเนินงานเพื่อบรรลุเป้าหมายตัวชี้วัดการเข้าถึงบริการของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า แนวทางการนิเทศงานเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงบริการของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า; องค์ความรู้ที่จำเป็นสำหรับการนิเทศงาน, การนิเทศงาน, โรคซึมเศร้า, แนวทางการเข้าถึงบริการโรคซึมเศร้า, ระบบบริการสาธารณสุขที่สนับสนุนปกติของการเข้าถึงบริการของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า, จุดเน้นของผู้นิเทศงานที่จะไปร่วมผลักดันอัตราการเข้าถึงบริการ, วิธีการที่จะไปนิเทศงานแต่ละระดับ, ระบบการนิเทศงานสำนักตรวจราชการ กระทรวงสาธารณสุข, การใช้แบบคัดกรองสำหรับผู้นิเทศที่ง่าย และสะดวก 2Q 9Q และแบบประเมินการฆ่าตัวตาย, การเข้าถึงบริการของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและระบบสารสนเทศ, กรณีที่ผู้นิเทศงานมองแนวโน้มแล้วว่าตัวชี้วัดของพื้นที่นี้ไม่ผ่าน ความรู้เรื่องโรคซึมเศร้าและการบำบัดรักษา; ความสำคัญ ความหมาย ลักษณะการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญ, สาเหต การวินิจฉัยโรค การดูแลช่วยเหลือ (การคัดกรอง 2Q 9Q และแบบประเมินการฆ่าตัวตาย, ขั้นตอนการแจ้งผลและการให้สุขภาพจิตศึกษาเรื่องโรคซึมเศร้าภายหลังการคัดกรองด้วย 2Q ภายหลังการตัดกรองด้วย 9 Q การประเมินการฆ่าตัวตาย, แนวทางการจัดการและดูแลรักษาตามระดับความรุนแรงของโรคซึมเศร้า, ขั้นตอนการแจ้งผลและการให้สุขภาพจิตศึกษาเรื่องโรคซึมเศร้าภายหลังการคัดกรอง ด้วย 9Q, การบำบัดรักษา/การรักษาด้วยยาแก้เศร้า,ข้อควรทราบเกี่ยวกับการรักษาด้วยยาแก้เศร้า, A conceptual approach to depression, กลุ่มโรคสำคัญของกรมสุขภาพจิต, ผังกิจกรรมของการไหลเวียนทั้งหมด, ภาพรวมกระบวนการดูแลเฝ้าระวังโรคซึมเศร้า แนวทางการเข้าถึงบริการของผู้ป่วยโรคซึมเศร้าและระบบสารสนเทศ; หลักการและเจตนารมณ์ของตัวชี้วัด, ตัวชี้วัดและเกณฑ์, การใช้สูตรคำนวณ, ตัวอย่างสถานการณ์ ในพื้นที่เขตตรวจราชการสาธารณสุขที่เขต 6 และ 7, ข้อเสนอแนะในการดำเนินการ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2869 2011/03/20 21:13:42 คู่มือการนิเทศงานเพื่อส่งเสริมการเข้าถึงบริการของผู้ป่วยโรคซึมเศร้า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2869 ระเบียบและประกาศตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. ๒๕๕๑ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2868 (ร่าง) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง รายชื่อสถานบำบัดรักษาทางสุขภาพจิต พ.ศ. 2551 (ร่าง) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง ว่าด้วยการแต่งตั้งพนักงานเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2551 ระเบียบคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติว่าด้วยคุณสมบัติของเจ้าพนักงานเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2551 ระเบียบกระทรวงสาธารณสุขว่าด้วยการเลือกและการแต่งตั้งผู้แทนองค์กรภาคเอกชนและผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติ พ.ศ. 2551 ประกาศคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติ เรื่อง แบบหนังสือให้ความยินยิมการบำบัดรักษา พ.ศ. 2551 ระเบียบคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติว่าด้วยการส่งตัวบุคคลเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและประเมินอาการเบื้องต้น พ.ศ. 2551 ระเบียบคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติว่าด้วยการส่งตัวบุคคลเพื่อรับการตรวจวินิจฉัยและประเมินอาการเบื้องต้นในกรณีฉุกเฉิน พ.ศ. 2551 ระเบียบคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการรายงานผลการตรวจวินิจฉัยและประเมินอาการเบื้องต้น พ.ศ. 2551 ระเบียบคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการพิจารณาเพื่อมีคำสั่งให้บุคคลต้องเข้ารับการบำบัดรักษา พ.ศ. 2551 ระเบียบคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการรายงานผลการบำบัดรักษา การจำหน่ายผู้ป่วย และการติดตามผลการบำบัดรักษา พ.ศ. 2551 ระเบียบคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติว่าด้วยการสั่งย้ายผู้ป่วยไปรักการบำบัดรักษาในสถานบำบัดรักษาอื่น พ.ศ. 2551 ระเบียบคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการรายงานผลการตรวจวินิจฉัย การประเมินความสามารถในการต่อสู้คดีและผลการบำบัดรักษาของผู้ป่วยคดี การรายงานผลการบำบัดรักษาและการทำความเห็น พ.ศ. 2551 ประกาศคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติ เรื่อง กำหนดรายชื่อหน่วยงานด้านสถานสงเคราะห์และสวัสดิการ พ.ศ. 2551 ระเบียบคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติว่าด้วยหลักเกณฑ์และวิธีการในการยื่นอุทธรณ์และวิธีพิจารณาอุทธรณ์ พ.ศ. 2551 ระเบียบคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติว่าด้วยการเลือกและการแต่งตั้งผู้แทนองค์กรภาคเอกชนและผู้ทรงคุณวุฒิเป็นกรรมการอุทธรณ์ พ.ศ. 2551 ระเบียบคณะกรรมการสุขภาพจิตแห่งชาติว่าด้วยการปฏิบัติหน้าที่ของพนักงานเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2551 (ร่าง) ประกาศกระทรวงสาธารณสุข เรื่อง แบบบัตรประจำตัวพนักงานเจ้าหน้าที่ พ.ศ. 2551 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2868 2011/03/20 20:46:11 ระเบียบและประกาศตามพระราชบัญญัติสุขภาพจิต พ.ศ. ๒๕๕๑ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2868 การบูรณาการดนตรีบำบัดในงานบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2867 ความเป็นมาของดนตรีบำบัด : ดนตรีและวิวัฒนาการของดนตรีสากล; ดนตรีเพื่อความสุนทรีย์, ดนตรีเพื่อการศึกษา, ดนตรีเพื่อการบำบัดรักษา, วิวัฒนาการของดนตรีสากล ความเครียดและผลกระทบต่อร่างกายและจิตใจ; กระบวนการของความเครียด, สาเหตุของความเครียด, ผลกระทบของความเครียดต่อร่างกายและจิตใจ ดนตรีบำบัดเพื่อคุณภาพชีวิต; องค์ประกอบต่างๆ ของดนตรี, ลักษณะเด่นของดนตรีบำบัด, ประโยชน์ของดนตรีบำบัด ดนตรีบำบัด : เรื่องเล่าเร้าพลังและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง; ดนตรีบำบัด : ประสบการณ์ตรงจากผู้แต่งเพลง และผู้นำดนตรีสู่การปฏิบัติ, เรื่องเล่าเร้าพลังจาก ผู้นำดนตรี สู่ การบำบัด, การทำดนตรีบำบัดโดยเปียนโนในผู้ป่วยจิตเภท ดนตรีเพื่อสมาธิบำบัด; ผ่อนคลายและเปิดใจไปกับดนตรี, เรื่องเล่าจากกลุ่มบำบัด, เรื่องเล่าจากโรงพยาบาลท่าวุ้ง, บทสรุปจากผู้เชี่ยวชาญ, งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง ตัวอย่างการนำดนตรีบำบัดและเทคนิคการผ่อนคลายมาใช้เพื่อลดความเจ็บปวดในผู้ป่วยมะเร็ง ประสบการณ์โรงพยาบบาลบ้านหลวง จังหวัดน่าน; พยาธิสรีรวิทยา เภสัชวิทยาและการรักษา, กลไกการเกิดความปวดในผู้ป่วยมะเร็ง, การประเมินความเจ็บ, การจัดการกับความเจ็บปวด, หลักการให้ Three - step analgesic ladder, ข้อมูลความรู้เชิงประจักษ์ที่เกี่ยวข้องกับการประเมินความเจ็บปวดในผู้ป่วยมะเร็งและเทคนิคการผ่อนคลายความเจ็บปวดในผู้ป่วยมะเร็ง, ผลการประเมินผลลัพท์ทางการพยาบาล, สิ่งที่ได้เรียนรู้ ปัญหา และอุปสรรค http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2867 2011/03/20 20:05:39 การบูรณาการดนตรีบำบัดในงานบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2867 มาตรฐานระบบริการที่มีความเป็นเลิศเฉพาะทางนิติจิตเวช http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2857 มาตรฐานระบบริการที่มีความเป็นเลิศเฉพาะทางนิติจิตเวชเล่มนี้เป็นการพัฒนามาตรฐานเพื่อตอบสนองความต้องการของประชาชนผู้ใช้บริการนิติจิตเวช และผู้เกี่ยวข้องโดยใช้กระบวนการจัดการความรู้ สาระสำคัญได้จากประสบการปฏิบัติงานที่มีการพัฒนาต่อยอดมาอย่างต่อเนื่อง ผ่านกระบวนการพิจารณาจากผู้เชี่ยวชาญด้านจิตเวช และกระบวนการยุติธรรม ประกอบด้วยนโยบาย โครงสร้าง องค์ประกอบของทีม กระบวนการตรวจวินิจฉัยบำบัดรักษา ฟื้นฟู บทบาทของสหวิชาชีพ การประเมิน การศึกษาและฝึกอบรม ตัวชี้วัด ตั้วอย่างเอกสารที่เกี่ยวข้อง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2857 2010/12/09 00:54:39 มาตรฐานระบบริการที่มีความเป็นเลิศเฉพาะทางนิติจิตเวช http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2857 เพิ่มประสิทธิภาพในการประเมินและดูแลผู้ป่วยหลังทำ Modified ECT http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2767 แนวคิดการพัฒนา ปัจจุบันสถาบันฯได้ปรับเปลี่ยนการรักษาฯมาเป็นแบบ Modified ECT ในผู้ป่วยทุกราย แต่บุคลากรที่เกี่ยวข้องในกระบวนการรักษาฯ ทุกคนยังคงเฝ้าระวังโอกาสที่อาจเกิดความเสี่ยงต่อผู้ป่วยตลอดเวลา ดังนั้น ทางศูนย์การรักษาด้วยไฟฟ้า สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา จึงรวบรวมวิธีการและเทคนิคต่าง ๆ รวมทั้งการคิดค้นพัฒนานวัตกรรมใหม่ๆ ที่น่าจะเป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วย ซึ่งเป็นวิธีการเพิ่มประสิทธิภาพในการประเมินและดูแลผู้ป่วยหลังทำ modified ECT กระบวนการจัดการความรู้ ดำเนินการตามขั้นตอน ดังนี้ 1. รวบรวมข้อมูล/ปัญหา โดยการสังเกตและพูดคุยสัมภาษณ์ผู้ปฏิบัติงาน 2. ประชุมผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงาน เพื่อร่วมกันวิเคราะห์ปัญหา หาแนวทางแก้ไขและพัฒนาจากประสบการณ์/ ความสำเร็จ ในการปฏิบัติงาน 3. ทบทวนวรรณกรรม รวบรวม ประมวลและกลั่นกรองฐานความรู้ 4. จัดทำแนวปฏิบัติฯ และตรวจสอบความเหมาะสมกับผู้เชี่ยวชาญ 5. ชี้แจงการใช้แนวปฏิบัติฯ ในการประเมินและดูแลผู้ป่วยหลังทำ Modified ECT ในห้องพักฟื้นก่อนส่งกลับตึก 6. เผยแพร่แนวปฏิบัติทางบอร์ด, เอกสาร, จัดอบรมบุคลากรทางการพยาบาล และพูดคุยชี้แจงระหว่างปฏิบัติงาน (On the job training) ผลการจัดการความรู้สรุปได้ดังนี้ การเพิ่มประสิทธิภาพในการประเมินและดูแลผู้ป่วยหลังทำ Modified ECT โดยใช้แนวทางปฏิบัติตามชุดความรู้ที่จัดทำขึ้น สามารถบ่งบอกได้จากผลลัพธ์ที่เกิดขึ้นดังต่อไปนี้ 1. ลดการผูกมัด เน้นความปลอดภัยและความสุขสบายของผู้ป่วย 2.พยาบาลและผู้ช่วยเหลือคนไข้เกิดทักษะความชำนาญในการดูแลผู้ป่วยหลังให้การรักษาด้วยไฟฟ้าชนิดใช้ยาระงับความรู้สึก 3.ผู้ป่วยมีความปลอดภัยทั้งขณะอยู่ในห้องพักฟื้นและเคลื่อนย้ายกลับตึก 4.เกิดการประสานเชื่อมโยงให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องได้รับทราบและร่วมกันแก้ไขปัญหา เนื่องจากผู้ให้การดูแลจะได้รับทราบปัญหาทุกอย่างที่เกิดกับผู้ป่วย ซึ่งเป็นประโยชน์ต่อการดูแลต่อเนื่อง 5. เพิ่มศักยภาพของบุคลากรทางการพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยหลังทำ m.ECT 6. ไม่เกิดอุบัติการณ์ : ตกเตียง, Hypoxia / สถิติการผูกมัดผู้ป่วย ลดลง 7. มีแนวทางและเกณฑ์ในการปฏิบัติการดูแลผู้ป่วยหลังทำ m.ECT ในห้องพักฟื้นก่อนส่งผู้ป่วยกลับตึก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2767 2010/09/05 20:45:25 เพิ่มประสิทธิภาพในการประเมินและดูแลผู้ป่วยหลังทำ Modified ECT http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2767 แบบคัดกรองผู้ป่วย PIP http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2764 แนวคิดการพัฒนา โดยทั่วไปร่างกายต้องการน้ำวันละ 1500 – 3000 ซี.ซี. ขึ้นอยู่กับภูมิอากาศแต่ละท้องถิ่น แต่การดื่มน้ำมากผิดปกติเกินกว่าวันละ 3,000 - 10,000 ซีซี จะ ทำให้เกิดภาวะน้ำเป็นพิษ ซึ่งเป็นภาวะที่ร่างกายมีโซเดียมในเลือดต่ำกว่าปกติในระดับน้อยถึงน้อยที่สุด ส่งผลให้ผู้ป่วยมีอารมณ์หงุดหงิด สับสนเดินเซ กลั้นปัสสาวะไม่ได้ อาเจียนเป็นน้ำและอาจชักหมดสติและถึงแก่ชีวิต การดื่มน้ำมากผิดปกติมักพบในผู้ป่วยโรคจิตเรื้อรังซึ่งดื่มน้ำมากเนื่องอาการทางจิตหรือเกิดจากการกระหายน้ำซึ่งเป็นผลข้างเคียงของยารักษาโรคจิต ทำให้ผู้ป่วยมีอาการปากแห้ง คอแห้ง และมักได้รับคำแนะนำจากแพทย์ พยาบาลว่าให้ดื่มน้ำมากๆ เมื่อไม่สามารถควบคุมการดื่มน้ำได้ทำให้เกิดอาการน้ำเป็นพิษ ซึ่งการดำเนินอาการเหล่านี้สามารถคาดเดาได้ แต่ปัญหาสำคัญ คือ การที่ผู้ป่วยได้รับการค้นพบล่าช้า จะรู้ว่ามีปัญหาก็ต่อเมื่อปรากฏอาการรุนแรง ดังนั้นการจัดการความรู้จะช่วยให้ให้บุคลากรภายในหอผู้ป่วยได้มีแบบประเมินเพื่อคัดกรองผู้ป่วยที่มีแนวโน้มจะมีปัญหาดื่มน้ำเกินปกติ และให้การดูแลก่อนเกิดอันตราย กระบวนการจัดการความรู้ ดำเนินการตามขั้นตอนเริ่มจากการรวบรวมความรู้ที่เกี่ยวข้องจาก Explicit knowledge ได้แก่ เอกสาร ตำรา สื่ออิเลคทรอนิคส์ และจาก Tacit knowledge คือประสบการณ์ความรู้จากตัวบุคคลที่มีความเชี่ยวชาญ โดยใช้กระบวนการผ่านการเล่าเรื่อง จากนั้นได้ใช้ความรู้และทักษะดังกล่าวมารวบรวม สังเคราะห์ เป็นประเด็นความรู้และทักษะที่สำคัญ ให้ผู้ปฏิบัติงานนำไปใช้ในการประเมินเพื่อคัดกรองผู้ป่วยที่มีความเสี่ยงต่อปัญหาดื่มน้ำมากเกินปกติ เพื่อให้การดูแลอย่างเหมาะสมก่อนเกิดอันตราย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2764 2010/09/05 20:45:25 แบบคัดกรองผู้ป่วย PIP http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2764 คู่มือจัดกิจกรรมการเสริมสร้างพลังอึด ฮึด สู้ ในชุมชน (ฉบับปรับปรุง) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2762 บทนำพลังสุขภาพจิต แผนการจัดกิจกรรมที่ 1 เรื่อง หลอมรวมใจเป็นหนึ่งเดียว เพื่อเปิดประตูชุมชน สู่พลังอึด ฮึด สู้ แผนการจัดกิจกรรมที่ 2 เรื่อง มารู้จักชุมชนของเรากันเถอะ แผนการจัดกิจกรรมที่ 3 เรื่อง ร่วมแรงร่วมใจ จับมือผู้นำ หาทีมร่วมทำ สร้างสุขให้ชุมชนของเรา แผนการจัดกิจกรรมที่ 4 เรื่อง สร้างชุมชน ให้เกิดพลังอึด ฮึด สู้ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2762 2010/09/05 20:45:25 คู่มือจัดกิจกรรมการเสริมสร้างพลังอึด ฮึด สู้ ในชุมชน (ฉบับปรับปรุง) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2762 คู่มือการเสริมสร้างพลังสุขภาพจิตสำหรับสถานศึกษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2761 บทที่ 1 บทนำพลังสุขภาพจิต บทที่ 2 ประเมินพลังสุขภาพจิตด้วยตนเอง บทที่ 3 ปัจจัยที่มีผลต่อการเสริมสร้างพลังสุขภาพจิต บทที่ 4 แนวทางในการเสริมสร้างพลังสุขภาพจิต บทที่ 5 ครูผู้เสริมสร้างพลังสุขภาพจิต บทที่ 6 แนวทางการจัดกิจกรรมเสริมสร้างพลังสุขภาพจิตในสถานศึกษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2761 2010/09/05 20:45:25 คู่มือการเสริมสร้างพลังสุขภาพจิตสำหรับสถานศึกษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2761 คู่มืออบรมและจัดกิจกรรมการเสริมสร้างพลังสุขภาพจิตในสถานประกอบการ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2760 บทนำพลังสุขภาพจิต แผนการอบรมที่ 1 เรื่อง จะอยู่อย่างไรในวิกฤต แผนการอบรมที่ 2 เรื่อง เลือกมอง เลือกคิด ลดวิกฤตในใจคน แผนการอบรมที่ 3 เรื่อง เตรียมใจไว้สู้ แผนการอบรมที่ 4 เรื่อง การสร้างพลังสุขภาพจิตเพื่อฝ่าวิกฤต เกมและกิจกรรมเพื่อเสริมสร้างพลังสุขภาพจิต กิจกรรมที่ 1 เพิ่มพลังอึด (ถังมหาสมบัติ) กิจกรรมที่ 2 เพิ่มพลังฮึด (เซียมซีมหัศจรรย์) กิจกรรมที่ 3 เพิ่มพลังสู้ (พลังใจให้เต็มร้อย) กิจกรรมที่ 4 เพิ่มพลังสู้ (ตกขวด) กิจกรรมที่ 5 เพิ่มพลังอึด (เล่นแล้วเย็น) กิจกรรมที่ 6 เพิ่มพลังสู้ (ไม่ลองไม่รู้) กิจกรรมที่ 7 เพิ่มพลังฮึด (วัดระดับกำลังใจ) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2760 2010/09/05 20:45:25 คู่มืออบรมและจัดกิจกรรมการเสริมสร้างพลังสุขภาพจิตในสถานประกอบการ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2760 คู่มือการให้การปรึกษาเพื่อเสริมสร้างพลังสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2759 บทที่ 1 ปฏิกิริยาทางจิตใจของผู้ประสบภาวะวิกฤตในชีวิต บทที่ 2 พลังสุขภาพจิต บทที่ 3 การประเมินพลังสุขภาพจิต บทที่ 4 การเสริมสร้างพลังสุขภาพจิต: อึด ฮึด สู้ บทที่ 5 การให้การปรึกษาเพื่อเสริมสร้างพลังสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2759 2010/09/05 20:45:25 คู่มือการให้การปรึกษาเพื่อเสริมสร้างพลังสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2759 แบบประเมินพลังสุขภาพจิต ฉบับ 50 ข้อ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2758 แบบประเมินพลังสุขภาพจิต (ฉบับเต็ม) มีจำนวนข้อคำถาม 50 ข้อ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2758 2010/09/05 20:45:25 แบบประเมินพลังสุขภาพจิต ฉบับ 50 ข้อ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2758 แบบประเมินพลังสุขภาพจิต ฉบับ 20 ข้อ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2757 แบบประเมินพลังสุขภาพจิต (ฉบับย่อ) มีจำนวนข้อคำถาม 20 ข้อ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2757 2010/09/05 20:45:25 แบบประเมินพลังสุขภาพจิต ฉบับ 20 ข้อ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2757 คู่มือ เปลี่ยนร้ายกลายเป็นดี: พลังสุขภาพจิต (RQ: Resilience Quotient) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2756 บทนำ ภาวะวิกฤตเป็นส่วนหนึ่งของชีวิตคน บทที่ 1 ทุกชีวิตมีวิกฤต ทุกวิกฤตมีโอกาส บทที่ 2 RQ พลังสุขภาพจิตที่พาเราก้าวผ่านวิกฤต บทที่ 3 องค์ประกอบของพลังสุขภาพจิต บทที่ 4 การตรวจเช็คพลังสุขภาพจิต บทที่ 5 การเสริมสร้างพลังสุขภาพจิต บทที่ 6 การใช้พลังสุขภาพจิตรับมือกับวิฤตเชิงปฏิบัติ บทที่ 7 การช่วยเหลือคนใกล้ตัวที่อยู่ในภาวะวิกฤต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2756 2010/09/05 20:45:25 คู่มือ เปลี่ยนร้ายกลายเป็นดี: พลังสุขภาพจิต (RQ: Resilience Quotient) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2756 คู่มือความรู้เรื่องพลังสุขภาพจิต สำหรับประชาชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2755 ประกอบด้วยหัวเรื่องต่างๆ เหล่านี้ เริ่มต้นอย่างไรเมื่อใจเป็นศูนย์, คิดอย่างไรให้ใ้จเข้มแข็ง, รับมือกับสถานการณ์ฉุกเฉิน, ขจัดความคิดทางลบ, คนคุณภาพ, ที่พึ่งทางใจ, ล้มแล้วต้องลุก, เพลงปลุกใจ, อกหักทำอย่างไรดี?, ปัญหาเศรษฐกิจ, คิดอย่างไรเมื่อตกงาน, เมื่อคนที่เีรารักจากไป, คิดอย่างไรไม่ให้ทุกข์มาก, พลังสุขภาพจิตช่วยพิชิตโรคร้าย, เมื่อหัวใจไม่พิการ, ก้าวแรกสูู่การเสริมสร้างพลังใจวัยเด็ก, สร้างเสริมเด็กน้อยหัวใจแกร่ง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2755 2010/09/05 20:45:25 คู่มือความรู้เรื่องพลังสุขภาพจิต สำหรับประชาชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2755 โปรแกรมประเมินพลังสุขภาพจิต ฉบับ 20 ข้อ และ 50 ข้อ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2754 โปรแกรมประเมินพลังสุขภาพจิต ประกอบด้วยโปรแกรมการประเมินพลังสุขภาพจิต 2 ฉบับ โปรแกรมฉบับย่อมีจำนวนข้อคำถาม 20 ข้อ และโปรแกรมฉบับเต็มมีจำนวนข้อคำถาม 50 ข้อ สามารถเลือกทำฉบับใดก็ได้ นอกจากนี้โปรแกรมประเมินนี้ยังประกอบด้วยความรู้เรื่องพลังสุขภาพจิตเพื่อให้ผู้สนใจได้ศึกษาหาความรู้ด้วย โดยให้ download ไฟล์ fulltext ที่แนบนี้เป็นเอกสารประกอบโปรแกรม และให้ download ไฟล์สื่อ media ที่แนบนี้ (RM-t1330674461.flv) ต้องเปลี่ยนนามสกุลของไฟล์จาก flv file เป็น zip file แล้วต้องไปแตกไฟล์นามสกุล exe file จึงจะสามารถรันด้วย Flash player ได้ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2754 2010/09/05 20:45:25 โปรแกรมประเมินพลังสุขภาพจิต ฉบับ 20 ข้อ และ 50 ข้อ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2754 แผ่นซีดีเสียง พลังสุขภาพจิต: พลังใจไขปัญหาชีวิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2753 พลังสุขภาพจิต: พลังใจไขปัญหาชีวิต ประกอบด้วยหัวข้อ 1. พลังสุขภาพจิตคืออะไร 2. คุณมีพลังสุขภาพจิตมากน้อยเพียงใด 3. จะเสริมสร้งพลังสุขภาพจิตได้อย่างไร 4. เมื่อมีปัญหาชีวิตจะพิชิตได้อย่างไร 5. จะช่วยเหลือคนใกล้ชิดที่มีปัญหาชีวิตอย่างไร 6. ทำอย่างไรจึงจะดำเนินชีวิตได้อย่างมีความสุข โดยมีไฟล์ media clip ที่แนบให้ download นั้นเป็นตัวอย่างไฟล์ที่ 1 ใน 6 ไฟล์เสียง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2753 2010/09/05 20:45:25 แผ่นซีดีเสียง พลังสุขภาพจิต: พลังใจไขปัญหาชีวิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2753 การออกกำลังเพื่อลดภาวะท้องผูกในผู้ป่วยจิตเวช http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2752 แนวคิดการพัฒนา ผู้ป่วยจิตเวชจำเป็นต้องได้รับการรักษาด้วยยาซึ่งยาจิตเวชบางชนิดนอกจากจะส่งผลให้เกิดอาการท้องผูกแล้ว ยังส่งผลให้การเคลื่อนไหวของผู้ป่วยลดลงเป็นการส่งเสริมอาการท้องผูกมากยิ่งขึ้น อาจทำให้ต้องใช้ยาระบายเป็นประจำ เป็นเหตุให้ลำไส้ทำงานน้อยลง จนเกิดความเคยชินกระทั่งการใช้ยาระบายอาจใช้ไม่ได้ผลในภายหลัง ส่งผลให้เกิดอาการท้องผูกเรื้อรังตามมา จากสาเหตุข้างต้น การออกกำลังกายเป็นประจำ /การมีสมรรถภาพร่างกายที่ดี หรือการเคลื่อนไหวร่างกายในกิจวัตรประจำวันอยู่เสมอ เป็นส่วนหนึ่งที่จะช่วยคงการทำงานของลำไส้ให้เคลื่อนไหวได้ดี กระบวนการจัดการความรู้ ดำเนินการตามขั้นตอนของกระบวนการจัดการความรู้ เริ่มจากประชุมรวบรวมความคิดเห็นจาก พยาบาล, ผู้ช่วยเหลือคนไข้หอผู้ป่วยเฟื่องฟ้า, โภชนาการ และนักกายภาพบำบัด เกี่ยวกับความรู้ที่ต้องการ เพื่อลดภาวะท้องผูกในผู้ป่วยจิตเวช จากนั้นทีมนักกายภาพบำบัดร่วมกันแสวงหาความรู้ และจัดทำชุดความรู้เรื่อง การออกกำลังกาย เพื่อลดภาวะท้องผูก นำไปทดลองใช้กับผู้ป่วยหอผู้ป่วยเฟื่องฟ้า เป็นเวลา 1 เดือน แล้วประเมินผลลัพธ์มาปรับปรุงโปรแกรม จากนั้นนำไปทดลองซ้ำในหอผู้ป่วยจิตเวชหญิง แล้วจึงประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผลการใช้โปรแกรมการออกกำลังกาย นำความคิดเห็นมาปรับปรุงเป็นชุดความรู้ ฉบับสมบูรณ์ เผยแพร่เพื่อการใช้ประโยชน์ ผลการจัดการความรู้สรุปได้ดังนี้ ท่าบริหารร่างกายเพื่อแก้ปัญหาท้องผูก ท่าที่ 1 ก้ม/แอ่นตัว ยืด-หด กล้ามเนื้อเพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวสันหลังและช่องท้อง ท่าที่ 2 เอียงตัว ยืด-หด กล้ามเนื้อเพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวลำตัวด้านข้าง ท่าที่ 3 บิดเอว ยืด-หด กล้ามเนื้อเพื่อเพิ่มการเคลื่อนไหวแบบ Twist โดยใช้กล้ามเนื้อบิดลำตัว ท่าที่ 4 หมุนเอว เพิ่มการเคลื่อนไหวช่วงลำตัวแบบ circumduction โดยใช้กล้ามเนื้อรอบลำตัว ท่าที่ 5 ก้มแตะสลับ รวมท่าที่ 1 กับ ท่าที่ 3 ท่าที่ 6 ย่ำเท้ายกเข่าสูง เพิ่มการเคลื่อนไหวช่องท้อง ท่าที่ 7-9 เตะขา (ข้าง/หน้า/หลัง) เพิ่มการเคลื่อนไหวช่องท้อง ร่วมกับเพิ่มสมรรถภาพร่างกาย โดยใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่(กล้ามเนื้อตะโพก และต้นขาด้านข้าง) ท่าที่ 10 วิ่งเหยาะ กระตุ้นให้อุจจาระเคลื่อนตัวเร็วขึ้น ท่าที่ 11 ย่ำเท้า เพื่อชะลอการทำงานของร่างกายให้เข้าสู่ภาวะปกติ(Cool down) จากอาการหอบเหนื่อยเนื่องจากการวิ่งเหยาะ ท่าที่ 12 นวดท้อง เร่งการเคลื่อนตัวของอุจจาระ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2752 2010/09/05 20:45:25 การออกกำลังเพื่อลดภาวะท้องผูกในผู้ป่วยจิตเวช http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2752 แนวทางปฏิบัติการสื่อสารกับลูกวัยรุ่น http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2751 แนวคิดการพัฒนา วัยรุ่นเป็นวัยที่มีการเปลี่ยนแปลงของพัฒนาการอย่างมากมายทั้งทางด้านร่างกาย จิตใจและสังคมซึ่งส่วนใหญ่เป็นผลมาจากฮอร์โมนเพศ เป็นวัยที่ค้นหาเอกลักษณ์ของตนเอง ต้องการพัฒนาความเป็นตัวของตัวเอง ดังนั้นการสื่อสารพูดคุยถึงวัยรุ่นจึงแตกต่างจากที่เคยปฏิบัติมาเมื่อเขายังเป็นเด็ก ซึ่งเป็นสิ่งที่พ่อแม่ต้องตระหนักและให้ความสำคัญ หากพ่อแม่สื่อสารกับวัยรุ่นได้อย่างเหมาะสม จะช่วยทำให้วัยรุ่นสามารถปรับตัวผ่านพ้นช่วงวัยรุ่นที่อาจต้องเจอความเสี่ยงและปัญหาต่างๆ ในสังคมพัฒนาไปเป็นผู้ใหญ่ที่ดีได้ การสื่อสารที่เหมาะสมนั้นๆ ควรให้คำพูดที่แสดงออกถึงความรู้สึก ความต้องการของตนเองอย่างชัดเจน เป็นต้น คำพูดที่ทำให้เกิดความรู้สึกที่ดีแก่วัยรุ่นโดยเนื้อหาที่พูดต้องชัดเจน สื่อได้ตรงประเด็นและตรงกับบุคคลเป้าหมาย สร้างความภาคภูมิใจให้เกิดขึ้นต่อวัยรุ่น แม้จะมีพฤติกรรมหรือสถานการณ์บางอย่างที่ทำให้พ่อแม่ไม่พอใจ พ่อแม่ควรระงับอารมณ์และใช้วิธีการพูดที่จะช่วยให้เกิดความเข้าใจและความสัมพันธ์ที่ดีต่อกัน ระหว่างพ่อแม่และวัยรุ่น ดังนั้นจึงพัฒนาการจัดการความรู้ในเรื่องการสื่อสารกับวัยรุ่น กระบวนการจัดการความรู้ ดำเนินการตามขั้นตอนกระบวนการจัดการความรู้ เริ่มจากประชุมระดมสมองกำหนดรายการความรู้ที่จะนำมาจัดการความรู้โดยการวิเคราะห์กระบวนการหลัก จากนั้นรวบรวมความรู้ด้วยการจัดประชุมแลกเปลี่ยนเรียนรู้ จากะสบการณ์การปฏิบัติงานและภูมิปัญญาของผู้รู้รวมทั้งการประชุมบุคลากรกลุ่มงานจิตเวชวัยรุ่น ทีมสหวิชาชีพ ผู้ป่วยจิตเวชวัยรุ่น ญาติผู้ป่วย แล้วนำความรู้ที่ได้มาจัดทำเป็นเอกสารแนวทางการทำงานเผยแพร่ให้ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงาน ทดลองใช้ เมื่อได้ข้อเสนอแนะจึงนำมาปรับปรุงเป็นชุดความรู้ฉบับสมบูรณ์เผยแพร่ใช้ในการปฏิบัติงานประจำในทุกหอผู้ป่วยที่เกี่ยวข้อง ผลการจัดการความรู้สรุปได้ดังนี้ แนวทางการการสื่อสารกับลูกวัยรุ่น มีประเด็นความรู้ที่สำคัญ ดังนี้ 1.สาเหตุที่ทำให้พ่อแม่กับลูกพูดคุยกันไม่รู้เรื่อง 2.ทำตัวให้เป็นพ่อแม่ที่ลูกอยากได้ 3.การสื่อสารในครอบครัวให้มีประสิทธิภาพ 4.พูดอย่างไรให้ลูกอยากฟัง ฝึกการเจรจาอย่างสร้างสรรค์ รู้เท่าทันอารมณ์ตนเองและลูก คุยให้ถูกเวลา ให้เกียรติในความคิดเห็น พูดภาษากาย 5.เทคนิคในการพูดกับลูกวัยรุ่น 6.เคล็ดลับในการใช้ภาษา ท่าทาง คุยกับลูก 7.กรณีตัวอย่างของการสื่อสารในครอบครัว http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2751 2010/09/05 20:45:25 แนวทางปฏิบัติการสื่อสารกับลูกวัยรุ่น http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2751 แนวทางปฏิบัติการจัดการผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมรุนแรง โดยใช้เทคนิคการสื่อสาร http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2750 แนวคิดการพัฒนา ผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมรุนแรง จะเกิดผลกระทบให้เกิดอันตรายต่อตัวผู้ป่วยอื่น บุคลากร หรือต่อตัวผู้ป่วยเอง รวมทั้งอาจเกิดความเสียหายต่อทรัพย์สินของโรงพยาบาล ดังนั้น การที่จะลดพฤติกรรมรุนแรงของผู้ป่วยจิตเวชได้นั้น บุคลากรทางการพยาบาลจึงมีส่วนสำคัญ ที่จะช่วยลดพฤติกรรมรุนแรงของผู้ป่วยโดยมุ่งเน้น ทักษะในการสื่อสารกับผู้ป่วย ซึ่งถือว่าเป็นการบำบัดรักษาอย่างหนึ่ง ในการดูแลผู้ป่วยจิตเวช ให้ผู้ป่วยสามารถมองสาเหตุและปัญหาของตนเองได้ ยอมรับปัญหาที่เกิดกับตนเอง ได้ไตร่ตรองความคิด และหาแนวทางแก้ไขปัญหาในทางที่สร้างสรรค์ หรือเหมาะสมกับสถานการณ์ ซึ่งจะช่วยลดอุบัติการณ์ / ความเสี่ยงต่างๆ ในหอผู้ป่วย ดังนั้นการนำการจัดการความรู้ ในเรื่อง เทคนิคการสื่อสารในการจัดการผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมรุนแรง มาพัฒนาการปฏิบัติงานในการดูแลและจัดการผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมรุนแรง จึงเป็นประโยชน์ต่อผู้ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วย ให้สามารถดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่มีพฤติกรรมรุนแรงได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น เกิดความปลอดภัย และลดอุบัติการณ์ / ความเสี่ยง กระบวนการจัดการความรู้ ดำเนินการรวบรวมความรู้ ทักษะการดูแลผู้ป่วยจิตเวชและผู้ป่วย MR c Psychosis ที่มีปัญหาด้านอารมณ์ พฤติกรรมรุนแรง โดยเน้นด้านการสื่อสาร และประชุมกลุ่มแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงานเพื่อสกัดความรู้จากประสบการณ์เดิมที่มีการดูแลผู้ป่วยแล้วประสบผลสำเร็จ และมีประสิทธิภาพ รวมทั้งแสวงหาความรู้จากการวิเคราะห์สถานการณ์จริงที่เกิดขึ้นในหอผู้ป่วย จากนั้นนำความรู้ที่รวบรวมได้ทั้งหมดมาจัดทำเป็นเอกสารคู่มือการปฏิบัติงานในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลการจัดการความรู้สรุปได้ดังนี้ เทคนิคการสื่อสารในการจัดการผู้ป่วยจิตเวชที่มีพฤติกรรมรุนแรง 1.เทคนิคที่ช่วยส่งเสริมให้ผู้ป่วยรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่า 2.เทคนิคในการกระตุ้นผู้ป่วยให้พูดระบายความคิด ความรู้สึกของตนเอง 3.เทคนิคในการกระตุ้นให้ผู้ป่วยเป็นฝ่ายนำในการสนทนา และทำให้การสนทนาดำเนินต่อไปได้ 4.เทคนิคการกระตุ้นให้ผู้ป่วย คิด และไตร่ตรองเรื่องราวของเขาใหม่ 5.เทคนิคในการส่งเสริมให้ทั้งสองฝ่ายเกิดความเข้าใจตรงกัน เทคนิคการสื่อสารในการจัดการผู้ป่วยปัญญาอ่อนที่มีอาการทางจิตและมีพฤติกรรมรุนแรง 1.เทคนิคการสื่อสาร การใช้น้ำเสียงลดพฤติกรรมรุนแรง 2.การใช้ความใกล้ชิดลดพฤติกรรมรุนแรง 3.การการเสริมแรงทางบวก ลดพฤติกรรมรุนแรง 4.การเสริมแรงทางลบเพื่อไม่ให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่ต้องการ 5.เทคนิคการฝึกเพื่อส่งเสริม/เบี่ยงเบนพฤติกรรมที่ไม่พึงประสงค์อื่นๆ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2750 2010/09/05 20:45:25 แนวทางปฏิบัติการจัดการผู้ป่วยที่มีพฤติกรรมรุนแรง โดยใช้เทคนิคการสื่อสาร http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2750 แนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันญาติทอดทิ้งผู้ป่วยจิตเวช http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2749 แนวคิดการพัฒนา ปัญหาญาติทอดทิ้งผู้ป่วยในโรงพยาบาลเป็นปัญหาสำคัญที่มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้น ส่งผลให้มีผู้ป่วยจิตเวชตกค้างอยู่ในโรงพยาบาลเป็นจำนวนมาก โรงพยาบาลต้องรับภาระในการดูแลผู้ป่วย และจำเป็นต้องส่งผู้ป่วยเข้าสถานสงเคราะห์ ทำให้ผู้ป่วยขาดโอกาสในการดำรงชีวิตอยู่ในสังคมปกติ นักสังคมสงเคราะห์จึงดำเนินการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกับทีมสหวิชาชีพ จัดทำแนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันญาติทอดทิ้งผู้ป่วยจิตเวช เพื่อลดอัตราการทอดทิ้งผู้ป่วยจิตเวชของญาติ กระบวนการจัดการความรู้ ดำเนินการตามขั้นตอนเริ่มจากประชุมระดมสมองกำหนดรายการความรู้ที่จะนำมาจัดการความรู้ จากนั้นรวบรวมความรู้ด้วยการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างนักสังคมสงเคราะห์ทุกคนในสถาบันฯ และสัมภาษณ์ประสบการณ์ความรู้จากนักสังคมสงเคราะห์, พยาบาลของโรงพยาบาลศรีธัญญา เพื่อแสวงหาความรู้จากประสบการณ์/บทเรียน/ความสำเร็จจากการปฏิบัติงาน แล้วนำความรู้ที่ได้มาจัดทำเป็นเอกสารให้ผู้ปฏิบัติงานในหน่วยงาน ทดลองใช้ เมื่อได้ข้อเสนอแนะจึงนำมาปรับปรุงเป็นแนวทางปฏิบัติฉบับสมบูรณ์เผยแพร่ใช้ในการปฏิบัติงานแก่หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลการจัดการความรู้สรุปได้ดังนี้ แนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันญาติทอดทิ้งผู้ป่วยจิตเวชประกอบด้วยความรู้ 2 ส่วน ส่วนที่ 1 เป็นข้อสังเกตที่แสดงว่าญาติมีแนวโน้มทอดทิ้งผู้ป่วย ได้แก่ ญาติมีปัญหาในการดูแลผู้ป่วย ผู้ป่วยไม่มีญาตินำส่งโรงพยาบาล พฤติกรรมของญาติ ปัญหาพฤติกรรมของผู้ป่วยขณะอยู่บ้าน ปัญหาการเข้าถึงบริการ ส่วนที่ 2 เป็นทักษะ เทคนิควิธีการในการป้องกัน หรือจูงใจไม่ให้ญาติทอดทิ้งผู้ป่วย ได้แก่ สร้างสัมพันธภาพกับญาติ สำรวจข้อมูลของผู้ป่วยและญาติ ประสานทรัพยากร/เครือข่าย แนวทาง/วิธีการพูดคุยกับญาติ เตรียมผู้ป่วยก่อนจำหน่าย และ เตรียมชุมชนก่อนจำหน่าย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2749 2010/09/05 20:45:25 แนวทางปฏิบัติเพื่อป้องกันญาติทอดทิ้งผู้ป่วยจิตเวช http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2749 เกร็ดความรู้ คิดและทำ นำผู้ป่วยสู่สังคม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2747 แนวคิดการพัฒนา กลุ่มงานโรงพยาบาลกลางวันเห็นความสำคัญของการเรียนรู้จากประสบการณ์จริงของผู้ป่วยและญาติในการดูแลตนเองของผู้ป่วย และการดูแลผู้ป่วยของญาติ ที่สามารถดำเนินชีวิตอยู่ในครอบครัวและสังคมอย่างมีคุณภาพชีวิตและไม่กลับมาป่วยซ้ำ จึงดำเนินการจัดการความรู้ขึ้น เพื่อขยายโอกาสให้ผู้ป่วยและญาติที่บำบัดรักษาอยู่ และที่จำหน่ายไปแล้ว ได้แลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์ซึ่งกันและกัน เป็นการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและลดการป่วยซ้ำของผู้ป่วย รวมทั้งเน้นการเชื่อมสัมพันธภาพที่ดีในครอบครัวระหว่างผู้ป่วยและญาติ นอกจากนี้ยังเป็นแนวทางให้บุคลากรได้แนวคิดในการช่วยเหลือผู้ป่วยและญาติได้อย่างมีประสิทธิภาพต่อไป กระบวนการจัดการความรู้ ดำเนินการตามขั้นตอนเริ่มจากประชุมระดมสมองกำหนดรายการความรู้ที่จะนำมาจัดการความรู้ ได้แก่ การดูแลผู้ป่วยขณะรับการบำบัด และการทำงานเป็นทีมสหวิชาชีพจากนั้นรวบรวมความรู้ด้วยการอภิปรายแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของทีมสหวิชาชีพ เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ประสบการณ์/บทเรียนความสำเร็จจากการปฏิบัติงาน และการสัมภาษณ์ผู้ป่วยและญาติที่เคยรับการรักษาแล้วกลับไปใช้ชีวิตในสังคมได้ดีที่มาร่วมกิจกรรมเชื่อมความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่วยและญาติในพิธีรดน้ำขอพรผู้อาวุโส เนื่องในโอกาสวันสงกรานต์ แล้วนำความรู้ที่ได้มาจัดทำเป็นเอกสารชุดความรู้ให้ผู้เชี่ยวชาญตรวจสอบเชิงวิชาการก่อนให้ผู้ปฏิบัติงานในหน่วย ทดลองใช้ เมื่อได้ข้อเสนอแนะจึงนำมาปรับปรุงเป็นชุดความรู้ฉบับสมบูรณ์ใช้ในการปฏิบัติงานประจำในหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ผลการจัดการความรู้สรุปได้ดังนี้ ได้เกร็ดความรู้เพื่อการปฏิบัติงาน ประกอบด้วย เรื่อง “Day เมื่อวันวาน” เรื่อง “ฝ่าลม ผ่านฝน จนถึงวันนี้” เรื่อง “มุมมองการบำบัดรักษาแบบโรงพยาบาลกลางวันในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต” เรื่อง “คิดและทำ นำผู้ป่วยสู่สังคม” http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2747 2010/09/05 20:45:25 เกร็ดความรู้ คิดและทำ นำผู้ป่วยสู่สังคม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2747 แนวทางการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำเป็นพิษ (PIP) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2746 แนวคิดการพัฒนา การนำการจัดการความรู้ มาพัฒนาการปฏิบัติงานในการดูแลผู้ป่วยโรคจิตเวชที่มีภาวะน้ำเป็นพิษ จะเป็นประโยชน์ต่อบุคลากรทางการพยาบาล และต่อตัวผู้ป่วย เพื่อป้องกันไม่ให้ผู้ป่วยเกิดอันตรายถึงชีวิต และได้เลือกประเด็นการจัดการความรู้ในเรื่อง เทคนิคการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำเป็นพิษ (PIP) เพื่อที่จะเป็นแนวทางในการนำไปใช้ดูแลผู้ป่วยจิตเวชให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น และผู้ป่วยได้รับความปลอดภัย กระบวนการจัดการความรู้ ดำเนินการตามขั้นตอนเริ่มจากประชุมระดมสมองกำหนดรายการความรู้ที่จะนำมาจัดการความรู้ จากนั้นรวบรวมความรู้ด้วยการจัดเวทีแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากพยาบาลและผู้ช่วยเหลือคนไข้เพื่อสรุปประสบการณ์/บทเรียนความสำเร็จจาการปฏิบัติงาน รวมทั้งการสัมภาษณ์ผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำเป็นพิษ แล้วนำความรู้ที่ได้มาจัดทำเป็นเอกสารชุดความรู้เผยแพร่ให้ผู้ปฏิบัติงานในหอผู้ป่วยสามัญชาย และพิเศษชาย ทดลองใช้ เมื่อได้ข้อเสนอแนะจึงนำมาปรับปรุงเป็นชุดความรู้ฉบับสมบูรณ์ใช้ในการปฏิบัติงานประจำในทุกหอผู้ป่วยที่เกี่ยวข้อง ผลการจัดการความรู้สรุปได้ดังนี้ แนวทางการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำเป็นพิษ(PIP)ประกอบด้วยความรู้สำหรับบุคลากรและความรู้สำหรับผู้ป่วย ด้านบุคลากรเป็นแนวทางในการดูแลผู้ป่วยตั้งแต่แนวทางการรับผู้ป่วย การวางแผนให้การพยาบาล และการดูแลผู้ป่วย โดยนำเสนอแนวทางจากสถานการณ์ที่เกิดขึ้นจริงในหอผู้ป่วย รวมทั้งเทคนิคที่ดีในการให้ความรู้เรื่องภาวะน้ำเป็นพิษแก่ผู้ป่วยในกลุ่มกิจกรรม สำหรับด้านผู้ป่วยเป็นแนวทางในการดูแลตนเองเพื่อป้องกันการดื่มน้ำมากประกอบด้วย วิธีการเลือกรับประทานอาหาร การบันทึกน้ำดื่ม และการปฏิบัติตัวในชีวิตประจำวัน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2746 2010/09/05 20:45:25 แนวทางการดูแลตนเองสำหรับผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำเป็นพิษ (PIP) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2746 การประเมินภาวะสับสนเฉียบพลัน (Delirium) ในผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉิน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2745 แนวคิดการพัฒนา สถิติของผู้ที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรค Delirium ที่ไม่ใช่มาจากแอลกอฮอล์ ในปีงบประมาณ 2548, 2549 และ2550 มีจำนวน 77ราย, 115 ราย และ 127 รายตามลำดับ และโรค Delirium ที่มีสาเหตุจากแอลกอฮอล์ในปีงบประมาณ 2548, 2549 และ2550 มีจำนวน 55ราย, 526 ราย และ 444 ราย ตามลำดับ ซึ่งพบว่ามีแนวโน้มสูงขึ้นเรื่อยๆ ดังนั้นถ้าสามารถประเมินภาวะ Delirium ได้ตั้งแต่งานจิตเวชฉุกเฉิน จะช่วยให้ผู้ป่วยได้รับการดูแลรักษาที่เหมาะสม ลดความเสี่ยงที่อาจเกิดอันตรายกับชีวิตผู้ป่วยได้ งานจิตเวชฉุกเฉิน กลุ่มงานผู้ป่วยนอก จึงจัดทำการจัดการความรู้ เรื่อง แบบประเมินภาวะสับสนเฉียบพลัน (Delirium) ในผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉิน กระบวนการจัดการความรู้ ดำเนินการตามขั้นตอน 1. การทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง (Explicit knowledge) 2. กิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (COPs) (Tacit knowledge) การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ในหน่วยงาน / การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างหน่วยงาน 3. จัดทำแบบประเมินประเมินภาวะสับสนเฉียบพลัน(Delirium) 3.1 สกัดความรู้ที่ได้จากการทบทวนวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง (Explicit knowledge) และกิจกรรมการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ (COPs) (Tacit knowledge) และจัดทำแบบประเมินภาวะสับสนเฉียบพลัน (Delirium) สำหรับผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉิน 3.2 ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา 3.3 นำไปใช้ 4. สรุปและเสนอแนะ 5. จัดทำรายงานการจัดการความรู้และเผยแพร่ ผลการจัดการความรู้สรุปได้ดังนี้ การจัดการความรู้เรื่อง การประเมินภาวะสับสนเฉียบพลัน(delirium)ในผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉิน พบว่าจากการนำแบบประเมินไปใช้กับผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉินที่มารับบริการทั้งในและนอกเวลาราชการ ตั้งแต่ มกราคม 2552 ถึง เมษายน 2552 จำนวน 200 ราย ในจำนวนนี้มีผู้ป่วย 11 ราย (5.5%) ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น Delirium โดยมีคะแนนจากการประเมินตั้งแต่ 6 คะแนนขึ้นไป จากคะแนนเต็ม 23 คะแนน แต่จะมีจำนวน 25 ราย(12.5%) ที่มีคะแนนตั้งแต่ 6 คะแนน ขึ้นไปเช่นเดียวกันแต่ไม่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น Delirium เมื่อวิเคราะห์เครื่องมือพบว่าข้อคำถามที่ทำให้ได้คะแนนในแบบประเมินสูงในกลุ่มนี้ คือ ระยะเวลาที่เริ่มมีอาการ และเมื่อวิเคราะห์สาเหตุพบว่าจากอาการทางจิตเฉียบพลันและอาการทางจิตกำเริบ แต่มีข้อที่แยกได้ชัดเจน คือ ความจำระยะสั้น การรับรู้บุคคล เวลา สถานที่ ในผู้ป่วยที่มีอาการทางจิตจะยังดีอยู่ แต่ในกลุ่มที่ได้รับการวินิจฉัยว่าเป็น Delirium ไม่สามารถรับรู้วัน เวลา สถานที่ได้ แต่รับรู้บุคคลได้ ดังนั้นการใช้แบบประเมินภาวะสับสนเฉียบพลัน (delirium) ควรให้ความสำคัญไปที่ระยะที่เริ่มมีอาการ การรับรู้วัน เวลา สถานที่ ความจำและช่วงเวลาที่มีอาการ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2745 2010/09/05 20:45:25 การประเมินภาวะสับสนเฉียบพลัน (Delirium) ในผู้ป่วยจิตเวชฉุกเฉิน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2745 คู่มือการบริหารระบบการจัดการด้านยาจิตเวชให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน HA http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2743 ระบบการจัดการด้านยา (MMS) เป็นระบบสำคัญของโรงพยาบาลทที่กำหนดไว้ในมาตรฐานโรงพยาบาล และบริการสุขภาพสถาบันพัฒนาและรับรองคุณภาพโรงพยาบาล ดังนั้ยระบบการจัดการด้านยาที่มีคุณภาพ จึงส่งผลต่อการพัฒนามาตรฐานเฉพาะทางด้านบริการของสถานบริการ และเป็นปัจจัยหลักที่สำคัญในการแสดงถึงผลสำเร็จต่อการรับรองคุณภาพ HA หากสถานบริการสามารถบริหาระบบการจัดการด้านยาอย่างมีคุณภาพ ทั้งในด้านการวางแผน การจัดเก็บ การเก็บและสำรองยาตลอดจนการใช้ยา ตามหลักคุณภาพที่ประกอบด้วย การสั่งใช้ยา การถ่ายทอดคำสั่ง การเตรียมจัดจ่ายยาและให้ยา การมียาที่มีคุณภาพไว้พร้อมใช้ การจัดการความรู้เกี่ยวกับการบริหารระบบการจัดการด้านยาจิตเวชให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน HA ทำให้เกิดการรวบรวมฐานความรู้การจัดการด้านยาจิตเวช จากแหล่งความรู้ในผู้ปฏิบัติงานของหน่วยบริการจิตเวช ซึ่งจากการแลกเปลี่ยนประสบการณ์การทำงานที่ผ่านมา พบว่า มีความสำเร็จและและมีประสบการณ์ดีๆ จากผู้ปฏิบัติในหลายหน่วยบริการที่สามารถนำมาเป็นต้นแบบ และควรขยายผลให้เกิดการแบ่งปันแลกเปลี่ยนเรียนรู้ขึ้น รวมทั้งรวบรวมจากแหล่งวิชาการอื่นๆ มาพัฒนาให้เป็นองค์ความรู้ในบริบทของความเฉพาะทางด้านจิตเวชที่ชัดเจน และจัดทำเป็นแนวคู่มือเพื่อปฏิบัติที่เป็นมาตรฐานแก่ผู้ปฏิบัติงาน ทำให้ยกระดับการใช้ความรู้เพิ่มเติมจากมาตรฐานของพรพ. ที่กำหนดระบบการจัดการด้านยาไว้ในระดับของโรงพยาบาลทั่วไปเท่านั้น นอกจากนี้การจัดการความรู้ด้านยาจิตเวชจะทำให้มีแนวทางปฏิบัติการใช้ยาด้วยความรอบรู้ รอ่บคอบ มีเหตุผลตามหลักวิชาการ ช่วยลดปัญหาการเลือกใยจิตเวชที่มีราคาสูงและการใช้ยาที่บิดเบือนไป ช่วยให้ผู้ป่วยได้รับยาอย่างเสมอภาคและเป็นธรรม จากองค์ความรู้ที่พัฒนาได้เมื่อนำสู่การถ่ายทอดและแบ่งปันอย่างเป็นระบบตามกระบวนการจัดการ ความรู้ จะส่งผลให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถเข้าถึวความรู้เกิดการพัฒนาตนเอง และนำความรู้ไปใช้ในการปฏิบัติงานได้อย่างมีประสิทธิภาพตามคุณภาพและมาตรฐานที่กำหนดไว้ เป็นปัจจัยสำเร็จหนึ่งที่ทำให้องค์กรได้รับการพัฒนนตามมาตรฐาน HA เป็นที่ยอมรับในด้านคุณภาพมาตรฐานทางด้านบริการจิตเวช http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2743 2010/09/05 20:45:25 คู่มือการบริหารระบบการจัดการด้านยาจิตเวชให้มีคุณภาพตามมาตรฐาน HA http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2743 หลากหลายอารมณ์ของโรคซึมเศร้า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2742 ความรู้โรคซึมเศร้า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2742 2010/09/05 20:45:25 หลากหลายอารมณ์ของโรคซึมเศร้า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2742 สาระน่ารู้เกี่ยวกับโรคซึมเศร้า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2741 ความรู้โรคซึมเศร้า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2741 2010/09/05 20:45:25 สาระน่ารู้เกี่ยวกับโรคซึมเศร้า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2741 ความเชื่อ กับ ความจริง เกี่ยวกับโรคซึมเศร้า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2740 ความเชื่อ กับ ความจริง เกี่ยวกับโรคซึมเศร้า ความรู้สึกหดหู่ เศร้าหมองไม่มีความสุข โดดเดี่ยว หรือสิ้นหวัง อาจเกิดขึ้นกับใครก็ได้ ความรู้สึกที่เกิดขึ้นนี้เป็นความรู้สึกชั่วคราวที่อาจเกิดขึ้นในช่วงหนึ่งช่วงใดของชีวิต จากการสูญเสียสิ่งอันเป็นที่รัก ไม่ว่าจะเป็นบุคคล สัตว์ สิ่งของ รวมถึงความรู้สึกผิดหวัง เช่น บ้านไฟไหม้ อกหัก หย่าร้าง การเสียชีวิตของคนรัก ตกงาน สอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ ฯลฯ แต่หากความรู้สึกเหล่านี้เกิดขึ้นเป็นระยะเวลานาน ๆ เราเรียกว่า ‘โรคซึมเศร้า’ เอาใจใส่ตนเอง หากิจกรรมที่เพลิดเพลิน เช่น ออกกำลังกาย ดูหนัง ฟังเพลง หรือหางานอดิเรกทำ พยายามอย่าอยู่ตามลำพัง พูดคุยระบายกับคนใกล้ชิด ฝึกคิดในด้านบวก เช่น มองข้อดีหรือ ส่วนดีของตนเองให้มากขึ้น ....ปรึกษาแพทย์ จิตแพทย์สามารถให้คำปรึกษา หรือวางแผนการรักษาร่วมกับคุณได้ ซึ่งวิธีนี้จะช่วยให้อารมณ์ของคุณเป็นปกติได้ เร็วขึ้น ....แหล่งให้ความช่วยเหลืออื่นๆ เช่น โทรศัพท์สายด่วน [HOT LINE] จะช่วยเป็นที่ระบาย ให้คำแนะนำและให้การปรึกษากับคุณได้ เมื่อคุณต้องการความช่วยเหลือ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2740 2010/09/05 20:45:25 ความเชื่อ กับ ความจริง เกี่ยวกับโรคซึมเศร้า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2740 คู่มือวิทยากรการดูแลช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตและป้องกันสารเสพติดในวัยรุ่น สำหรับบุคลากรสาธารณสุข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2738 แผนการสอน การดูแลช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตและป้องกันสารเสพติดในวัยรุ่น http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2738 2010/09/05 20:45:25 คู่มือวิทยากรการดูแลช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตและป้องกันสารเสพติดในวัยรุ่น สำหรับบุคลากรสาธารณสุข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2738 คู่มือสำหรับผู้บริหารในการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2732 ความรู้ สาเหตุ แนวทางการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขความรุนแรงในโรงเรียน แนวทางปฏิบัติสำหรับผู้บริหารสถานศึกษาใช้ในการวางแผนดำเนินงานและประเมินผลเพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน อันจะยังประโยชน์แก่เด็ก เยาวชน และสังคมในท้ายที่สุด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2732 2010/09/05 20:45:25 คู่มือสำหรับผู้บริหารในการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2732 คู่มือผู้บริหารสนับสนุนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนด้านสุขภาพ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2731 กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน การประกันคุณภาพกิจกรรมนักเรียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามความถนัดและความสนใจด้านสุขภาพ การประเมินเพื่อทบทวน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2731 2010/09/05 20:45:25 คู่มือผู้บริหารสนับสนุนกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนด้านสุขภาพ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2731 คู่มือครูที่ปรึกษากิจกรรมพัฒนาผู้เรียนด้านสุขภาพ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2730 กรอบแนวคิดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน การประกันคุณภาพการจัดกิจกรรมนักเรียน แนวทางการปฏิบัติของโรงเรียน กิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามความถนัดและความสนใจด้านสุขภาพ การประเมินเพื่อทบทวน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2730 2010/09/05 20:45:25 คู่มือครูที่ปรึกษากิจกรรมพัฒนาผู้เรียนด้านสุขภาพ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2730 คู่มือนักเรียน กิจกรรมกลุ่มจิตสังคมบำบัดในโรงเรียน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2729 กิจกรรมกลุ่มจิตสังคมบำบัดในโรงเรียน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2729 2010/09/05 20:45:25 คู่มือนักเรียน กิจกรรมกลุ่มจิตสังคมบำบัดในโรงเรียน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2729 แผ่นซีดีเสียงฝึกปฏิบัติคลายเครียดด้วยตนเอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2711 แนะนำวิธีการ/เทคนิคการฝึกปฏิบัติผ่อนคลายความเครียดด้วยตนเอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2711 2010/09/05 20:45:25 แผ่นซีดีเสียงฝึกปฏิบัติคลายเครียดด้วยตนเอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2711 เทปเสียงผ่อนคลายความเครียดด้วยตนเอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2696 เทคนิคการคลายเครียดด้วยตนเอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2696 2010/09/05 20:45:25 เทปเสียงผ่อนคลายความเครียดด้วยตนเอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2696 เทปเสียงฝึกปฏิบัติผ่อนคลายกล้ามเนื้อ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2695 เทคนิคการคลายเครียดโดยการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2695 2010/09/05 20:45:25 เทปเสียงฝึกปฏิบัติผ่อนคลายกล้ามเนื้อ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2695 เทปเสียงฝึกปฏิบัติจากใจสู่กาย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2694 เทคนิคการคลายเครียดจากใจสู่กาย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2694 2010/09/05 20:45:25 เทปเสียงฝึกปฏิบัติจากใจสู่กาย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2694 เทปเสียงฝึกปฏิบัติการจินตนาการ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2693 เทคนิคการฝึกจินตนาการ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2693 2010/09/05 20:45:25 เทปเสียงฝึกปฏิบัติการจินตนาการ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2693 แผ่นซีดีเสียงการฝึกการผ่อนคลายความเครียด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2689 การฝึกปฏิบัติผ่อนคลายความเครียดตามการแนะนำ พร้อมเพลงบรรเลงเพื่อการผ่อนคลาย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2689 2010/09/05 20:45:25 แผ่นซีดีเสียงการฝึกการผ่อนคลายความเครียด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2689 คู่มือและแผ่นบันทึกโปรแกรมแบบประเมินวิเคราะห์ความเครียดด้วยตนเอง สำหรับประชาชนไทยด้วยคอมพิวเตอร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2686 โปรแกรมแบบประเมินและวิเคราะห์ความเครียดด้วยตนเองนี้ ประกอบไปด้วย 4 ส่วนดังนี้ 1. ส่วนของข้อมูลส่วนตัวของผู้ทำแบบประเมิน 2. ส่วนประเมินความเครียด 3. ส่วนประเมินลักษณะบุคลิกภาพ 4. ส่วนแสดงผลการวิเคราะห์ โดยทั้ง 4 ส่วนจะรับคำตอบต่อเนื่องกันและพิมพ์ผลการวิเคราะห์ออกทางเครื่องพิมพ์หลังจากผู้ทำแบบประเมินนี้เสร็จครบทุกข้อแล้ว และคู่มือนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ส่วนใหญ่ ๆ คือ ส่วนของการติดตั้งโปรแกรม และส่วนของการใช้งานโปรแกรมนี้ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2686 2010/09/05 20:45:25 คู่มือและแผ่นบันทึกโปรแกรมแบบประเมินวิเคราะห์ความเครียดด้วยตนเอง สำหรับประชาชนไทยด้วยคอมพิวเตอร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2686 คิดอย่างไรไม่ให้เครียด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2684 แนวทางการคิดเพื่อผ่อนคลายความเครียด หลักการ วิธีคิดที่เหมาะสม 1. คิดในแง่ยืดหยุ่นให้มากขึ้น 2. คิดอย่างมีเหตุผล 3. คิดหลาย ๆ แง่มุม 4. คิดเรื่องดี ๆ 5. คิดถึงคนอื่นบ้าง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2684 2010/09/05 20:45:25 คิดอย่างไรไม่ให้เครียด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2684 เทคนิคการคลายเครียดจากใจสู่กาย (Autogenic Relaxation) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2680 แนวทางเทคนิคการคลายเครียดจากใจสู่กาย หลักการ วิธีการฝึก การปฏิบัติขณะฝึก ผลดีจากการฝึก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2680 2010/09/05 20:45:25 เทคนิคการคลายเครียดจากใจสู่กาย (Autogenic Relaxation) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2680 แก้ปัญหาได้ก็หายเครียด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2678 การแก้ปัญหาคลายเครียด หลักการ คุณชอบแก้ปัญหาแบบไหน ตัวอย่างวิธีแก้ปัยหาอย่างเป็นระบบ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2678 2010/09/05 20:45:25 แก้ปัญหาได้ก็หายเครียด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2678 เทคนิคการคลายเครียดแบบการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ (Muscle Relaxation) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2677 เทคนิคการคลายเครียดแบบผ่อนคลายกล้ามเนื้อ หลักการ วิธีการฝึก ฝึกเกร็งและคลายกล้ามเนื้อ 10 กลุ่ม ข้อแนะนำ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2677 2010/09/05 20:45:25 เทคนิคการคลายเครียดแบบการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ (Muscle Relaxation) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2677 เทคนิคการคลายเครียดแบบการใช้จินตนาการ (Visualization) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2676 เทคนิคการคลายเครียดแบบการใช้จินตนาการ หลักการ วิธีการฝึก ตัวอย่างเรื่องที่จะจินตนาการ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2676 2010/09/05 20:45:25 เทคนิคการคลายเครียดแบบการใช้จินตนาการ (Visualization) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2676 เทคนิคการนวดคลายเครียด (Massage) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2675 เทคนิคและวิธีการนวดเพื่อคลายเครียด หลักการ ข้อควรระวังในการนวด หลักการนวดที่ถูกวิธี จุดที่ควรนวด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2675 2010/09/05 20:45:25 เทคนิคการนวดคลายเครียด (Massage) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2675 วิธีคลายเครียดสำหรับประชาชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2674 วิธีการการคลายเครียดสำหรับประชาชน 1. คิดอย่างไรไม่ให้เครียด 2. เผชิญหน้ากับความเป็นจริง 3. ผ่อนคลายความตึงเครียด 4. อย่าเก็บความทุกข์ไว้ในใจ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2674 2010/09/05 20:45:25 วิธีคลายเครียดสำหรับประชาชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2674 เทคนิคการคลายเครียดโดยการทำสมาธิ (Meditation) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2673 เทคนิคการคลายเครียดโดยการฝึกสมาธิ หลักการ วิธีฝึก ข้อแนะนำ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2673 2010/09/05 20:45:25 เทคนิคการคลายเครียดโดยการทำสมาธิ (Meditation) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2673 เทคนิคการคลายเครียดโดยการฝึกการหายใจ (Breathing Exercise) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2672 เทคนิคการคลายเครียดโดยการฝึกการหายใจ หลักการ วิธีการฝึก ข้อแนะนำ ผลดีจากการฝึกคลายเครียด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2672 2010/09/05 20:45:25 เทคนิคการคลายเครียดโดยการฝึกการหายใจ (Breathing Exercise) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2672 แผ่นซีดีโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็กอายุ 3-5 ปี สำหรับครู ผู้ดูแลเด็ก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2663 แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์นี้ ใช้ประเมินหรือคัดกรองโดยครู/ผู้ดูแลเด็กเพื่อให้วัยเด็ก (ช่วงอายุ 3-5 ปี) ได้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ มิได้มุ่งหมายเพื่อวัดหรือเปรียบเทียบว่าผู้ที่ได้คะแนนประเมินต่ำมีภาวะการจัดการอารมณ์ตนเองต่ำเมื่อเทียบกับผู้ที่ได้คะแนนประเมินสูงหรืออยู่ในช่วงปานกลาง เพียงแต่ให้คะแนนประเมินเป็นสิ่งชักนำให้ตระหนักว่าตนเองได้คะแนนต่ำแล้วควรที่จะพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพพัฒนาการจัดการอารมณ์ตนเองได้อย่างเหมาะสม โดยโปรแกรมนี้ต้องรันจาก CD-ROM แบบ AUTORUN ซึ่งให้ download คู่มือในไฟล์ fulltext ที่แนบนี้เป็นเอกสารประกอบโปรแกรม และให้ download ไฟล์สื่อ media ที่แนบนี้ ซึ่งต้องเปลี่ยนนามสกุลของไฟล์จาก flv file เป็น zip file แล้วต้องไปแตกไฟล์นามสกุล php file จึงจะสามารถรันด้วย Flash player ในโปรแกรม web browser ได้ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2663 2010/09/05 20:45:25 แผ่นซีดีโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็กอายุ 3-5 ปี สำหรับครู ผู้ดูแลเด็ก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2663 แผ่นซีดีโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็กอายุ 3-5 ปี สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2662 แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์นี้ ใช้ประเมินหรือคัดกรองโดยพ่อแม่/ผู้ปกครองเพื่อให้วัยเด็ก (ช่วงอายุ 3-5 ปี) ได้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ มิได้มุ่งหมายเพื่อวัดหรือเปรียบเทียบว่าผู้ที่ได้คะแนนประเมินต่ำมีภาวะการจัดการอารมณ์ตนเองต่ำเมื่อเทียบกับผู้ที่ได้คะแนนประเมินสูงหรืออยู่ในช่วงปานกลาง เพียงแต่ให้คะแนนประเมินเป็นสิ่งชักนำให้ตระหนักว่าตนเองได้คะแนนต่ำแล้วควรที่จะพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพพัฒนาการจัดการอารมณ์ตนเองได้อย่างเหมาะสม โดยโปรแกรมนี้ต้องรันจาก CD-ROM แบบ AUTORUN ซึ่งให้ download คู่มือในไฟล์ fulltext ที่แนบนี้เป็นเอกสารประกอบโปรแกรม และให้ download ไฟล์สื่อ media ที่แนบนี้ ซึ่งต้องเปลี่ยนนามสกุลของไฟล์จาก flv file เป็น zip file แล้วต้องไปแตกไฟล์นามสกุล php file จึงจะสามารถรันด้วย Flash player ในโปรแกรม web browser ได้ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2662 2010/09/05 20:45:25 แผ่นซีดีโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็กอายุ 3-5 ปี สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2662 แผ่นซีดีโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็กอายุ 6-11 ปี สำหรับครู http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2661 แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์นี้ ใช้ประเมินหรือคัดกรองโดยครู/ผู้ดูแลเด็กเพื่อให้วัยเด็ก (ช่วงอายุ 6-11 ปี) ได้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ มิได้มุ่งหมายเพื่อวัดหรือเปรียบเทียบว่าผู้ที่ได้คะแนนประเมินต่ำมีภาวะการจัดการอารมณ์ตนเองต่ำเมื่อเทียบกับผู้ที่ได้คะแนนประเมินสูงหรืออยู่ในช่วงปานกลาง เพียงแต่ให้คะแนนประเมินเป็นสิ่งชักนำให้ตระหนักว่าตนเองได้คะแนนต่ำแล้วควรที่จะพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพพัฒนาการจัดการอารมณ์ตนเองได้อย่างเหมาะสม โดยโปรแกรมนี้ต้องรันจาก CD-ROM แบบ AUTORUN ซึ่งให้ download คู่มือในไฟล์ fulltext ที่แนบนี้เป็นเอกสารประกอบโปรแกรม และให้ download ไฟล์สื่อ media ที่แนบนี้ ซึ่งต้องเปลี่ยนนามสกุลของไฟล์จาก flv file เป็น zip file แล้วต้องไปแตกไฟล์นามสกุล php file จึงจะสามารถรันด้วย Flash player ในโปรแกรม web browser ได้ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2661 2010/09/05 20:45:25 แผ่นซีดีโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็กอายุ 6-11 ปี สำหรับครู http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2661 แผ่นซีดีโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็กอายุ 6-11 ปี สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2660 แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์นี้ ใช้ประเมินหรือคัดกรองโดยพ่อแม่/ผู้ปกครองเพื่อให้วัยเด็ก (ช่วงอายุ 6-11 ปี) ได้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ มิได้มุ่งหมายเพื่อวัดหรือเปรียบเทียบว่าผู้ที่ได้คะแนนประเมินต่ำมีภาวะการจัดการอารมณ์ตนเองต่ำเมื่อเทียบกับผู้ที่ได้คะแนนประเมินสูงหรืออยู่ในช่วงปานกลาง เพียงแต่ให้คะแนนประเมินเป็นสิ่งชักนำให้ตระหนักว่าตนเองได้คะแนนต่ำแล้วควรที่จะพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพพัฒนาการจัดการอารมณ์ตนเองได้อย่างเหมาะสม โดยโปรแกรมนี้ต้องรันจาก CD-ROM แบบ AUTORUN ซึ่งให้ download คู่มือในไฟล์ fulltext ที่แนบนี้เป็นเอกสารประกอบโปรแกรม และให้ download ไฟล์สื่อ media ที่แนบนี้ ซึ่งต้องเปลี่ยนนามสกุลของไฟล์จาก flv file เป็น zip file แล้วต้องไปแตกไฟล์นามสกุล php file จึงจะสามารถรันด้วย Flash player ในโปรแกรม web browser ได้ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2660 2010/09/05 20:45:25 แผ่นซีดีโปรแกรมคอมพิวเตอร์แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็กอายุ 6-11 ปี สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2660 ชุดคู่มือเสริมสร้างไอคิวและอีคิวเด็ก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2631 ประกอบด้วยหนังสือ 7 เล่ม ดังนี้ 1. หนังสือเพลงอีคิว เป็นเพลงที่ใช้ประกอบเกมและกิจกรรมเสริมสร้างอีคิวและไอคิวในเด็ก 3-5 ปี สำหรับโรงเรียนอนุบาลและศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก จำนวน 68 เพลง ความหนา 40 หน้า 2. หนังสือนิทานเสริมสร้างอีคิว เด็กอายุ 3-5 ปี ประกอบด้วยนิทาน 9 เรื่อง คือ พลังจิ๋ว นีโมน้อยในอ่าง(ปลา)ใหญ่ เจ้าหญิงหัวเราะ นกกระจอกรวมใจ ทุกส่วนล้วนสำคัญ สวิมมี่ เต่ากับกระต่าย แพะ7ตัว และฉันคือปูลม ความหนา 52 หน้า 3. หนังสือคู่มือเสริมสร้างไอคิวและอีคิวเด็กวัยแรกเกิด-5ปี สำหรับพ่อแม่ผู้ปกครอง ประกอบด้วยความรู้เรื่องความสำคัญของการพัฒนาไอคิวและอีคิว พ่อแม่จะเสริมสร้างไอคิวและอีคิวของลูกได้อย่างไร และการสร้างโอกาสการเรียนรู้แต่ละช่วงวัย ความหนา 112 หน้า 4. หนังสือคู่มือวิทยากรหลักสูตรการเสริมสร้างไอคิวและอีคิว เด็กวัยแรกเกิด-5ปี ประกอบด้วยหลักสูตร และแผนการสอน 5 แผน คือ ความสำคัญของการพัฒนาไอคิว อีคิว พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก การบูรณาการการเสริมสร้างไอคิว อีคิวในการเรียนการสอน ปัญหาเด็กแรกเกิด-5 ปี ที่พบบ่อยและแนวทางแก้ไข และแนวทางการทำงานกับผู้ปกครองเพื่อเสริมสร้างไอคิว อีคิวเด็ก ความหนา 130 หน้า 5. หนังสือคู่มือเสริมสร้างไอคิวและอีคิวเด็ก สำหรับครูโรงเรียนอนุบาล ประกอบด้วยความรู้เรื่องการพัฒนาความฉลาดที่หลากหลาย พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก 3-5ปี การพัฒนาไอคิวและอีคิวเด็ก 3-5 ปีในสถานศึกษา เทคนิคการพัฒนาไอคิวและอีคิว และปัญหาของเด็กอนุบาล 3-5ปี ที่พบบ่อยและแนวทางแก้ไข ความหนา 130 หน้า 6. หนังสือคู่มือเสริมสร้างไอคิวและอีคิวเด็ก สำหรับครู/พี่เลี้ยงศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ประกอบด้วยความรู้เรื่องความสำคัญของการพัฒนาไอคิวอีคิว พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก การสร้างโอกาสในการเรียนรู้ ปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ของเด็กและแนวทางการแก้ไข 7. หนังสือคู่มือจัดกิจกรรมเสริมสร้างไอคิวและอีคิวเด็ก สำหรับศูนย์พัฒนาเด็กเล็กและโรงเรียนอนุบาล ประกอบด้วยกิจกรรมหลัก 5 กิจกรรมในการเสริมสร้างไอคิว อีคิวเด็ก ได้แก่ กิจกรรมการเคลื่อนไหวและจังหวะ กิจกรรมสร้างสรรค์ กิจกรรมเสรี กิจกรรมเสริมประสบการณ์ และกิจกรรมกลางแจ้ง ความหนา 256 หน้า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2631 2010/09/05 20:45:25 ชุดคู่มือเสริมสร้างไอคิวและอีคิวเด็ก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2631 แผ่นวีดีทัศน์นิทานเสริมสร้างอีคิวเด็กอายุ 3-5 ปี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2629 นิทานเสริมสร้างอีคิว 9 เรื่อง พร้อมเทคนิคการเล่าเรื่อง 1. พลังจิ๋ว 2. นีโม่น้อยในอ่าง (ปลา) ใหญ่ 3. เจ้าหญิงหัวเราะ 4. นกกระจอกรวมใจ 5. ทุกส่วนล้วนสำคัญ 6. สวิมมี่ 7. เต่ากับกระต่าย 8. แพะ 7 ตัว 9. ฉันคือปูลม โดยมีไฟล์ media clip ที่แนบนั้นเป็นตัวอย่างไฟล์ที่ 4 ใน 9 ไฟล์นิทาน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2629 2010/09/05 20:45:25 แผ่นวีดีทัศน์นิทานเสริมสร้างอีคิวเด็กอายุ 3-5 ปี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2629 แผ่นวีดีทัศน์การสาธิตกิจกรรมเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์เด็กอายุ 3-11 ปี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2627 การสาธิต การจัดกิจกรรม 2 กิจกรรม คือ กิจกรรมมารู้จักอารมณ์กันเถอะ กิจกรรมกล่องนิสัยดี โดยมีไฟล์ media clip ที่แนบมาเป็นตัวอย่างตอนที่ 1 ใน 2 ตอน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2627 2010/09/05 20:45:25 แผ่นวีดีทัศน์การสาธิตกิจกรรมเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์เด็กอายุ 3-11 ปี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2627 แผ่นวีดีทัศน์หนทางอันยาวไกลออกแบบได้...ให้ลูกเดิน ตอนที่ 1–2 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2618 ซีดี หนทางอันยาวไกลออกแบบได้...ให้ลูกเดิน ตอนที่ 1 – 2 สำหรับพ่อแม่ ผู้ปกครอง ประกอบด้วยเรื่องของแนวทางในการสร้างเสริมความคิดสร้างสรรค์แก่ลูกน้อยวัยแรกเกิด ถึง 5 ขวบ เพื่อให้เป็นผู้มีความคิดสร้างสรรค์ รวมถึงการที่เด็กได้แสดงออกในพฤติกรรมต่าง ๆ เช่น การร้องเพลงของเด็ก การพูดคุยซักถามระหว่างพ่อแม่ลูก การสื่อสารกับเด็ก เป็นต้น โดยมีไฟล์ media clip ที่แนบมานั้นเป็นตัวอย่างไฟล์ตอนที่ 2/ แผ่นที่ 2 ใน 2 แผ่น/ตอน/ไฟล์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2618 2010/09/05 20:45:25 แผ่นวีดีทัศน์หนทางอันยาวไกลออกแบบได้...ให้ลูกเดิน ตอนที่ 1–2 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2618 คู่มือการจัดกิจกรรมการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจสำหรับบุคลากรสาธารณสุข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2605 แนวทางและกิจกรมการเสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2605 2010/09/05 20:45:25 คู่มือการจัดกิจกรรมการสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจสำหรับบุคลากรสาธารณสุข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2605 อีคิว: ความฉลาดทางอารมณ์ (ฉบับปรับปรุง) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2603 หนังสือเล่มนี้กล่าวถึง แนวคิดพื้นฐานและโครงสสร้างของความฉลาดทางอารมณ์ เช่น ความฉลาดทางอารมณ์คืออะไรและมีความสำคัญอย่างไร ประวัติ ความหมายและโครงสร้างของความฉลาดทางอารมณ์ ความสำคัญและหน้าที่ของอารมณ์ ความสามารถทางเชาวน์ปัญญาและความฉลาดทางอารมณ์ เจตโกศลหรือปรีชาเชิงอารมณ์ สุขภาพจิต ความสามารถทางเชาวน์ปัญญาและความฉลาดทางอารมณ์ ความฉลาดทางอารมณ์ตามคำนิยามของกรมสุขภาพจิต สถานภาพการวัดความฉลาดทางอารมณ์ การสร้างแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์และแนวทางการศึกษาวิจัย พัฒนาการทางอารมณ์และความฉลาดทางอารมณ์ ความสำคัญของการอบรมเลี้ยงดูต่อพัฒนาการทางอารมณ์ของเด็ก ความฉลาดทางอารมณ์กับความสำเร็จด้านต่างๆ : การใช้ความฉลาดทางอารมณ์กับตนเอง : ความฉลาดทางอารมณ์กับการทำงาน : ความฉลาดทางอารมณ์กับความสำเร็จในการทำงาน : ความฉลาดทางอารมณ์กับครอบครัว : ความฉลาดทางอารมณ์กับการศึกษา การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ : ปรัชญาของการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ : การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ : แนวทางการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ในสถานที่ทำงาน : แนวทางการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ในครอบครัว : แนวทางการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ในสถานศึกษา แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ : แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็กอายุ3-5 ปี (สำหรับครู/ผู้ดูแลเด็ก) : แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็กอายุ3-5 ปี (สำหรับพ่อแม่/ผู้ปกครอง) : แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็กอายุ6-11 ปี (สำหรับครู) : แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็กอายุ6-11 ปี (สำหรับพ่อแม่/ผู้ปกครอง) : แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์สำหรับวัยรุ่น (อายุ12-17 ปี) : แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์สำหรับผู้ใหญ่ (อายุ18-60 ปี)  http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2603 2010/09/05 20:45:25 อีคิว: ความฉลาดทางอารมณ์ (ฉบับปรับปรุง) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2603 คู่มือคลายเครียด (ฉบับปรับปรุงใหม่) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2597 ความเครียดคืออะไร ความเครียดเกิดจากอะไร การจัดการกับความเครียด การสำรวจความเครียดของตนเอง แบบประเมินและวิเคราะห์ความเครียดด้วยตนเอง แนวทางการผ่อนคลายความเครียด แก้ปัญหาได้ก็หายเครียด คิดอย่างไรไม่ให้เครียด การผ่อนคลายความเครียดแบบทั่ว ๆ ไป เทคนิคเฉพาะในการคลายเครียด คือ การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ การฝึกการหายใจ การทำสมาธิ การจินตนาการ การคลายเครียดจากใจสู่กาย การนวดคลายเครียด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2597 2010/09/05 20:45:25 คู่มือคลายเครียด (ฉบับปรับปรุงใหม่) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2597 10 วิธีปฏิบัติเพื่อช่วยคลายเครียดในการทำงาน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2587 แนวทางการจัดการกับความเครียด 1. การออกกำลังกาย 2. การพักผ่อนหย่อนใจ 3. การพูดอย่างสร้างสรรค์ 4. การแสดงอารมณ์อย่างเหมาะสม 5. การสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับผู้ร่วมงาน 6. การบริหารเวลา 7. การแก้ปัญหาอย่างถูกวิธี 8. การปรับเปลี่ยนความคิด 9. การสร้างความเข้มแข็งของจิตใจ 10. การรู้จักยืนยันสิทธิของตน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2587 2010/09/05 20:45:25 10 วิธีปฏิบัติเพื่อช่วยคลายเครียดในการทำงาน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2587 เทปเสียงการฝึกการผ่อนคลายความเครียด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2584 การฝึกปฏิบัติผ่อนคลายความเครียดตามการแนะนำ พร้อมเพลงบรรเลงเพื่อการผ่อนคลาย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2584 2010/09/05 20:45:25 เทปเสียงการฝึกการผ่อนคลายความเครียด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2584 แผ่นซีดีเสียงรวมชุดการฝึกปฏิบัติการคลายเครียด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2583 เน้นการฝึกปฏิบัติให้เกิดความผ่อนคลายได้ด้วยตนเอง โดยมีวิธีดังนี้ 1. การคลายเครียด 2. การผ่อนคลายกล้ามเนื้อ 3. การคลายเครียดจากใจสู่กาย 4. การจินตนาการ 5. การฝึกการผ่อนคลายกล้ามเนื้อ 6. เพลงบรรเลง (เพื่อการผ่อนคลาย) พร้อมเงื่อนไขแนะนำท้ายการฝึกปฏิบัติ โดยมีไฟล์ media clip ที่แนบนั้นเป็นตัวอย่างไฟล์ที่ 2 ใน 6 ไฟล์เสียง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2583 2010/09/05 20:45:25 แผ่นซีดีเสียงรวมชุดการฝึกปฏิบัติการคลายเครียด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2583 แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ สำหรับผู้ใหญ่ (อายุ 18-60 ปี) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2581 แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์นี้ ใช้ประเมินหรือคัดกรองเพื่อให้วัยทำงานหรือวัยผู้ใหญ่ (ช่วงอายุ18-60 ปี) ได้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ มิได้มุ่งหมายเพื่อวัดหรือเปรียบเทียบว่าผู้ที่ได้คะแนนประเมินต่ำมีภาวะการจัดการอารมณ์ตนเองต่ำเมื่อเทียบกับผู้ที่ได้คะแนนประเมินสูงหรืออยู่ในช่วงปานกลาง เพียงแต่ให้คะแนนประเมินเป็นสิ่งชักนำให้ตระหนักว่าตนเองได้คะแนนต่ำแล้วควรที่จะพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพพัฒนาการจัดการอารมณ์ตนเองได้อย่างเหมาะสม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2581 2010/09/05 20:45:25 แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ สำหรับผู้ใหญ่ (อายุ 18-60 ปี) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2581 อารมณ์ดี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2580 ความรู้และแนวทางการจัดการกับอารมณ์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2580 2010/09/05 20:45:25 อารมณ์ดี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2580 เรื่องยิ้ม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2579 ความรู้และประโยชน์ของการยิ้ม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2579 2010/09/05 20:45:25 เรื่องยิ้ม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2579 แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็กอายุ 3-5 ปี สำหรับครู ผู้ดูแลเด็ก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2578 แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์นี้ ใช้ประเมินหรือคัดกรองโดยครู/ผู้ดูแลเด็กเพื่อให้วัยเด็ก (ช่วงอายุ 3-5 ปี) ได้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ มิได้มุ่งหมายเพื่อวัดหรือเปรียบเทียบว่าผู้ที่ได้คะแนนประเมินต่ำมีภาวะการจัดการอารมณ์ตนเองต่ำเมื่อเทียบกับผู้ที่ได้คะแนนประเมินสูงหรืออยู่ในช่วงปานกลาง เพียงแต่ให้คะแนนประเมินเป็นสิ่งชักนำให้ตระหนักว่าตนเองได้คะแนนต่ำแล้วควรที่จะพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพพัฒนาการจัดการอารมณ์ตนเองได้อย่างเหมาะสม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2578 2010/09/05 20:45:25 แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็กอายุ 3-5 ปี สำหรับครู ผู้ดูแลเด็ก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2578 ความเครียด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2577 ความรู้และแนวทางการคลายเครียด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2577 2010/09/05 20:45:25 ความเครียด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2577 แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็กอายุ 6-11 ปี สำหรับพ่อแม่/ผู้ปกครอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2576 แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์นี้ ใช้ประเมินหรือคัดกรองโดยพ่อแม่/ผู้ปกครองเพื่อให้วัยเด็ก (ช่วงอายุ 6-11 ปี) ได้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ มิได้มุ่งหมายเพื่อวัดหรือเปรียบเทียบว่าผู้ที่ได้คะแนนประเมินต่ำมีภาวะการจัดการอารมณ์ตนเองต่ำเมื่อเทียบกับผู้ที่ได้คะแนนประเมินสูงหรืออยู่ในช่วงปานกลาง เพียงแต่ให้คะแนนประเมินเป็นสิ่งชักนำให้ตระหนักว่าตนเองได้คะแนนต่ำแล้วควรที่จะพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพพัฒนาการจัดการอารมณ์ตนเองได้อย่างเหมาะสม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2576 2010/09/05 20:45:25 แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็กอายุ 6-11 ปี สำหรับพ่อแม่/ผู้ปกครอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2576 แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็กอายุ 3-5 ปี สำหรับพ่อแม่/ผู้ปกครอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2575 แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์นี้ ใช้ประเมินหรือคัดกรองโดยพ่อแม่/ผู้ปกครองเพื่อให้วัยเด็ก (ช่วงอายุ 3-5 ปี) ได้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ มิได้มุ่งหมายเพื่อวัดหรือเปรียบเทียบว่าผู้ที่ได้คะแนนประเมินต่ำมีภาวะการจัดการอารมณ์ตนเองต่ำเมื่อเทียบกับผู้ที่ได้คะแนนประเมินสูงหรืออยู่ในช่วงปานกลาง เพียงแต่ให้คะแนนประเมินเป็นสิ่งชักนำให้ตระหนักว่าตนเองได้คะแนนต่ำแล้วควรที่จะพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพพัฒนาการจัดการอารมณ์ตนเองได้อย่างเหมาะสม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2575 2010/09/05 20:45:25 แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็กอายุ 3-5 ปี สำหรับพ่อแม่/ผู้ปกครอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2575 แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็กอายุ 6-11 ปี สำหรับครู http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2574 แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์นี้ ใช้ประเมินหรือคัดกรองโดยครู/ผู้ดูแลเด็กเพื่อให้วัยเด็ก (ช่วงอายุ 6-11 ปี) ได้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ มิได้มุ่งหมายเพื่อวัดหรือเปรียบเทียบว่าผู้ที่ได้คะแนนประเมินต่ำมีภาวะการจัดการอารมณ์ตนเองต่ำเมื่อเทียบกับผู้ที่ได้คะแนนประเมินสูงหรืออยู่ในช่วงปานกลาง เพียงแต่ให้คะแนนประเมินเป็นสิ่งชักนำให้ตระหนักว่าตนเองได้คะแนนต่ำแล้วควรที่จะพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพพัฒนาการจัดการอารมณ์ตนเองได้อย่างเหมาะสม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2574 2010/09/05 20:45:25 แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็กอายุ 6-11 ปี สำหรับครู http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2574 สุขภาพจิตหญิง ชาย วัยทอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2573 ความรู้เรื่องวัยทอง อาการและแนวทางการส่งเสริมสุขภาพจิตวัยทอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2573 2010/09/05 20:45:25 สุขภาพจิตหญิง ชาย วัยทอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2573 สุขภาพจิตผู้สูงอายุ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2572 ความรู้ด้านสุขภาพจิตและแนวทางการปรับตัวแก่ผู้สูงอายุ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2572 2010/09/05 20:45:25 สุขภาพจิตผู้สูงอายุ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2572 แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ สำหรับวัยรุ่น (อายุ 12-17 ปี) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2571 แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์นี้ ใช้ประเมินหรือคัดกรองเพื่อให้เยาวชนหรือวัยรุ่นหรือวัยเรียน (ช่วงอายุ 12-17 ปี) หรือผู้ปกครอง/ครูแนะนำเยาวชนหรือวัยรุ่น ได้เข้าร่วมกิจกรรมพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ มิได้มุ่งหมายเพื่อวัดหรือเปรียบเทียบว่าผู้ที่ได้คะแนนประเมินต่ำมีภาวะการจัดการอารมณ์ตนเองต่ำเมื่อเทียบกับผู้ที่ได้คะแนนประเมินสูงหรืออยู่ในช่วงปานกลาง เพียงแต่ให้คะแนนประเมินเป็นสิ่งชักนำให้ตระหนักว่าตนเองได้คะแนนต่ำแล้วควรที่จะพัฒนาตนเองให้มีศักยภาพพัฒนาการจัดการอารมณ์ตนเองได้อย่างเหมาะสม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2571 2010/09/05 20:45:25 แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ สำหรับวัยรุ่น (อายุ 12-17 ปี) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2571 แบบประเมินความเครียดด้วยตนเอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2570 แบบประเมินความเครียดด้วยตนเอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2570 2010/09/05 20:45:25 แบบประเมินความเครียดด้วยตนเอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2570 แบบประเมินและวิเคราะห์ความเครียดด้วยตนเอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2569 แบบประเมินและวิเคราะห์ความเครียดด้วยตนอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2569 2010/09/05 20:45:25 แบบประเมินและวิเคราะห์ความเครียดด้วยตนเอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2569 แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ด้านบริหาร http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2567 แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ด้านบริหาร http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2567 2010/09/05 20:45:25 แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ด้านบริหาร http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2567 แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ด้านศิลปะ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2566 แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ด้านศิลปะ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2566 2010/09/05 20:45:25 แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ด้านศิลปะ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2566 แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ด้านวิทยาศาสตร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2565 แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ด้านวิทยาศาสตร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2565 2010/09/05 20:45:25 แบบประเมินความคิดสร้างสรรค์ด้านวิทยาศาสตร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2565 คู่มือความฉลาดทางอารมณ์ (ฉบับปรับปรุง) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2564 ความรู้และแนวทางการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2564 2010/09/05 20:45:25 คู่มือความฉลาดทางอารมณ์ (ฉบับปรับปรุง) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2564 คู่มือความฉลาดทางอารมณ์เด็ก อายุ 3-5 ปี สำหรับผู้ปฎิบัติงานในศูนย์สุขภาพชุมชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2562 แนวคิดพื้นฐาน การดำเนินงานและตัวอย่างกิจกรรมพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2562 2010/09/05 20:45:25 คู่มือความฉลาดทางอารมณ์เด็ก อายุ 3-5 ปี สำหรับผู้ปฎิบัติงานในศูนย์สุขภาพชุมชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2562 หนังสือภาพสำหรับพ่อแม่เรื่องอีคิวเด็ก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2561 ความรู้และแนวทางการพัฒนาอีคิวให้แก่ลูกวัย 3-5 ปี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2561 2010/09/05 20:45:25 หนังสือภาพสำหรับพ่อแม่เรื่องอีคิวเด็ก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2561 คู่มือความรู้: เพื่อการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ในเด็กอายุ 3-11 ปี สำหรับพ่อแม่/ผู้ปกครอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2560 ความรู้และแนวทางการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ให้แก่ลูก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2560 2010/09/05 20:45:25 คู่มือความรู้: เพื่อการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ในเด็กอายุ 3-11 ปี สำหรับพ่อแม่/ผู้ปกครอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2560 คู่มือดำเนินงานพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์เด็ก อายุ 3-11 ปี สำหรับผู้บริหาร http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2559 ความเป็นมา แนวทางการพัฒนาและแนวททางการบริหารงานระบบเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2559 2010/09/05 20:45:25 คู่มือดำเนินงานพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์เด็ก อายุ 3-11 ปี สำหรับผู้บริหาร http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2559 คู่มือส่งเสริมไอคิวและอีคิวเด็ก 3-5 ปี สำหรับครูโรงเรียนอนุบาล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2558 การพัฒนาความฉลาดทางอารมณืเด็กวัย 3-5 ปี ปัญหาเด็กที่พบบ่อย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2558 2010/09/05 20:45:25 คู่มือส่งเสริมไอคิวและอีคิวเด็ก 3-5 ปี สำหรับครูโรงเรียนอนุบาล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2558 คู่มือวิทยากร หลักสูตรการเสริมสร้างไอคิวและอีคิวเด็กวัยแรกเกิด - 5 ปี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2557 แผนการสอนกิจกรรมพัฒนาอีคิว http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2557 2010/09/05 20:45:25 คู่มือวิทยากร หลักสูตรการเสริมสร้างไอคิวและอีคิวเด็กวัยแรกเกิด - 5 ปี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2557 คู่มือเสริมสร้างไอคิวและอีคิวเด็ก สำหรับครู/พี่เลี้ยง ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ฉบับปรับปรุง) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2555 ความรู้และความสำคัญของการพัฒนาไอคิว อีคิว พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก แนวคิดในการจัดกิจกรรมพัฒนาไอคิว อีคิวเด็ก ครู/พี่เลี้ยงกับการพัฒนาไอคิว อีคิวเด็ก ท การบูรณาการกิจกรรมการเรียนรู้สำหรับเด็กอายุ 2-5 ปี ท ตัวอย่างกิจกรรมเสริมสร้างไอคิว อีคิวเด็ก ปัญหาพฤติกรรมและอารมณ์ของเด็กและแนวทางการแก้ไข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2555 2010/09/05 20:45:25 คู่มือเสริมสร้างไอคิวและอีคิวเด็ก สำหรับครู/พี่เลี้ยง ศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก (ฉบับปรับปรุง) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2555 คู่มือวัยรุ่น เส้นทางรอด...ปลอดยาบ้า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2554 ความรู้ ความเชื่อ และแนวทางการป้องกันตนเองจากยาบ้า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2554 2010/09/05 20:45:25 คู่มือวัยรุ่น เส้นทางรอด...ปลอดยาบ้า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2554 คู่มือการพัฒนามาตรฐานการดูแลทางสังคมจิตใจในระบบสาธารณสุข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2553 แนวคิดและรูปแบบการดูแลทางสังคมจิตใจ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2553 2010/09/05 20:45:25 คู่มือการพัฒนามาตรฐานการดูแลทางสังคมจิตใจในระบบสาธารณสุข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2553 คู่มือครู กิจกรรมกลุ่มจิตสังคมบำบัดในโรงเรียน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2552 รูปแบบการจัดกิจกรรมกลุ่มจิตสังคมบำบัดในโรงเรียน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2552 2010/09/05 20:45:25 คู่มือครู กิจกรรมกลุ่มจิตสังคมบำบัดในโรงเรียน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2552 หลักสูตรพัฒนาศักยภาพครูแนะแนวในการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2551 แผนการสอนความรู้และแนวทางการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา เจตคติ ความรู้การประเมิน เทคนิคการสร้างแรงจูงใจและขั้นตอนในการเลิกยาเสพติด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2551 2010/09/05 20:45:25 หลักสูตรพัฒนาศักยภาพครูแนะแนวในการป้องกันแก้ไขปัญหายาเสพติดในสถานศึกษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2551 คู่มือการปรึกษาในสถานการณ์ยาเสพติดสำหรับผู้ปฏิบัติงาน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2550 ขั้นตอนการให้คำปรึกษาในรูปแบบต่างๆ ลักษณะกิจกรรมการให้การปรึกษาในสถานการณ์ยาเสพติด การให้บริการปรึกษา ขั้นตอนการให้บริการ แรงจูงใจในการบำบัด ข้อบ่งชี้ของการบำบัด การให้คำแนะนำแบบสั้น การให้คำแนะนำครอบครัวแบบสั้น การช่วยเหลือแบบสั้น การให้การปรึกษาระยะแรก หารให้การปรึกษาระยะต่อมา การให้หารปรึกษาระยะสุดท้าย ประเด็นเนื้อหาในการให้การปรึกษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2550 2010/09/05 20:45:25 คู่มือการปรึกษาในสถานการณ์ยาเสพติดสำหรับผู้ปฏิบัติงาน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2550 แผ่นพลิกเรื่องชีวิตสดใส ไร้แอลกอฮอล์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2549 ความรู้ สาเหตุ แบบประเมินและแนวทางการเลิกดื่มแอลกอฮอล์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2549 2010/09/05 20:45:25 แผ่นพลิกเรื่องชีวิตสดใส ไร้แอลกอฮอล์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2549 ภาพพลิก อยู่อย่างไรให้ใกลสารเสพติด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2548 ความรู้ สาเหตุ แรวทางการเลิกยาเสพติด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2548 2010/09/05 20:45:25 ภาพพลิก อยู่อย่างไรให้ใกลสารเสพติด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2548 คู่มืออยู่อย่างไรให้ไกลสารเสพติด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2547 ความรู้และแนวทางการเลิกยาเสพติด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2547 2010/09/05 20:45:25 คู่มืออยู่อย่างไรให้ไกลสารเสพติด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2547 Handycard เพื่อช่วยให้ดื่มน้อยลง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2545 ความรู้และแนวทางการลดปริมาณการดื่มแอลกอฮอล์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2545 2010/09/05 20:45:25 Handycard เพื่อช่วยให้ดื่มน้อยลง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2545 บันได 6 ขั้น http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2544 ทำอย่างไรให้ดื่มน้อยลงl ผลของการดื่มแอลกอฮอล์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2544 2010/09/05 20:45:25 บันได 6 ขั้น http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2544 คุณดื่มมากเกินไปหรือเปล่า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2543 แบบประเมินการดื่มแอลกอฮอล์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2543 2010/09/05 20:45:25 คุณดื่มมากเกินไปหรือเปล่า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2543 คู่มือแนวทางปฏิบัติการดูแลช่วยเหลือและบำบัดผู้ประสบปัญหาแอลกอฮอล์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2542 แนวทางการดูแลผู้ป่วยลงแดงจากการขาดแอลกอฮอล์ แนวทางการดูแลผู้ป่วยแอลกอฮอล์และซึมเศร้า แนวทางการดูแลผู้ป่วยแอลกอฮอล์และอาการทางจิต ข้อกำหนดทางคลินิกสำหรับการถอนพิษแอลกอฮอล์ ข้อกำหนดทางคลินิกสำหรับถอนพิษ / เลิก เบนโซไดอะเซปีน แบบสอบถามการดื่มแอลกอฮอล์ (CASE) แบบประเมินการดื่มแอลกอฮอล์ด้วยตนเอง (AUDIT) แบบประเมินอาการติดแอลกอฮอล์ (AWS) แบบประเมินอาการติดแอลกอฮอล์ (CIWA-Ar) แบบประเมินอาการซึมเศร้า (HAM-D) แบบประเมินอาการทางจิต (BPRS) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2542 2010/09/05 20:45:25 คู่มือแนวทางปฏิบัติการดูแลช่วยเหลือและบำบัดผู้ประสบปัญหาแอลกอฮอล์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2542 คู่มือการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหายาเสพติดในสถานประกอบกิจการ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2541 โครงการ TO BE NUMBER ONE การเสริมสร้างความสุขในการทำงาน แนวทางการจัดกิจกรรม Bright mood Good health อารมณ์สดใส ใจกายเป็นสุข (อีคิว กับความสำเร็จในการทำงาน) การผ่อนคลายความเครียดในการทำงาน วิธีการผ่อนคลายความเครียดในการทำํงาน เทคนิคการเป็นที่ปรึกษาของหัวหน้างาน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2541 2010/09/05 20:45:25 คู่มือการส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปัญหายาเสพติดในสถานประกอบกิจการ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2541 การป้องกันและแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตเนื่องจากแอลกอฮอล์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2540 ระดับของการใช้แอลกอฮอล์ การใช้ในทางที่ผิด และผลกระทบต่อบุคคล ครอบครัวและชุมชน ปัจจยั เสี่ยงของการใช้แอลกอฮอล์อย่างเป็นอันตรายและการติดแอลกอฮอล์ ผลที่ตามมาทางด้านกายภาพ จิตประสาท และสังคม การจัดการกับการใช้ ข้อกำหนดทางคลินิกในการถอนพิษแอลกอฮอล์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2540 2010/09/05 20:45:25 การป้องกันและแก้ไขปัญหาสุขภาพจิตเนื่องจากแอลกอฮอล์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2540 คู่มือการให้การปรึกษาสำหรับผู้ประสบปัญหาแอลกอฮอล์ (ฉบับปรับปรุง) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2539 สถานการณ์ รูปแบบ ขั้นตอนการให้บริการ การให้การปรึกษาในรูปแบบต่างๆ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2539 2010/09/05 20:45:25 คู่มือการให้การปรึกษาสำหรับผู้ประสบปัญหาแอลกอฮอล์ (ฉบับปรับปรุง) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2539 ชุดเทคโนโลยีการดูแลผู้ประสบปัญหาแอลกอฮอล์: คู่มือบำบัดผู้ดื่มผิดปกติ เรื่องสู่...ชีวิตไร้พิษสุรา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2538 สุรา...เป็นภัยแก่ผู้ดื่ม หนังสือ สู่...ชีวิตไร้พิษสุรา คู่มือบำบัดผู้ดื่มผิดปกติเล่มนี้ ได้นำเสนอกระบวนการในการช่วยเหลือและบำบัดสำหรับผู้ติดสุราเรื้อรัง แนวทางการบำบัดผู้ติดสุรารูปแบบจิราสา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2538 2010/09/05 20:45:25 ชุดเทคโนโลยีการดูแลผู้ประสบปัญหาแอลกอฮอล์: คู่มือบำบัดผู้ดื่มผิดปกติ เรื่องสู่...ชีวิตไร้พิษสุรา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2538 วันฟ้าใส http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2537 ความรู้และแนวทางการเลิกดื่มแอลกอฮอล์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2537 2010/09/05 20:45:25 วันฟ้าใส http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2537 การสื่อสารและการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์ระยะสุดท้าย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2536 อาการ แนวทางการช่วยเหลือและการื่อสารกับผู้ป่วยเอดส์ระยะสุดท้าย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2536 2010/09/05 20:45:25 การสื่อสารและการช่วยเหลือผู้ป่วยโรคเอดส์ระยะสุดท้าย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2536 ผลกระทบทางสุขภาพจิตจากภัยพิบัติ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2535 ความรู้เกี่ยวกับภัยพิบัติ การตอบสนองต่อความเครียดตามปกติ ลักษณะจิตใจของผู้ประสบภัยพิบัติ และ PTE ภัยพิบัติ ผลกระทบจากภัยพิบัติ บทบาทของบุคลากรสุขภาพจิต แนวทางให้ความช่วยเหลือ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2535 2010/09/05 20:45:25 ผลกระทบทางสุขภาพจิตจากภัยพิบัติ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2535 คู่มือแนวทางการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ สำหรับพระภิกษุ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2534 บทบาทของพระภิกษุและการให้ความช่วยเหลือแก่ผู้ประสบภัยพิบัติ แนวทางการให้ความช่วยเหลือเยียวยาจิตใจแก่บุคคลที่ประสบภัยพิบัติ ช่วงวัยต่างๆ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2534 2010/09/05 20:45:25 คู่มือแนวทางการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ สำหรับพระภิกษุ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2534 คู่มือการดูแลช่วยเหลือจิตใจผู้ประสบภัยพิบัติ: ระยะฟื้นฟู (สำหรับอาสาสมัครสาธารณสุข/แกนนำชุมชน) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2533 ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโรคและอาการที่เี่ฝ้าระวังหลังประสบภัยพิบัติ การเฝ้าระวังปัญหาสขุภาพจิตสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ เทคนิคการดูแูลช่วยเหลือด้านจิตใจ การสร้างเสริมความเข้มแข็งให้ชุมชน -มอบใจของตนเพื่อชุมชนของเรา -ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับดรคและอาการที่เฝ้าระวังหลังประสบภัยพิบัติ -การเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิตสำหรับผู้ประสบภัยพิบัติ -เทคนิคการดูแลช่วยเหลือด้านจิตใจ -การสร้างเสริมความเข้มแข็งให้ชุมชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2533 2010/09/05 20:45:25 คู่มือการดูแลช่วยเหลือจิตใจผู้ประสบภัยพิบัติ: ระยะฟื้นฟู (สำหรับอาสาสมัครสาธารณสุข/แกนนำชุมชน) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2533 คู่มือการดูแลช่วยเหลือจิตใจผู้ประสบภัยพิบัติ: ระยะฟื้นฟู (สำหรับบุคลากรสาธารณสุข) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2532 -แค่เปลี่ยนความคิด...ชีวิตก็เปลี่ยน ปัจจัยที่ส่งผลให้บุคลากรสาธารณสุขประสบความสำเร็จในการทำงานสุขภาพจิต วิธีการบูรณาการงานสุขภาพจิต -ความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับโรคและอาการที่พึงเฝ้าระวังหลังประสบภัยพิบัติ -เครื่องประเมินสภาวะสุขภาพจิตและการนำไปใช้ -การเสริมสร้างแรงจูงใจในการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม -เทคนิคการดูแลช่วยเหลือด้านจิตใจ -วันนี้ยังมีหวัง...พลังใจไม่มีหมด -การเสริมสร้างความเข้มแข็งให้ชุมชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2532 2010/09/05 20:45:25 คู่มือการดูแลช่วยเหลือจิตใจผู้ประสบภัยพิบัติ: ระยะฟื้นฟู (สำหรับบุคลากรสาธารณสุข) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2532 แผนการอบรมหลักสูตรวิทยากร เรื่อง การเสริมสร้างความหยุ่นตัวเพื่อรองรับวิกฤตสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2531 แผนการสอนการเสริมสร้างความหยุ่นตัว http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2531 2010/09/05 20:45:25 แผนการอบรมหลักสูตรวิทยากร เรื่อง การเสริมสร้างความหยุ่นตัวเพื่อรองรับวิกฤตสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2531 คู่มือการจัดกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพใจในชุมชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2530 แนวทางและกิจกรรมเสริมสร้างสุขภาพใจในชุมชน ตัวอย่างกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพใจในชุมชน กิจกรรมส่งเสริมสุขภาพจิต กิจกรรมป้องกันปัญหาสุขภาพจิต การส่งเสริมสุขภาพจิตผู้สูงอายุ กิจกรรมช่วยเหลือผู้ป่วยโรคจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2530 2010/09/05 20:45:25 คู่มือการจัดกิจกรรมสร้างเสริมสุขภาพใจในชุมชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2530 คู่มือการบริหารจัดการงานสร้างเสริมสุขภาพใจในชุมชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2529 การบริหารจัดการและแนวทางการสร้างความสำเร็จในการเสริมสร้างสุขภาพใจในชุมชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2529 2010/09/05 20:45:25 คู่มือการบริหารจัดการงานสร้างเสริมสุขภาพใจในชุมชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2529 คู่มือการให้การปรึกษาในศูนย์สุขภาพชุมชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2528 หลักการ กระบวนการและแนวทางการให้คำปรึกษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2528 2010/09/05 20:45:25 คู่มือการให้การปรึกษาในศูนย์สุขภาพชุมชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2528 คู่มือการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการฆ่าตัวตาย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2527 สถานการณื กลยุทธ และการดำเนินงานป้องกันปัญหาฆ่าตัวตาย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2527 2010/09/05 20:45:25 คู่มือการดำเนินงานป้องกันและแก้ไขปัญหาการฆ่าตัวตาย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2527 สานสายใย...หัวใจรัก (2547) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2525 แนวทางการสร้างและรักษาสัมพันธภาพในรูปแบบต่างๆ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2525 2010/09/05 20:45:25 สานสายใย...หัวใจรัก (2547) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2525 คู่มือความรู้เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูลูก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2524 แนวคิดในการอบรมเลี้ยงดูลูก แนวทางการให้ความช่วยเหลือเมื่อเด็กมีบาดแผลทางจิตใจ แนวคิดทฤษฎีและปัจจัยเกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูลูก  ทฤษฎีความผูกพัน ( Attachment Theory)  การเป็นพ่อแม่  ปัจจัยทางจิตวิทยาที่มีผลต่อการเลี้ยงดูลูก  การช่วยเหลือครอบครัว การเลี้ยงดูลูก  การเลี้ยงดูทารก  การเลี้ยงดูลูกวัยเตาะแตะ  การเลี้ยงดูลูกวัยก่อนเรียน  การเลี้ยงดูลูกวัยเรียน RAP-P (Resourceful Adolescent Parent Program)  โครงสร้างโปรแกรม RAP-P  การจัดกลุ่ม RAP-P บาดแผลทางใจในเด็ก ผลกระทบและการให้ความช่วยเหลือ  รูปแบบบาดแผลทางใจและผลกระทบต่อเด็ก  ปัจจัยที่ก่อให้เกิดบาดแผลทางใจในเลี้ยงดูลูก รายนามผู้เข้ารับการอบรมและรวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำรายงาน  การตอบสนองของเด็กเล็กต่อบาดแผลทางใจ  แนวทางการดูแลรักษาบาดแผลทางใจในเด็ก  ปัญหาหลักที่พบในเด็กที่ถูกทารุณกรรม  การป้องกันบาดแผลทางใจในเด็กที่ถูกทารุณกรรม การประเมินการอบรม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2524 2010/09/05 20:45:25 คู่มือความรู้เกี่ยวกับการอบรมเลี้ยงดูลูก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2524 เชี่ยวชาญชีวิตฉลาดคิดสร้างสรรค์ คู่มือสำหรับพ่อแม่ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2523 ความรู้เรื่องความคิดสร้างสรรค์ แนวทางการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ในเด็ก 3-5 ปี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2523 2010/09/05 20:45:25 เชี่ยวชาญชีวิตฉลาดคิดสร้างสรรค์ คู่มือสำหรับพ่อแม่ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2523 คู่มือเสริมสร้างไอคิวและอีคิวเด็กวัยแรกเกิด - 5 ปี สำหรับพ่อแม่/ผู้ปกครอง (ฉบับปรับปรุง) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2522 ความสำคัญของการพัฒนาไอคิว(IQ)และอีคิว(EQ) l เทคนิคการพัฒนาไอคิวและอีคิว วิธีการเลี้ยงลูกที่เหมาะสมในแต่ละวัย แนวทางเสริมสร้างไอคิวและอีคิวลูก แนวทางการแก้ไขปัญหาอารมณ์ลูกวัย 3 - 5 ปี การสร้างโอกาสการเรียนรู้แต่ละช่วงวัย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2522 2010/09/05 20:45:25 คู่มือเสริมสร้างไอคิวและอีคิวเด็กวัยแรกเกิด - 5 ปี สำหรับพ่อแม่/ผู้ปกครอง (ฉบับปรับปรุง) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2522 คู่มือการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนช่วงชั้นที่ 1-2 (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2521 กรอบแนวคิด การพัฒนา การประกันคุณภาพและประเมินระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน แนวทางการจัดกิจกรรม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2521 2010/09/05 20:45:25 คู่มือการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนช่วงชั้นที่ 1-2 (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2521 คู่มือครูระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนช่วงชั้นที่ 1-2 (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2520 กรอบแนวคิดในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน ตัวอย่างและเครื่องมือในการดูแลช่วยเหลือนักเรียน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2520 2010/09/05 20:45:25 คู่มือครูระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนช่วงชั้นที่ 1-2 (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2520 คู่มือครูระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนช่วงชั้นที่ 3-4 (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2519 กรอบแนวคิด ความหมาย และองค์ประกอบของระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2519 2010/09/05 20:45:25 คู่มือครูระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนช่วงชั้นที่ 3-4 (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2519 คู่มือฝึกอบรมวิทยากร ระบบการดูแลช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตและป้องกันสารเสพติดในสถานศึกษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2518 แผนการสอนระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนด้านสุขภาพจิตและป้องกันสารเสพติดในสถานศึกษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2518 2010/09/05 20:45:25 คู่มือฝึกอบรมวิทยากร ระบบการดูแลช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตและป้องกันสารเสพติดในสถานศึกษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2518 คู่มือการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนช่วงชั้นที่ 3-4 (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2517 กรอบแนวคิด การพัฒนา การประกันคุณภาพและประเมินระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน แนวทางการจัดกิจกรรม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2517 2010/09/05 20:45:25 คู่มือการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนช่วงชั้นที่ 3-4 (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2517 คู่มือครูสำหรับช่วยเหลือนักเรียนที่มีปัญหาสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2516 หลักการ เทคนิคการช่วยเหลือนักเรียนที่มีปัญหาสุขภาพจิต กรณีศึกษา และแนวทางการจัดกิจกรรม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2516 2010/09/05 20:45:25 คู่มือครูสำหรับช่วยเหลือนักเรียนที่มีปัญหาสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2516 คู่มือดูแลสุขภาพจิตเด็กวัยเรียน สำหรับครู http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2515 สุขภาพจิต พัฒนาการเด็กวัยเรียน ทักษะพื้นฐานและแนวทางการดูแลเด็กวัยเรียน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2515 2010/09/05 20:45:25 คู่มือดูแลสุขภาพจิตเด็กวัยเรียน สำหรับครู http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2515 คู่มือดำเนินงานพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์เด็ก อายุ 3-11 ปี สำหรับครู http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2514 แนวคิดการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์เด็ก การประเมินความฉลาดทางอารมณ์ แนวทางการสร้างกิจกรรม/นวัตกรรม เทคนคิ การจัดกิจกรรมเพื่อ การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์เด็ก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2514 2010/09/05 20:45:25 คู่มือดำเนินงานพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์เด็ก อายุ 3-11 ปี สำหรับครู http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2514 คู่มือการพัฒนาไอคิวและอีคิวเด็กแรกเกิด - 5 ปี สำหรับพ่อแม่/ผู้ปกครอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2513 ความสำคัญของการพัฒนาไอคิวและอีคิว เทคนิคการพัฒนาไอคิวและอีคิว ความเชื่อที่ผิดกับความจริงที่ถูกในการเลี้ยงดูลูก วิธีการเลี้ยงลูกที่เหมาะสม กิจกรรมส่งเสริมพัฒนาเด็กแรกเกิด - 5 ปี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2513 2010/09/05 20:45:25 คู่มือการพัฒนาไอคิวและอีคิวเด็กแรกเกิด - 5 ปี สำหรับพ่อแม่/ผู้ปกครอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2513 คู่มือเสริมสร้างไอคิวและอีคิวเด็ก สำหรับครูโรงเรียนอนุบาล (ฉบับปรับปรุง) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2511 พัฒนาการและการเรียนรู้ของเด็ก 3-5 ปี การพัฒนาไอคิวและอีคิวเด็ก 3-5 ปี ในสถานศึกษา เทคนิควิธีการพัฒนา ไอคิวและอีคิว ปัญหาของเด็กอนุบาล 3-5 ปี ที่พบบ่อยและแนวทางแก้ไข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2511 2010/09/05 20:45:25 คู่มือเสริมสร้างไอคิวและอีคิวเด็ก สำหรับครูโรงเรียนอนุบาล (ฉบับปรับปรุง) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2511 สอนวัยรุ่น...ไม่วุ่นอย่างที่คิด (2547) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2509 แนวทางการสอนวัยรุ่น การสังเกต วิธีการสลายอารมณ์ สื่อที่เข้าถึงวัยรุ่น http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2509 2010/09/05 20:45:25 สอนวัยรุ่น...ไม่วุ่นอย่างที่คิด (2547) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2509 สะท้อนภาพวัยใส สะท้อนใจวัยทีน (2547) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2508 ค้นหาและเข้าใจตนเอง มารู้จ้กตัวเองกันเถอะ ศักยภาพของบุคคล เรารู้จักตนเองได้อย่างไร อยากรู้บ้างไหมว่าคุณเป็นคนแบบไหน นิสัยของฉันเป็นอย่างไร เลือกงานตามบุคลิกภาพ ฉันอยากทำอะไรในอนาคต เปิดช่องทางสู่โลกกว้าง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2508 2010/09/05 20:45:25 สะท้อนภาพวัยใส สะท้อนใจวัยทีน (2547) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2508 ความรู้สุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น สำหรับผู้ปฎิบัติงานเครือข่ายสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2507 พัฒนาการของวัยรุ่น การเลี้ยงลูกในยุคโลกาภิวัฒน์ พฤติกรรมเสี่ยงในวัยรุ่น การให้การปรึกษาปัญหาสุขภาพจิตวัยรุ่น การให้การปรึกษาผู้ปกครองของวัยรุ่น การป้องกันแก้ไขปัญหายาบ้าในสถานศึกษา กิจกรรมกลุ่มจิตสังคมบำบัดในสถานศึกษา การป้องกันและแก้ไขปัญหาความรุนแรงในโรงเรียน การละเมิดทางเพศในเด็ก การเลี้ยงดูลูกกับสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2507 2010/09/05 20:45:25 ความรู้สุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่น สำหรับผู้ปฎิบัติงานเครือข่ายสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2507 ก้าวทันเกมไฮเทค (2547) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2506 ลูกติดเกมแล้วหรือยัง วิธีเลือกซื้อเกม เกณฑ์เว็บไซด์ที่ไม่เหมาะสม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2506 2010/09/05 20:45:25 ก้าวทันเกมไฮเทค (2547) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2506 เด็กสมาร์ทฉลาดเล่นเกม (2547) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2505 แนวทางการเล่นเกมอย่างสร้างสรรค์ ด้านมืดของเกม การจัดวินัยในการเล่นเกม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2505 2010/09/05 20:45:25 เด็กสมาร์ทฉลาดเล่นเกม (2547) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2505 คู่มือการให้การปรึกษาเพื่อดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์ที่ได้รับยาต้านไวรัส (ฉบับปรับปรุง) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2501 แนวทางการให้คำปรึกษาผู้ติดเชื้อเอชไอวี การดำเนินโครการดูแลผู้ติดเชื้อ การดูแลหญิงตั้งครรภ์ที่ติดเชื้อ การรักษาด้วยยาต้านไวรัส ปัจจัยทางสังคมจิตใจของผู้ให้การปรึกษาและผู้รับบริการ เทคนิคให้คำปรึกษา การแก้ปัญหาอย่างเป็นระบบ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2501 2010/09/05 20:45:25 คู่มือการให้การปรึกษาเพื่อดูแลผู้ติดเชื้อเอชไอวี และผู้ป่วยเอดส์ที่ได้รับยาต้านไวรัส (ฉบับปรับปรุง) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2501 คู่มือสำหรับผู้บริหารเพื่อการพัฒนาระบบการปรึกษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2499 การให้บริการปรึกษาเป็นแบบรูปแบบหนึ่งในการให้ความช่วยเหลือด้านจิตใจที่สำคัญ การจะพัฒนาบริการปรึกษาให้มีประสิทธิภาพนั้น จำต้องอาศัยกระบวนการบริหารจัดการที่ผู้บริหารได้กำหนกนโยบายที่บริหารงานที่ครอบคลุมทั้งหน่วยงานได้ โดยมีประเด็นดังนี้ ความสำคัญของการให้การปรึกษา ประโยชน์ที่จะได้รับ ขั้นตอนและประเภทของการให้การปรึกษา คุณสมบัติผู้ให้การปรึกษา และปัจจัยความสำเร็จของผู้ให้บริการปรึกษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2499 2010/09/05 20:45:25 คู่มือสำหรับผู้บริหารเพื่อการพัฒนาระบบการปรึกษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2499 คู่มือการให้ปรึกษาสำหรับผู้ประสบปัญหาแอลกอฮอล์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2497 การให้คำแนะนำแบบสั้น การให้คำแนะนำครอบครัวแบบสั้น การให้คำปรึกษา ผลเสียของแอลกอฮอล์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2497 2010/09/05 20:45:25 คู่มือการให้ปรึกษาสำหรับผู้ประสบปัญหาแอลกอฮอล์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2497 คู่มือสำหรับผู้ให้การปรึกษา หลักสูตรการปรึกษาเพื่อความร่วมใจในการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2496 แรงจูงใจกับการให้การปรึกษาเพื่อเพิ่มความร่วมใจ ขั้นตอนของการเปลี่ยนแปลง ธรรมชาติของแรงจูงใจ การเพิ่มแรงจูงใจ แรงจูงใจและความร่วมใจในการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์ เป้าหมายของการรักษา ปัจจัยที่มีผลต่อ ระดับความร่วมใจ กลยุทธ์และเครื่องมือเพื่อเพิ่มความร่วมใจในการกินยา กลยุทธ์การให้การปรึกษาแบบสร้างแรงจูงใจ หลักการของการให้คำํปรึกษาเพื่อสร้างแรงจูงใจ วิธีการเฉพาะของการให้คำปรึกษาเพื่อสร้างแรงจูงใจ สรุปแนวทางการให้การปรึกษาเพื่อความร่วมใจในการกินยา แผนภาพกระบวนการให้การปรึกษาเพื่อความร่วมใจในการกินยาต้า้นไวรัส แนวทางการให้การปรึกษาเพื่อเตรียมการ แนวทางการให้การปรึกษาในระยะ 3 เดือนแรก (Action Stage)การให้การปรึกษาผู้รับบริการในระยะคงสภาพความร่วมใจในการรักษา เครื่องมือเพื่อสร้างความร่วมใจ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2496 2010/09/05 20:45:25 คู่มือสำหรับผู้ให้การปรึกษา หลักสูตรการปรึกษาเพื่อความร่วมใจในการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2496 คู่มือสำหรับวิทยากร หลักสูตรการปรึกษาเพื่อความร่วมใจในการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2495 ธรรมชาติของแรงจูงใจ แรงจูงใจกับความร่วมใจในการรักษาด้วยยาต้านไวรัส วิธีการเฉพาะของการให้การปรึกษาแบบสร้างแรงจูงใจ การให้การปรึกษาขั้นเตรียมการ การให้การปรึกษาระยะคงสภาพ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2495 2010/09/05 20:45:25 คู่มือสำหรับวิทยากร หลักสูตรการปรึกษาเพื่อความร่วมใจในการรักษาด้วยยาต้านไวรัสเอดส์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2495 คู่มือประกอบการอบรมหลักสูตรการให้การปรึกษากรณีเปิดเผยผลเลือด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2494 ภาพรวมของกระบวนการให้การปรึกษา กรณีเปิดเผยผลเลือด การเปิดประเด็นการพูดคุย เรื่องการเปิดเผยผลเลือด การพิจารณาผู้รับทราบผลเลือด การฝึกทักษะในการเปิดเผยผลเลือด การสรุปแนวทางการเปิดเผยผลเลือด หลักสูตรการให้การปรึกษา กรณีเปิดเผยผลเลือด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2494 2010/09/05 20:45:25 คู่มือประกอบการอบรมหลักสูตรการให้การปรึกษากรณีเปิดเผยผลเลือด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2494 หลักการของการให้การปรึกษาแบบสร้างแรงจูงใจ DARES http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2493 วงล้อการเปลี่ยนแปลง อุปสรรคขัดขวางการฟัง หลักการให้การปรึกษาแบบสร้างแรงจูงใจ DARES ลักษณะเฉพาะของการให้คำปรึกษาแบบสร้างแรงจูงใจ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2493 2010/09/05 20:45:25 หลักการของการให้การปรึกษาแบบสร้างแรงจูงใจ DARES http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2493 เพศ...SEX อย่าให้เด็กหลงทาง (2547) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2381 ปัจจุบันวัยรุ่นเรียนรู้เรื่องเพศผ่านสื่อต่าง ๆ ได้ง่ายโดยขาดความเข้าใจ พ่อแม่ผู้ปกครองจำเป็นต้องมีความรู้ความเข้าใจในธรรมชาติเรื่องเพศของวัยรุ่น และวิธีการสอนเรื่องเพศให้แก่ลูกอย่างเหมาะสม เพื่อให้พ่อแม่/ผู้ปกครองสร้างความเข้าใจเรื่องเพศในเด็กวัยรุ่น มีแนวทางในการบอก สอน และการดูแลเรื่องเพศแก่ลูกทั้งชายหญิง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2381 2010/09/05 20:45:25 เพศ...SEX อย่าให้เด็กหลงทาง (2547) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2381 คู่มือการดูแลจิตใจในภาวะภัยพิบัติจากธรรมชาติ สำหรับแกนนำชุมชน/ประชาชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2357 แกนนำชุมชน/ประชาชนควรมีความรู้ ความเข้าใจอันจะนำไปสู่การเสริมสร้างกำลังใจให้แก่ประชาชนที่ประสบภัยพิบัติจากธรรมชาติได้ปรับสภาพจิตใจ กลับเข้าสู่สภาวะปกติทางด้านจิตใจโดยเร็วที่สุด ด้วยการดูแลจิตใจตนเองและบุคคลใกล้ชิดเมื่อประสบภัยพิบัติ การประเมินและวิเคราะห์ความเครียดด้วยตนเอง เทคนิคการคลายเครียดโดยการฝึกการหายใจ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2357 2010/09/05 20:45:25 คู่มือการดูแลจิตใจในภาวะภัยพิบัติจากธรรมชาติ สำหรับแกนนำชุมชน/ประชาชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2357 คู่มือการจัดกิจกรรม ฝึกคิดแก้ปัญหาพัฒนา EQ (สำหรับศูนย์เพื่อนใจวัยรุ่น) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2352 EQ หรือความฉลาดทางอารมณ์ เป็นคุณลักษณะที่สามารถพัฒนาให้เกิดขึ้นได้ ในกลุ่มเยาวชนนั้นสามารถพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ผ่านกิจกรรมต่าง ๆ เพื่อปรับทุกข์ สร้างสุข และแก้ปัญหา พัฒนา EQ ได้ แนวทางการปรับตัวในวัยรุ่น ทักษะการสื่อสาร แนวทางป้องกันสารเสพติด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2352 2010/09/05 20:45:25 คู่มือการจัดกิจกรรม ฝึกคิดแก้ปัญหาพัฒนา EQ (สำหรับศูนย์เพื่อนใจวัยรุ่น) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2352 แนวทางปฏิบัติระดับชาติ เรื่องการช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตในภาวะวิกฤต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2351 ความหมายความรุนแรงสถานการณ์ความสำคัญแนวทางปฏิบัติและการช่วยเหลือด้านจิตใจในภาวะวิกฤต ภายหลังเหตุการณ์พิบัติภัยสึนามิ เมื่อวันที่ 26 ธันวาคม 2547 กรมสุขภาพจิตจึงได้ถ่ายทอดแนวทางในการดำเนินงานด้านสุขภาพจิตในกรณีเกิดภัยพิบัติให้กับห่วยงานต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้องได้นำไปใช้ในพื้นที่ รวม 5 เรื่อง ได้แก่ บทนำ/ความหมาย การให้การช่วยเหลือผู้ประสบภัยระยะต่าง ๆ การบริหารจัดการ การสื่อสารและประชาสัมพันธ์ และการพัฒนาบุคลากร http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2351 2010/09/05 20:45:25 แนวทางปฏิบัติระดับชาติ เรื่องการช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตในภาวะวิกฤต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2351 คู่มือวิทยากรระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนช่วงชั้นที่ 3-4 (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2350 แผนการสอนระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2350 2010/09/05 20:45:25 คู่มือวิทยากรระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนช่วงชั้นที่ 3-4 (ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-6) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2350 คู่มือวิทยากรระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนช่วงชั้นที่ 1-2 (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2349 แผนการสอนระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2349 2010/09/05 20:45:25 คู่มือวิทยากรระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนช่วงชั้นที่ 1-2 (ชั้นประถมศึกษาปีที่ 1-6) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2349 แนวทางปฏิบัติระดับชาติ เรื่อง การช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตในภาวะวิกฤต: กรณีภัยพิบัติจากธรรมชาติระดับ 4 - 6 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2347 ความหมาย การให้ความช่วยเหลือผู้ประสบภัยระยะต่างๆ การบริหารจัดการ การสื่อสารและประชาสัมพันธ์ และการพัฒนาบุคลากร การทำงานด้านการช่วยเหลือด้านจิตใจ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2347 2010/09/05 20:45:25 แนวทางปฏิบัติระดับชาติ เรื่อง การช่วยเหลือด้านสุขภาพจิตในภาวะวิกฤต: กรณีภัยพิบัติจากธรรมชาติระดับ 4 - 6 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2347 คู่มือการจัดการความรู้การเยียวยาจิตใจครอบครัวผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์วิกฤต: บทเรียนจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2343 บทเรียนสำหรับทีมเยียวยาจิตใจในการเรียนรู้และการเพิ่มพูนประสบการณ์เกี่ยวกับการปฏิบัติงานในสถานการณ์วิกฤตต่างๆ โดยเฉพาะไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 ซึ่งมีเนื้อหาดังนี้ เหตุผลความสำคัญของการเยียวยาจิตใจ คำนิยามของ      - การเยียวยาจิตใจครอบครัวผู้เสียชีวิต      - สถานการณ์วิกฤต      - ทีมเยียวยาจิตใจ      - ทีมในพื้นที่ วัตถุประสงค์ของการเยียวจิตใจ ขอบเขตในการเยียวยาจิตใจ แนวทางและขั้นตอนการเยียวยาจิตใจ      I. ขั้นเตรียมการ      II. ขั้นดำเนินการ      III. ขั้นสรุปและรายงานผล เครื่องมือที่ใช้ปฏิบัติการเยียวยา      - แบบประเมินเพื่อคัดกรองสุขภาพจิต      - แบบรายงานการปฏิบัติงานในสถานการณ์วิกฤต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2343 2010/09/05 20:45:25 คู่มือการจัดการความรู้การเยียวยาจิตใจครอบครัวผู้เสียชีวิตจากสถานการณ์วิกฤต: บทเรียนจากไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ใหม่ 2009 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2343 คู่มืออาสาสมัคร/แกนนำเยาวชน ศูนย์เพื่อนใจวัยรุ่น http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2338 ธรรมชาติของวัยรุ่น การเสริมสร้างความฉลาดทางอารมณ์ในเยาวชนทักษะการพูดการฟังเพื่อดูแลจิตใจวัยรุ่น การวิเคราะห์คัดกรองปัญหาในวัยรุ่น http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2338 2010/09/05 20:45:25 คู่มืออาสาสมัคร/แกนนำเยาวชน ศูนย์เพื่อนใจวัยรุ่น http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2338 โรคอารมณ์แปรปรวนชนิดไบโพลาร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2334 โรคอารมณ์แปรปรวนชนิดไบโพลาร์ อาการ สาเหตุ การรักษา การประเมินของโรคและการดูแลผู้ป่วยโรคอารมณ์แปรปรวนชนิดไบโพลาร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2334 2010/09/05 20:45:25 โรคอารมณ์แปรปรวนชนิดไบโพลาร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2334 ภาวะซึมเศร้า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2329 อาการ การดูแล การรักษาภาวะซึมเศร้าสาเหตุการรักษาและการดูแลผู้ป่วยภาวะซึมเศร้า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2329 2010/09/05 20:45:25 ภาวะซึมเศร้า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2329 เมื่อรู้ว่าลูกติดยาทำอย่างไร http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2318 ข้อแนะนำสำหรับพ่อแม่ เมื่อลูกใช้ยาเสพติด และแนวทางการช่วยเหลือใช้ลูกเลิกใช้ยาเสพติด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2318 2010/09/05 20:45:25 เมื่อรู้ว่าลูกติดยาทำอย่างไร http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2318 เลี้ยงลูกอย่างไรให้ห่างไกลยาเสพติด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2317 แนวทางที่พ่อแม่ควรปฏิบัติให้ลูกห่างไกลยาเสพติด เช่น แสดงความรักให้เวลากับลูกสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ สร้างคุณค่าในตนเอง ฝึกวินัยตนเองและในครอบครัว เป็นต้น http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2317 2010/09/05 20:45:25 เลี้ยงลูกอย่างไรให้ห่างไกลยาเสพติด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2317 คู่มือการดูแลสุขภาพจิตผู้ต้องคดีในชุมชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2311 ชุมชนกับการดูแลสุขภาพจิตผู้ต้องขัง ลักษณะทางจิตสังคมของผู้ต้องคดี ปัญหาสุขภาพจิตและจิตเวชกับการก่อคดี และการดูแลผู้ต้องคดีที่มีปัญหาสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2311 2010/09/05 20:45:25 คู่มือการดูแลสุขภาพจิตผู้ต้องคดีในชุมชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2311 คู่มือสำหรับญาติ การดูแลผู้ป่วยโรคจิตเภท (ฉบับปรับปรุง) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2308 โรคจิตเภท สาเหตุ ลักษณะอาการ การรักษา บทบาทของญาติในการดูแลผู้ป่วยจิตเภท http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2308 2010/09/05 20:45:25 คู่มือสำหรับญาติ การดูแลผู้ป่วยโรคจิตเภท (ฉบับปรับปรุง) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2308 คู่มือการดูแลจิตใจในภาวะภัยพิบัติจากธรรมชาติ สำหรับบุคลากรสาธารณสุข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2299 หนังสือคู่มือการดูแลจิตใจในภาวะภัยพิบัติจากธรรมชาติ สำหรับบุคลากรสาธารณสุข เป็นหนังสือคู่มือความรู้เบื้องต้นเกี่ยวกับภัยพิบัติ ปฏิกิริยาทางจิตใจต่อภัยพิบัติ ผลกระทบของภัยพิบัติที่มีต่อบุคลากรกลุ่มต่าง ๆ สัญญาณอันตรายที่ควรระวัง เสนอแบบคัดกรองและแบบประเมินสภาพจิตใจภาวะภัยพิบัติ แนวทางการสัมภาษณ์พูดคุยกับผู้ประสบภัยพิบัติ ตลอดจนบทบาทหน้าที่ของบุคลากรสาธารณสุขในการช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ การดูแลจิตใจของผู้ปฏิบัติงานช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ และแนวทางการสร้างเสริมความเข้มแข็งให้แก่ชุมชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2299 2010/09/05 20:45:25 คู่มือการดูแลจิตใจในภาวะภัยพิบัติจากธรรมชาติ สำหรับบุคลากรสาธารณสุข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2299 คู่มือการดูแลจิตใจในภาวะภัยพิบัติจากธรรมชาติ สำหรับเด็ก ตอน เมื่อฉันเข้าใจธรรมชาติ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2297 วิธีการจัดการกับสภาพจิตใจเมื่อได้รับผลกระทบจากภัยธรรมชาติ วิธีการจัดการกับความกลัว http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2297 2010/09/05 20:45:25 คู่มือการดูแลจิตใจในภาวะภัยพิบัติจากธรรมชาติ สำหรับเด็ก ตอน เมื่อฉันเข้าใจธรรมชาติ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2297 คู่มือสำหรับญาติ การดูแลผู้ป่วยจิตเภท (ฉบับปรังปรุง) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2285 เนื้อหาโรคจิตเภทและวิธีการดูแลผู้ป่วยให้ได้รับการรักษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2285 2010/09/05 20:45:25 คู่มือสำหรับญาติ การดูแลผู้ป่วยจิตเภท (ฉบับปรังปรุง) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2285 เพื่อนช่วยเพื่อน (ฉบับปรับปรุง) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2263 แนวทางการเป็นเพื่อนที่ดี ทำอย่างไรเพื่อนจึงจะไว้วางใจ ช่วยเพื่อนที่มีปัญหาการเรียน เพื่อนมีปัญหากลุ้มใจหรือเศร้า เพื่อนมีปัญหาเรื่องไปทำผู้หญิงท้อง เพื่อนสาวตั้งครรภ์ เพื่อนมีปัญหาเรื่องอยากหนีออกจากบ้าน ถ้าเพื่อนมีปัญหาเรื่องเป็นขโมย เพื่อนมีปัญหาเรื่องทะเลาะวิวาทกันอย่างรุนแรง เตือนเพื่อนอย่างไรจึงจะไม่ขัดใจกัน กติกาในการเตือนเพื่อน แนะนำเพื่อนที่ถูกล้อเลียนอย่างไร ทำอย่างไรดีเมื่อถูกยั่วยุอารมณ์ มารู้จักวิธีปฏิเสธกันเถอะ ศักด์ิศรีของวัยรุ่น ควรมุ่งที่ตรงไหน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2263 2010/09/05 20:45:25 เพื่อนช่วยเพื่อน (ฉบับปรับปรุง) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2263 การดูแลจิตใจในสถานการณ์ระบาดไข้หวัดนก/ไข้หวัดใหญ่ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2259 - สถานการณ์โรคระบาด - ความหมายไข้หวัดนก ไข้หวัดใหญ่ - การติดเชื้อไข้หวัดนก - อาการโรคไข้หวัดใหญ่ - เทคนิคการสร้างภูมิคุ้มกันตนเอง - การดูแลจิตใจเมื่ออยู่ในสถานการณืโรคระบาด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2259 2010/09/05 20:45:25 การดูแลจิตใจในสถานการณ์ระบาดไข้หวัดนก/ไข้หวัดใหญ่ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2259 การดูแลจิตใจหลังประสบภัยพิบัติ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2258 - ความหมายภัยพิบัติ - ผลกระทบจากเหตุการณ์ภัยพิบัติ - การดูแลจิตใจหลังประสบภัยพิบัติ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2258 2010/09/05 20:45:25 การดูแลจิตใจหลังประสบภัยพิบัติ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2258 การช่วยเหลือทางจิตใจผู้ประสบภัยเบื้องต้นสำหรับประชาชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2257 - ความเข้าใจเรื่องเกี่ยวกับอารมณ์ความรู้สึกของผู้ประสบภัยเช่นด้านอารมณ์ ด้านการแสดงออก และด้านร่างกาย - การช่วยเหลือทางจิตใจเบื้องต้น http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2257 2010/09/05 20:45:25 การช่วยเหลือทางจิตใจผู้ประสบภัยเบื้องต้นสำหรับประชาชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS2257 จัดการความโกรธให้อยู่หมัด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS258 ข้อเท็จจริงจากความโกรธ เคล็ดลับด้วยการถามใจตนเองเพื่อการควบคุมอารมณ์และจัดการความโกรธ เคล็ดลับการจัดการความโกรธด้วยการเบี่ยงเบนความสนใจ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS258 2010/09/06 21:51:37 จัดการความโกรธให้อยู่หมัด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS258 ความโกรธแก้ไขได้ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS257 ความโกรธเป็นอารมณ์ที่เกิดขึ้นได้ และจัดการได้ด้วย 2 วิธี คือ ลดอารมณ์ลง และปรับความคิดในระดับลึก ระดับที่ 1 คิดถึงที่มาของอารมณ์ ระดับที่ 2 คิดให้ถี่ถ้วนตามความเป็นจริง ระดับที่ 3 คิดใคร่ครวญถึงคุณค่า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS257 2010/09/06 21:43:49 ความโกรธแก้ไขได้ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS257 ฟื้นฟูจิตใจในชุมชน ฉบับ อสม./อสส. http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS256 แนวทางฟื้นฟูจิตใจคนในชุมชน โดยอาสาสมัครสาธารณสุขหมู่บ้านและอาสาสมัครสาธารณสุขในเขตเมือง บรรยายเป็นภาพการ์ตูนเพื่อให้ง่ายต่อการเข้าใจ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS256 2010/09/06 21:20:36 ฟื้นฟูจิตใจในชุมชน ฉบับ อสม./อสส. http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS256 หลักสูตรการปฐมพยาบาลทางจิตใจตามหลักการ EASE http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS216 การบรรยายเรื่อง องค์ความรู้เกี่ยวกับการปฐมพยาบาลด้านจิตใจเบื้องต้น มุ่งเน้น ให้ความรู้เกี่ยวกับทฤษฎีพื้นฐานและรายละเอียดที่สำคัญ แผนการสอนที่ 1 เรื่อง หัวใจบริการ เพื่อเสริมสร้างให้ผู้ให้การช่วยเหลือมีเจตคติทางบวกต่อการช่วยเหลือทางจิตใจเบื้องต้น พร้อมทั้งเสริมสร้างคุณลักษณะที่สำคัญในการเป็นผู้ปฏิบัติที่ดี แผนการสอนที่ 2 เรื่อง เรียนรู้ PFA: EASE เกริ่นนำผู้เข้ารับการอบรมรู้จักกับการปฐมพยาบาลด้านจิตใจหลักสูตร EASE ชี้ให้เห็นความแตกต่างระหว่างหลักสูตร PFA ที่ปฏิบัติอยู่เดิม และหลักสูตรใหม่ที่มีโครงสร้างชัดเจนพอสังเขป แผนการสอนที่ 3 เรื่อง ปฏิกิริยาด้านจิตใจของผู้ประสบภาวะวิกฤต เน้นการฝึกทักษะการสังเกตปฏิกิริยาด้านจิตใจซึ่งมีความสำคัญอย่างยิ่งในการปฐมพยาบาลในภาวะวิกฤต การประเมินปฏิกิริยาด้านจิตใจที่เที่ยงตรงจะทำให้ผู้บริการเลือกใช้เทคนิคในการสร้างสัมพันธภาพเหมาะกับสถานการณ์ แผนการสอนที่ 4 เรื่อง E: Engagement 3 ส จากใจ ถึงใจ เน้นอบรบทักษะการสังเกต การสร้างสัมพันธภาพและการสื่อสารกับผู้ประสบเหตุการณ์วิกฤต แผนการสอนที่ 5 เรื่อง A: Assessment ฝึกทักษะ 3 ป เพื่อการช่วยเหลือเน้นการฝึกทักษะการประเมินความต้องการของผู้ประสบภัย โดยเป็นการบูรณาการ ทักษะ E – Engagement และการสังเกตปฏิกิริยาด้านจิตใจนำมาใช้ในการประเมินอย่างเหมาะสม แผนการสอนที่ 6 เรื่อง S : Skills เรียกขวัญคืนสติ ลดความเจ็บปวดทางใจ เสริมสร้างทักษะ (เรียก ลด เสริม) เน้นการฝึกภาคปฏิบัติถึงวิธีการในการให้ความช่วยเหลือด้านจิตใจ โดยใช้เทคนิคต่างๆ ตามสถานการณ์ แผนการสอนที่ 7 เรื่อง E : Education ทักษะ 3 ต คือ ตรวจสอบความต้องการ เติมเต็มความรู้ ติดตามต่อเนื่อง เน้นการเสริมสร้างทักษะของผู้ปฐมพยาบาลด้านจิตใจในการให้ความรู้ ความเข้าใจ (Psychoeducation) ให้กับผู้ได้รับผลกระทบและญาติ ผู้ใกล้ชิด เพื่อนำความรู้เหล่านี้ไปใช้เสริมสร้างและดูแลวิกฤตสุขภาพจิตที่อาจเกิดขึ้นได้ด้วยตนเอง แผนการสอนที่ 8 เรื่อง ฝึกทักษะ EASE แบบบูรณาการ ใช้การแสดงบทบาทสมมติจำลองสถานการณ์วิกฤตขนาดใหญ่ เน้นให้ผู้เข้ารับการอบรมนำทักษะ EASE ที่ได้เรียนรู้มาเพื่อนำมาปรับใช้อย่างบูรณาการ แผนการสอนที่ 9 เรื่อง การดูแลจิตใจตนเองของผู้ช่วยเหลือผู้ปฏิบัติงานภายใต้สถานการณ์วิกฤตเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดความเครียดสะสมและเกิดปัญหาทางสุขภาพจิตตามมาได้ ดังนั้นการดูแลจิตใจตนเองจึงมีความสำคัญในการช่วยบำรุงและดูแลสุขภาพจิตของผู้ปฏิบัติงาน หมายเหตุ - สามารถศึกษารายละเอียดเชิงลึกเพิ่มเติมได้จากคู่มือการให้ความช่วยเหลือทางจิตใจเบื้องต้น - การจัดการอบรม ใช้ระยะเวลาในการจัดกิจกรรมรวมทั้งสิ้น 2 วัน รวมเวลาทั้งหมด 12ชั่วโมง การเลือกใช้แผนการจัดกิจกรรม เทคนิคต่างๆ ในบางแผนการสอนในคู่มือเล่มนี้ให้เลือกตามความเหมาะสมกับบริบทของผู้ประสบภาวะวิกฤตซึ่งมีความหลากหลายทางความเชื่อ ความแตกต่างของเพศ และ วัย  http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS216 2010/06/02 18:05:32 หลักสูตรการปฐมพยาบาลทางจิตใจตามหลักการ EASE http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS216 คู่มือการปฐมพยาบาลทางจิตใจตามหลักการ EASE http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS22 แนวคิดของการทำการปฐมพยาบาลทางจิตใจเบื้องต้นมีความสำคัญต่อการนำไปปฏิบัติ เนื่องจากจะทำให้ผู้เข้าไปช่วยเหลือผู้ประสบภัยได้ทราบถึงกรอบแนวคิดและพื้นฐานทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับ PFA การเข้าใจประวัติความเป็นมา นอกจากนี้ยังทำให้เกิดความรู้และความเข้าใจตรงกับหลักการของการพัฒนา PFA ขึ้นมา เพื่อให้การนำไปปรับใช้มีความเหมาะสมอีกด้วย อันประกอบด้วยเนื้อหาดังนี้ ประวัติความเป็นมาและพื้นฐานทฤษฎี เจตคติและคุณลักษณะของผู้ให้การช่วยเหลือด้านจิตใจ ปฏิกิริยาด้านจิตใจของผู้ประสบเหตุการณ์วิกฤต ปฏิกิริยาทางจิตใจที่เกิดขึ้นหลังเกิดเหตุการณ์วิกฤต การปฐมพยาบาลทางจิตใจแก่ผู้ประสบเหตุการณ์วิกฤตด้วยหลักการ EASE วิธีการสร้างสัมพันธภาพและการเข้าถึงจิตใจผู้ได้รับผลกระทบ (Engagement) วิธีการประเมินผู้ได้รับผลกระทบ (Assessment) วิธีการเรียกขวัญคืนสติ ลดความเจ็บปวดทางใจ เสริมสร้างทักษะ (Skills) วิธีการให้สุขภาพจิตศึกษาและข้อมูลที่จำเป็น (Education) การดูแลจิตใจตนเองของผู้ช่วยเหลือ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS22 2010/06/02 18:05:32 คู่มือการปฐมพยาบาลทางจิตใจตามหลักการ EASE http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS22