คลังความรู้ทางวิชาการด้านสุขภาพจิตและจิตเวช กรมสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/ คลังความรู้ทางวิชาการด้านสุขภาพจิตและจิตเวช กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข การพัฒนาและทดสอบแบบประเมินสุขภาพจิตผู้สูงอายุ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11966 วัตถุประสงค์  1) เพื่อพัฒนาแบบประเมินสุขภาพจิตผู้สูงอา&#3618;ุ โด&#3618;ศึกษาความตรงตามเนื้อหา ความตรงตามโครงสร้าง ความเชื่อมั่นของเครื่องมือ และศึกษาค่าปกติซึ่งใช้เป็นเกณฑ์มาตรฐานในการประเมินภาวะสุขภาพจิตผู้สูงอา&#3618;ุทั้งฉบับสมบูรณ์และฉบับสั้น 2) ศึกษาความพ้องในการประเมินภาวะสุขภาพจิตระหว่างแบบประเมินสุขภาพจิตผู้สูงอา&#3618;ุฉบับสมบูรณ์และฉบับสั้น 3) ศึกษาความตรงเหมือน (convergent validity) ระหว่างแบบประเมินสุขภาพจิตผู้สูงอา&#3618;ุ กับเครื่องชี้วัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามั&#3618;โลกชุด&#3618;่อ ฉบับภาษาไท&#3618; วิธีการศึกษา เป็นการวิจั&#3618;เชิงพรรณนาแบบตัดขวาง (Cross-sectional descriptive study) แบ่งการศึกษาออกเป็น 3 ระ&#3618;ะ คือ ระ&#3618;ะที่ 1  การประชุมผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อพัฒนาเครื่องมือ ระ&#3618;ะที่ 2 การศึกษาความตรงตามเนื้อหาและการทดสอบภาษาของเครื่องมือ ระ&#3618;ะที่ 3 การศึกษาความตรงตามโครงสร้าง และความสัมพันธ์กับเครื่องมือมาตรฐาน กลุ่มตัวอ&#3618;่างคือผู้สูงอา&#3618;ุที่อาศั&#3618;อ&#3618;ู่ในเขตเทศบาลเมือง เทศบาลตำบล อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จำนวน 1,489 คน คัดเลือกตัวอ&#3618;่างแบบเฉพาะเจาะจง ตามคุณสมบัติที่กำหนด ศึกษาความตรงตามโครงสร้าง ค่าปกติ จำแนกตามฉบับสมบูรณ์และฉบับสั้น องค์ประกอบ เพศ โด&#3618;ใช้สถิติ Factor analysis และ Cronbach&rsquo;s alpha coefficient ศึกษาความพ้องในการประเมินภาวะสุขภาพจิตระหว่างฉบับสมบูรณ์และฉบับสั้น ด้ว&#3618;สถิติ Kappa statistic ศึกษาความ   ตรงเหมือนระหว่างแบบประเมินสุขภาพจิตผู้สูงอา&#3618;ุฉบับสมบูรณ์ และเครื่องชี้วัดคุณภาพชีวิตขององค์การอนามั&#3618;โลก ชุด&#3618;่อ ฉบับภาษาไท&#3618; ด้ว&#3618;สถิติ Spearman&rsquo;s rank correlation coefficient ระ&#3618;ะเวลาในการศึกษาตั้งแต่ เดือนมกราคม - ธันวาคม 2556 ผลการศึกษา แบบประเมินสุขภาพจิตผู้สูงอา&#3618;ุมี 2 ฉบับ คือ ฉบับสมบูรณ์ 56 ข้อ และฉบับสั้น 15 ข้อ ประกอบด้ว&#3618; 4 องค์ประกอบ (สภาพจิตใจ สมรรถภาพของจิตใจ คุณภาพของจิตใจ และปัจจั&#3618;สนับสนุน) และ 15 องค์ประกอบ&#3618;่อ&#3618; ฉบับสมบูรณ์คะแนนแบ่งออกเป็น 3 กลุ่ม คือ สุขภาพจิตดีกว่าผู้สูงอา&#3618;ุทั่วไป (182-224) สุขภาพจิตเท่ากับผู้สูงอา&#3618;ุทั่วไป (160-181) และสุขภาพจิตต่ำกว่าผู้สูงอา&#3618;ุทั่วไป (&#61603; 159) ฉบับสั้นแบ่งคะแนนออกเป็น 3 กลุ่มเช่นกัน คือ สุขภาพจิตดีกว่าผู้สูงอา&#3618;ุทั่วไป (50-60) สุขภาพจิตเท่ากับผู้สูงอา&#3618;ุทั่วไป (43-49) และสุขภาพจิตต่ำกว่าผู้สูงอา&#3618;ุทั่วไป (&#61603; 42) สำหรับความพ้องในการประเมินภาวะสุขภาพจิตผู้สูงอา&#3618;ุระหว่างฉบับสมบูรณ์และฉบับสั้น พบว่าอ&#3618;ู่ในระดับเกือบดี (kappa statistics 0.71, p http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11966 2014/09/09 11:18:32 การพัฒนาและทดสอบแบบประเมินสุขภาพจิตผู้สูงอายุ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11966 การรักษาผู้ป่วยโรคย้ำคิดย้ำทำด้วยยาและการฝึกสติ: รายงานผู้ป่วย 2 ราย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11965 วัตถุประสงค์:เพื่อรา&#3618;งานผลการรักษาผู้ป่ว&#3618;โรค&#3618;้ำคิด&#3618;้ำทำด้ว&#3618;การฝึกสติ ในผู้ป้ว&#3618;ที่ได้รับการรักษาด้ว&#3618;&#3618;าแล้ว&#3618;ังไม่ดีขึ้น   วัสดุและวิธีการ:ผู้ป่ว&#3618;สองรา&#3618;ได้รับการวินิจฉั&#3618;ว่าเป็นโรค&#3618;้ำคิด&#3618;้ำทำ ที่เค&#3618;ได้รับการรักษาด้ว&#3618;&#3618;าแล้ว&#3618;ังไม่ดีขึ้นจากการรักษาด้ว&#3618;&#3618;าเพี&#3618;งอ&#3618;่าง เดี&#3618;ว ได้รับการฝึกสติซึ่งประ&#3618;ุกต์มาจากคำสอนของพระอาจาร&#3618;์ปราโมท&#3618;์ ปาโมชชโช ประกอบด้ว&#3618; 3 กระบวนการคือ 1.รับรู้อารมณ์และความคิด 2.เบี่&#3618;งเบนอารมณ์ และความคิด และ 3.รับรู้อารมณ์และความคิดเฉ&#3618;ๆ โด&#3618;ผู้ป่ว&#3618;ได้รับการฝึกแบบรา&#3618;บุคคล สัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละประมาณ 45-60 นาที ติดต่อกันเป็นเวลา 6 สัปดาห์ ประเมินผลการรักษาด้ว&#3618; Clinical Global Impression-improvement (CGI-I) และ Global Assessment of Functioning (GAF) score ก่อนเข้ารับการบำบัด และหลังจากบำบัดเสร็จสิ้นแล้วเมื่อ 6 สัปดาห์   ผล:หลังจากการบำบัดด้ว&#3618;สติที่ 6 สัปดาห์ ผู้ป่ว&#3618;ทั้งสองรา&#3618;มีอาการ&#3618;้ำคิดลดลงและสามารถห&#3618;ุดอาการ&#3618;้ำทำได้มากขึ้น คะแนนจาก CGI ของผู้ป่ว&#3618;ทั้งสองรา&#3618; ลดลงจาก 6 เป็น 2 และจาก 5 เป็น 2 คะแนนตามลำดับ คะแนน GAF ของทั้งสองรา&#3618; เพิ่มขึ้นจากประมาณ 51-60 เป็น 81-90 คะแนน ผู้ป่ว&#3618;ทั้งสองรา&#3618;สามารถทำงานได้และสามารถห&#3618;ุดการรักษาด้ว&#3618;&#3618;าหลังจากการ บำบัดแล้ว 18 เดือนและ 12 เดือน ตามลำดับ   สรุป:การฝึกสติสามารถช่ว&#3618;เพิ่มการรับรู้ต่ออาการ&#3618;้ำคิดและสามารถห&#3618;ุดพฤติกรรม&#3618;้ำ ทำได้ อ&#3618;่างไรก็ตาม ควรมีการศึกษาวิจั&#3618;อ&#3618;่างเป็นระบบต่อไป http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11965 2014/11/03 11:21:31 การรักษาผู้ป่วยโรคย้ำคิดย้ำทำด้วยยาและการฝึกสติ: รายงานผู้ป่วย 2 ราย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11965 Identify care management program for late-life depression in a general practice of Thailand. http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11958 - http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11958 2014/11/03 11:36:37 Identify care management program for late-life depression in a general practice of Thailand. http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11958 Miniresearch : Sensory art therapy. http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11949 บทคัด&#3618;่อ การวิจั&#3618;ในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ส่งเสริมการบูรณาการประสาทสัมผัสแบบรังสรรค์และการมีส่วนร่วมในการทากิจกรรมต่างๆ เช่น กิจกรรมศิลปะ และ กิจกรรมการดาเนินชีวิต (2)เพื่อส่งเสริมช่วงความสนใจในการทากิจกรรม และ (3)เพื่อให้ได้รูปแบบการบริการในเด็กพัฒนาการล่าช้าที่ส่งเสริมการมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆในชีวิตประจาวัน กรณีศึกษาในครั้งนี้เป็นเลือกกลุ่มตัวอ&#3618;่างเป็นเด็กที่มีพัฒนาการล่าช้าที่มีภาวะบกพร่องทางระบบประสาทรับสัมผัส (SPD: Sensory Processing Disorder) ซึ่งเข้ารับบริการที่งานกิจกรรมบาบัด สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ เชี&#3618;งใหม่ อา&#3618;ุ 7 &ndash; 15 ปี จานวน 15 คน กระบวนการในการวิจั&#3618; คือ ใช้กิจกรรมศิลปะที่ผ่านการวิเคราะห์และสังเคราะห์โด&#3618;นักกิจกรรมบาบัดว่าสามารถบูรณาการประสาทสัมผัส จึงได้จัดเป็นค่า&#3618;ศิลปะแบบรังสรรค์ ใช้ระ&#3618;ะเวลาเข้าค่า&#3618; 1 สัปดาห์ และใช้แบบประเมิน SNAP &ndash; 4 ในการประเมินพฤติกรรมอ&#3618;ู่ไม่นิ่งก่อนและหลังการเข้าค่า&#3618; ผลการศึกษาพบว่า 1. ได้รูปแบบการบริการในเด็กพัฒนาการล่าช้าโด&#3618;ใช้ศิลปะแบบรังสรรค์ 2. เด็กที่มีพัฒนาการล่าช้ามีพฤติกรรมไม่อ&#3618;ู่นิ่งลดลงหลังการเข้าค่า&#3618;ศิลปะแบบรังสรรค์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11949 2014/11/03 11:37:24 Miniresearch : Sensory art therapy. http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11949 ประสิทธิผลของการใช้สโนซีเล็นลดภาวะหลีกหนีสัมผัสในเด็กออทิสติก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11948 บทคัด&#3618;่อ      วัตถุประสงค์ของการวิจั&#3618;แบบกึ่งทดลอง(Quasi-experimental )เพื่อศึกษาประสิทธิผลของเทคนิคสโนซีเล็นต่อภาวะหลีกหนีสัมผัสในเด็กออทิสติก จานวน 14 คน ที่เข้ารับการรักษาที่สถาบันพัฒนาการเด็ก ราชนครินทร์ จังหวัดเชี&#3618;งใหม่ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ 1) แบบคัดกรองภาวะหลีกหนีสัมผัส Short Sensory Profile 2) แบบประเมินภาวะหลีกหนีสัมผัส ( Touch Inventory for Elementary Aged Children ) วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;ใช้สถิติ paired t &ndash;test        ผลการศึกษาพบว่า ภาวะหลีกหนีสัมผัสหลังการให้โปรมแกรมสโนซีเล็นมีค่าลดลงอ&#3618;่างมีนั&#3618;สาคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ 0.05 เมื่อเที&#3618;บกับก่อนการบาบัดรักษา ดังนั้นจึงสามารถสรุปผลการศึกษานี้ได้ว่า เทคนิคสโนซีเล็นมีประสิทธิผลในการช่ว&#3618;ลดภาวะหลีกหนีสัมผัสของเด็กออทิสติกได้       คำสำคั&#3597; : สโนซีเล็น , หลีกหนีสัมผัส , ออทิสติก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11948 2014/03/26 10:59:57 ประสิทธิผลของการใช้สโนซีเล็นลดภาวะหลีกหนีสัมผัสในเด็กออทิสติก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11948 การพัฒนาหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การบาบัดโดยการปรับความคิดและพฤติกรรม ในผู้ดูแลเด็กพัฒนาการล่าช้าที่มีภาวะซึมเศร้าสาหรับพยาบาลวิชาชีพในภาคเหนือ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11947 บทคัด&#3618;่อ วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาพัฒนาหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การบาบัดโด&#3618;การปรับความคิดและพฤติกรรมแก่ผู้ดูแลเด็กพัฒนาการล่าช้าที่มีภาวะซึมเศร้า สาหรับพ&#3618;าบาลวิชาชีพในภาคเหนือ และประเมินผลความรู้ ทักษะ และทัศนคติต่อการบาบัดโด&#3618;การปรับความคิดและพฤติกรรมของพ&#3618;าบาลวิชาชีพที่ผ่านการอบรม วัสดุและวิธีการ การวิจั&#3618;ครั้งนี้เป็นการวิจั&#3618;พัฒนา แบ่งกระบวนการวิจั&#3618;ออกเป็น 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาบริบทของปั&#3597;หา ทบทวนวรรณกรรมที่เกี่&#3618;วข้องกับการวิจั&#3618; ขั้นตอนที่ 2 พัฒนาหลักสูตรฯ และตรวจสอบคุณภาพของหลักสูตรฯ ระ&#3618;ะที่ 3 การทดลองนาหลักสูตรฯ ไปใช้ และขั้นตอนที่ 4 การประเมินผลความรู้ก่อนและหลังการอบรมสิ้นสุดลง ด้านทักษะติดตามผลหลังการอบรม 1 เดือน และด้านทัศนคติประเมินจากการประชุมกลุ่ม การวิเคราะห์ข้อมูล ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์โด&#3618;หาความถี่ และส่วนเบี่&#3618;งเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์ค่าคะแนนที แบบสองกลุ่มไม่เป็นอิสระต่อกัน ข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์โด&#3618;การวิเคราะห์เนื้อหา ผล พบว่า หลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการบาบัดโด&#3618;การปรับความคิดและพฤติกรรม แบ่งออกเป็น 7 หน่ว&#3618;การเรี&#3618;นรู้ ประกอบด้ว&#3618; 1) ปั&#3597;หาของเด็กพัฒนาการล่าช้าและปั&#3597;หาด้านจิตใจในผู้ดูแล 2) การบาบัดรักษาผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า 3) ความเป็นมา แนวคิดพื้นฐาน ลักษณะ หลักการ และความเข้าใจผิดในการบาบัดโด&#3618;การความคิดและพฤติกรรม 4) เทคนิคที่ใช้ในการบาบัดโด&#3618;การปรับความคิดและพฤติกรรม 5) การค้นหาและปรับเปลี่&#3618;นความคิดอัตโนมัติ 6) กระบวนการในการบาบัดโด&#3618;การปรับความคิดและพฤติกรรม และ 7) การประเมินการบาบัดโด&#3618;การปรับความคิดและพฤติกรรม เมื่อเปรี&#3618;บเที&#3618;บคะแนนความรู้ของพ&#3618;าบาลวิชาชีพก่อนและหลังการอบรมพบว่า มีความแตกต่างกันอ&#3618;่างมีนั&#3618;สาคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ .05 นอกจากนี้พ&#3618;าบาลวิชาชีพที่ได้รับการอบรมมีทักษะที่เหมาะสมมากขึ้นและมีทัศนคติที่ดีในการบาบัดโด&#3618;การปรับความคิดและพฤติกรรม สรุป หลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการบาบัดโด&#3618;การปรับความคิดและพฤติกรรมจะเป็นประโ&#3618;ชน์ต่อการอบรมพ&#3618;าบาลวิชาชีพเพื่อพัฒนาความรู้ ทักษะ และทัศนคติที่ดีต่อการใช้การบาบัดโด&#3618;การปรับความคิดและพฤติกรรม คาสาคั&#3597; หลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการเรื่องการบาบัดโด&#3618;การปรับความคิดและพฤติกรรม ผู้ดูแลเด็กพัฒนาการล่าช้า ภาวะซึมเศร้า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11947 2014/11/04 04:26:22 การพัฒนาหลักสูตรอบรมเชิงปฏิบัติการ เรื่อง การบาบัดโดยการปรับความคิดและพฤติกรรม ในผู้ดูแลเด็กพัฒนาการล่าช้าที่มีภาวะซึมเศร้าสาหรับพยาบาลวิชาชีพในภาคเหนือ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11947 การใช้ดัชนีชี้วัดการพยาบาลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล: ผลลัพธ์ด้านผู้ป่วยและพยาบาล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11946 บทคัด&#3618;่อ:       การวิจั&#3618;ปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ประเมินผลลัพธ์ของการใช้ดัชนีชี้วัดการพ&#3618;าบาลผู้ป่ว&#3618;โรคซึมเศร้า และประเมินกระบวนการของการใช้ดัชนีชี้วัดการพ&#3618;าบาลผู้ป่ว&#3618;โรคซึมเศร้า กลุ่มตัวอ&#3618;่างคือ ผู้ป่ว&#3618;โรคซึมเศร้าและพ&#3618;าบาลในโรงพ&#3618;าบาลจิตเวชและโรงพ&#3618;าบาลชุมชน เก็บรวบรวมข้อมูลโด&#3618;การประเมินจานวนของการทาตามดัชนีชี้วัด การตอบแบบประเมินโรคซึมเศร้า 9 คำถาม แบบวัดความพึงพอใจของผู้รับบริการ และแบบสอบถามผลลัพธ์ด้านพ&#3618;าบาล ดำเนินการวิจั&#3618; 5 ระ&#3618;ะคือ (1) ระ&#3618;ะเตรี&#3618;มการ โด&#3618;การทาความเข้าใจการใช้ดัชนีชี้วัด การกาหนดแหล่งเก็บข้อมูลตามดัชนีชี้วัด และการนาดัชนีชี้วัดไปสารวจกิจกรรมการดูแลผู้ป่ว&#3618;โรคซึมเศร้า (2) ระ&#3618;ะการประชุมเชิงปฏิบัติการเพื่ออภิปรา&#3618;ประโ&#3618;ชน์และปั&#3597;หาอุปสรรคของการใช้ดัชนีชี้วัด และทบทวนแหล่งเก็บข้อมูลตามดัชนีชี้วัด (3) ระ&#3618;ะรวบรวมข้อมูลเบื้องต้นก่อนให้การดูแลผู้ป่ว&#3618;ตามดัชนีชี้วัด (4) ระ&#3618;ะให้การดูแลผู้ป่ว&#3618;โรคซึมเศร้าตามดัชนีชี้วัด และ (5) ระ&#3618;ะประเมินผลลัพธ์ของการใช้ดัชนีชี้วัด ผลการวิจั&#3618;พบว่า ผู้ป่ว&#3618;ซึมเศร้าในโรงพ&#3618;าบาลจิตเวชที่ได้รับการดูแลตามดัชนีชี้วัดมีอาการซึมเศร้าต่ำกว่าผู้ป่ว&#3618;ที่ได้รับการดูแลตามปกติ (p = 0.04) ร้อ&#3618;ละของการทาตามดัชนีชี้วัดเท่ากับ 81.82 ส่วนผู้ป่ว&#3618;ในโรงพ&#3618;าบาลชุมชนที่ได้รับการดูแลตามดัชนีชี้วัดมีอาการซึมเศร้าลดลงไม่แตกต่างจากผู้ป่ว&#3618;ที่ได้รับการดูแลตามปกติ (p = 0.84) ร้อ&#3618;ละของการทาตามดัชนีชี้วัดเท่ากับ 72.73 ผู้ป่ว&#3618;ในโรงพ&#3618;าบาลทั้งสองแห่งมีความพึงพอใจในบริการที่ได้รับมากกว่าผู้ป่ว&#3618;ที่ได้รับการดูแลตามปกติ พ&#3618;าบาลในโรงพ&#3618;าบาลทั้งสองแห่งให้เวลาในการดูแลผู้ป่ว&#3618;โรคซึมเศร้ามากกว่าพ&#3618;าบาลที่ไม่ได้ใช้ดัชนีชี้วัด (p < 0.05) และสามารถจัดลาดับความสาคั&#3597;ของการดูแลผู้ป่ว&#3618;ได้เหมาะสมกับลักษณะของโรคซึมเศร้า สรุปได้ว่าดัชนีชี้วัดการพ&#3618;าบาลผู้ป่ว&#3618;โรคซึมเศร้าให้ผลลัพธ์ต่อคุณภาพการดูแลผู้ป่ว&#3618; คำสำคั&#3597;: ดัชนีชี้วัด การพ&#3618;าบาล โรคซึมเศร้า ผลลัพธ์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11946 2014/11/04 04:12:45 การใช้ดัชนีชี้วัดการพยาบาลผู้ป่วยโรคซึมเศร้าที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล: ผลลัพธ์ด้านผู้ป่วยและพยาบาล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11946 Effect of Caregiving Preparedness Program for Autistic Children on Caregiving Stress Among Parents of Autistic Children in Rajanagarindra Institute of Child Development, Chiang Mai Province http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11945 - http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11945 2014/11/03 11:29:53 Effect of Caregiving Preparedness Program for Autistic Children on Caregiving Stress Among Parents of Autistic Children in Rajanagarindra Institute of Child Development, Chiang Mai Province http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11945 การศึกษาความพึงพอใจของบุคลากรที่มีต่อคู่มือการปฏิบัติงาน mhGAP Intervention Guide สำหรับโรค ทางสุขภาพจิตและจิตเวช โรคทางระบบประสาท และโรคที่เกิดจากการใช้สารเสพติดในหน่วยบริการ สาธารณสุขที่ไม่ใช่หน่วยเฉพาะทาง และช่องทางในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาพจิตของ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11936        บทคัด&#3618;่อ      วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษา 1) ช่องทางในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาพจิตของบุคลากรสาธารณสุขที่ไม่ได้ปฏิบัติงานในหน่ว&#3618;เฉพาะทางด้านสุขภาพจิตและจิตเวช    2) ความพึงพอใจของบุคลากรที่มีต่อคู่มือการปฏิบัติงาน mhGAP Intervention Guide ส าหรับโรคทางสุขภาพจิตและจิตเวช โรคทางระบบประสาท และ โรคที่เกิดจากการใช้สารเสพติดในหน่ว&#3618;บริการสาธารณสุขที่ไม่ใช่หน่ว&#3618;เฉพาะทาง           วัสดุและวิธีการ เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ ซึ่งดำเนินการสำรวจโด&#3618;ใช้แบบสอบถามที่สร้างขึ้น โด&#3618;ได้ดำเนินการสำวจโด&#3618;การส่งแบบสอบถามไป&#3618;ังบุคลากรสาธารณสุขที่รับผิดชอบงานสุขภาพจิตใน โรงพ&#3618;าบาลศูน&#3618;์ โรงพ&#3618;าบาลทั่วไป และโรงพ&#3618;าบาลชุมชน รวมถึง โรงพ&#3618;าบาล จิตเวช/ศูน&#3618;์สุขภาพจิตใน สังกัดกรมสุขภาพจิตทั่วประเทศ จำนวนทั้งหมด  870 แห่ง ที่ได้รับแจกจ่า&#3618;และเผ&#3618;แพร่คู่มือ mhGAP-IG  ฉบับภาษาไท&#3618; ดำเนินการวิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;ใช้สถิติเชิงพรรณนา  การแจกแจงความถี่ ร้อ&#3618;ละ ค่าเฉลี่&#3618; และส่วนเบี่&#3618;งเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์ความแตกต่างของค่าเฉลี่&#3618;ด้ว&#3618;การทดสอบความแปรปรวนทางเดี&#3618;ว (One Way ANOVA)โด&#3618;ก าหนดระดับนั&#3618;ส าคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ  0.05       ผลการศึกษาผลการศึกษาช่องทางการพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาพจิตของบุคลากรสาธารณสุข ในภาพรวมพบว่าช่องทางที่สำคั&#3597;&#3618;ังคงเป็นการจัดประชุม/อบรมฯ โด&#3618;โรงพ&#3618;าบาลจิตเวช/ศูน&#3618;์สุขภาพจิต/หน่ว&#3618;งานในสังกัดกรมสุขภาพจิต  และ การศึกษาต่อเนื่องระดับปริ&#3597;&#3597;าโทสาขาสุขภาพจิตและการพ&#3618;าบาลจิตเวช ในขณะที่การศึกษาจากคู่มือปฏิบัติงานมีความนิ&#3618;มใช้น้อ&#3618;กว่า  ความพึงพอใจของกลุ่มตัวอ&#3618;่างที่มีต่อคู่มือ บทที่ 1-8 ภาพรวมอ&#3618;ู่ในระดับดี  โรงพ&#3618;าบาลศูน&#3618;์ โรงพ&#3618;าบาลทั่วไป โรงพ&#3618;าบาลชุมชน  และโรงพ&#3618;าบาลจิตเวช/ศูน&#3618;์สุขภาพจิตในสังกัดกรมสุขภาพจิต มีระดับความพึงพอใจอ&#3618;ู่ในระดับมาก  อ&#3618;่างไรก็ตาม เมื่อทำการเปรี&#3618;บความแตกต่างภา&#3618;หลัง (Multiple Comparisons)  ความพึงพอใจ จำแนกตามสังกัดของโรงพ&#3618;าบาลพบว่าความพึงพอใจต่อ คู่มือการปฏิบัติงาน  mhGAP-IG  ฉบับภาษาไท&#3618; ระหว่าง โรงพ&#3618;าบาลศูน&#3618;์ โรงพ&#3618;าบาลทั่วไป โรงพ&#3618;าบาลชุมชน  และโรงพ&#3618;าบาลจิตเวช/ศูน&#3618;์สุขภาพจิตในสังกัดกรมสุขภาพจิต ไม่มี ความแตกต่างอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ      คำสำคั&#3597; : ความพึงพอใจ/ บุคลากรสาธารณสุข/ สุขภาพจิตและจิตเวช/ mhGAP  http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11936 2014/03/24 21:52:55 การศึกษาความพึงพอใจของบุคลากรที่มีต่อคู่มือการปฏิบัติงาน mhGAP Intervention Guide สำหรับโรค ทางสุขภาพจิตและจิตเวช โรคทางระบบประสาท และโรคที่เกิดจากการใช้สารเสพติดในหน่วยบริการ สาธารณสุขที่ไม่ใช่หน่วยเฉพาะทาง และช่องทางในการพัฒนาองค์ความรู้ด้านสุขภาพจิตของ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11936 ผลของการวางแผนจำหน่ายต่อคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคจิตเภท http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11935                ผลของการวางแผนจำหน่า&#3618;ต่อคุณภาพชีวิตผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภท บทคัด&#3618;่อ      วัตถุประสงค์  ของการศึกษาครั้งนี้เพื่อศึกษาผลของการใช้โปรแกรมการวางแผน จำหน่า&#3618;ต่อคุณภาพชีวิตผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภท ที่รับไว้รักษาในโรงพ&#3618;าบาลจิตเวชเล&#3618;ราชนครินทร์    วิธีดำเนินการวิจั&#3618;  การวิจั&#3618;ครั้งนี้เป็นการศึกษา กึ่งทดลอง   (Quasi - experimental) ชนิดกลุ่มเดี&#3618;ววัดซ้ า (  One Group Pretest-Posttest Design) โด&#3618;ศึกษาจากผู้ป่ว&#3618;จิตเภทที่ได้รับการวินิจฉั&#3618;ว่าเป็นโรคจิตเภทตามเกณฑ์การจำแนกโรคระบบ  ICD 10  ที่รับไว้รักษาในตึกพุทธรักษา โรงพ&#3618;าบาลจิตเวชเล&#3618;ราชนครินทร์ ในระหว่างวันที่  1-31 กรกฎาคม พ.ศ.  2556 เลือกกลุ่มตัวอ&#3618;่างแบบจ าเพาะเจาะจง( Purposive samping) จ านวน   30  คน  เครื่องมือที่ใช้ คือ 1.แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลของผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภท  2.การวางแผนจ าหน่า&#3618; 3.แบบวัดคุณภาพชีวิตผู้ที่เป็นโรคจิตเภทเชี&#3618;งใหม่ ผู้วิจั&#3618;ได้น าแบบวัดคุณภาพชีวิตที่สร้างโด&#3618; ขวั&#3597;พนมพร ธรรมไท&#3618; และคณะ เครื่องมือได้ทดสอบค่าความตรงและมีค่าความเชื่อมั่นตั้งแต่  0.8  วิเคราะห์ข้อมูลหาค่าเฉลี่&#3618;และค่าเบี่&#3618;งเบนมาตรฐานของคะแนนระดับคุณภาพชีวิต และ เปรี&#3618;บเที&#3618;บค่าเฉลี่&#3618;คะแนนระดับคุณภาพชีวิต ระหว่างก่อนและหลังการทดลองใช้  Paired t-test  ก าหนดความมีนั&#3618;ส าคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ .05          ผลการวิจั&#3618;พบว่า ระดับคะแนนคุณภาพชีวิตผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภทอ&#3618;ู่ในระดับสูง เปรี&#3618;บเที&#3618;บค่าเฉลี่&#3618;คะแนนระดับคุณภาพชีวิต ระหว่างก่อนและหลังการใช้โปรแกรมการ วางแผนจำหน่า&#3618; พบว่าไม่มีความแตกต่างทางสถิติ       คำสำคั&#3597; :การวางแผนจำหน่า&#3618;/ คุณภาพชีวิต/ ผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภท http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11935 2014/11/04 04:11:40 ผลของการวางแผนจำหน่ายต่อคุณภาพชีวิตผู้ป่วยโรคจิตเภท http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11935 การศึกษาผลการดำเนินงาน โครงการปลดโซ่ตรวนของโรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11934 บทคัด&#3618;่อ        วัตถุประสงค์การศึกษาผลการดำาเนินงานโครงการปลดโซ่ตรวนของโรงพ&#3618;าบาลจิตเวชเล&#3618;ราชนครินทร์ มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลการดำาเนินงานใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านผู้มีส่วนเกี่&#3618;วข้องภา&#3618;นอกองค์กรด้านองค์ประกอบภา&#3618;ในองค์กร  ด้านนวัตกรรม และด้านการเงิน การดำาเนินโครงการประกอบด้ว&#3618;        วิธีการศึกษา ขั้นเตรี&#3618;มการ โด&#3618;การประชุมชี้แจงการดำาเนินโครงการกับโรงพ&#3618;าบาลเครือข่า&#3618; สำารวจค้นหาผู้ป่ว&#3618;ที่ถูกล่ามขัง ขั้นดำาเนินการ โด&#3618;ดำาเนินการปลดโซ่ตรวนผู้ป่ว&#3618;ที่ถูกล่ามขัง ขั้นประเมินผล มีการประเมินผลระ&#3618;ะสั้นภา&#3618;หลัง ออกหน่ว&#3618;แต่ละครั้ง และประเมินผลระ&#3618;ะ&#3618;าวหลังสิ้นสุดโครงการ ประเมินผลตามแนวคิด Balance Scorecard กลุ่มตัวอ&#3618;่างที่ใช้ในการศึกษา คือ เจ้าหน้าที่โรงพ&#3618;าบาลเครือข่า&#3618;, ผู้ป่ว&#3618;ที่ถูกล่ามขังและ&#3597;าติ และศึกษาจากข้อมูลเวชระเบี&#3618;น ผู้ป่ว&#3618;ใน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลประกอบด้ว&#3618; แบบสอบถามความพึงพอใจของเจ้าหน้าที่โรงพ&#3618;าบาลเครือข่า&#3618; แบบประเมินความพึงพอใจของผู้ดูแล ระเบี&#3618;นข้อมูลผู้ป่ว&#3618;โครงการปลดโซ่ตรวนกรมสุขภาพจิต และเวชระเบี&#3618;นผู้ป่ว&#3618;ใน ระดับมาตรฐานการบริการสุขภาพจิตและจิตเวชของกรมสุขภาพจิต แบบประเมินการมีส่วนร่วมของชุมชน วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;ใช้สถิติเชิงพรรณนา สำาหรับข้อมูลเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา           ผลการศึกษาพบว่า ด้านผู้มีส่วนเกี่&#3618;วข้องภา&#3618;นอกองค์กร เจ้าหน้าที่โรงพ&#3618;าบาลเครือข่า&#3618;มีความพึงพอใจต่อโครงการปลดโซ่ตรวนระดับมากทั้ง 4 ด้าน ผู้ดูแลมีความพึงพอใจต่อโครงการปลดโซ่ตรวนระดับมากในทุกด้าน ลดการล่ามขังผู้ป่ว&#3618; การดำาเนินโครงการพบผู้ป่ว&#3618;ที่ถูกล่ามขัง 26 คน ได้รับการดูแลรักษาในโรงพ&#3618;าบาลจิตเวช 3 คน และได้รับการบำาบัดรักษาในชุมชน 23 คน การติดตามผลหลังการบำาบัดรักษาโด&#3618;ชุมชน สามารถปลดโซ่ตรวจสำาเร็จ 14 คน และ&#3618;ังล่ามขังเป็นบางเวลา 9 คน ด้านองค์ประกอบภา&#3618;ใน มีกระบวนการดำาเนินงานโครงการที่ชัดเจนเป็นรูปธรรม ด้านนวัตกรรม เน้นการเรี&#3618;นรู้ในการพัฒนา ระบบงานที่ทำาให้โครงการประสบผลสำาเร็จ ได้รับความร่วมมือจากโรงพ&#3618;าบาลเครือข่า&#3618; ด้านการเงิน          สรุปโครงการนี้ช่ว&#3618;ลดค่าใช้จ่า&#3618;ในการเดินทางมารับการรักษาของผู้ป่ว&#3618; และโรงพ&#3618;าบาลจิตเวชเล&#3618;ราชนครินทร์ ลดการขาดทุนจากการรับการรักษาแบบผู้ป่ว&#3618;ใน เกิดประโ&#3618;ชน์ต่อผู้รับบริการและ ต่อโรงพ&#3618;าบาล จึงควรมีการดำาเนินการอ&#3618;่างต่อเนื่อง และข&#3618;า&#3618;ผลการดำาเนินงานในพื้นที่อื่นๆต่อไป         คำสำคั&#3597; - http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11934 2014/11/03 11:31:09 การศึกษาผลการดำเนินงาน โครงการปลดโซ่ตรวนของโรงพยาบาลจิตเวชเลยราชนครินทร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11934 A content analysis of the concept of ‘positivity toward death and dying’ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11932 - http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11932 2014/11/03 11:23:46 A content analysis of the concept of ‘positivity toward death and dying’ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11932 การสำรวจสถานการณ์ปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงและการติดเกมในนักเรียน โรงเรียนนำร่องระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11920 บทสรุปสำหรับผู้บริหาร                การสำรวจสถานการณ์ปั&#3597;หาพฤติกรรมเสี่&#3618;งและการติดเกมในนักเรี&#3618;น โรงเรี&#3618;นนำร่องระบบการดูแลช่ว&#3618;เหลือนักเรี&#3618;นมีความสำคั&#3597;ต่อการวางแผนการดูแลช่ว&#3618;เหลือนักเรี&#3618;นกลุ่มเสี่&#3618;ง และกลุ่มที่มีปั&#3597;หาด้านพฤติกรรมเสี่&#3618;งและการติดเกม ซึ่งมีผลกระทบต่อการเรี&#3618;น การดำเนินชีวิต และก่อให้เกิดปั&#3597;หาสังคมระ&#3618;ะ&#3618;าวต่อตัวเด็กการศึกษานี้มีวัตถุประสงค์หลัก เพื่อศึกษาสถานการณ์และลักษณะของปั&#3597;หาพฤติกรรมเสี่&#3618;งและการติดเกมในนักเรี&#3618;น โรงเรี&#3618;นนำร่องระบบการดูแลช่ว&#3618;เหลือนักเรี&#3618;น 6 จังหวัด และวัตถุประสงค์รอง 2 ประการ คือ 1) เพื่อศึกษาปัจจั&#3618;ที่มีความสัมพันธ์กับปั&#3597;หาพฤติกรรมเสี่&#3618;งและการติดเกมของนักเรี&#3618;น และ 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปั&#3597;หาพฤติกรรมเสี่&#3618;งกับการติดเกมของนักเรี&#3618;น เพื่อนำไปสู่การประเมินและปรับปรุงระบบการดูแลช่ว&#3618;เหลือนักเรี&#3618;นที่มีประสิทธิภาพต่อไปในอนาคต         การศึกษานี้ใช้ข้อมูลจากระบบการประเมินคัดกรองนักเรี&#3618;นรา&#3618;บุคคลจำนวน 8,366 คน ในโรงเรี&#3618;นนำร่องระบบการดูแลช่ว&#3618;เหลือนักเรี&#3618;น 21 โรงเรี&#3618;นในสังกัดสำนักงานการศึกษาขั้นพื้นฐาน 6 จังหวัด(กรุงเทพมหานคร สมุทรปราการ สระแก้ว ร้อ&#3618;เอ็ด พะเ&#3618;า นครศรีธรรมราช) ประเมินด้ว&#3618;แบบประเมินจุดแข็งและจุดอ่อนเด็ก(The Strengths and Difficulties Questionnaire: SDQ) และแบบสอบถามการติดเกมคอมพิวเตอร์ (Game Addiction Screening Test: GAST)        ผลการวิเคราะห์พบว่า ผู้ปกครองประเมินว่านักเรี&#3618;นมีปั&#3597;หาพฤติกรรมสูงกว่านักเรี&#3618;นประเมินตนเองและครูประเมินนักเรี&#3618;น (15.3 %, 12.9%, 11.2%) โด&#3618;ผู้ปกครองและครูประเมินตรงกันว่านักเรี&#3618;นมีปั&#3597;หาด้านอารมณ์มากที่สุด (15.4%, 11.5%) ขณะที่นักเรี&#3618;นประเมินตนเองว่าเสี่&#3618;งด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนมากถึงร้อ&#3618;ละ 36.8 ส่วนการประเมินการติดเกมพบว่า ผู้ปกครองประเมินว่านักเรี&#3618;นน่าจะติดเกมสูงกว่านักเรี&#3618;นประเมินตนเอง(3.2%, 2.8%) โด&#3618;มองว่านักเรี&#3618;นห&#3597;ิงมีความเสี่&#3618;งต่อการติดเกมมากกว่านักเรี&#3618;นชา&#3618;(3.8%, 2.7%) ส่วนนักเรี&#3618;นประเมินว่าตนเองพบว่าไม่แตกกันในเรื่องเพศ สำหรับระดับชั้นเรี&#3618;นพบว่า ผู้ปกครองและนักเรี&#3618;นประเมินตรงกันว่า ชั้นประถมปีที่ 5 น่าจะมีการติดเกมมากที่สุด (4.1%, 3.5%)                การวิเคราะห์ปัจจั&#3618;ที่เกี่&#3618;วข้องต่อการเกิดปั&#3597;หาพฤติกรรมเสี่&#3618;งและการติดเกมพบว่า นักเรี&#3618;นระดับชั้นมัธ&#3618;มช่วงอา&#3618;ุ 13-18 เสี่&#3618;งต่อการมีปั&#3597;หาพฤติกรรมและติดเกม มากกว่านักเรี&#3618;นระดับชั้นประถม (7-12 ปี) การมีพี่น้องเป็นปัจจั&#3618;หนึ่งต่อการเกิดปั&#3597;หาพฤติกรรม เพศเป็นปัจจั&#3618;เสี่&#3618;งต่อการติดเกมโด&#3618;เพศห&#3597;ิงเสี่&#3618;งมากกว่าเพศชา&#3618; เด็กที่เค&#3618;ถูกพักการเรี&#3618;น เค&#3618;ถูกลงโทษหรือครูเรี&#3618;กพบผู้ปกครอง เค&#3618;เรี&#3618;นซ้ำชั้น มีความสัมพันธ์ต่อการมีพฤติกรรมเสี่&#3618;ง(38.9 %, 36.6 %และ 32.1 %) การได้รับคำแนะนำจากโรงเรี&#3618;นให้ไปปรึกษาหน่ว&#3618;บริการสาธารณสุข มีความสัมพันธ์กับการเกิดพฤติกรรมเสี่&#3618;งและการติดเกมอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ที่ระดับ 0.01 โด&#3618;มีโอกาสมีปั&#3597;หาพฤติกรรมเสี่&#3618;งและติดเกมร้อ&#3618;ละ(64%, 13%) นอกจากนี้การไม่ได้รับการรักษาอ&#3618;่างต่อเนื่องมีความสัมพันธ์ต่อการติดเกมอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ที่ระดับ 0.05 โด&#3618;มีโอกาสติดเกมถึงร้อ&#3618;ละ 23.8                เด็กนักเรี&#3618;นที่ผู้ปกครองมีสถานภาพสมรส ห&#3618;่าร้าง/หม้า&#3618;/แ&#3618;ก เป็นปัจจั&#3618;เสี่&#3618;งต่อการเกิดปั&#3597;หาพฤติกรรมและการติดเกม(29.0 %, 5.6%) บิดามารดามีระดับการศึกษาต่ำกว่ามัธ&#3618;มศึกษา และมีรา&#3618;ได้ต่ำกว่า 15,000 บาท เป็นปัจจั&#3618;ที่สัมพันธ์ต่อการเกิดพฤติกรรมเสี่&#3618;ง ด้านประวัติของบิดามารดาพบว่า การมีประวัติของทั้งบิดามารดามีพฤติกรรมไม่เหมาะสม (Disruptive behavior: โกหก/ขโม&#3618;/ทำร้า&#3618;ร่างกา&#3618;) และมารดาวั&#3618;เด็กที่ซนอ&#3618;ู่ไม่นิ่ง เค&#3618;ได้รับวินิจฉั&#3618;ว่าเป็นโรคทางจิตเวช เป็นปัจจั&#3618;ที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมเสี่&#3618;งของนักเรี&#3618;น              การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างนักเรี&#3618;นที่มีพฤติกรรมเสี่&#3618;งและไม่มีพฤติกรรมเสี่&#3618;ง กับการติดเกมและไม่ติดเกมพบว่า ผู้มีปั&#3597;หาพฤติกรรมเสี่&#3618;ง มีโอกาสติดเกม ร้อ&#3618;ละ 48.40 และมีโอกาสไม่ติดร้อ&#3618;ละ 23.90 ส่วนผู้ไม่มีพฤติกรรมเสี่&#3618;งมีโอกาสไม่ติดร้อ&#3618;ละ 76.1 เมื่อพิจารณารา&#3618;ด้านพบว่า ปั&#3597;หาพฤติกรรมด้านอารมณ์มีความสัมพันธ์กับการติดเกมสูงกว่าด้านอื่นๆ โด&#3618;ผู้มีปั&#3597;หาพฤติกรรมด้านอารมณ์มีโอกาสติดเกมร้อ&#3618;ละ 40.60 ส่วนผู้ที่ไม่มีพฤติกรรมเสี่&#3618;งทางอารมณ์ มีโอกาสไม่ติดเกมร้อ&#3618;ละ 76.10 นักเรี&#3618;นที่มีปั&#3597;หาพฤติกรรมเสี่&#3618;งด้านความสัมพันธ์กับเพื่อน มีโอกาสติดเกมร้อ&#3618;ละ 63.60 และผู้ที่ไม่มีพฤติกรรมเสี่&#3618;งด้านความสัมพันธ์กับเพื่อน มีโอกาสไม่ติดเกมร้อ&#3618;ละ 53.1  นักเรี&#3618;นที่มีปั&#3597;หาพฤติกรรมเกเรเสี่&#3618;งต่อการติดเกมร้อ&#3618;ละ 28 ส่วนผู้ที่ไม่มีพฤติกรรมเสี่&#3618;งด้านเกเร มีโอกาสไม่ติดเกมร้อ&#3618;ละ 83.4 และนักเรี&#3618;นที่มีปั&#3597;หาพฤติกรรมอ&#3618;ู่ไม่นิ่ง มีโอกาสติดเกม 27.2 % ผู้ที่ไม่มีพฤติกรรมเสี่&#3618;งด้านการอ&#3618;ู่ไม่นิ่ง มีโอกาสไม่ติดร้อ&#3618;ละ 83.50 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11920 2014/11/04 06:34:19 การสำรวจสถานการณ์ปัญหาพฤติกรรมเสี่ยงและการติดเกมในนักเรียน โรงเรียนนำร่องระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11920 การศึกษาสถานการณ์ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ เขตพื้นที่นครชัยบุรินทร์ ช่วงเดือนกรกฎาคม 2555 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11909 วัตถุประสงค์  1. เพื่อศึกษาสถานการณ์การกระจา&#3618; และ แนวโน้มของการเกิดโรคซึมเศร้าระดับคะแนะตั้งแต่ 7 คะแนนขึ้นไปในประชากรผู้สูงอา&#3618;ุเขตนครชั&#3618;บุรินทร์ 2. เพื่ออธิบา&#3618;การกระจา&#3618;ของและแนวโน้มของการเกิดโรคซึมเศร้าระดับคะแนนตั้งแต่ 7 คะแนนขึ้นไปในประชากรผู้สูงอา&#3618;ุเขตนครชั&#3618;บุรินทร์ วัสดุและวิธีการการศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ (Survey Research)เป็นการค้นหาเกี่&#3618;วกับความเป็นเหตุเป็นผลของตัวแปรต้นกับตัวแปรตามเพื่อต้องการรู้ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปรที่ศึกษา และการกเกิดภาวะซึมเศร้าทางระบาดวิท&#3618;า ใช้แบบประเมิน โรคซึมเศร้า 9Q ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เก็บรวมรวมข้อมูลจากการเก็บรวบรวมข้อมูลแบบปฐมภูมิศูน&#3618;์สุขภาพจิตที่ 5 ร่วมกับศูน&#3618;์ควบคุมโรคที่ 5 และศูน&#3618;์อนามั&#3618;ที่ 5 โด&#3618;ใช้แบบช่วงเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2555 กลุ่มตัวอ&#3618;่างในการศึกษาครั้งนี้ คือ ประชากรผู้ห&#3597;ิง ที่มีอา&#3618;ุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปในเขตพื้นที่บริการสุขภาพที่ 9 (เขตนครชั&#3618;บุรินทร์)ที่อาศั&#3618;อ&#3618;ู่ในหมู่บ้านในพื้นที่ที่เก็บข้อมูลตาม CUPทุก CUP ในเขตพื้นที่บริการสุขภาพที่ 9ศึกษาจากกลุ่มตัวอ&#3618;่างซึ่งเป็นตัวแทนของผู้สูงอา&#3618;ุทั้งหมดรวบรวมข้อมูลจากลุ่มตัวอ&#3618;่างทั้งสิ้น 6,825รา&#3618;ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อ&#3618;ละ 95 สำหรับความคลาดเคลื่อนร้อ&#3618;ละ 5 ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอ&#3618;่างส่วนให&#3597;่อา&#3618;ุ 60-69 ปี ร้อ&#3618;ละ 51.70 รองลงมากลุ่มอา&#3618;ุ 70-79 ปี ร้อ&#3618;ละ 34.70 และน้อ&#3618;ที่สุดกลุ่มอา&#3618;ุ 100-109 ปี ร้อ&#3618;ละ 0.00ตามจังหวัดส่วนให&#3597;่พบว่า สำรวจได้ จังหวัดนครราชสีมา ร้อ&#3618;ละ 43.00  รองลงมาจังหวัดชั&#3618;ภูมิ ร้อ&#3618;ละ 24 และน้อ&#3618;ที่สุด คือจังหวัดบุรีรัม&#3618;์ ร้อ&#3618;ละ 15 สถานการณ์ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอา&#3618;ุ พบว่า กลุ่มมีอาการของโรคซึมเศร้า ระดับน้อ&#3618;  (Major  Depression, mild)คิดเป็นร้อ&#3618;ละ 3.5  กลุ่มมีอาการของโรคซึมเศร้า ระดับปานกลาง (Major  Depression, moderate)ร้อ&#3618;ละ 0.70 และ กลุ่มมีอาการของโรคซึมเศร้า ระดับรุนแรง (Major  Depression, severe)ภาวะซึมเศร้าตามพื้นที่จำแนกตามจังหวัด พบว่าไม่มีปั&#3597;หา ภาวะซึมเศร้าในเชิงพื้นที่ตามจังหวัด การเปรี&#3618;บเที&#3618;บผลรวมภาวะซึมเศร้าซึมเศร้ากับกลุ่มอา&#3618;ุ พบว่า แนวโน้มกลุ่มอา&#3618;ุ เพิ่มขึ้น ค่าเฉลี่&#3618;ของผลรวมซึมเศร้าเพิ่มขึ้น ต่างกันอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ สรุปและข้อเสนอแนะพบว่า กลุ่มประชากรส่วนให&#3597;่ที่มีอา&#3618;ุระหว่าง 61-70 ปี  ร้อ&#3618;ละ 51.6 ระดับพื้นที่ส่วนให&#3597;่คือจังหวัดนครราชสีมา ร้อ&#3618;ละ 43.0 ผลรวมปั&#3597;หาซึมเศร้ากับกลุ่มอา&#3618;ุ พบว่า แนวโน้มกลุ่มอา&#3618;ุ เพิ่มขึ้น ค่าเฉลี่&#3618;ของผลรวมซึมเศร้าเพิ่มขึ้น ต่างกันอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ ลักษณะการเกิดโรคระดับบุคคลคือเมื่ออา&#3618;ุเพิ่มขึ้นก็จะทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าขึ้นได้ในระดับที่ต่างกัน การศึกษาครั้งนี้ไม่ได้เปรี&#3618;บเที&#3618;บช่วงเวลาเนื่องจากเป็นการเก็บรวบรวมข้อมูลช่วงเดือนเดี&#3618;ว จึงไม่สามารถสะท้อนถึงปั&#3597;หาที่เกิดขึ้นตามช่วงระ&#3618;ะเวลาได้  http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11909 2013/12/06 15:10:56 การศึกษาสถานการณ์ภาวะซึมเศร้าในผู้สูงอายุ เขตพื้นที่นครชัยบุรินทร์ ช่วงเดือนกรกฎาคม 2555 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11909 ขนาดปัญหาและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการติดเกมของเด็กนักเรียนมัธยมศึกษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11908 วัตถุประสงค์  1) เพื่ออธิบา&#3618;คุณลักษณะของเด็ก 2) เพื่อวัดระดับการติดเกมของเด็ก 3)  เพื่อวัดระดับภูมิคุ้มกันการติดเกมของเด็ก 4) เพื่อหาความสัมพันธ์ระดับการติดเกมและระดับภูมิคุ้มกันการติดเกม  5) เพื่อค้นหาปัจจั&#3618;คุณลักษณะที่เกี่&#3618;วข้องกับการติดเกมของเด็ก วัสดุและวิธีการศึกษาภาคตัดขวางในช่วงเดือนมีนาคม-เมษา&#3618;น 2556  ในตัวอ&#3618;่างนักเรี&#3618;น                   ชั้น ม.1-ม.6 จำนวน 330 คนสุ่มตัวอ&#3618;่างแบบเจาะจง จากนักเรี&#3618;นมัธ&#3618;มศึกษา โด&#3618;ใช้แบบทดสอบการติดเกมและแบบวัดภูมิคุ้มกันการติดเกมสำหรับเด็ก วิเคราะห์ข้อมูลด้ว&#3618;สถิติ ร้อ&#3618;ละ การทดสอบ              ค่าความแตกต่างระหว่างค่าเฉลี่&#3618;ของกลุ่มตัวอ&#3618;่าง 2 กลุ่ม ,ค่าความแปรปรวนระหว่างกลุ่มและ              การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการศึกษาพบว่า เด็กนักเรี&#3618;นมีประสบการณ์การเล่นเกมร้อ&#3618;ละ 96.7 การติดเกมอ&#3618;ู่ในระดับปกติ ร้อ&#3618;ละ 86.9 ภูมิคุ้มกันการติดเกมอ&#3618;ู่ในระดับต่ำ ร้อ&#3618;ละ 84.5  การติดเกมมีระดับความสัมพันธ์ทางลบกับภูมิคุ้มกัน (r = -0.433) อ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ และปัจจั&#3618;คุณลักษณะที่เกี่&#3618;วข้องทำให้เกิดปั&#3597;หาการติดเกมและภูมิคุ้มกันในเด็ก ได้แก่ เพศ มีประสบการณ์การเล่นเกม เล่นในร้านเกม บ้านเพื่อนและเวลาเล่นเกมมากกว่า 3 ชั่วโมงต่อวัน  อ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ สรุปและข้อเสนอแนะ  พบว่ากลุ่มตัวอ&#3618;่างมีระดับการติดเกมปกติ แต่มีระดับภูมิคุ้มกันต่ำทำให้มีโอกาสเสี่&#3618;งที่จะติดเกมในระดับที่มากขึ้น ควรมีการเฝ้าระวังโด&#3618;การสร้างแกนนำในเด็กนักเรี&#3618;น ครูและผู้ปกครองและจัดกิจกรรมค่า&#3618;ดูแลช่ว&#3618;เหลือเด็กชอบเล่นเกม เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในเด็กกลุ่มเสี่&#3618;งในเด็กที่มีประสบการณ์การเล่นเกม เล่นเกมในร้านเกม และใช้เวลาในการเล่นเกมมากกว่า 3 ชั่วโมง  http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11908 2013/12/06 15:11:19 ขนาดปัญหาและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการติดเกมของเด็กนักเรียนมัธยมศึกษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11908 การศึกษาระดับภูมิคุ้มกันและการติดเกมของเด็กตามความรับรู้ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนมัธยมศึกษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11907 วัตถุประสงค์  1) เพื่อวัดระดับภูมิคุ้มกันการติดเกมและการติดเกมของเด็กจากการตามความรับรู้ของผู้ปกครอง 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ของคุณลักษณะส่วนบุคคล และภูมิคุ้มกันกับการติดเกมในเด็กมัธ&#3618;มศึกษาตอนต้น วัสดุและวิธีการศึกษาภาคตัดขวางในช่วงเดือนมีนาคม-เมษา&#3618;น 2556ในตัวอ&#3618;่างผู้ปกครองนักเรี&#3618;น ชั้น ม.1-ม.6 จำนวน 329 คนสุ่มตัวอ&#3618;่างแบบเจาะจง จากผู้ปกครองนักเรี&#3618;นวิเคราะห์ข้อมูลด้ว&#3618;สถิติ                 เชิงพรรณา ร้อ&#3618;ละ ส่วนเบี่&#3618;งเบนมาตรฐาน และ วิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ ผลการศึกษาการเล่นเกมจัดอ&#3618;ู่ในกลุ่มปกติตามความรับรู้ของผู้ปกครอง ร้อ&#3618;ละ 81.80 ส่วนภูมิคุ้มกันการ         ติดเกมของเด็กนักเรี&#3618;นตามความรับรู้ของผู้ปกครอง อ&#3618;ู่ในระดับต่ำ ร้อ&#3618;ละ 76.60 คุณลักษณะด้านการจัดกิจกรรมร่วมกันในครอบครัวมีความสัมพันธ์กับการติดเกมในเด็กนักเรี&#3618;นตามความรับรู้ของผู้ปกครอง มีหน้าที่รับผิดชอบในครอบครัว (p http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11907 2014/11/04 04:20:24 การศึกษาระดับภูมิคุ้มกันและการติดเกมของเด็กตามความรับรู้ผู้ปกครองของเด็กนักเรียนมัธยมศึกษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11907 ประสิทธิผลของโปรแกรม 16 สัปดาห์เพื่อพัฒนาความสุข 5มิติในผู้สูงอายุ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11903 วัตถุประสงค์ :เพื่อศึกษาประสิทธิผลของโปรแกรม 16 สัปดาห์เพื่อพัฒนาความสุข 5 มิติในผู้สูงอา&#3618;ุ วัสดุ และวิธีการ :เป็นการวิจั&#3618;กึ่งทดลองศึกษา กลุ่มตัวอ&#3618;่างเป็นผู้สูงอา&#3618;ุตั้งแต่ 60 ปี ขึ้นไป อ&#3618;ู่ในกลุ่มติดสังคม สามารถช่ว&#3618;เหลือตัวเองในเรื่องกิจวัตรประจำวันได้ มีสถานบริการสุขภาพ 8 แห่งเข้าร่วมโคตรงการ คัดเลือกกลุ่มตัวอ&#3618;่างโด&#3618;สมัครใจ ใช้ตารางอำนาจจำแนกในการกำหนดขนาดตัวอ&#3618;่าง มีกลุ่มตัวอ&#3618;่างทั้งสิ้น 278 คน โด&#3618;สถานบริการแต่ละแห่งใช้กลุ่มตัวอ&#3618;่างแห่งละไม่น้อ&#3618;กว่า 32 คน เริ่มเก็บข้อมูลเดือน มกราคม - สิงหาคม 2555 เครื่องมือที่ใช้รวบรวมข้อมูล ประกอบด้ว&#3618; 1) เครื่องมือในการจักกิจกรรม ได้แก่โปรแกรม 16 สัปดาห์ เพื่อพัฒนาความสุข 5 มิติ ในผู้สูงอา&#3618;ุและคู่มือแนวคิดเรื่องสุข 5 มิติ สำหรับผู้สูงอา&#3618;ุ 2) เครื่องมือในการประเมินผลการทดลองได้แก่ แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล แบบประเมินสมรรถนภาพร่างกา&#3618; แบบประเมินประสิทธิภาพสมองเบื้องต้นของไท&#3618;  แบบประเมินคุณภาพชีวิต แบบรูปภาพ แบบวัดความสุขฉบับสั้น 15 ข้อ และแบบสัมภาษณ์เชิงลึก ผู้มีส่วนได้ส่วนเสี&#3618; กลุ่มตัวอ&#3618;่างจะได้รับกิจกรรมตามโปรแกรม 16 สัปดาห์ เพื่อพัฒนาความสุข 5 มิติ ทำการเก็บข้อมูลสมรรถภาพร่างกา&#3618; สมรรถภาพสมอง คุณภาพชีวิต และดัชนีชี้วัดความสุขก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม ส่วนข้อมูลจากการสัมภาษณ์ ผู้มีส่วนได้ส่วนเสี&#3618;จะนำมาใช้เพื่อ&#3618;ืน&#3618;ัน ความพึงพอใจ และความคิดเห็น ต่องานวิจั&#3618;ครั้งนี้ วิเคราะห์ข้อมูล โด&#3618;ใช้สถิติร้อ&#3618;ละ ค่าเฉลี่&#3618;และส่วนเบี่&#3618;งเบนมาตรฐาน ผล : หลังการทดลอง 1) ระดับของสภาพร่างกา&#3618;ของผู้สูงอา&#3618;ุเพิ่มสูงขึ้นอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติได้แก่ การทดสอบ ลุก &#3618;ืน นั่ง ใน 30 วินาที การ&#3618;กน้ำหนักขึ้นลง การเดิน 6 นาที การนั่งเก้าอี้แตะปลา&#3618;เท้า การเอื้อมแตะมือทั้งซ้า&#3618;และขวา และการลุกเดิน นั่ง ไปกลับ 16 ฟุต &#3618;กเว้นการ&#3618;่ำเท้า &#3618;กเข่าสูง 2 นาที 2) ค่าเฉลี่&#3618;ของคะแนนความสุข เพิ่มมากขึ้นอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ (p-value http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11903 2014/11/04 04:17:37 ประสิทธิผลของโปรแกรม 16 สัปดาห์เพื่อพัฒนาความสุข 5มิติในผู้สูงอายุ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11903 ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาต่อความเครียด ความรู้เรื่องโรคออทิซึมและพฤติกรรมการดูแลเด็กออทิสติกของผู้ปกครอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11858 1.ชื่อเรื่อง:  ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาต่อความเครี&#3618;ด, ความรู้เรื่องโรคออทิซึมและพฤติกรรม           การดูแลเด็กออทิสติกของผู้ปกครอง 2.ผู้วิจั&#3618;:  สุภาวดี คำกุณาและคณะ 3.ที่มา:                                  จากข้อมูลการให้บริการในคลินิกส่งเสริมพัฒนาการระหว่างวันที่ 1สิงหาคม-28กัน&#3618;า&#3618;น 2554 มีผู้ปกครองของของเด็กออทิสติกที่ได้รับการวินิจฉั&#3618;และส่งต่อจากจิตแพท&#3618;์เด็กจำนวน 10 คน จากการประเมินความรู้หลักการฝึกเด็กพบว่ามีคะแนนเฉลี่&#3618; ()= 3.9(จากคะแนนเต็ม 10)  และความรู้เรื่องโรค Autism พบว่ามีคะแนนเฉลี่&#3618; ()= 7.2(จากคะแนนเต็ม 15) จากการประเมินความเครี&#3618;ดพบว่าผู้ปกครองมีความเครี&#3618;ดสูงกว่าระดับปกติเล็กน้อ&#3618; จำนวน 1 คน,มีความเครี&#3618;ดสูงกว่าปกติระดับปานกลางจำนวน 7 คน และมีความเครี&#3618;ดสูงกว่าระดับปกติมาก จำนวน 3 คน ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการช่ว&#3618;เหลือ 4.  วัตถุประสงค์:                         1. เพื่อศึกษาความรู้, ความเครี&#3618;ดและพฤติกรรมการดูแลเด็กออทิสติกของผู้ปกครอง ในกลุ่มงานจิตเวชเด็ก โรงพ&#3618;าบาลพระศรีมหาโพธิ์                         2. เพื่อศึกษาเปรี&#3618;บเที&#3618;บ ความรู้, ความเครี&#3618;ดและพฤติกรรมการดูแลเด็กออทิสติกของผู้ปกครอง ก่อนและหลังการได้รับโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษา โด&#3618;ใช้กระบวนการเรี&#3618;นรู้แบบมีส่วนร่วมในกลุ่มงานจิตเวชเด็ก โรงพ&#3618;าบาลพระศรีมหาโพธิ์ 5.  ระเบี&#3618;บวิธีวิจั&#3618;:                                  กลุ่มตัวอ&#3618;่างในการศึกษาครั้งนี้เป็นผู้ปกครองเด็กออทิสติก ที่มารับบริการในช่วงระหว่าง 1พ.&#3618;. 54&ndash;29 ก.พ. 55 ในกลุ่มงานจิตเวชเด็กและวั&#3618;รุ่น โรงพ&#3618;าบาลพระศรีมหาโพธิ์ จังหวัดอุบลราชธานี              เครื่องมือที่ใช้ในการรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสอบถาม ประกอบด้ว&#3618; 5 ส่วนดังนี้              ส่วนที่ 1ข้อมูลทั่วไปของผู้ปกครองเด็กออทิสติก                       ส่วนที่ 2พฤติกรรมการดูแลเด็กออทิสติกของผู้ปกครองเป็นคำถามที่ผู้วิจั&#3618;สร้างขึ้นจากกรอบแนวคิดการดูแลของ Watson (1985 : 1-21,1988 : 29)และจากการทบทวนวรรณกรรมอื่นๆ ที่เกี่&#3618;วข้องประกอบด้ว&#3618;คำถามที่ระบุถึงกิจกรรมการดูแล                       ส่วนที่ 3การสัมภาษณ์ ประกอบด้ว&#3618;คำถามปลา&#3618;เปิด จำนวน 2 ข้อ ได้แก่                       1.  ปั&#3597;หาและอุปสรรคที่พบในการดูแลเด็กมีอะไรบ้าง                       2.  ท่านให้การดูแลเด็กเป็นพิเศษอ&#3618;่างไร                       ส่วนที่4 แบบประเมินและวิเคราะห์ความเครี&#3618;ด (กรมสุขภาพจิต)                       ส่วนที่ 5 แบบประเมินความรู้เรื่องโรคออทิซึม 6. ผลการศึกษา           ผลการเปรี&#3618;บเที&#3618;บข้อมูลเกี่&#3618;วกับประสิทธิผลของโปรแกรมก่อนและหลังการทดลองต่อความเครี&#3618;ด,ความรู้เรื่องโรคออทิซึม และพฤติกรรมการดูแลเด็กของผู้ดูแลเด็กออทิสติก พบว่า ค่าเฉลี่&#3618;คะแนนเกี่&#3618;วกับความเครี&#3618;ดของผู้ปกครองก่อนการทดลองใช้โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษา สูงกว่าหลังการทดลองใช้โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ .01, ค่าเฉลี่&#3618;คะแนนความรู้เรื่องโรคออทิซึมของผู้ปกครองหลังการทดลองใช้โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษา สูงกว่าก่อนการทดลองใช้โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ .01และโด&#3618;ภาพรวมค่าเฉลี่&#3618;ของพฤติกรรมการดูแลเด็กออทิสติกของผู้ปกครองหลังการทดลองใช้โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษา สูงกว่าก่อนการทดลองใช้โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ .01 เมื่อพิจารณาเป็นรา&#3618;ด้านพบว่า ค่าเฉลี่&#3618;ของพฤติกรรมการดูแลเด็กออทิสติกของผู้ปกครองหลังการทดลองใช้โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาทุกด้าน สูงกว่าก่อนการทดลองใช้โปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ .01 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11858 2014/11/04 04:55:00 ผลของโปรแกรมสุขภาพจิตศึกษาต่อความเครียด ความรู้เรื่องโรคออทิซึมและพฤติกรรมการดูแลเด็กออทิสติกของผู้ปกครอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11858 ประสิทธิผลการใช้กระบวนการสอนงาน (Coaching) ในการพัฒนาความสามารถของพยาบาลวิชาชีพในการใช้การปรับแนวคิดและพฤติกรรมบำบัดเพื่อลดภาวะซึมเศร้าของผู้ป่วยเรื้อรัง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11854 วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาประสิทธิผลการใช้กระบวนการสอนงานในการพัฒนาความสามารถของพ&#3618;าบาลวิชาชีพ ในการบำบัดด้ว&#3618;การปรับแนวคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavioral Therapy : CBT) เพื่อลดภาวะซึมเศร้าในผู้ป่ว&#3618;เรื้อรัง           วิธีการศึกษา  เป็นการวิจั&#3618;กึ่งทดลองแบบกลุ่มเดี&#3618;ววัดก่อนหลัง กลุ่มตัวอ&#3618;่างเป็นพ&#3618;าบาลที่ปฏิบัติงานที่โรงพ&#3618;าบาลจิตเวช โรงพ&#3618;าบาลทั่วไป โรงพ&#3618;าบาลชุมชน และหน่ว&#3618;บริการปฐมภูมิ จำนวน 20 คน อาสาสมัครเข้าร่วมโครงการ ใช้กระบวนการสอนงานการบำบัดด้ว&#3618; CBTมี 3 ขั้นตอน คือ 1) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการในการใช้ CBT จำนวน 2 วัน 2) การนำความรู้ความรู้และทักษะที่ได้ไปทดลองปฏิบัติงานจริงกับผู้ป่ว&#3618;ที่อ&#3618;ู่ในความรับผิดชอบ ซึ่งเป็นผู้ป่ว&#3618;เรื้อรังและมีภาวะซึมเศร้า 3) ติดตามผลการบำบัดโด&#3618;จัดประชุมประเมินผล 2 ครั้ง ภา&#3618;หลังการอบรม 1,2 เดือน จากนั้นประเมินผลระ&#3618;ะ&#3618;าวอีก 1 ปี เก็บข้อมูลประเมินผลโด&#3618;ใช้แบบประเมินความรู้ แบบประเมินสมรรถนะ และแบบประเมินผลลัพธ์ต่อผู้ป่ว&#3618; วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโด&#3618;ใช้สถิติพรรณนา และข้อมูลเชิงคุณภาพใช้การวิเคราะห์เนื้อหา           ผลการศึกษา พบว่า กระบวนการสอนงานที่พัฒนาขึ้น สามารถทำให้พ&#3618;าบาลที่เข้าร่วมโครงการมีความรู้ ความสามารถในการใช้ CBTได้ ภา&#3618;หลังการติดตามผลอีก 1 ปี พ&#3618;าบาล 16 คน ได้บำบัดผู้ป่ว&#3618;ที่มีภาวะซึมเศร้า จำนวน 47 คน ซึ่งมีภาวะซึมเศร้าระดับเล็กน้อ&#3618; 10 คน ปานกลาง 30 คน และรุนแรง 7 คน นอกจากนี้&#3618;ังได้ทำการบำบัดผู้ป่ว&#3618;ในกลุ่มโรควิตกกังวลทั่วไปอีกด้ว&#3618; โด&#3618;ก่อนบำบัดผู้ป่ว&#3618;มีความวิตกกังวลระดับปลานกลาง 32 คน และรุนแรง 8 คน ภา&#3618;หลังการบำบัดผู้ป่ว&#3618;ทั้ง 2 กลุ่ม มีภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลลดลง           สรุป การสอนงานช่ว&#3618;ให้พ&#3618;าบาลมีความสามารถในการบำบัดด้ว&#3618; CBTที่มีประสิทธิภาพและเป็นประโ&#3618;ชน์ในการลดภาวะซึมเศร้าและความวิตกกังวลได้ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11854 2014/11/04 05:09:03 ประสิทธิผลการใช้กระบวนการสอนงาน (Coaching) ในการพัฒนาความสามารถของพยาบาลวิชาชีพในการใช้การปรับแนวคิดและพฤติกรรมบำบัดเพื่อลดภาวะซึมเศร้าของผู้ป่วยเรื้อรัง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11854 การพัฒนาคู่มือการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11838 วัตถุประสงค์ของการศึกษา                       เพื่อพัฒนาคู่มือการวิจั&#3618;และพัฒนาเทคโนโล&#3618;ีสุขภาพจิต วิธีการศึกษา                    เป็นการวิจั&#3618;และพัฒนา ที่ดำเนินการระหว่างเดือนสิงหาคม 2553 &ndash;กัน&#3618;า&#3618;น 2554มีขั้นตอนการพัฒนาตามขั้นตอนการวิจั&#3618;และพัฒนานวัตกรรม องค์ความรู้และเทคโนโล&#3618;ีด้านสุขภาพจิตของกรมสุขภาพจิตคือ 1) วิเคราะห์ความต้องการ/ความจำเป็นในการพัฒนา  โด&#3618;อาศั&#3618;ข้อมูลจากการประเมินผลของผู้เข้าร่วมประชุม ซึ่งรับผิดชอบงานวิจั&#3618;และเป็นนักวิจั&#3618;ของหน่ว&#3618;งานในสังกัดกรมสุขภาพจิต ร่วมกับทบทวนผลจากการดำเนินงานวิจั&#3618;และพัฒนาของหน่ว&#3618;งานในสังกัดกรมสุขภาพจิตที่ดำเนินการในปีงบประมาณ 2550-2552 2) กำหนดกรอบแนวคิด โด&#3618;อาศั&#3618;ขั้นตอนการวิจั&#3618;และพัฒนานวัตกรรม องค์ความรู้และเทคโนโล&#3618;ีด้านสุขภาพจิตของกรมสุขภาพจิต การถอดความรู้และประสบการณ์จากผู้เชี่&#3618;วชา&#3597;ในการพัฒนาเทคโนโล&#3618;ีสุขภาพจิต และค้นหาองค์ความรู้ก้าวหน้าทางด้านการวิจั&#3618;และพัฒนาทั้งจากภา&#3618;ในและต่างประเทศ 3) ประชุมคณะทำงานเพื่อการออกแบบและจัดทำต้นร่างคู่มือการวิจั&#3618;และพัฒนาเทคโนโล&#3618;ีสุขภาพจิต  4) ทดสอบคุณภาพทางวิชาการของต้นร่างคู่มือฯ โด&#3618;การพิจารณาความถูกต้องและความเหมาะสมของเนื้อหาจากผู้เชี่&#3618;วชา&#3597; และความคิดเห็นจากผู้ปฏิบัติ ทดลองใช้และประเมินคู่มือฯ ร่วมกับประชุมเพื่อแลกเปลี่&#3618;นเรี&#3618;นรู้ ในกลุ่มผู้รับผิดชอบงานวิจั&#3618;และนักวิจั&#3618;ในหน่ว&#3618;งานสังกัดกรมสุขภาพจิต5) ทดลองใช้ในระบบ โด&#3618;การเผ&#3618;แพร่คู่มือฉบับสมบูรณ์ และประเมินผลความพึงพอใจต่อคู่มือฯ ผลการศึกษา                         ต้นร่างคู่มือการวิจั&#3618;และพัฒนาเทคโนโล&#3618;ีสุขภาพจิตมีการปรับแก้ตามความคิดเห็นและข้อเสนอแนะจากผู้เชี่&#3618;วชา&#3597;และผู้ปฎิบัติ ได้เป็นร่างคู่มือการวิจั&#3618;และพัฒนาเทคโนโล&#3618;ีสุขภาพจิตฉบับปรับปรุง ซึ่งนำไปทดลองใช้และประเมินคู่มือฯในกลุ่มบุคลากรผู้รับผิดชอบงานวิจั&#3618;และผู้มีประสบการณ์ในการทำงานวิจั&#3618;และพัฒนาของหน่ว&#3618;งานในสังกัดกรมสุขภาพจิต จำนวน 36 หน่ว&#3618;งาน ร่วมกับประชุมแลกเปลี่&#3618;นเรี&#3618;นรู้ในกลุ่มเดี&#3618;วกัน ปรับแก้ตามความคิดเห็นและข้อเสนอแนะอีกครั้งได้เป็นคู่มือการวิจั&#3618;และพัฒนาเทคโนโล&#3618;ีสุขภาพจิตฉบับสมบูรณ์  เผ&#3618;แพร่และประเมินความพึงพอใจต่อคู่มือฯจากบุคลากรในสังกัดกรมสุขภาพจิต จำนวน 36 หน่ว&#3618;งานพบว่า ผู้ตอบแบบสอบถาม จำนวน 52 คนจาก 66 คน (ร้อ&#3618;ละ 78.79) มีความพึงพอใจต่อคู่มือในระดับมากขึ้นไป ทั้งในภาพรวม จำนวน 49 คน (ร้อ&#3618;ละ 94.24) และรา&#3618;ด้าน ได้แก่ ความเหมาะสม จำนวน 50 คน (ร้อ&#3618;ละ 96.15) ความเข้าใจง่า&#3618; จำนวน 49 คน (ร้อ&#3618;ละ 94.24) ความสอดคล้อง 49 คน (ร้อ&#3618;ละ 94.24) ความครอบคลุม จำนวน 48 คน (ร้อ&#3618;ละ 92.30) ความครบถ้วน จำนวน 48 คน (ร้อ&#3618;ละ 92.30) และการนำไปใช้ประโ&#3618;ชน์จำนวน 46 คน (ร้อ&#3618;ละ 88.46) สรุป                         คู่มือการวิจั&#3618;และพัฒนาเทคโนโล&#3618;ีสุขภาพจิต ซึ่งพัฒนาตามขั้นตอนการวิจั&#3618;และพัฒนาฯของกรมสุขภาพจิตเบื้องต้นร่วมกับการจัดการความรู้ ได้รับความพึงพอใจในระดับมากขึ้นไปทั้งในภาพรวมและรา&#3618;ด้าน ได้แก่ ความเหมาะสม ความเข้าใจง่า&#3618; ความสอดคล้อง ความครอบคลุมความครบถ้วน และการนำไปใช้ประโ&#3618;ชน์   คำสำคั&#3597; (Key words)           การวิจั&#3618;และพัฒนา เทคโนโล&#3618;ีสุขภาพจิตนวัตกรรมสุขภาพจิต  http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11838 2014/11/04 04:28:16 การพัฒนาคู่มือการวิจัยและพัฒนาเทคโนโลยีสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11838 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งทางชีวภาพและทางจิตสังคมในผู้ป่วยจิตเภทที่มีการรักษาแบบผู้ป่วยในซ้ำ: มุมมองของผู้ป่วย* http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11804 ผู้ป่ว&#3618;จิตเภทมีการกลับมารักษาซ้ำแบบผู้ป่ว&#3618;ใน มีสถิติสูงขึ้น มีสาเหตุมาจากปัจจั&#3618;หลา&#3618;ด้าน เช่น ตัวผู้ป่ว&#3618;เอง ครอบครัว สังคม สิ่งแวดล้อม รวมถึงสารเสพติด ส่งผลให้ผู้ป่ว&#3618;รับการรักษาไม่ต่อเนื่อง มีอาการกำเริบกลับเป็นซ้ำรักษาในโรงพ&#3618;าบาล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11804 2012/10/24 15:20:22 ปัจจัยที่เกี่ยวข้องทั้งทางชีวภาพและทางจิตสังคมในผู้ป่วยจิตเภทที่มีการรักษาแบบผู้ป่วยในซ้ำ: มุมมองของผู้ป่วย* http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11804 ประสิทธิผลของกลุ่มบำบัดการปรับความคิดและพฤติกรรม ที่มีต่อความคิดอัตโนมัติทางลบและภาวะซึมเศร้าของผู้ป่วยจิตเวช http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11797 วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาประสิทธิผลของกลุ่มบำบัดการปรับความคิดและพฤติกรรมที่มีต่อความคิดอัตโนมัติทางลบและภาวะซึมเศร้าของผู้ป่ว&#3618;จิตเวช   วัสดุและวิธีการ เป็นการวิจั&#3618;เชิงทดลอง (Experimental research) รูปแบบวัดก่อนและหลังทดลองเปรี&#3618;บเที&#3618;บกับกลุ่มควบคุม กลุ่มตัวอ&#3618;่างได้แก่ผู้ป่ว&#3618;ใน (โรคจิต โรคซึมเศร้า และปั&#3597;หาจากการใช้สารเสพติดหรือสุรา) ของโรงพ&#3618;าบาลที่มีอาการซึมเศร้า และมีผลประเมินจากแบบวัดภาวะซึมเศร้า Thai Depression Inventoryตั้งแต่ 21 คะแนนขึ้นไป อา&#3618;ุระหว่าง 20-60 ปี และให้ความร่วมมือในการวิจั&#3618; คัดเลือกตัวอ&#3618;่างแบบสุ่มเพื่อเข้ารับการบำบัดแต่ละกลุ่มสลับเดือนกัน เนื่องจากมีข้อจำกัดด้านจำนวนขนาดตัวอ&#3618;่างที่มีน้อ&#3618; กลุ่มทดลองได้รับการบำบัดด้ว&#3618;กลุ่มCBT5 ครั้ง ๆ ละ 60-90 นาที (ผู้ทำกลุ่มบำบัดเป็นพ&#3618;าบาลวิชาชีพที่ได้รับการฝึกทักษะการทำกลุ่มบำบัดด้ว&#3618;CBT)และกลุ่มควบคุมได้รับการบำบัดด้ว&#3618;กลุ่มจิตบำบัดประคับประคอง สัปดาห์ละ 3 ครั้ง ๆ ละ 60 นาที ซึ่งเป็นวิธีการบำบัดของโรงพ&#3618;าบาลที่ให้แก่ผู้ป่ว&#3618;ตามปกติ ประเมินผลด้านความคิดอัตโนมัติทางลบ ภาวะซึมเศร้าก่อนและหลังทดลอง  และติดตามผลภา&#3618;หลังการทดลอง 1 , 3 เดือน วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;เปรี&#3618;บเที&#3618;บคะแนนเฉลี่&#3618;ด้านความคิดอัตโนมัติทางลบ และภาวะซึมเศร้าระหว่างกลุ่มตามระ&#3618;ะเวลา ด้ว&#3618;สถิติrepeated measures ANOVA ระ&#3618;ะเวลาในการศึกษา ตุลาคม 2552-กัน&#3618;า&#3618;น 2554   ผล กลุ่มบำบัด CBT ช่ว&#3618;ลดความคิดอัตโนมัติทางลบและภาวะซึมเศร้ามากกว่ากลุ่มควบคุมอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ กลุ่มทดลองมีอัตราการลดลงของภาวะซึมเศร้ามากกว่ากลุ่มควบคุม และลดการกลับมารักษาซ้ำเป็นผู้ป่ว&#3618;ในหลังจำหน่า&#3618; 6 เดือนได้มากกว่ากลุ่มควบคุมถึง 2 เท่า   สรุป การบำบัดด้ว&#3618;กลุ่ม CBT เป็นการบำบัดที่มีประสิทธิผลดีอีกรูปแบบหนึ่ง ซึ่งโรงพ&#3618;าบาลพัฒนาบริการให้ผู้ป่ว&#3618;ที่มีภาวะซึมเศร้าได้รับการบำบัด ลดความเสี่&#3618;งต่อการฆ่าตัวตา&#3618; และช่ว&#3618;ให้ผู้ป่ว&#3618;ได้นำไปใช้กับตนเองได้ อ&#3618;่างไรก็ตามควรมีการติดตามผลในระ&#3618;ะ&#3618;าว เกี่&#3618;วกับความคงทนของประสิทธิผลที่เกิดขึ้น http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11797 2014/11/04 04:46:49 ประสิทธิผลของกลุ่มบำบัดการปรับความคิดและพฤติกรรม ที่มีต่อความคิดอัตโนมัติทางลบและภาวะซึมเศร้าของผู้ป่วยจิตเวช http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11797 การศึกษาผลการบำบัดรักษาผู้ป่วยหญิงที่มีปัญหาสุขภาพจิตจากสุรา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11796 บทคัด&#3618;่อ             โรงพ&#3618;าบาลสวนปรุงให้บริการแก่ผู้ป่ว&#3618;ที่มีปั&#3597;หาสุขภาพจิตจากสุราตั้งแต่ ปี 2546และ หอผู้ป่ว&#3618;จิระ ให้บริการแก่ผู้ป่ว&#3618;ห&#3597;ิงที่มีปั&#3597;หาสุขภาพจิตจากสุราดังนั้นทีมผู้ศึกษา จึงมีความสนใจที่จะศึกษาถึงลักษณะ  ผู้ป่ว&#3618; ผลการบำบัดในระ&#3618;ะถอนพิษสุราและในระ&#3618;ะฟื้นฟูของผู้ป่ว&#3618;ห&#3597;ิงที่มีปั&#3597;หาสุขภาพจิตจากสุราที่เข้ารักษาในหอผู้ป่ว&#3618;จิระในปีงบประมาณ 2551 ซึ่งเพื่อให้มีข้อมูลพื้นฐานสำหรับวางแผนและมีแนวทางในการพัฒนาคุณภาพบริการดูแลผู้ป่ว&#3618;ต่อไปโด&#3618;ศึกษาผู้ป่ว&#3618;ห&#3597;ิงที่มีปั&#3597;หาสุขภาพจิตจากสุรา ที่เข้ารับการบำบัดรักษาแบบผู้ป่ว&#3618;ใน ณ หอผู้ป่ว&#3618;จิระ โรงพ&#3618;าบาลสวนปรุง ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2550 ถึงเดือนกัน&#3618;า&#3618;น 2551 จำนวน 125 รา&#3618; โด&#3618;การทบทวน รวบรวม และศึกษาข้อมูล&#3618;้อนหลัง จากเวชระเบี&#3618;น ใบรา&#3618;งานอุบัติการณ์ของหอผู้ป่ว&#3618;จิระ สมุดรา&#3618;งานพ&#3618;าบาล แบบรา&#3618;งานประจำหอผู้ป่ว&#3618;ตั้งแต่แรกรับจนถึงจำหน่า&#3618;กลับบ้าน นำข้อมูลที่รวบรวมได้มาวิเคราะห์ โด&#3618;ใช้สถิติเชิงพรรณนา  (Descriptive statistic)การหาค่าเฉลี่&#3618;แจกแจงความถี่ และหาค่าร้อ&#3618;ละ             ผลการศึกษาพบว่า          ผู้ป่ว&#3618;มีค่าเฉลี่&#3618;ของอา&#3618;ุ 44.73 ปี ส่วนให&#3597;่อา&#3618;ุระหว่าง 41-50 ปี ร้อ&#3618;ละ 40ระดับการศึกษาประถมศึกษา ร้อ&#3618;ละ 68.0 มีสถานภาพสมรสคู่ร้อ&#3618;ละ 64.8เป็นผู้ป่ว&#3618;ที่เข้ารับการรักษาแบบผู้ป่ว&#3618;ในครั้งแรก ร้อ&#3618;ละ 52.8 ไม่มีภาวะโรคร่วมทั้งทางจิตเวชและทางกา&#3618; ร้อ&#3618;ละ50.4 ไม่มีภาวะโรคร่วมทั้งทางจิตเวชและทางกา&#3618; โรคทางจิตเวชที่พบมากที่สุด คือ กลุ่ม Bipolar disorder ร้อ&#3618;ละ 14.4 รองลงมาคือ กลุ่ม Depressive disorder ร้อ&#3618;ละ 8 โรคร่วมทางกา&#3618;ที่สัมพันธ์กับการดื่มสุรา ที่พบมากที่สุดคือ ภาวะ Electrolyte Imbalanceร้อ&#3618;ละ 8 รองลงมาคือ กุล่มโรคตับและ Hypertensionร้อ&#3618;ละ 7.2การดูแลผู้ป่ว&#3618;ระ&#3618;ะถอนพิษสุรา พบผู้ป่ว&#3618;มีระ&#3618;ะ withdrawal ระดับ Moderateถึง Very Severeเฉลี่&#3618; 1.27 วัน มีระ&#3618;ะเวลาการอ&#3618;ู่โรงพ&#3618;าบาล เฉลี่&#3618; 18.75 วัน ผู้ป่ว&#3618;ที่ได้รับการบำบัดทางจิตสังคมคือ BA MI CBTและ Alcohol Counselingร้อ&#3618;ละ 70 ขึ้นไป อ&#3618;ู่บ้านได้นาน >180 วันโด&#3618;กลุ่มศึกษาที่ได้รับการบำบัดกลุ่มแบบCBT และ Alcohol Counselingไม่มีกลับมารักษาซ้ำภา&#3618;ใน 28 วัน สำหรับ BA และ MI มีผู้กลับมารักษาซ้ำภา&#3618;ใน 28 วันร้อ&#3618;ละ 16.7และ ร้อ&#3618;ละ 5 ตามลำดับ                            สรุป         การศึกษาผลการบำบัดรักษาผู้ป่ว&#3618;ห&#3597;ิงที่มีปั&#3597;หาสุขภาพจิตจากสุรา ช่ว&#3618;ทำให้มีแนวทางในการพัฒนาคุณภาพบริการดูแลผู้ป่ว&#3618;ห&#3597;ิงที่มีปั&#3597;หาสุขภาพจิตจากสุราให้มีประสิทธิภาพ&#3618;ิ่งขึ้น           ข้อเสนอแนะ           ควรมีการศึกษารา&#3618;ละเอี&#3618;ดเพิ่มเติมเช่น กรณีผู้ป่ว&#3618;ที่มีปั&#3597;หาสุขภาพจิตจากสุราที่มีภาวะโรคร่วมทางจิตเวช วิธีการบำบัดรักษาฟื้นฟูที่มีความเฉพาะ การกลับซ้ำ ระ&#3618;ะเวลาการบำบัด เพื่อหาแนวทางการรักษาที่เหมาะสมต่อไป http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11796 2014/11/04 04:37:31 การศึกษาผลการบำบัดรักษาผู้ป่วยหญิงที่มีปัญหาสุขภาพจิตจากสุรา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11796 ความเชื่อมั่นของการใช้แบบประเมิน CIWA-Ar ของบุคลากรพยาบาลในโรงพยาบาลสวนปรุง เชียงใหม่ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11795 บทคัด&#3618;่อ   ผู้ที่ติดสุราเมื่อห&#3618;ุดหรือลดปริมาณการดื่มลงส่งผลให้เกิดอาการถอนพิษสุรา บุคลากรพ&#3618;าบาลมีบทบาทสำคั&#3597;ในการป้องกันและเฝ้าระวังไม่ให้ผู้ป่ว&#3618;เกิดภาวะถอนพิษสุราที่รุนแรง โด&#3618;ใช้แบบประเมิน CIWA-Ar เพื่อช่ว&#3618;ในการประเมินรวบรวมข้อมูลและวางแผนให้การพ&#3618;าบาลอ&#3618;่างเหมาะสม  บุคลากรพ&#3618;าบาลในโรงพ&#3618;าบาลสวนปรุงที่ผ่านการฝึกอบรมการใช้แบบประเมินจึงจำเป็นต้องมีการฝึกทักษะและหาความเชื่อมั่นของการใช้แบบประเมินเปรี&#3618;บเที&#3618;บกับผู้ประเมินมาตรฐาน การวิจั&#3618;ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาความเชื่อมั่น (Inter-rater reliability)ของการใช้แบบประเมิน CIWA-Ar ของบุคลากรพ&#3618;าบาลที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่ว&#3618;ที่ให้บริการบำบัดรักษาผู้ที่มีปั&#3597;หาสุขภาพจิตจากการดื่มสุรา     กลุ่มตัวอ&#3618;่างคือ บุคลากรพ&#3618;าบาลของโรงพ&#3618;าบาลสวนปรุงซึ่งปฏิบัติงานในหอผู้ป่ว&#3618;ที่ให้บริการบำบัดรักษาผู้ที่มีปั&#3597;หาสุขภาพจิตจากการดื่มสุรา จำนวน  4 หอผู้ป่ว&#3618;  รวม 43 คน     รวบรวมข้อมูลโด&#3618;ใช้แบบประเมิน CIWA-Ar และใช้สื่อวิดิทัศน์การประเมิน CIWA-Ar ผู้ที่มีปั&#3597;หาสุขภาพจิตจากการดื่มสุราในระ&#3618;ะถอนพิษสุรา วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;ใช้สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพี&#3618;ร์สัน  และหาความเชื่อมั่นเป็นรา&#3618;ข้อ (Inter-rater reliability) โด&#3618;ใช้สูตรคำนวณความเชื่อมั่นจากการสังเกต ผลการศึกษาสรุปว่า   1.คะแนนของการใช้แบบประเมิน CIWA-Ar ของบุคลากรพ&#3618;าบาลที่ปฏิบัติงานในหอผู้ป่ว&#3618;     ที่ให้บริการบำบัดรักษาผู้ที่มีปั&#3597;หาสุขภาพจิตจากการดื่มสุราสัมพันธ์กับผู้ประเมินมาตรฐาน (p http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11795 2014/11/04 05:53:53 ความเชื่อมั่นของการใช้แบบประเมิน CIWA-Ar ของบุคลากรพยาบาลในโรงพยาบาลสวนปรุง เชียงใหม่ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11795 ความตรงของแบบสอบถาม SNAP-IV ฉบับภาษาไทยในการวิจัยโรคสมาธิสั้น และโรคดื้อต่อต้าน สำหรับผู้ป่วยเด็กในเขตสาธารณสุขที่ 14 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11788         วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาค่าความตรงของแบบสอบถาม SNAP-IV ฉบับภาษาไท&#3618; สำหรับผู้ป่ว&#3618;เด็กในเขตสาธารณสุขที่ 14 ศึกษาิเชิงพรรณนา ณ ช่วงเวลาหนึ่ง ในผู้ป่ว&#3618;จิตเวชเด็กและวั&#3618;รุ่นในเขตสาธารณสุขที่ 14 ที่มารับบริการที่แผนกจิตเวชเด็กและวั&#3618;รุ่นเป็นครั้งแรก โรงพ&#3618;าบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ โด&#3618;ให้ผู้ปกครองและครูตอบแบบสอบถาม SNAP-IV ฉบับภาษาไท&#3618;ซึ่งประกอบไปด้ว&#3618;อาการของโรคสมาธิสั้นและอาการของโรคดื้อต่อต้าน รวม 26 ข้อ ก่อนเข้ารับการวินิจฉั&#3618;จากจิตแพท&#3618;์เด็ก เพื่อนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ทางสถิติ สรุป แบบสอบถาม SNAP-IV ฉบับผู้ปกครอง ในส่วน hyperactivity limpulsivity และ ODD และฉบับครูในส่วน  hyperactivity limpulsivity มีค่าความเที่&#3618;งตรงอ&#3618;ู่ในเกณฑ์ปานกลาง สามารถนำไปใช้ช่ว&#3618;ในการตรวจวินิจฉั&#3618;ผู้ป่ว&#3618;เด็กในเขตสาธารณสุขที่ 14 ได้ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11788 2014/11/04 05:49:49 ความตรงของแบบสอบถาม SNAP-IV ฉบับภาษาไทยในการวิจัยโรคสมาธิสั้น และโรคดื้อต่อต้าน สำหรับผู้ป่วยเด็กในเขตสาธารณสุขที่ 14 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11788 อาหารเสริมที่ช่วยลดภาวะเครียดในผู้ป่วยจิตเวช (เพศชาย) โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ จังหวัดนครราชสีมา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11787        การศึกษากึ่งทดลองนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อเสริมปลาสวา&#3618;เนื้อขาวในอาหาร สำหรับผู้ป่ว&#3618;จิตเวช ระ&#3618;ะฟื้นฟู (เพศชา&#3618;) ที่มีภาวะเครี&#3618;ด และเพื่อศึกษาช่วงคะแนนความเครี&#3618;ดระหว่างกลุ่มก่อนและหลังรับประทานอาหารเสริมปลาสวา&#3618;เนื้อขาว กลุ่มทดลอง คือ ผู้ป่ว&#3618;หอกรองจิตที่ได้รับปลาสวา&#3618;เป็นอาหารเสริม และกลุ่มเปรี&#3618;บเที&#3618;บ คือ ผู้ป่ว&#3618;ผกากรองที่ไม่ได้รับอาหารเสริม เก็บรวบรวมข้อมูลด้ว&#3618;แบบวัดความเครี&#3618;ดสวนปรุง สถิติที่ใช้ในการวิจั&#3618; คือ สถิติพรรณนา ค่า RR, และค่า Chi - Square        ผลการศึกษา พบว่ากลุ่มที่ได้รับอาหารเสริม ถึงสิ้นสุดสัปดาห์ที่ 2 มีโอกาสที่จะมีระดับความเครี&#3618;ดน้อ&#3618;เป็น 6 เท่าของกลุ่มที่ไม่ได้อาหารเสริม (RR = 6.0 ; 95 % CI 1.66 - 21.70) และอุบัติการณ์การเกิดระดับความเครี&#3618;ดน้อ&#3618;ของกลุ่มทดลองเพิ่มขึ้นร้อ&#3618;ละ 83.3 เมื่อได้รับอาหารเสริม ดังนั้นผู้ป่ว&#3618;ทางจิตที่มีภาวะเครี&#3618;ดเมื่อได้รับอาหารเสริมโอเมก้า 3 (ปลาสวา&#3618;เนื้อขาว) ปริมาณ 100 กรัม/วัน ในอาหารอ&#3618;่างต่อเนื่อง  2 สัปดาห์ ทำให้ผู้ป่ว&#3618;มีอาการภาวะเครี&#3618;ดดีขึ้นที่ 95% CI http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11787 2014/11/04 05:15:38 อาหารเสริมที่ช่วยลดภาวะเครียดในผู้ป่วยจิตเวช (เพศชาย) โรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ จังหวัดนครราชสีมา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11787 แบบประเมินความคิดเห็นทางสังคมสำหรับวัยรุ่น - ฉบับ 10 คำถาม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11786 การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินระดับของทัศนคติต่อพฤติกรรมรุนแรงสำหรับวั&#3618;รุ่นในสถานศึกษาที่มีทัศนคติต่อความรุนแรง เพื่อให้การดูแลและช่ว&#3618;เหลือต่อไป กลุ่มเป้าหมา&#3618; เป็นวั&#3618;รุ่นในสถานศึกษา โด&#3618;ใช้แบบประเมินความคิดเห็นทางสังคมสำหรับวั&#3618;รุ่น ฉบับ 10 คำถาม มีค่าความเที่&#3618;ง (Cronbach's alpha) เท่ากับ .914 ก่อนเปลี่&#3618;นข้อความเล็กน้อ&#3618; เป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ (5-rating Scale) มีค่าคะแนนตั้งแต่ 1-5 คะแนน การแปลผลคะแนน กลุ่มเสี่&#3618;งเล็กน้อ&#3618; ให้เฝ้าระวัง กลุ่มเสี่&#3618;งปานกลาง ควรให้คำแนะนำเพื่อลดทัศนคติความรุนแรง กลุ่มเสี่&#3618;งมากควรได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางด้านสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11786 2014/11/04 05:18:55 แบบประเมินความคิดเห็นทางสังคมสำหรับวัยรุ่น - ฉบับ 10 คำถาม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11786 แบบประเมินผลพฤติกรรมรุนแรงสำหรับวัยรุ่น ฉบับ 14 คำถาม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11785 การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินผลก่อนและหลังการส่งเสริม ป้องกัน และแก้ไขปั&#3597;หาพฤติกรรมรุนแรงของวั&#3618;รุ่นในสถานศึกษา และเป็นเครื่องมือในการประเมินผล ประสิทธิภาพของโปรแกรม ปรับเปลี่&#3618;นพฤติกรรมรุนแรงของวั&#3618;รุ่นในสถานศึกษา กลุ่มเป้าหมา&#3618;เป็นวั&#3618;รุ่นในสถานศึกษาที่มีพฤติกรรมรุนแรง โด&#3618;ใช้แบบประเมินผลพฤติกรรมรุนแรงสำหรับวั&#3618;รุ่น ฉบับ 14 คำถาม มีค่าความเที่&#3618;ง (Cronbach's alpha) เท่ากับ .938 เป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ (5-rating scale) มีค่าคะแนนตั้งแต่ 0-4 คะแนน การแปลผล กลุ่มเสี่&#3618;งเล็กน้อ&#3618; เฝ้าระวัง กลุ่มเสี่&#3618;งปานกลาง ให้คำแนะนำเพื่อลดทัศนคติต่อความรุนแรง กลุ่มเสี่&#3618;งมาก ควรได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางด้านสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11785 2014/11/04 05:25:25 แบบประเมินผลพฤติกรรมรุนแรงสำหรับวัยรุ่น ฉบับ 14 คำถาม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11785 แบบประเมินพฤติกรรมเสี่ยงสำหรับวัยรุ่น ฉบับ 12 คำถาม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11784 การศึกษานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินและคัดกรองกลุ่มเสี่&#3618;งต่อพฤติกรรมรุนแรงสำหรับวั&#3618;รุ่นในสถานศึกษา และเพื่อติดตาม เฝ้าระวังในการส่งเสริม สนับสนุน ป้องกัน และแก้ไขปั&#3597;หาพฤติกรรมรุนแรงของวั&#3618;รุ่นในสถานศึกษา กลุ่มเป้าหมา&#3618; เป็นวั&#3618;รุ่นในสถานศึกษา ที่มีพฤติกรรมเสี่&#3618;งต่อความรุนแรง โด&#3618;ใช้แบบประเมินพฤติกรรมเสี่&#3618;งสำหรับวั&#3618;รุ่น ฉบับ 12 คำถาม มีค่าความเที่&#3618;ง (Cronbaoh's alpha) เท่ากับ .928 เป็นมาตรประมาณค่า 5 ระดับ (5-rathing Scale) มีค่าคะแนนตั้งแต่ 0-4 คะแนน การแปรผล กลุ่มเสี่&#3618;งเล็กน้อ&#3618;ให้เฝ้าระวัง กลุ่มเสี่&#3618;งปานกลาง ให้คำแนะนำเพื่อลดทัศนคติต่อความรุนแรง กลุ่มเสี่&#3618;งมาก ควรได้รับคำแนะนำจากบุคลากรทางด้านกรมสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11784 2014/11/04 05:07:37 แบบประเมินพฤติกรรมเสี่ยงสำหรับวัยรุ่น ฉบับ 12 คำถาม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11784 การศึกษาเปรียบเทียบปริมาตรเม็ดเลือดแดงอัดแน่น (Hematocrit) ด้วยวิธีElectrical Impedance โดยเครื่องตรวจนับเม็ดเลือดอัตโนมัติกับวิธี Microhematocritโดยเครื่องปั่น Hematocrit Centrifuge http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11783 บทคัด&#3618;่อ   ชื่อเรื่องวิจั&#3618;        การศึกษาเปรี&#3618;บเที&#3618;บปริมาตรเม็ดเลือดแดงอัดแน่น (Hematocrit)ด้ว&#3618;วิธีElectrical       Impedance โด&#3618;เครื่องตรวจนับเม็ดเลือดอัตโนมัติกับวิธี Microhematocritโด&#3618;เครื่องปั่นHematocrit Centrifuge ชื่อผู้วิจั&#3618;                 นางสาวเปรมฤดี  เดชอุปการ            วทบ.(เทคนิคการแพท&#3618;์)      การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเปรี&#3618;บเที&#3618;บปริมาตรอัดแน่นเม็ดเลือดแดง(Hematocrit) ซึ่งค่านี้มีประโ&#3618;ชน์ในการใช้วินิจฉั&#3618;ติดตามและป้องกันการเกิดภาวะช็อกเนื่องจากการสู&#3597;เสี&#3618;เลือดโด&#3618;เฉพาะในผู้ป่ว&#3618;แอลกอฮอล์ที่มีภาวะเสี่&#3618;งเลือดออกอันเนื่องจากมีแผลในระบบทางเดินอาหาร เกร็ดเลือดต่ำ และระบบการแข็งตัวของเลือดผิดปกติซึ่งเป็นปัจจั&#3618;เสี่&#3618;ง การศึกษาใช้เครื่องตรวจ อัตโนมัติ Pentraรุ่น 60Cplusซึ่งเป็นวิธีที่ใช้อ&#3618;ู่ในห้องปฏิบัติการโรงพ&#3618;าบาลสวนปรุงและใช้ตรวจวิเคราะห์ในงานประจำวัน (routine)  กับวิธี Microhematocritซึ่งเป็นวิธีอ้างอิงโด&#3618;ใช้ เครื่องปั่น centrifugeที่ความเร็ว12,000 g เป็นเวลา 5 นาทีและใช้ Micro-capillary readerในการอ่านค่า  ทำในคราวเดี&#3618;วกัน จนครบจำนวน 150รา&#3618;                   ผลการศึกษาพบว่า การตรวจวัดปริมาตรอัดแน่นเม็ดเลือดแดงด้ว&#3618;วิธี Electrical Impedance โด&#3618;เครื่องตรวจวิเคราะห์เม็ดเลือดอัตโนมัติจะให้ผลการตรวจไม่แตกต่างกับวิธี Microhematocrit อ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ที่ระดับความเชื่อมั่นร้อ&#3618;ละ 99 (p-value http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11783 2014/11/04 05:24:33 การศึกษาเปรียบเทียบปริมาตรเม็ดเลือดแดงอัดแน่น (Hematocrit) ด้วยวิธีElectrical Impedance โดยเครื่องตรวจนับเม็ดเลือดอัตโนมัติกับวิธี Microhematocritโดยเครื่องปั่น Hematocrit Centrifuge http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11783 การประเมินผลโครงการพัฒนาระบบการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา เครือข่ายพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด(จังหวัดเชียงใหม่,จังหวัดเลย,จังหวัดนครราชสีมา,จังหวัดสิงห์บุรีและจังหวัดสุราษฎร์ธานี) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11782 วัตถุประสงค์ เพื่อประเมินประสิทธิผลของโครงการ ศึกษาปัจจั&#3618;ที่เอื้อต่อประสิทธิผลของโครงการและศึกษาปั&#3597;หาอุปสรรคในการดำเนินโครงการ การประเิมินโครงการดำเนินการในช่วงเดือน ต.ค.51 - ก.&#3618;.52 หลังจากมีการประชุมของผู้เชี่&#3618;วชา&#3597;และได้ข้อตกลงในแนวทางการรักษาได้มีการพัฒนาระบบการดูแลผู้มีปั&#3597;หาการดื่มสุราและได้อบรมบุคลากรสาธารณสุขใน 5 จังหวัด ใช้แบบสอบถามโด&#3618;มีกลุ่มตัวอ&#3618;่าง คือ บุคลากรสาธารณสุขที่ผ่านการอบรมโครงการพัฒนาระบบการดูแลผู้มีปั&#3597;หาการดื่มสุรา 88 คน ผู้รับบริการที่มีปั&#3597;หาการดื่มสุรา 330 คน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้ร้อ&#3618;ละ, ค่าเฉลี่&#3618;และค่าเบี่&#3618;งเบนมาตรฐาน ซึ่งการประเมินโครงการนี้ใช้รูปแบบชิป (CIPP Model) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11782 2012/10/24 15:35:46 การประเมินผลโครงการพัฒนาระบบการดูแลผู้มีปัญหาการดื่มสุรา เครือข่ายพื้นที่นำร่อง 5 จังหวัด(จังหวัดเชียงใหม่,จังหวัดเลย,จังหวัดนครราชสีมา,จังหวัดสิงห์บุรีและจังหวัดสุราษฎร์ธานี) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11782 โปรแกรมการให้สุขภาพจิตศึกษาเพื่อความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของผู้ป่วยจิตเภท http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11781 วัตถุประสงค์  เพื่อประเมินผลโปรแกรมการให้สุขภาพจิตศึกษาเพื่อความร่วมมือในการรักษาด้ว&#3618;&#3618;าของ ผู้ป่ว&#3618;จิตเภท                  วัสดุและวิธีการ  กลุ่มตัวอ&#3618;่างคือผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภทจำนวน 53  คน  โด&#3618;สมัครใจเข้าร่วมกิจกรรมโปรแกรมการให้สุขภาพจิตศึกษาเพื่อความร่วมมือในการรักษาด้ว&#3618;&#3618;าของผู้ป่ว&#3618;จิตเภท                 ผล  ผู้ป่ว&#3618;หลังเข้าร่วมกิจกรรมมีระดับคะแนนเฉลี่&#3618;ด้านความรู้เกี่&#3618;วกับการปฏิบัติตัวขณะกิน&#3618;าจิตเวช  คะแนนพฤติกรรมการใช้&#3618;าตามเกณฑ์การรักษาในระดับสูง                 สรุป  โปรแกรมการให้สุขภาพจิตศึกษาเพื่อการสร้างความร่วมมือในการรักษาด้ว&#3618;&#3618;าของผู้ป่ว&#3618;จิตเภท  มีการรับรู้  และ&#3618;อมรับอาการทางจิต  มีทัศนคติต่อความเจ็บป่ว&#3618;  มีความตระหนักถึงความจำเป็นในการรักษา  มีอาการทางจิตน้อ&#3618;ลง  และเกิดการเปลี่&#3618;นแปลงพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11781 2014/11/04 04:32:30 โปรแกรมการให้สุขภาพจิตศึกษาเพื่อความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของผู้ป่วยจิตเภท http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11781 โปรแกรมการให้สุขภาพจิตศึกษาเพื่อความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของผู้ป่วยจิตเภท http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11780 วัตถุประสงค์  เพื่อประเมินผลโปรแกรมการให้สุขภาพจิตศึกษาเพื่อความร่วมมือในการรักษาด้ว&#3618;&#3618;าของ ผู้ป่ว&#3618;จิตเภท                  วัสดุและวิธีการ  กลุ่มตัวอ&#3618;่างคือผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภทจำนวน 53  คน  โด&#3618;สมัครใจเข้าร่วมกิจกรรมโปรแกรมการให้สุขภาพจิตศึกษาเพื่อความร่วมมือในการรักษาด้ว&#3618;&#3618;าของผู้ป่ว&#3618;จิตเภท                 ผล  ผู้ป่ว&#3618;หลังเข้าร่วมกิจกรรมมีระดับคะแนนเฉลี่&#3618;ด้านความรู้เกี่&#3618;วกับการปฏิบัติตัวขณะกิน&#3618;าจิตเวช  คะแนนพฤติกรรมการใช้&#3618;าตามเกณฑ์การรักษาในระดับสูง                 สรุป  โปรแกรมการให้สุขภาพจิตศึกษาเพื่อการสร้างความร่วมมือในการรักษาด้ว&#3618;&#3618;าของผู้ป่ว&#3618;จิตเภท  มีการรับรู้  และ&#3618;อมรับอาการทางจิต  มีทัศนคติต่อความเจ็บป่ว&#3618;  มีความตระหนักถึงความจำเป็นในการรักษา  มีอาการทางจิตน้อ&#3618;ลง  และเกิดการเปลี่&#3618;นแปลงพฤติกรรมความร่วมมือในการรักษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11780 2014/11/04 04:34:01 โปรแกรมการให้สุขภาพจิตศึกษาเพื่อความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของผู้ป่วยจิตเภท http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11780 ผลการบำบัดทางพฤติกรรมความคิด (CBT) ต่อการลดอาการ PTSD ของสตรีผู้สูญเสียสามีจากสถานการณ์ความไม่สงบในอำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11777   การวิจั&#3618;นี้  มีวัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของการบำบัดความคิดและพฤติกรรม (Cognitive Behavior Therapy : CBT) ต่อการลดอาการเครี&#3618;ดหลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวั&#3597;( Post traumatic Stress Disorder:PTSD) ของสตรีผู้สู&#3597;เสี&#3618;สามี จากสถานการณ์ความไม่สงบในอำเภอหนองจิก  จังหวัดปัตตานี รูปแบบการวิจั&#3618; เป็นกรณีศึกษา ผู้ให้ข้อมูลคือ สตรีผู้สู&#3597;เสี&#3618;สามีที่มีบาดแผลทางจิตใจ  จำนวน 15รา&#3618;  มีขั้นตอนการบำบัด  7 เทคนิค   เครื่องมือการวิจั&#3618; เป็นแบบประเมิน ประกอบด้ว&#3618; 1) แบบคัดกรองอาการที่เกิดจากบาดแผลทางจิตใจ 2) แบบประเมินโรคเครี&#3618;ดหลังเกิดเหตุการณ์สะเทือนขวั&#3597;3) แบบประเมินภาวะซึมเศร้า 4) แบบประเมินความเศร้าที่ซับซ้อน ของกรมสุขภาพจิต เก็บรวมรวมข้อมูล ระหว่าง วันที่ 7 เดือน เมษา&#3618;น 2553  ถึงวันที่ 26  เดือนพฤษภาคม  พ.ศ. 2553  โด&#3618;การสัมภาษณ์วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;เปรี&#3618;บเที&#3618;บคะแนนก่อน&ndash;หลัง การบำบัด และวิเคราะห์ด้านเนื้อหา(Content analysis)พฤติกรรมที่เปลี่&#3618;นแปลง ผลการศึกษา ทำให้การลดอาการ PTSDได้ ทั้ง 3 มิติ คือ  1.) การ&#3618;้อนประสบการณ์เดิม (RE experience)2.) การหลีกหนี(Avoidance)และ 3.) การตื่นตัวทางร่างกา&#3618;( Hyper arousals)  http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11777 2014/11/04 06:40:29 ผลการบำบัดทางพฤติกรรมความคิด (CBT) ต่อการลดอาการ PTSD ของสตรีผู้สูญเสียสามีจากสถานการณ์ความไม่สงบในอำเภอหนองจิก จังหวัดปัตตานี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11777 ผลของชุดกิจกรรมเคลื่อนไหวประกอบเพลง ที่มีต่อทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กดาวน์ซินโดรมในสถาบันราชานุกูล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11762 เด็กดาวน์ซินโดรมมีพัฒนาการทางด้านร่างกา&#3618;ล่าช้ากว่าเด็กปกติในวั&#3618;เดี&#3618;วกัน โด&#3618;เฉพาะทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดให&#3597;่ เช่น กล้ามเนื้อแขน ขาไม่แข็งแรง เด็กจึงจำเป็นต้องได้รับการกระตุ้นความแข็งแรงของกล้ามเนื้อมัดให&#3597;่ส่วนต่างๆ ของร่างกา&#3618;ด้ว&#3618;การเรี&#3618;นการสอนที่สามารถส่งเสริมทักษะกล้ามเนื้อมัดให&#3597;่ ซึ่งได้มีผู้ศึกษาถึงกิจกรรมเคลื่อนไหวประกอบเพลง และการเรี&#3618;นการสอนแบบบูรณาการ ดังนี้ วารุณี สกุลภารักษ์ (2549) ได้ศึกษาการจัดกิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบเพลงที่มีต่อการพัฒนาทางด้านร่างกา&#3618;ของเด็กปฐมวั&#3618; พบว่า เด็กปฐมวั&#3618;มีพัฒนาการทางด้านร่างกา&#3618;สูงขึ้น อ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ที่ระดับ .05 และได้มีผู้ศึกษาเด็กกลุ่มอาการดาวน์ ทวีพร วรรณา (2552) ศึกษาความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดให&#3597;่ของเด็กกลุ่มอาการดาวน์ในระดับอนุบาลโด&#3618;การใช้กิจกรรมการเล่นแบบบูรณาการและการเสริมแรงทางบวก คณะผู้วิจั&#3618;จึงได้ออกแบบการสอนให้อ&#3618;ู่ในรูปแบบของชุดกิจกรรมเคลื่อนไหวประกอบเพลงที่มีส่วนช่ว&#3618;ในการพัฒนาทักษะกล้ามเนื้อมัดให&#3597;่ของเด็กดาวน์ซินโดรม ซึ่งภา&#3618;ในชุดการสอนประกอบด้ว&#3618; แผนการสอนแบบบูรณาการ สื่อการสอน และแบบประเมินทักษะกล้ามเนื้อมัดให&#3597;่  วัสดุและวิธีการ  ประชากรที่ใช้ในการวิจั&#3618;ครั้งนี้คือ เด็กดาวน์ซินโดรม ช่วงอา&#3618;ุ 9-15 ปี กลุ่มงานการศึกษาพิเศษ สถาบันราชานุกูล ปีการศึกษา 2553 จำนวน 23 คน กลุ่มตัวอ&#3618;่างที่ใช้ในการวิจั&#3618;ครั้งนี้เป็น เด็กดาวน์ซินโดรม อา&#3618;ุ 9-15 ปี กลุ่มงานการศึกษาพิเศษ สถาบันราชานุกูล ปีการศึกษา 2553 จำนวน 8 คน ได้มา โด&#3618;มีเกณฑ์คัดเลือกเด็กที่ทำคะแนนจากแบบประเมินต่ำกว่า 50 เปอร์เซ็นต์ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจั&#3618; ประกอบด้ว&#3618; ชุดกิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบเพลง 8 กิจกรรมคือ กิจกรรมที่ 1 บูชาพระอาทิต&#3618;์ กิจกรรมที่ 2 กบกระโดดก้าวไกล กิจกรรมที่ 3 มาร์ชผักแสนอร่อ&#3618; กิจกรรมที่ 4 สนุกนึกบันเทิง กิจกรรมที่ 5 มาเล่นกีฬาพาเพลิน กิจกรรมที่ 6 สามัคคีร่วมใจ กิจกรรมที่ 7 ออกกำลังกา&#3618;แข็งขัน กิจกรรมที่ 8 Exercise เพื่อการพัฒนา หาค่าความเที่&#3618;งตรงของแบบประเมินทักษะกล้ามเนื้อมัดให&#3597;่ โด&#3618;ผู้เชี่&#3618;วชา&#3597;พัฒนาการเด็กดาวน์ซินโดรม และแผนการสอนในชุดการสอนโด&#3618;ผู้เชี่&#3618;วชา&#3597;ทางด้านการศึกษาพิเศษ ตรวจสอบแล้วนำคะแนนที่ได้จากการลงความคิดเห็นของผู้เชี่&#3618;วชา&#3597;ทั้ง 6 ท่านมาหาค่า IOC ข้อที่ได้มากกว่าหรือเท่ากับ .05 จึงถือว่าใช้ได้ นำชุดกิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบเพลงในกลุ่มตัวอ&#3618;่าง 8 สัปดาห์ สัปดาห์ละ 3 วัน วันละ 45 นาที ทดลองกับกลุ่มตัวอ&#3618;่าง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่&#3618;เลขคณิต ส่วนเบี่&#3618;งเบนมาตรฐาน (SD) และการทดสอบสมมติฐานด้ว&#3618;การประมวลผลด้ว&#3618;โปรแกรมสำเร็จรูป The Wilcoxon Matched-Pairs Siged-Ranks Test สรุปผลการศึกษา พบว่าเด็กดาวน์ซินโดรม ช่วงอา&#3618;ุ 9-15 ปี หลังการฝึกจากชุดกิจกรรมการเคลื่อนไหวประกอบเพลงมีต่อทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดให&#3597;่ค่าคะแนนของทักษะสูงขึ้นอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ที่ .05 ช้อเสนอแนะ-  การออกกำลังกา&#3618;ควรทำอ&#3618;่างต่อเนื่อง สม่ำเสมอติดต่อกันทั้ง 8 กิจกรรม - เพลงที่ใช้ในการประกอบกิจกรรมควรเป็นเพลงที่เด็กคุ้นเค&#3618;หรือฟังได้ชัด มีจังหวะและทำนองที่เร้าใจ - การออกำลังกา&#3618;โด&#3618;ใช้เพลงประกอบกิจกรรมทำได้กับเด็กที่มีความต้องการพิเศษทุกประเภทขึ้นอ&#3618;ู่กับผู้นำไปใช้ จะเลือกเพลงและท่าทางอ&#3618;่างไรเพื่อให้เหมาะสมกับร่างกา&#3618; ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อของเด็ก และความปลอดภั&#3618;ของกล้ามเนื้อ   http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11762 2012/07/11 10:52:35 ผลของชุดกิจกรรมเคลื่อนไหวประกอบเพลง ที่มีต่อทักษะการใช้กล้ามเนื้อมัดใหญ่ของเด็กดาวน์ซินโดรมในสถาบันราชานุกูล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11762 ผลของโปรแกรมราชา 2010 ที่มีต่อการไหลของนํ้าลายของเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการและสติปัญญาในหอผู้ป่วยเด็กเล็ก 1และหอผู้ป่วยเด็กเล็ก 2 ในสถาบันราชานุกูล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11761 การวิจั&#3618;ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อเปรี&#3618;บเที&#3618;บระดับความรุนแรงของนํ้าลา&#3618;ในเด็กที่มีความบกพร่องด้านพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;าในหอผู้ป่ว&#3618;เด็กเล็ก 1และหอผู้ป่ว&#3618;เด็กเล็ก 2 สถาบันราชานุกูล ระหว่างก่อนกับหลังการเข้าร่วมโปรแกรมราชา 2010 2) เพื่อศึกษาผลของความพึงพอใจของผู้ปกครองของเด็กที่มีความบกพร่องด้านพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;าที่มีต่อโปรแกรม 2010 กลุ่มตัวอ&#3618;่างที่ใช้ศึกษา คือ เด็กชา&#3618;-ห&#3597;ิง ที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;าอา&#3618;ุ 1ปี 6 เดือน &ndash; 5 ปี ที่มีพฤติกรรมนํ้าลา&#3618;ไหลในหอผู้ป่ว&#3618;เด็กเล็ก1 และหอผู้ป่ว&#3618;เด็กเล็ก 2 สถาบันราชานุกูล จำนวน 15 คน ได้มาโด&#3618;การสุ่มตัวอ&#3618;่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจั&#3618; ได้แก่ 1) โปรแกรมราชา 2010 ประกอบด้ว&#3618;กิจกรรมการฝึกการทำงานของกล้ามเนื้อที่เกี่&#3618;วข้องกับการกลืนนํ้าลา&#3618; จำนวน 12 กิจกรรม เป็นเวลา 6 สัปดาห์ๆละอ&#3618;่างน้อ&#3618; 3วันๆ 45 นาที 2) แบบวัดระดับความรุนแรงของนํ้าลา&#3618;ไหลในเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการเด็กและสติปั&#3597;&#3597;า เก็บข้อมูลก่อนและหลังเข้าโปรแกรม 3) แบบสอบถามความคิดเห็นผู้ปกครองเก็บข้อมูลหลังเข้าโปรแกรม ที่ตรวจสอบความตรงทางด้านเนื้อหาโด&#3618;ผู้เชี่&#3618;วชา&#3597;ด้ว&#3618;การหาค่าความสอดคล้อง สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ค่าเฉลี่&#3618;เลขคณิต ค่าเบี่&#3618;งเบนมาตรฐาน ร้อ&#3618;ละ และวิเคราะห์เปรี&#3618;บเที&#3618;บข้อมูลก่อนและหลังเข้าโปรแกรม โด&#3618;ใช้สถิติ Wilcoxon Signed-Ranks test ผลการวิจั&#3618;พบว่า 1) เด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;าอา&#3618;ุ 1ปี 6เดือน - 5 ปีที่ได้เข้าร่วมโปรแกรมราชา 2010 มีนํ้าลา&#3618;ไหลลดลงอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ .05 2) ร้อ&#3618;ละ86.67 ผู้ปกครองของเด็กที่มีความบกพร่องด้านพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;า มีความพึงพอใจต่อโปรแกรมราชา 2010 ในระดับมากขึ้นไป   http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11761 2014/11/04 05:53:00 ผลของโปรแกรมราชา 2010 ที่มีต่อการไหลของนํ้าลายของเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการและสติปัญญาในหอผู้ป่วยเด็กเล็ก 1และหอผู้ป่วยเด็กเล็ก 2 ในสถาบันราชานุกูล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11761 ผลของโปรแกรมการให้สุขศึกษาที่มีต่อความรู้และทักษะของผู้ดูแลเด็กป่วยด้วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11760           การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรี&#3618;บเที&#3618;บผลความรู้และทักษะของผู้ดูแลก่อนรับการอบรมกับหลังรับการอบรมโปรแกรมสุขศึกษาในการดูแลเด็กบกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;าที่เจ็บป่ว&#3618;ด้ว&#3618;โรคติดเชื้อทางเดินหา&#3618;ใจส่วนบน กลุ่มตัวอ&#3618;่างคือ ผู้ดูแลเด็กบกพร่องทางสติปั&#3597;&#3597;า ที่มารับบริการ ณ สถาบันราชานุกูล จาก หอผู้ป่ว&#3618;เด็กเล็ก 1 จำนวน 10 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ โปรแกรมการให้สุขศึกษา ผู้ดูแลเด็กป่ว&#3618;ด้ว&#3618;โรคติดเชื้อทางเดินหา&#3618;ใจส่วนบน ซึ่งได้ตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาจากท่านผู้ทรงคุณวุฒิ วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;ด้ว&#3618;สถิติ Non-Paramatric แบบ dependent t-test ผลการศึกษาที่สำคั&#3597; สรุปได้ดังนี้ ความรู้และทักษะของผู้ดูแล ดีขึ้นหลังได้รับโปรแกรมสุขศึกษาในการดูแลเด็กบกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;าที่เจ็บป่ว&#3618;ด้ว&#3618;โรคติดเชื้อทางเดินหา&#3618;ใจส่วนบน อ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ 0.05   http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11760 2014/11/04 04:35:24 ผลของโปรแกรมการให้สุขศึกษาที่มีต่อความรู้และทักษะของผู้ดูแลเด็กป่วยด้วยโรคติดเชื้อทางเดินหายใจส่วนบน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11760 ผลของโปรแกรม A2M ที่มีต่อพฤติกรรมก้าวร้าวทางกาย และการมีปฏิสัมพันธ์ของผู้บกพร่องทางพัฒนาการและสติปัญญากับผู้ปกครอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11759 การวิจั&#3618;ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1.)เพื่อเปรี&#3618;บเที&#3618;บพฤติกรรมก้าวร้าวทางกา&#3618;ของผู้บกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;าระหว่างก่อนกับหลังเข้าร่วมโปรแกรม A2M 2.)เพื่อเปรี&#3618;บเที&#3618;บการมีปฏิสัมพันธ์ของผู้บกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;ากับผู้ปกครองระหว่างก่อนกับหลังเข้าร่วมโปรแกรม A2M เป็นการวิจั&#3618;กึ่งทดลองแบบกลุ่มเดี&#3618;ววัดก่อนและหลัง ประชากรคือ ผู้บกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;า ที่มารับบริการที่สถาบันราชานุกูล กลุ่มตัวอ&#3618;่าง คือผู้บกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;า ที่มีคะแนนพฤติกรรมก้าวร้าวทางกา&#3618;ตามแบบประเมินพฤติกรรมก้าวร้าวทางกา&#3618; ตั้งแต่ 1 คะแนนขึ้นไป หรือมีคะแนนการมีปฏิสัมพันธ์กับผู้อื่น น้อ&#3618;กว่า 15 คะแนน จำนวน 18 คน เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจั&#3618; คือ 1)โปรแกรม A2M (Aroma Music & Massage Program) ประกอบด้ว&#3618;กิจกรรมให้ผู้บกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;าฟังดนตรีผ่อนคลา&#3618; สัมผัสกลิ่นเพื่อการบำบัด และนวดสัมผัสให้ผู้บกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;า จำนวน 10 วันโด&#3618;วันแรกดำเนินการสอนผู้ปกครองให้เรี&#3618;นรู้แบบมีส่วนร่วมในการให้ผู้บกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;าฟังดนตรีผ่อนคลา&#3618; สัมผัสกลิ่นเพื่อการบำบัด และนวดสัมผัสให้ผู้บกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;า วันที่ 2-10 ให้ผู้ปกครองดำเนินกิจกรรมเอง วันละ1 ครั้งๆ ละ 60 นาที ในช่วงเวลาเดี&#3618;วกัน 2)แบบสังเกตพฤติกรรมก้าวร้าวทางกา&#3618;ของผู้บกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;า มีค่าความเที่&#3618;ง 0.83 3)แบบสังเกตการมีปฏิสัมพันธ์ของผู้บกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;ากับผู้ปกครอง มีค่าความเที่&#3618;ง 0.80 เก็บข้อมูลก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;การหาค่าความถี่ ร้อ&#3618;ละ และวิเคราะห์เปรี&#3618;บเที&#3618;บข้อมูลก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม โด&#3618;ใช้สถิติ Wilcoxon Signed-Ranks Test ผลการวิจั&#3618;พบว่า 1.)พฤติกรรมก้าวร้าวทางกา&#3618;ของผู้บกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;าหลังเข้าร่วมโปรแกรมA2M ลดลง อ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ 0.05 2.)การมีปฏิสัมพันธ์ของผู้บกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;ากับผู้ปกครองหลังเข้าร่วมโปรแกรม A2M เพิ่มขึ้นอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ 0.05   http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11759 2012/07/11 10:54:05 ผลของโปรแกรม A2M ที่มีต่อพฤติกรรมก้าวร้าวทางกาย และการมีปฏิสัมพันธ์ของผู้บกพร่องทางพัฒนาการและสติปัญญากับผู้ปกครอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11759 ผลของโปรแกรมดนตรีและศิลปะบำบัดที่มีต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กบกพร่องทางพัฒนาการและสติปัญญาระดับรุนแรง เพศหญิง สถาบันราชานุกูล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11758      หอผู้ป่ว&#3618;ห&#3597;ิงเป็นหน่ว&#3618;ให้บริการด้านส่งเสริมพัฒนาการและฟื้นฟูทักษะของเด็กบกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;า ระดับรุนแรง จากการทำงาน พบว่า ร้อ&#3618;ละ 50 ของเด็กมีปั&#3597;หาพฤติกรรมก้าวร้าวร่วมด้ว&#3618; ส่งผลทำให้เด็กไม่สามารถปรับตัวเข้าสังคมและขัดขวางการเรี&#3618;นรู้ของเด็ก การที่เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวลดลงจะทำให้เด็กมีสมาธิเพิ่มขึ้น ดนตรีมีส่วนช่ว&#3618;ให้เด็กผ่อนคลา&#3618; ส่งผลให้เด็กมีความตั้งใจและมีสมาธิสูงขึ้น ส่วนศิลปะนั้นช่ว&#3618;ให้เด็กได้ระบา&#3618;อารมณ์ที่เคร่งเครี&#3618;ด ต่างๆ ออกมา และผ่อนคลา&#3618;อารมณ์ ดังนั้นผู้วิจั&#3618;จึงคิดโปรแกรมดนตรีและศิลปะบำบัด มาใช้ในการลดพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กบกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;า ระดับรุนแรง สถาบันราชานุกูล โด&#3618;มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรี&#3618;บเที&#3618;บความถี่ของการเกิดพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กบกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;า ระดับรุนแรง เพศห&#3597;ิง ก่อนกับหลังได้รับโปรแกรมดนตรี และศิลปะบำบัด กลุ่มตัวอ&#3618;่างที่ใช้ในการวิจั&#3618;เป็นเด็กที่แพท&#3618;์วินิจฉั&#3618;ว่า มีความบกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;า ระดับรุนแรง และมีพฤติกรรมก้าวร้าว เครื่องมือที่ใช้ในการวิจั&#3618;ได้แก่ โปรแกรมดนตรีและศิลปะบำบัดซึ่งประกอบด้ว&#3618;การเปิดเพลงพร้อมกับทำกิจกรรมศิลปะร่วมกัน ทั้งหมดมี 7 กิจกรรม ๆ ละ 1 สัปดาห์ ๆละ 4 วัน แต่ละกิจกรรมใช้เวลา นาน 45 นาที รวมเวลาให้เด็กทำกิจกรรมทั้งหมด 7 สัปดาห์ และ ประเมินพฤติกรรมก้าวร้าว ด้ว&#3618;แบบสังเกตพฤติกรรมก้าวร้าว ซึ่งมีค่า IOC =0.91 วิเคราะห์ข้อมูล โด&#3618;ใช้สถิติ ร้อ&#3618;ละ ค่าเฉลี่&#3618; และ Wilcoxon&rsquo;s Sign Rank Test ผลการวิจั&#3618; : พบว่า เด็กได้รับโปรแกรมดนตรี และศิลปะบำบัด เด็กมีพฤติกรรมก้าวร้าวโด&#3618;ภาพรวมลดลงอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ .05 (Z=2.807,p.005) เมื่อจำแนกเป็นรา&#3618;พฤติกรรม พบว่า พฤติกรรมการส่งเสี&#3618;งโว&#3618;วา&#3618; กรีดร้อง ขว้างของ/ทำลา&#3618;สิ่งของ ทำร้า&#3618;ตนเองและทำร้า&#3618;ผู้อื่น ลดลงอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ .05 เช่นกัน ส่วนพฤติกรรมการ สีหน้าบึ้งตึง กระทืบเท้า ถ่มนํ้าลา&#3618; ไม่ลดลงอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ .05   http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11758 2014/11/04 05:02:57 ผลของโปรแกรมดนตรีและศิลปะบำบัดที่มีต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กบกพร่องทางพัฒนาการและสติปัญญาระดับรุนแรง เพศหญิง สถาบันราชานุกูล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11758 ผลการใช้โปรแกรม ARS ต่อความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กออทิสติกปฐมวัย สถาบันราชานุกูล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11757      การศึกษาวิจั&#3618;นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ เปรี&#3618;บเที&#3618;บความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กออทิสติกปฐมวั&#3618; สถาบันราชานุกูล ก่อนกับหลังการเข้าร่วมโปรแกรม ARS และเพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ปกครองที่มีต่อการใช้โปรแกรม ARS รูปแบบการวิจั&#3618;เป็นการวิจั&#3618;กึ่งทดลอง แบบกลุ่มเดี&#3618;ววัดผลก่อนและหลัง กลุ่มตัวอ&#3618;่างที่ใช้ในการวิจั&#3618; เป็นเด็กออทิสติกอา&#3618;ุ 3 - 5 ปี ของหอผู้ป่ว&#3618;ออทิสติก สถาบันราชานุกูล จำนวน 8 รา&#3618; คัดเลือกแบบเจาะจง เฉพาะที่มีค่าคะแนนแบบประเมินความพร้อมของเด็กออทิสติกปฐมวั&#3618;เพื่อส่งต่อสถานศึกษาในระดับตํ่า เครื่องมือที่ใช้ในการวิจั&#3618; ประกอบด้ว&#3618; เครื่องมือที่ใช้ในการทดลอง ได้แก่ โปรแกรม ARS ซึ่งเป็นโปรแกรมพัฒนาความพร้อมของเด็กออทิสติก เน้นกิจกรรมการพัฒนาความพร้อมใน 4 ทักษะ ได้แก่ กิจกรรมพัฒนาทักษะการรับรู้และความเข้าใจภาษา ทักษะทางสังคมและการช่ว&#3618;เหลือตนเองในกิจวัตรประจำวัน ทักษะพื้นฐานการเรี&#3618;น และลดพฤติกรรมที่เป็นอุปสรรคต่อการเรี&#3618;นรู้ และเครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล ประกอบด้ว&#3618; 1) แบบประเมินความพร้อมของเด็กออทิสติกปฐมวั&#3618;เพื่อส่งต่อสถานศึกษา มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค 0.72 2) แบบประเมินพฤติกรรมของคอร์นเนอร์ฉบับให้บุคลากรประเมิน (Corners Teacher Questionnaire -CTQ) 3. แบบสอบถามความพึงพอใจของผู้ปกครองต่อการใช้โปรแกรม ARS ดำเนินการทดลองและเก็บรวบรวมข้อมูล ตั้งแต่ วันที่ 8 มีนาคม &ndash; 17 มิถุนา&#3618;น 2553 ใช้เวลา 12 สัปดาห์ โด&#3618;สัปดาห์ที่ 1 และ 12 เป็นสัปดาห์การประเมินและประเมินผล สัปดาห์ที่ 2 &ndash;10 เป็นการทดลอง ซึ่งเด็กจะมาร่วมกิจกรรมสัปดาห์ละ 4 วัน ๆ 3 ชั่วโมง รวมเวลาร่วมกิจกรรมทั้งหมด 120 ชั่วโมง วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;หาค่าความถี่ ร้อ&#3618;ละ ค่าคะแนนเฉลี่&#3618; ส่วนเบี่&#3618;งเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าเฉลี่&#3618;ด้ว&#3618;สถิติทดสอบ Wilcoxon Matched Pair Sign Rank Test และ p value < .05 ผลการวิจั&#3618; สรุปได้ดังนี้ 1) ภา&#3618;หลังทดลองใช้โปรแกรม ARS เด็กออทิสติกปฐมวั&#3618;มีความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษา มากขึ้น อ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ.05 โด&#3618;ความพร้อมในทักษะการรับรู้และความเข้าใจภาษา ทักษะทางสังคมและการช่ว&#3618;เหลือตนเองในกิจวัตรประจำวัน และทักษะพื้นฐานการเรี&#3618;น ของเด็กออทิสติกปฐมวั&#3618;เพิ่มมากขึ้น และการมีพฤติกรรมที่เป็นอุปสรรคต่อการเรี&#3618;นรู้ลดลง 2) ผู้ปกครองเด็กออทิสติกปฐมวั&#3618; มีความพึงพอใจต่อการใช้โปรแกรม ARS ในระดับมากที่สุด   http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11757 2012/07/11 10:54:55 ผลการใช้โปรแกรม ARS ต่อความพร้อมในการเข้าสู่ระบบการศึกษาของเด็กออทิสติกปฐมวัย สถาบันราชานุกูล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11757 ประสิทธิผลของโปรแกรมประมวลผลสำหรับแบบประเมินพฤติกรรมการปรับตัวของไวน์แลนด์ กลุ่มงานจิตวิทยา สถาบันราชานุกูล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11756 บทคัด&#3618;่อ การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรี&#3618;บเที&#3618;บความถูกต้อง ความครบถ้วน และระ&#3618;ะเวลาการประมวลผล ระหว่างการใช้โปรแกรมประมวลผลสำหรับแบบประเมินพฤติกรรมการปรับตัวของไวน์แลนด์ กลุ่มงานจิตวิท&#3618;า สถาบันราชานุกลู  กับการใช้คู่มือสำหรับแบบประเมินพฤติกรรมการปรับตัวของไวน์แลนด์  (2) ศึกษาความคิดเห็นของนักจิตวิท&#3618;าคลินิกต่อการใช้โปรแกรมประมวลผลสำหรับแบบประเมินพฤติกรรมการปรับตัวของไวน์แลนด์  กลุ่มงานจิตวิท&#3618;า สถาบันราชานุกูล  กลุ่มตัวอ&#3618;่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ประกอบด้ว&#3618; (1)  นักจิตวิท&#3618;าคลินิกจากโรงพ&#3618;าบาล&#3618;ุวประสาทไวทโ&#3618;ปถัมภ์และสถาบันราชานุกูลที่ใช้โปรแกรมประมวลผลสำหรับแบบประเมินพฤติกรรมการปรับตัวของไวน์แลนด์ กลุ่มงานจิตวิท&#3618;า สถาบันราชานุกูล จำนวน 5 คน และ (2) ระเบี&#3618;นข้อมูลการสัมภาษณ์ของแบบประเมินพฤติกรรมการปรับตัวของไวน์แลนด์ของผู้รับบริการจำนวน 10 รา&#3618; เลือกตัวอ&#3618;่างแบบเจาะจง(Purposive sampling) เก็บข้อมูลในช่วง เดือนมิถุนา&#3618;น 2553 เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาคือ (1) โปรแกรมประมวลผลสำหรับแบบประเมินพฤติกรรมการปรับตัวของไวน์แลนด์ กลุ่มงานจิตวิท&#3618;า สถาบันราชานุกูล เป็นโปรแกรมคอมพิวเตอร์สำเร็จรูป ที่กลุ่มงานจิตวิท&#3618;า สถาบันราชานุกูล ได้พัฒนาขึ้น ประกอบด้ว&#3618;กิจกรรมที่ให้นักจิตวิท&#3618;าคลินิกใช้ลงข้อมูล วันเดือนปีที่ทดสอบ วันเดือนปีเกิดของผู้รับการทดสอบ และผลรวมคะแนนดิบแต่ละด้าน&#3618;่อ&#3618;ของแบบประเมิน พฤติกรรมการปรับตัวของไวน์แลนด์ จำนวน 9 ด้าน สำหรับผู้รับการทดสอบอา&#3618;ุ 6 ปี ขึ้นไป และจำนวน 11 ด้าน สำหรับผู้รับการทดสอบอา&#3618;ุต่ำกว่า 6 ปี (2) แบบประเมินความถูกต้อง ความครบถ้วน และระ&#3618;ะเวลาการประมวลผลการทดสอบของโปรแกรมประมวลผลสำหรับแบบประเมินพฤติกรรมการปรับตัวของไวน์แลนด์ กลุ่มงานจิตวิท&#3618;า สถาบันราชานุกูล และ (3) แบบสอบถามความคิดเห็นของนักจิตวิท&#3618;าคลินิกต่อการใช้โปรแกรมประมวลผลสำหรับแบบประเมินพฤติกรรมการปรับตัวของไวน์แลนด์ กลุ่มงานจิตวิท&#3618;า สถาบันราชานุกูล  วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;การหาค่าความถี่ ร้อ&#3618;ละ ค่าเฉลี่&#3618; ส่วนเบี่&#3618;งเบนมาตรฐาน และ Wilcoxon signed ranks test  ผลการศึกษาพบว่า โปรแกรมประมวลผลสำหรับแบบประเมินพฤติกรรมการปรับตัวของไวน์แลนด์ กลุ่มงานจิตวิท&#3618;า สถาบันราชานุกูลให้ความถูกต้องและความครบถ้วนเป็นร้อ&#3618;ละ100 เมื่อเที&#3618;บกับการประมวลผลโด&#3618;ใช้คู่มือสำหรับแบบประเมินพฤติกรรมการปรับตัวของไวน์แลนด์ และระ&#3618;ะเวลาเฉลี่&#3618;ของการประมวลผลการทดสอบโด&#3618;ใช้โปรแกรมประมวลผลสำหรับแบบประเมินพฤติกรรมการปรับตัวของไวน์แลนด์ กลุ่มงานจิตวิท&#3618;า สถาบันราชานุกูล น้อ&#3618;กว่าการใช้คู่มือสำหรับแบบประเมินพฤติกรรมการปรับตัวของไวน์แลนด์ อ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ0.05 (2)คะแนนเฉลี่&#3618;ความคิดเห็นของนักจิตวิท&#3618;าคลินิก ต่อการใช้โปรแกรมประมวลผลสำหรับแบบประเมินพฤติกรรมการปรับตัวของไวน์แลนด์ กลุ่มงานจิตวิท&#3618;า สถาบันราชานุกูลอ&#3618;ู่ในระดับเห็นด้ว&#3618;อ&#3618;่าง&#3618;ิ่ง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11756 2012/07/11 10:55:13 ประสิทธิผลของโปรแกรมประมวลผลสำหรับแบบประเมินพฤติกรรมการปรับตัวของไวน์แลนด์ กลุ่มงานจิตวิทยา สถาบันราชานุกูล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11756 การวิจัยนำร่องการศึกษาระดับความสามารถทางเชาวน์ปัญญา ในเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้และเด็กปกติด้วยแบบทดสอบเชาวน์ปัญญา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11753 ที่มา ในประเทศไท&#3618;&#3618;ังไม่พบว่ามีการวิจั&#3618;เกี่&#3618;วกับแบบทดสอบทางเชาวน์ปั&#3597;&#3597;าที่สามารถค้นหาภาวะความบกพร่องทางการเรี&#3618;นรู้ได้โด&#3618;ตรง ซึ่งจากการค้นคว้าพบว่าแบบทดสอบเชาวน์ปั&#3597;&#3597;า Leiter-R กล่าวว่าสามารถใช้กับกลุ่มที่มีความบกพร่องทางการเรี&#3618;นรู้อ&#3618;่างแท้จริงได้ ดังนั้นการศึกษาครั้งนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อเปรี&#3618;บเที&#3618;บความสามารถทางเชาวน์ปั&#3597;&#3597;าด้านการรับรู้ทางการเห็นและใช้เหตุผล (The Visualization and Reasoning Battery: VR) และเพื่อเปรี&#3618;บเที&#3618;บความแตกต่างของคุณลักษณะในแต่ละแบบทดสอบ&#3618;่อ&#3618; (Subtest) ระหว่างเด็กปกติและเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรี&#3618;นรู้ จากผลการทดสอบด้ว&#3618;แบบทดสอบเชาวน์ปั&#3597;&#3597;า Leiter-R กระบวนการ เลือกกลุ่มตัวอ&#3618;่างแบบเจาะจง (purposive sampling) โด&#3618;เลือกกลุ่มตัวอ&#3618;่างเด็กและเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรี&#3618;นรู้ จำนวนกลุ่มละ 30 คน ดำเนินการทดสอบเป็นรา&#3618;บุคคลตามมาตรฐานการบริการทางจิตวิท&#3618;าคลินิกและคู่มือการทดสอบด้ว&#3618;แบบทดสอบเชาวน์ปั&#3597;&#3597;า Leiter-R นำผลการทดสอบที่ได้ของแต่ละกลุ่มมาเปรี&#3618;บเที&#3618;บกัน คำนวณหาความแตกต่างทางสถิติโด&#3618;ใช้ Mann-Whitney U test ผลการวิจั&#3618; 1. คะแนนความสามารถทางเชาวน์ปั&#3597;&#3597;าด้านการรับรู้ทางการเห็นและใช้เหตุผล (The Visualization and Reasoning Battery: VR) ระหว่างเด็กปกติและเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรี&#3618;นรู้เปรี&#3618;บเที&#3618;บในกลุ่มที่มีเชาวน์ปั&#3597;&#3597;ารวมที่ได้จากแบบทดสอบเชาวน์ปั&#3597;&#3597;า Leiter-R ไม่มีความแตกต่างกัน 2. คะแนนคุณลักษณะในแต่ละแบบทดสอบ&#3618;่อ&#3618; (Subtest Composite Score) จากผลการทดสอบเชาวน์ปั&#3597;&#3597;า Leiter-R ของเด็กปกติและเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรี&#3618;นรู้ มีความแตกต่างกัน อ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ .05 ในกิจกรรมทดสอบ&#3618;่อ&#3618; (subtest) การเรี&#3618;งลำดับ [Sequential Order (SO)] : (เกมสิ่งที่ตามมา : The which comes next game) สรุป ในการวิจั&#3618;ครั้งนี้&#3618;ังไม่สามารถบอกได้ถึงความบกพร่องเฉพาะของเด็กแอลดี บอกได้เพี&#3618;งจุดสังเกตที่พบจากแบบทดสอบเชาวน์ปั&#3597;&#3597;า Leiter-R เท่านั้นที่พบว่ารูปแบบคะแนนมาตรฐาน (profile) ของเด็กแอลดีและเด็กปกติไม่ได้มีความแตกต่างกันอ&#3618;่างชัดเจน มีเพี&#3618;งกิจกรรมทดสอบ&#3618;่อ&#3618; (subtest) ด้านการเรี&#3618;งลำดับ(Sequential Order: SO) ที่เด็กแอลดีทำได้ต่ำกว่าเด็กปกติอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11753 2014/11/03 11:04:25 การวิจัยนำร่องการศึกษาระดับความสามารถทางเชาวน์ปัญญา ในเด็กที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้และเด็กปกติด้วยแบบทดสอบเชาวน์ปัญญา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11753 ผลของการใช้ชุดอุปกรณ์ส่งเสริมทักษะพื้นฐานด้านการเขียนสำหรับเด็กดาวน์ซินโดรม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11752      การวิจั&#3618;ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรี&#3618;บเที&#3618;บทักษะที่มีอิทธิพลต่อทักษะพื้นฐานด้านการเขี&#3618;น 5ด้าน คือ (1)กำลังการกำของมือข้างถนัด (2)ความมั่นคงในการทรงท่า (3)การรับความรู้สึกของมือและนิ้ว (4)สหสัมพันธ์การเคลื่อนไหวของมือทั้งสองข้าง และ (5)ความคล่องแคล่วในการใช้มือก่อนและหลังการใช้ชุดอุปกรณ์ส่งเสริมทักษะพื้นฐานด้านการเขี&#3618;นสำหรับเด็กดาวน์ซินโดรม และปรี&#3618;บเที&#3618;บทักษะพื้นฐานด้านการเขี&#3618;นของเด็กดาวน์ซินโดรมก่อนและหลังการใช้ชุดอุปกรณ์ส่งเสริมทักษะพื้นฐานด้านการเขี&#3618;นสำหรับเด็กดาวน์ซินโดรม ทำการศึกษาในกลุ่มตัวอ&#3618;่างเด็กดาวน์ซินโดรมอา&#3618;ุ 5-6 ปี ที่มีปั&#3597;หาทักษะพื้นฐานด้านการเขี&#3618;นและทักษะที่มีอิทธิพลต่อทักษะพื้นฐานด้านการเขี&#3618;นอ&#3618;่างน้อ&#3618; 3 ใน 5 ด้าน จำนวน 8 คน จากหน่ว&#3618;บริการส่งเสริมพัฒนาการ 3 แห่ง คือ(1)สถาบันราชานุกูล (2)ศูน&#3618;์ส่งเสริมพัฒนาการคลองกุ่มและ(3)ศูน&#3618;์ส่งเสริมพัฒนาการม่วงแค      เครื่องมือที่ใช้ในการวิจั&#3618; คือ ชุดอุปกรณ์ส่งเสริมทักษะพื้นฐานด้านการเขี&#3618;นสำหรับเด็กดาวน์ซินโดรม วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;ใช้สถิติเปรี&#3618;บเที&#3618;บ Wilcoxon Matched Pairs Signed Ranks Test      ผลการวิจั&#3618;สรุปได้ดังนี้ ค่าเฉลี่&#3618;คะแนนทักษะที่มีอิธิพลต่อทักษะพื้นฐานด้านการเขี&#3618;นทั้ง 5 ด้าน คือ (1)กำลังการกำของมือข้างถนัด (2)ความมั่นคงในการทรงท่า (3)การรับความรู้สึกของมือและนิ้ว (4)สหสัมพันธ์การเคลื่อนไหวของมือทั้งสองข้าง และ (5)ความคล่องแคล่วในการใช้มือหลังใช้ชุดอุปกรณ์ส่งเสริมทักษะพื้นฐานด้านการเขี&#3618;นสำรับเด็กดาวน์ซินโดรมสูงขึ้นกว่าก่อนใช้ชุดอุปกรณ์ส่งเสริมทักษะพื้นฐานด้านการเขี&#3618;นสำรับเด็กดาวน์ซินโดรมอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ และทักษะพื้นฐานด้านการเขี&#3618;นหลังใช้ชุดอุปกรณ์ส่งเสริมทักษะพื้นฐานด้านการเขี&#3618;นสำรับเด็กดาวน์ซินโดรมสูงขึ้นกว่าก่อนใช้ชุดอุปกรณ์ส่งเสริมทักษะพื้นฐานด้านการเขี&#3618;นสำรับเด็กดาวน์ซินโดรมอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11752 2014/11/03 11:03:24 ผลของการใช้ชุดอุปกรณ์ส่งเสริมทักษะพื้นฐานด้านการเขียนสำหรับเด็กดาวน์ซินโดรม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11752 การคัดแยกเซลล์ต้นกำเนิดจากโพรงประสาทฟันและกระดูกเบ้าฟัน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11751 การวิจั&#3618;ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อคัดแ&#3618;กเซลล์ต้นกำเนิดออกมาจากโพรงประสาทฟันและ กระดูกเบ้าฟัน พร้อมทั้งระบุเซลล์ต้นกำเนิดที่คัดแ&#3618;กได้โด&#3618;ทำการคัดแ&#3618;กเซลล์ต้นกำเนิดจากโพรงประสาทฟันและกระดูกเบ้าฟัน ที่ได้จากผู้มารับบริการถอนฟันกรามซี่ที่สามหรือฟันกรามน้อ&#3618;ที่สถาบันราชานุกูลหรือโรงพ&#3618;าบาลสงฆ์ และ ผู้ที่มารับบริการตัดกระดูกเบ้าฟันส่วนที่งอกเกินที่โรงพ&#3618;าบาลสงฆ์ ด้ว&#3618;วิธีการ Out growth methodและระบุเซลล์ต้นกำเนิดจากโพรงประสาทฟันและกระดูกเบ้าฟันด้ว&#3618;การ&#3618;้อมด้ว&#3618;วิธี Immunofluorescence assayโด&#3618;ใช้ anti Stro-1 antibody ร่วมกับตรวจการแสดงออกของ stem cell markers CD29 และ CD44 ด้ว&#3618;วิธีการ reverse transcription Polymerase chain reaction (RT-PCR) สามารถแ&#3618;กเซลล์ต้นกำเนิดได้จากทั้งโพรงประสาทฟันและกระดูกเบ้าฟันโด&#3618; พบว่าเซลล์ต้นกำเนิดจากโพรงประสาทฟันมีเซลล์ซึ่ง express Stro-1 ในขณะที่เซลล์ต้นกำเนิดจากกระดูกเบ้าฟันไม่พบว่ามีเซลล์ซึ่ง express Stro-1 แต่จากการระบุเซลล์ต้นกำเนิดด้ว&#3618;การตรวจการแสดงออกของ CD29 และ CD 44 โด&#3618;วิธี RT-PCR พบว่าเซลล์ต้นกำเนิดจากทั้งโพรงประสาทฟันและกระดูกเบ้าฟันมีการแสดงออกของ CD29 และ CD 44 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11751 2014/11/04 05:14:34 การคัดแยกเซลล์ต้นกำเนิดจากโพรงประสาทฟันและกระดูกเบ้าฟัน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11751 ผลของของโปรแกรมการบำบัดตามแนวคิดการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมต่อ ภาวะซึมเศร้าของผู้ดูแลเด็กออทิสติก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11715 วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการบำบัดตามแนวคิดการปรับเปลี่&#3618;นความคิดและพฤติกรรมต่อภาวะซึมเศร้าของผู้ดูแลเด็กออทิสติก วัสดุและวิธีการ การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบกึ่งทดลอง ชนิดสองกลุ่มวัดก่อนและหลังการทดลอง กลุ่มตัวอ&#3618;่างเป็นผู้ดูแลที่ดูแลเด็กออทิสติกที่มารับบริการแผนกผู้ป่ว&#3618;ใน สถาบันพัฒนาการเด็กราชนครินทร์ จังหวัดเชี&#3618;งใหม่  คัดเลือกกลุ่มตัวอ&#3618;่างตามคุณสมบัติที่กำหนด จำนวน 30 คน จัดกลุ่มตัวอ&#3618;่างให้เข้ากลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 15คน โด&#3618;กลุ่มทดลองจะได้เข้าร่วมโปรแกรมการบำบัดตามแนวคิดการปรับเปลี่&#3618;นความคิดและพฤติกรรม กลุ่มควบคุมได้รับการพ&#3618;าบาลตามปกติ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจั&#3618; ประกอบด้ว&#3618; 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบประเมินโรคซึมเศร้า 9 คำถามและ 3) เครื่องมือดำเนินการวิจั&#3618; ได้แก่ โปรแกรมการบำบัดตามแนวคิดการปรับเปลี่&#3618;นความคิดและพฤติกรรม ข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ด้ว&#3618;สถิติเชิงพรรณนา และ สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนแบบสองทางเมื่อมีการวัดซ้ำ  ผล คะแนนภาวะซึมเศร้าของผู้ดูแลเด็กออทิสติกในกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมมีความแตกต่างกันอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ .05 โด&#3618;ภาวะซึมเศร้าของกลุ่มทดลองลดลงอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;หลังจากได้เข้าร่วมการบำบัดตามแนวคิดการปรับเปลี่&#3618;นความคิดและพฤติกรรมทันที และในระ&#3618;ะติดตามผล 1 เดือน ในขณะที่กลุ่มควบคุมลดลงในช่วงระ&#3618;ะติดตามผลทันทีหลังการทดลอง แต่เพิ่มขึ้นในระ&#3618;ะติดตามผล 1 เดือน สรุป การเข้าร่วมโปรแกรมการบำบัดตามแนวคิดการปรับเปลี่&#3618;นความคิดและพฤติกรรมสามารถลดภาวะซึมเศร้าแก่ผู้ดูแลเด็กออทิสติก ดังนั้นบุคลากรทางสุขภาพจิตโด&#3618;เฉพาะในหน่ว&#3618;งานของกรมสุขภาพจิต ควรนำโปรแกรมการบำบัดตามแนวคิดการปรับเปลี่&#3618;นความคิดและพฤติกรรมไปใช้เพื่อลดภาวะซึมเศร้าของผู้ดูแล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11715 2012/05/04 12:56:57 ผลของของโปรแกรมการบำบัดตามแนวคิดการปรับเปลี่ยนความคิดและพฤติกรรมต่อ ภาวะซึมเศร้าของผู้ดูแลเด็กออทิสติก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11715 การศึกษาเกณฑ์ปกติด้านพัฒนาการของเด็กไทย วัยแรกเกิด -5 ปี โดยใช้แบบประเมินพัฒนาการเด็ก กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11713 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาเกณฑ์ปกติด้านพัฒนาการของเด็กไท&#3618;วั&#3618;แรกเกิดถึง  5 ปี  กลุ่มตัวอ&#3618;่างที่ใช้ในการวิจั&#3618;  ได้แก่  เด็กไท&#3618;วั&#3618;แรกเกิดจนถึงอา&#3618;ุ 5 ปี  จำนวน 2,079 คนโด&#3618;ใช้วิธีการสุ่มแบบหลา&#3618;ขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบประเมินพัฒนาการเด็กแรกเกิดถึง 5 ปี ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ซึ่งมีข้อคำถามในการประเมิน จำนวน 654ข้อ โด&#3618;ทำการประเมินพัฒนาการทักษะ 5ด้าน  ได้แก่  1) ด้านการเคลื่อนไหว 2) ด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปั&#3597;&#3597;า 3) ด้านการเข้าใจภาษา 4) ด้านการใช้ภาษา และ 5) ด้านการช่ว&#3618;เหลือตนเองและสังคม  ใช้การวิเคราะห์การถดถอ&#3618;แบบโลจิสติกในการหาค่าเกณฑ์ปกติด้านพัฒนาการของเด็กไท&#3618; และใช้สถิติทดสอบค่าเฉลี่&#3618;แบบกลุ่มเดี&#3618;วในการเปรี&#3618;บเที&#3618;บเกณฑ์ปกติด้านพัฒนาการของเด็กระหว่างแบบประเมินพัฒนาการเด็กแรกเกิดถึง 5 ปี ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กับแบบประเมิน Denver II ผลการศึกษา พบว่า  จากข้อคำถามในแบบประเมินพัฒนาการเด็กแรกเกิดถึง 5 ปี  ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขจำนวนทั้งหมด 654ข้อ พบว่าสามารถหาเกณฑ์ปกติ ได้ 651 ข้อ  คิดเป็นร้อ&#3618;ละ 99.54  ข้อที่ไม่สามารถหาเกณฑ์ปกติได้ คือ 1) เด็กสะดุ้งหรือเคลื่อนไหวร่างกา&#3618;เมื่อได้&#3618;ินเสี&#3618;ง  2) เด็กห&#3618;ุดร้องไห้เมื่อถูกผู้ปกครองอุ้ม  และ 3) เด็กสามารถมองจ้องหน้าได้นาน 1-2 วินาที  ทั้งนี้พบว่าเด็กไท&#3618;ทุกคนในทุกช่วงอา&#3618;ุที่ถูกประเมินสามารถแสดงพฤติกรรมอ&#3618;ู่ในระดับผ่านทุกคน  จากการเปรี&#3618;บเที&#3618;บเกณฑ์ปกติด้านพัฒนาการของเด็กระหว่างแบบพัฒนาการเด็กแรกเกิดถึง 5 ปี ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข กับแบบประเมิน Denver II  พบว่า  ในทักษะด้านการเคลื่อนไหว และด้านการใช้ภาษา  มีเกณฑ์ปกติด้านพัฒนาการของเด็กไม่แตกต่างกัน  ส่วนในทักษะด้านกล้ามเนื้อมัดเล็ก/สติปั&#3597;&#3597;า  มีเกณฑ์ปกติด้านพัฒนาการของเด็กไม่แตกต่างกันในระดับเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 75  ด้านการเข้าใจภาษามีเกณฑ์ปกติด้านพัฒนาการของเด็กไม่แตกต่างกันในระดับเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่ 25 และ 50 และด้านการช่ว&#3618;เหลือตนเองและสังคมมีเกณฑ์ปกติด้านพัฒนาการของเด็กไม่แตกต่างกันในระดับเปอร์เซ็นต์ไทล์ที่90   http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11713 2012/05/04 12:48:50 การศึกษาเกณฑ์ปกติด้านพัฒนาการของเด็กไทย วัยแรกเกิด -5 ปี โดยใช้แบบประเมินพัฒนาการเด็ก กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11713 การศึกษาเกณฑ์ปกติด้านพัฒนาการของเด็กวัยแรกเกิด ถึง 5 ปี ในจังหวัดเชียงใหม่ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11712 การศึกษาเกณฑ์ปกติด้านพัฒนาการของเด็กวั&#3618;แรกเกิดถึง5 ปี ในจังหวัดเชี&#3618;งใหม่                    มีวัตถุประสงค์เพื่อหาเกณฑ์ปกติด้านพัฒนาการของเด็กวั&#3618;แรกเกิดถึง 5 ปี ในจังหวัดเชี&#3618;งใหม่  และเรี&#3618;งลำดับข้อพัฒนาการของแบบประเมินพัฒนาการเด็ก กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข  กลุ่มตัวอ&#3618;่างที่ใช้ในการวิจั&#3618;  ได้แก่  เด็กวั&#3618;แรกเกิดจนถึงอา&#3618;ุ 5 ปี  ในจังหวัดเชี&#3618;งใหม่  จำนวน 420  คนโด&#3618;ใช้วิธีการสุ่มแบบหลา&#3618;ขั้นตอน (Multi stage Random Sampling) จากนั้นคำนวณขนาดตัวอ&#3618;่างโด&#3618;ใช้สูตรของ Taro Yamane ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และความคลาดเคลื่อนไม่เกิน 0.05เครื่องมือที่ใช้ในการวิจั&#3618;คือ แบบประเมินพัฒนาการเด็กแรกเกิดถึง 5 ปี ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขโด&#3618;มีข้อคำถามคือจำนวน 654ข้อ ทำการประเมินพัฒนาการเด็ก 5ด้าน  ได้แก่ 1) ด้านการเคลื่อนไหว 2) ด้านการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กและสติปั&#3597;&#3597;า 3) ด้านการเข้าใจภาษา 4) ด้านการใช้ภาษา และ 5) ด้านการช่ว&#3618;เหลือตนเองและสังคม  ใช้การวิเคราะห์การถดถอ&#3618;แบบโลจิสติกในการตัดสินว่าช่วงอา&#3618;ุใดที่เด็กสามารถทำได้ผ่านแต่ละข้อคำถามในระดับ 25% 50% 75% และ 90%  ผลการวิจั&#3618;สรุปได้ว่า  จากข้อคำถามในแบบประเมินพัฒนาการเด็ก  กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขจำนวนทั้งหมด 654ข้อ  พบว่าสามารถหาเกณฑ์ปกติด้านพัฒนาการของเด็กวั&#3618;แรกเกิดถึง 5 ปี ในจังหวัดเชี&#3618;งใหม่  ได้ 649 ข้อ  คิดเป็นร้อ&#3618;ละ  99.24  และสามารถนำมาเรี&#3618;งลำดับข้อพัฒนาการของ แบบประเมินพัฒนาการเด็ก กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข เพื่อใช้กับเด็กในแต่ละช่วงอา&#3618;ุ(เดือน) ได้จำนวน 608 ข้อ และพบว่าข้อที่มีอำนาจจำแนกสูงที่เหมาะสมจะใช้กับช่วงที่มารับวัคซีนนั้นมีทั้งหมด 10 เดือน ได้แก่ 2 เดือน, 4 เดือน, 6 เดือน, 9 เดือน, 12 เดือน, 18 เดือน, 2 ปี, 3 ปี, 4 ปี, 5 ปี แบ่งออกเป็น 5 ด้าน รวมทั้งหมด 55 ข้อ ซึ่งขณะที่เครื่องมือที่ใช้ในระบบสาธารณสุขประกอบด้ว&#3618; คู่มือบันทึกสุขภาพแม่และเด็ก มีทั้งหมด 77 ข้อ แต่มีข้อที่ตรงกับช่วงวั&#3618;ของเด็กที่มารับวัคซีน 52 ข้อเมื่อเปรี&#3618;บเที&#3618;บกับแบบประเมินพัฒนาการเด็กกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขที่ดึงข้อสำคั&#3597;พบว่ามีความสอดคล้องกัน จำนวน 8ข้อ  คิดเป็นร้อ&#3618;ละ 4.6  แบบประเมินที่คณะสาธารณสุขใช้อ&#3618;ู่คือ อนามั&#3618; 49 มีทั้งหมด 48 ข้อ แต่มีข้อที่ตรงกับช่วงวั&#3618;ของเด็กที่มารับวัคซีน 34  ข้อเมื่อเปรี&#3618;บเที&#3618;บกับแบบประเมินพัฒนาการเด็กกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขที่ดึงข้อสำคั&#3597;พบว่ามีความสอดคล้องกัน จำนวน 9ข้อ  คิดเป็นร้อ&#3618; 16.4 และแบบคัดกรองพัฒนาการเด็กเดิมที่กรมสุขภาพจิตใช้อ&#3618;ู่นั้น มีทั้งหมด 50 ข้อ แต่มีข้อที่ตรงกับเมื่อเปรี&#3618;บเที&#3618;บกับแบบประเมินพัฒนาการเด็กกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขที่ดึงข้อสำคั&#3597;พบว่ามีความสอดคล้องกัน จำนวน 11ข้อ  คิดเป็นร้อ&#3618; 20 ตามลำดับ  http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11712 2012/05/04 12:49:20 การศึกษาเกณฑ์ปกติด้านพัฒนาการของเด็กวัยแรกเกิด ถึง 5 ปี ในจังหวัดเชียงใหม่ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11712 การพัฒนาแบบประเมินพัฒนาการเด็กแรกเกิด-5 ปี ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11711 การศึกษาวิจั&#3618; เรื่อง การพัฒนาแบบประเมินพัฒนาการเด็กแรกเกิด-5 ปี ของกรมสุขภาพจิตกระทรวงสาธารณสุข มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาเครื่องมือประเมินพัฒนาการเด็กแรกเกิด-5ปี โด&#3618;มีจุดเริ่มต้นจากการนำแบบข้อคำถามจากแบบประเมินพัฒนาการเด็ก Developmental Skills Inventory มาเป็นต้นแบบในการดัดแปลง และนำมาพิจารณาร่วมกับแบบประเมินอื่น ๆ ได้แก่ แบบประเมินพัฒนาการ Diagnostic Inventory for Screening Children (DISC) และ Denver IIรวมถึงทบทวนวรรณกรรมที่เกี่&#3618;วข้องเพิ่มเติมและความคิดเห็นจากผู้เชี่&#3618;วชา&#3597;จากการจัดประชุมมาสร้างเป็นแบบประเมินพัฒนาการเด็กแรกเกิด &ndash;5 ปี กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขฉบับใหม่ที่เข้าใจง่า&#3618; มีคุณสมบัติที่เหมาะสมของเครื่องมือมาตรฐาน จากนั้นให้ผู้เชี่&#3618;วชา&#3597;ด้านพัฒนาการเด็ก 3 ท่านตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา นำผลที่ได้มาหาค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา(content validity index : CVI) และนำแบบประเมินดังกล่าวมาทดสอบหาค่า Interrater reliabilityโด&#3618;ผู้ประเมินจำนวน 2 คนต่อช่วงอา&#3618;ุ กลุ่มตัวอ&#3618;่างมีจำนวนทั้งสิ้น 53 คน ซึ่งการวิจั&#3618;ปรากฏผลดังนี้  1.  การสร้าง ได้แบบประเมินพัฒนาการเด็กแรกเกิด &ndash;5 ปี จำนวน 654 ข้อ โด&#3618;แบ่งเป็น 6 ช่วงอา&#3618;ุ คือ ช่วงอา&#3618;ุแรกเกิด &ndash;6 เดือน จำนวน 89 ข้อ ช่วงอา&#3618;ุ 6-12 เดือน จำนวน 97 ข้อ ช่วงอา&#3618;ุ 1-2 ปี จำนวน 112 ข้อ ช่วงอา&#3618;ุ 2-3 ปี จำนวน 125 ข้อ ช่วงอา&#3618;ุ 3-4 ปี จำนวน 125 ข้อ ช่วงอา&#3618;ุ 4-5 ปี จำนวน 106 ข้อ  ค่าดัชนีความตรงเชิงเนื้อหา(CVI) เนื้อหาเท่ากับ .84  ค่าความเชื่อมั่นจากการสังเกตโด&#3618;ใช้สูตรของ kappa interobserver agreement ตามช่วงอา&#3618;ุดังนี้ แรกเกิด &ndash;6 เดือนเท่ากับ.794 6 เดือน &ndash;1 ปีเท่ากับ.8171-2 ปี เท่ากับ.9692-3 ปีเท่ากับ .792 3-4 ปีเท่ากับ.825 และ 4-5 ปีเท่ากับ.863 ผลการวิจั&#3618;ที่ได้แสดงให้เห็นว่าแบบประเมินพัฒนาการเด็กแรกเกิด &ndash;5 ปี กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุขที่ได้ มีความตรงและความเชื่อมั่นเหมาะสม อ&#3618;่างไรก็ตามควรมีการศึกษาเกณฑ์ปกติของแบบประเมินพัฒนาการฉบับนี้ต่อไป    http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11711 2014/11/04 05:48:56 การพัฒนาแบบประเมินพัฒนาการเด็กแรกเกิด-5 ปี ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11711 การพยาบาลผู้ป่วยโรคซึมเศร้า:กรณีศึกษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11706 กรณีศึกษาผู้ป่ว&#3618;เฉพาะกรณีเป็นงานสำคั&#3597;อ&#3618;่างหนึ่งของการพ&#3618;าบาล  โด&#3618;เฉพาะพ&#3618;าบาลจิตเวช  เพราะผู้ป่ว&#3618;แต่ละคนมีปั&#3597;หาที่ซับซ้อนแตกต่างกัน  การศึกษาเฉพาะกรณีเป็นวิธีการที่ช่ว&#3618;ให้พ&#3618;าบาลได้เข้าใจผู้ป่ว&#3618;ได้ลึกซึ้ง  สามารถให้การพ&#3618;าบาลได้ครอบคลุมทั้งร่างกา&#3618;  จิตใจ  ทำให้การพ&#3618;าบาลมีคุณภาพมากขึ้น ในการศึกษาครั้งนี้  ผู้ศึกษาสนใจที่จะศึกษาผู้ป่ว&#3618;โรคซึมเศร้า  เนื่องจากในปัจจุบันมีผู้ป่ว&#3618;โรคซึมเศร้ามากขึ้น  จากภาวการณ์เปลี่&#3618;นแปลงทั้งด้านการเมืองเศรษฐกิจและสังคม  เป็นเหตุให้ภาวะสุขภาพเปลี่&#3618;นแปลงไปอ&#3618;่างรวดเร็ว  ผู้ศึกษาจึงต้องการที่จะศึกษาและวิเคราะห์สาเหตุของการเกิดโรคซึมเศร้า  ปั&#3597;หาและความต้องการของผู้ป่ว&#3618;  เพื่อช่ว&#3618;เหลือให้ผู้ป่ว&#3618;สามารถปรับตัวได้อ&#3618;่างเหมาะสม  มองตัวเองอ&#3618;่างมีคุณค่า  ซึ่งในรา&#3618;งานกรณีศึกษาฉบับนี้ประกอบด้ว&#3618;  แนวคิดทฤษฎีที่เกี่&#3618;วข้องข้อมูลที่น่าสนใจของผู้ป่ว&#3618;  การวิเคราะห์กลไกการเกิดปั&#3597;หาทางจิต  สรุปการสนทนาเชิงบำบัดระหว่างพ&#3618;าบาลและผู้ป่ว&#3618;  การใช้กระบวนการพ&#3618;าบาลทางจิตเวชมาใช้ในการให้การพ&#3618;าบาลและการวางแผนก่อนจำ หน่า&#3618;ผู้ป่ว http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11706 2012/03/08 22:34:44 การพยาบาลผู้ป่วยโรคซึมเศร้า:กรณีศึกษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11706 ผลการใช้โปรแกรมครอบครัวต่อการรับรู้สมรรถนะ พฤติกรรมการดูแลของครอบครัว และพัฒนาการของผู้ที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการและสติปัญญา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11695           การวิจั&#3618;ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1) เพื่อเปรี&#3618;บเที&#3618;บการรับรู้สมรรถนะการดูแลและพฤติกรรมการดูแลครอบครัวผู้บกพร่องพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;า ก่อนและหลังสิ้นสุดโปรแกรม  2) เพื่อศึกษาพัฒนาการของผู้บกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;าก่อนและหลังสิ้นสุดโปรแกรม 1 ปี เป็นการวิจั&#3618;กึ่งทดลองแบบกลุ่มเดี&#3618;ววัดก่อนและหลัง ประชากรคือ ครอบครัวผู้บกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;า ที่มารับบริการที่สถาบันราชานุกูล  กลุ่มตัวอ&#3618;่างคือ ครอบครัวผู้บกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;าที่มารับบริการที่หอผู้ป่ว&#3618;ครอบครัว ระหว่างเดือนสิงหาคม-ตุลาคม 2551 จำนวน 20 ครอบครัว           เครื่องมือที่ใช้ในการดำเนินการวิจั&#3618; คือ 1) โปรแกรมครอบครัว 2) แบบประเมินการรับรู้สมรรถนะของครอบครัวในการดูแลผู้บกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;า 3) แบบวัดพฤติกรรมการดูแลผู้บกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;าของครอบครัว 4) แบบติดตามพัฒนาการของผู้บกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;าทางพัฒนาการ เก็บรวบรวมก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม 1 ปี วิเคราะห์ข้อมูลการรับรู้สมรรถนะและพฤติกรรมการดูแลของครอบครัว ก่อนและหลังได้รับโปรแกรมครอบครัว โด&#3618;หาค่าเฉลี่&#3618; และส่วนเบี่&#3618;งเบนมาตรฐาน และเปรี&#3618;บเที&#3618;บข้อมูลก่อนและหลังเข้าร่วมโปรแกรม โด&#3618;ใช้สถิติ Wilcoxon Signed-Ranks Test           ผลการวิจั&#3618;พบว่า การรับรู้สมรรถนะการดูแลและพฤติกรรมการดูแลของครอบครัวผู้บกพร่องพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;า่ หลังเข้าร่วมโปรแกรมครอบครัว เพิ่มขึ้นกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมครอบครัว และผู้บกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;ามีพัฒนาการดีขึ้นอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ 0.05 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11695 2012/02/19 23:41:57 ผลการใช้โปรแกรมครอบครัวต่อการรับรู้สมรรถนะ พฤติกรรมการดูแลของครอบครัว และพัฒนาการของผู้ที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการและสติปัญญา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11695 การใช้สารสกัดเซริซิน (sericin) ทดแทนการใช้ซีรัมของตัวอ่อนในลูกวัวในการเพาะเลี้ยงโครโมโซมมนุษย์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11694           เซริซิน(sericin)เป็นโปรตีนที่พบได้จากรังไหม ซึ่งทำหน้าที่เป็นกาวห่อหุ้มเส้นใ&#3618;ไฟโบรอิน(fibroin)ให้คงสภาพรังไหมไว้ได้ ในการศึกษานี้ทำการสกัดเซริซินจากรังไหมสดของหนอนไหม(Bombyx mori L.)สา&#3618;พันธุ์นางน้อ&#3618;ศรีสะเกษ โด&#3618;การต้มด้ว&#3618;กรดซิตริกความเข้มข้น 1.2% แล้วนำสารสกัดเซริซินไปวิเคราะห์หาปริมาณโปรตีนและแบบแผนโปรตีนโด&#3618;ใช้วิธี Micro-biuret และวิธี SDS-PAGE ตามลำดับพบว่า เซริซินมีมวลโมเลกุลอ&#3618;ู่ระหว่าง25-211 kDa นอกจากนั้นเมื่อนำสารสกัดเซริซินมาเปรี&#3618;บเที&#3618;บกับการใช้ซีรัมของตัวอ่อนลูกวัวเพื่อตรวจสอบความสามารถในการเพาะเลี้&#3618;งเซลล์เม็ดเลือดขาวเพื่อวิเคราะห์โครโมโซมมนุษ&#3618;์ จำนวน 30 ตัวอ&#3618;่างเลือด พบว่าเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เลี้&#3618;งในซีรัมของตัวอ่อนลูกวัว 10% มีจำนวนเซลล์และค่าMitotic Index มากที่สุด รองลงมาคือซีรัมของตัวอ่อนลูกวัว 5%,FBS:Sericin และ Sericin 10% ตามลำดับ             การวิจั&#3618;ครั้งนี้สรุปได้ว่าสารสกัดเซริซินอาจใช้ในการเพาะเลี้&#3618;งเซลล์ได้แต่ไม่สามารถใช้ทดแทนFBSได้ เนื่องจากเซลล์เม็ดเลือดขาวที่เพาะเลี้&#3618;งด้ว&#3618;เซริซินได้จำนวนเซลล์และค่าMitotic Index น้อ&#3618;กว่าการเพาะเลี้&#3618;งด้ว&#3618;FBS ซึ่งการวิจั&#3618;ครั้งนี้ถือเป็นการวิจั&#3618;เบื้องต้น เนื่องจากใช้ความเข้มข้นของเซริซินเพี&#3618;งความเข้มข้นเดี&#3618;วเท่านั้น (8 mg/ml) ในอนาคตอาจใช้เป็นแนวทางในการศึกษาความเข้มข้นของเซริซินที่เหมาะสมในการเพาะเลี้&#3618;งเซลล์เม็ดเลือดขาวต่อไป http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11694 2012/02/19 23:40:11 การใช้สารสกัดเซริซิน (sericin) ทดแทนการใช้ซีรัมของตัวอ่อนในลูกวัวในการเพาะเลี้ยงโครโมโซมมนุษย์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11694 การจัดการผู้ป่วยรายกรณี : ผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรัง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11692 ผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภทเป็นผู้ป่ว&#3618;ที่มีความผิดปกติทางด้านความคิด  การรับรู้ความจริง อารมณ์ พฤติกรรมและบุคลิกภาพจัดเป็นผู้ป่ว&#3618;จิตเวชเรื้อรังเนื่องจากมีลักษณะการดำเนินโรคที่&#3618;าวนานเรื้อรัง (อำไพวรรณ พุ่มศรีสวัสดิ์,2543; สุวนี&#3618;์ เกี่&#3618;วกิ่งแก้ว, 2545) และมีอาการเกิดขึ้นหลา&#3618;ครั้ง พบว่าเกินร้อ&#3618;ละ 50ของผู้ที่เป็นโรคจิตเภทมีอาการเป็นๆหา&#3618;ๆ และร้อ&#3618;ละ 25 ไม่ตอบสนองต่อการรักษา ก่อให้เกิดความเสื่อมของความคิด ความรู้สึก อารมณ์และพฤติกรรม และร้อ&#3618;ละ 40 &ndash; 50 ของผู้ป่ว&#3618;จิตเวชทั้งหมด เป็นผู้ป่ว&#3618;จิตเวชเรื้อรังที่พบบ่อ&#3618;ที่สุดที่เข้ารับการรักษาในโรงพ&#3618;าบาลจิตเวช  สอดคล้องกับจำนวนผู้ป่ว&#3618;ที่มีอัตราการป่ว&#3618;ซ้ำของกรมสุขภาพจิต (กรมสุขภาพจิต, 2548) พบว่าเป็นผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภทสูงถึงร้อ&#3618;ละ 70ซึ่งการกลับป่ว&#3618;ซ้ำของผู้ป่ว&#3618;จิตเภทจะก่อให้เกิดความสู&#3597;เสี&#3618;ทางด้านเศรษฐกิจทั้งในระดับครอบครัวและระดับประเทศโด&#3618;รวม และที่สำคั&#3597;ที่สุด การกลับเป็นซ้ำ&#3618;ังก่อให้เกิดผลกระทบโด&#3618;ตรงต่อสุขภาพของผู้ป่ว&#3618; และหากผู้ป่ว&#3618;ไม่ได้รับการรักษาอ&#3618;่างต่อเนื่อง จะส่งผลให้เกิดการเสื่อมถอ&#3618;ของบุคลิกภาพ อารมณ์ และเป็นภาระของครอบครัวในการดูแลผู้ป่ว&#3618;ตามมา                 จากสถิติที่พบในโรงพ&#3618;าบาลจิตเวชสงขลาราชนครินทร์ (2553) พบว่าผู้ป่ว&#3618;จิตเภทที่เข้ารับการรักษาในโรงพ&#3618;าบาลตั้งแต่ปี พ.ศ. 2551-2553 มีจำนวน 690, 593 และ549 รา&#3618; ตามลำดับดังนั้นเมื่อผู้ป่ว&#3618;ที่รับไว้ในโรงพ&#3618;าบาลมีอาการทางจิตสงบ หรือสามารถช่ว&#3618;เหลือตนเองได้ แพท&#3618;์ก็จะจำหน่า&#3618;ผู้ป่ว&#3618;ออกจากโรงพ&#3618;าบาล ซึ่งส่วนให&#3597;่ประมาณร้อ&#3618;ละ 80 ผู้ป่ว&#3618;&#3618;ังคงมีอาการทางจิตบางอ&#3618;่างหลงเหลืออ&#3618;ู่ โด&#3618;ผู้ป่ว&#3618;จะแ&#3618;กตัว หงุดหงิด โกรธง่า&#3618; เฉ&#3618;เม&#3618; ไม่&#3618;อมทำกิจวัตร ไม่&#3618;อมทำงาน มีพฤติกรรมและความคิดแปลกประหลาด จากอาการหลงเหลือดังกล่าวทำให้ผู้ป่ว&#3618;จิตเภทไม่สนใจทำกิจวัตรประจำวัน รวมถึงไม่ปฏิบัติตามแผนการรักษาพ&#3618;าบาล ซึ่งพฤติกรรมดังกล่าวเป็นปัจจั&#3618;หนึ่งที่ทำให้ผู้ป่ว&#3618;มีอาการกำเริบและต้องเข้ารับการรักษาในโรงพ&#3618;าบาล (ทุลภาบุปผาสังข์, 2545) แต่หากผู้ป่ว&#3618;จิตเภทได้รับการเตรี&#3618;มความพร้อมส่งเสริมการใช้ชีวิตในสังคม และความสามารถในการดูแลตนเองด้านสุขภาพ ก็จะช่ว&#3618;ป้องกันการกลับมารักษาซ้ำในโรงพ&#3618;าบาลได้ จากแนวคิดดังกล่าวจึงมีนโ&#3618;บา&#3618;เน้นผลักดันให้ครอบครัว ชุมชน เป็นแกนหลักในการช่ว&#3618;เหลือดูแลผู้ป่ว&#3618;โด&#3618;มีบุคลากรทางสุขภาพ ทีมสหวิชาชีพเป็นทรัพ&#3618;ากรหลักที่จะช่ว&#3618;เหลือ สนับสนุนและเอื้ออำนว&#3618;ให้ครอบครัว ชุมชน สามารถดูแลผู้ป่ว&#3618;ได้อ&#3618;่างต่อเนื่อง โด&#3618;มีเป้าหมา&#3618;ในการดูแลผู้ป่ว&#3618;ร่วมกัน คือผู้ป่ว&#3618;สามารถดำรงชีวิตอ&#3618;ู่ในครอบครัว ชุมชน ได้ตามศัก&#3618;ภาพ และความสามารถที่มีอ&#3618;ู่อ&#3618;่างเป็นปกติสุข จากเหตุผลดังกล่าวจึงได้นำทฤษฎีรอ&#3618; และแนวคิดการจัดการผู้ป่ว&#3618;รา&#3618;กรณีมาประ&#3618;ุกต์ใช้กับกรณีศึกษา ทั้งการประเมินสภาพอาการ การรวบรวมข้อมูล การกำหนดข้อวินิจฉั&#3618;ทางการพ&#3618;าบาล วัตถุประสงค์ เกณฑ์การประเมิน กิจกรรมการพ&#3618;าบาลและประเมินผลการพ&#3618;าบาล รวมทั้งการดูแลผู้ป่ว&#3618;ต่อเนื่อง จากโรงพ&#3618;าบาลถึงชุมชน อ&#3618;่างเป็นระบบเพื่อให้ผู้รับบริการได้รับการดูแลรักษาต่อเนื่อง อ&#3618;่างมีประสิทธิภาพสูงสุด โด&#3618;ตอบสนองความต้องการของผู้ป่ว&#3618;ทั้งด้านร่างกา&#3618; จิตใจ และสังคม โด&#3618;เน้นคุณภาพประสิทธิภาพสูงสุดและมีค่าใช้จ่า&#3618;ที่เหมาะสม (จินตนา &#3618;ูนิพันธ์, 2546)จากการดูแลด้ว&#3618;วิธีการดังกล่าวสามารถที่จะค้นหาปั&#3597;หา เพื่อที่จะวางแผนการบำบัดรักษา เพื่อให้ผู้ป่ว&#3618;สามารถกลับไปดำรงอ&#3618;ู่ในชีวิตประจำวันร่วมกับครอบครัวอ&#3618;่างปกติสุข                   http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11692 2012/02/23 20:44:59 การจัดการผู้ป่วยรายกรณี : ผู้ป่วยจิตเภทเรื้อรัง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11692 ผลของเกมส์ที่ใช้มือในการแข่งขันต่อความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของผู้บกพร่องด้านพัฒนาการและสติปัญญาระดับรุนแรงอายุ 6-12 ปี สถาบันราชานุกูล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11686           การวิจั&#3618;ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อเปรี&#3618;บเที&#3618;บคะแนนความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของผู้บกพร่องด้านพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;าระดับรุนแรง ก่อนและหลังการเข้าร่วมเกมส์ที่ใช้มือในการแข่งขัน กลุ่มตัวอ&#3618;่างใช้การคัดเลือกแบบเจาะจง ผู้บกพร่องด้านพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;าระดับรุนแรง11 คนอา&#3618;ุ 6-12ปี โด&#3618;ใช้แบบวัดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของเด็กที่มีความบกพร่องทางสติปั&#3597;&#3597;าระดับรุนแรง           เครื่องมือที่ใช้ในการวิจั&#3618; คือ 1) เครื่องมือที่ใช้ในการทดลองประกอบด้ว&#3618;เกมส์ที่ใช้มือในการแข่งขันจำนวน 6 เกมส์ ได้แก่ เกมส์ไม้หนีบขัน,เกมส์บอลตกตะกร้า,เกมส์นุ่มนิ่มคา&#3618;น้ำ,เกมส์แต่งหน้า,เกมส์ห่วงวิบาก , โดนัทหาหลัก 2 ) เครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบวัดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็ก ซึ่งเครื่องมือนี้ได้ถูกตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาโด&#3618;ผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 5 ท่านแล้ว คณะผู้วิจั&#3618;นำเกมส์ที่ใช้มือในการแข่งขันไปหาค่าความเชื่อมั่น(Reliability) โด&#3618;นำเกมส์ไปทดสอบกับผู้บกพร่องทางด้านพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;าจำนวน 5 คนที่มีคุณสมบัติเหมือนและไม่ซ้ำกับกลุ่มตัวอ&#3618;่างเพื่อปรับปรุงกิจกรรมให้เหมาะสมกับกลุ่มตัวอ&#3618;่าง ส่วนแบบวัดความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กเมื่อนำไปใช้แล้ว นำมาหาค่าสัมประสิทธิ์ความสอดคล้องได้ระดับความเชื่อมั่น 0.91 แล้วนำไปทดลองกับกลุ่มตัวอ&#3618;่าง ข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;ใช้สถิติ Wilcoxon&rsquo;s Sign test           ผลการวิจั&#3618;คะแนนความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของผู้บกพร่องด้านพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;าระดับรุนแรงหลังเข้าร่วมเกมส์ที่ใช้มือในการแข่งขัน มีคะแนนความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กเพิ่มขึ้นอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ 0.05 ข้อเสนอแนะควรมีการพัฒนากิจกรรมเกมส์ที่ใช้มือในการแข่งขันให้ง่า&#3618;ต่อการนำไปใช้ที่บ้าน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11686 2012/02/19 23:38:18 ผลของเกมส์ที่ใช้มือในการแข่งขันต่อความสามารถในการใช้กล้ามเนื้อมัดเล็กของผู้บกพร่องด้านพัฒนาการและสติปัญญาระดับรุนแรงอายุ 6-12 ปี สถาบันราชานุกูล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11686 การประเมินประสิทธิผลของคู่มือการจัดกิจกรรมการเสริมสร้างพลังอึด ฮึด สู้ ในชุมชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11674  การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาแบบวิจั&#3618;เชิงทดลองโด&#3618;มีวัตถุประสงค์เพื่อประเมินประสิทธิผลของคู่มือการจัดกิจกรรมการเสริมสร้าพลังอึด ฮึด สู้ ในชุมชน กลุ่มเป้าหมา&#3618;ได้จากการคัดเลือกด้ว&#3618;วิธีเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลองจากชุมชนศรีนาวา ต.ศรีนาวา อ.เมือง จ.นครนา&#3618;ก จำนวน 30 คน และกลุ่มควบคุมจากชุมชนวัดเขาน้อ&#3618; ต.พรหมณี อ.เมือง จ.นครนา&#3618;ก จำนวน 30 คน ประกอบด้ว&#3618;ประชาชน ข้าราชการบำนา&#3597; อ.ส.ม.เจ้าหน้าที่อนามั&#3618;และอ.บ.ต.ในกลุ่มทดลองจะได้รับการประเมินพลังสุขภาพจิต 2 ครั้งคือก่อนเริ่มประชุมปฏิบัติการเพื่อทำกิจกรรมและเมื่อสิ้นสุดโครงการ 6 เดือน และประความรู้ความเข้าใจเรื่องพลังสุขภาพจิต 2 ครั้ง คือก่อนเริ่มประชุมปฏิบัติการเพื่อทำกิจกรรมและเมื่อการประชุมเสร็จ เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบประเมินพลังสุขภาพจิต 20 ข้อ แบบสอบถามเพื่อประเมินความรู้ ความเข้าใจก่อน-หลังประชุม แบบสัมภาษณ์การสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการศึกษา พบว่า ภา&#3618;หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีความรู้ ความเข้าใจเรื่องพลังสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น จากคะแนนเฉลี่&#3618;8.6 เป็น 11.2 โด&#3618;มีผู้ได้คะแนนเพิ่มขึ้น 24 คน จาก 30 คน คิดเป็นร้อ&#3618;ละ 80 มีค่าคะแนนพลังสุขภาสพจิตเพิ่มขึ้น หลังจากมีการทำกิจกรรมร่วมกัน เป็นระ&#3618;ะเวลา 6 เดือน จำนวน 28 คน จาก 30 คน คิดเป็นร้อ&#3618;ลฃะ93.3 ที่เหลือได้คะแนนลดลง 2 คน คิดเป็นร้อ&#3618;ละ 6.7 นอกจากนี้คนในชุมชนมีการรวมตัวกัน มีการสื่อสารกัน และมีความสัมพันธ์กันมากขึ้น ร่วมกันทำกิจกรรมเพื่อชุมชนเพิ่มขึ้น เกิดเป็นเครือข่า&#3618;ในชุมชน มีความรู้สึกผูกพันกันอ&#3618;ากช่ว&#3618;เหลือกัน เกิดความรู้สึกภูมิใจที่ได้ทำประโ&#3618;ชน์ให้ชุมชน สำหรับกลุ่มควบคุม พบว่า ค่าคะแนนพลังสุขภาพจิตเพิ่มขึ้น 9 คนจาก 30 คนคิดเป็นร้อ&#3618;ละ 30 ที่เหลือได้คะแนนลดลง จำนวน 21 คน คิดเป็นร้อ&#3618;ละ 70 นอกจากนี้ พบว่า การรวมตัวของคนในชุมชนกลุ่มควบคุมส่วนให&#3597;่เป็นการรวมตัวเพื่อประกอบพิธีทางศาสนา หรืองานตามประเพณี และเป็นกลุ่มเดิมๆที่มาร่วมงานและทำสาธารณะประโ&#3618;ชน์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11674 2011/11/22 23:42:49 การประเมินประสิทธิผลของคู่มือการจัดกิจกรรมการเสริมสร้างพลังอึด ฮึด สู้ ในชุมชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11674 ผลของโปรแกรมการบำบัดการดูแลเชิงรุกในชุมชนต่อพฤติกรรมการดื่มสุราในผู้ติดสุรา กรณีศึกษา : โรงพยาบาลสวนปรุง จังหวัดเชียงใหม่ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11006 บทคัด&#3618;่อ การศึกษาครั&#1048778;งนี&#1048778;เป็นการวิจั&#3618;กึ&#1048777;งทดลองมีวัตถุประสงค์เพื&#1048777;อศึกษาผลของโปรแกรมกาบรำบัด ดูแลเชิงรุกในชุมชนต่อพฤติกรรมการด&#1048777;ืมสุราในผู้ติดสุรา กลุ่มตัวอ&#3618;่างเป็นผตูิ้ดสุรา ท&#1048777;ีเค&#3618;รับการรักษา ในโรงพ&#3618;าบาล มีปั&#3597;หากลับมารักษาซํ&#1048778; ามากกว่า2 ครั&#1048778;งภา&#3618;ใน 1 ปี และอ&#3618;ู่ระหว่างการบำบัดฟื&#1048778; นฟู สมรรรถภาพภา&#3618;หลังจำหน่า&#3618;ออกจากโรงพ&#3618;าบาลสวนปรุง กลุ่มตัวอ&#3618;่างจำนวน 40 คน คัดเลือกแบบ เฉพาะเจาะจงตามเกณฑ์ที&#1048777;กำหนด แบ่งเป็นกลุ่มควบคุมและกลุ่มทดลอง กลุ่มละ 20 คน โด&#3618;กลุ่ม ควบคุมได้รับการดูแลตามปกติ และกลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมการบำบัดดูแลเชิงรุกในชุมชนสำหรับ ผู้ติดสุรา เก็บข้อมูลระหว่างเดือน ตุลาคม ถึงเดือน ธันวาคม 2553 เครื&#1048777;องมือที&#1048777;ใช้ในการวิจั&#3618;ประกอบด้ว&#3618; แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล โปรแกรมการบำบัดดูแลผู้ป่ว&#3618;เชิงรุกในชุมชนสำหรับผู้ติดสุรา แบบ ประเมินพฤติกรรมการดื&#1048777;มสุรา วิเคราะห์ข้อมูลด้ว&#3618;สถิติการแจกแจงความถี&#1048777; ร้อ&#3618;ละ ค่าเฉลี&#1048777;&#3618; ค่าเบี&#1048777;&#3618;งเบน มาตรฐาน และทดสอบสมมติฐานโด&#3618;ใช้สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดี&#3618;วแบบ วัดซํ&#1048778;าและสถิติทดสอบค่าที ผลการศึกษาพบว่า 1. ผู้ติดสุราที&#1048777;ได้รับโปรแกรมการบำบัดเชิงรุกในชุมชน หลังการทดลองมีคะแนน เฉลี&#1048777;&#3618;พฤติกรรมการดื&#1048777;มสุราตํ&#1048777;ากว่าก่อนได้รับโปรแกรมการบำบัดเชิงรุกในชุมชน อ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทาง สถิติ (p http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11006 2012/07/20 13:36:21 ผลของโปรแกรมการบำบัดการดูแลเชิงรุกในชุมชนต่อพฤติกรรมการดื่มสุราในผู้ติดสุรา กรณีศึกษา : โรงพยาบาลสวนปรุง จังหวัดเชียงใหม่ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11006 ผลของการบำบัดแบบกลุ่มตามแนวคิดพิจารณาความเป็นจริงต่อความสานึก ในคุณค่าแห่งตนของผู้ที่เป็นโรคติดแอมเฟตามีน ผู้วิ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11003 บทคัด&#3618;่อ ความสานึกในคุณค่าแห่งตนมีความสาคั&#3597;ต่อคุณภาพชีวิตของบุคคล ก่อให้เกิดพฤติกรรมที่มีประสิทธิภาพ การ&#3618;อมรับตนเอง กล้าแสดงความคิดเห็นและไม่รู้สึกว่าตนเองด้อ&#3618;กว่าคนอื่น การวิจั&#3618;ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการบาบัดแบบกลุ่มตามแนวคิดพิจารณาความเป็นจริงต่อความสานึกในคุณค่าแห่งตนของผู้ที่เป็นโรคติดแอมเฟตามีน กลุ่มตัวอ&#3618;่างคือผู้ที่เป็นโรคติดแอมเฟตามีนที่เข้ารับการรักษาในคลีนิกงานป้องกันและแก้ไขปั&#3597;หา&#3618;าเสพติด งานผู้ป่ว&#3618;นอก โรงพ&#3618;าบาลสวนปรุง ระหว่างเดือนมกราคม ถึงเดือน มีนาคม 2554 จานวน 10 รา&#3618; โด&#3618;เลือกกลุ่มตัวอ&#3618;่างแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กาหนด เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้ว&#3618; 1) แบบสอบถามของมูลส่วนบุคคล 2) แบบวัดความสานึกในคุณค่าแห่งตนฉบับผู้ให&#3597;่ของคูเปอร์สมิท (coopersmith, 1984) แปลเป็นภาษาไท&#3618;โด&#3618;นาต&#3618;า วงค์หลีกภั&#3618; (2532) และผ่านการตรวจสอบความเชื่อมั่นด้ว&#3618;สูตรอัลฟ่าของครอนบาค ได้เท่ากับ 0.89 และ 3) โปรแกรมการบาบัดแบบกลุ่มตามแนวคิดพิจารณาความเป็นจริงที่ดัดแปลงจากสมพิตร ทรา&#3618;สมุทร (2550) ที่พัฒนาขึ้นตามกรอบแนวคิดทฤษฎีพิจารณาความเป็นจริงของ กลาสเซอร์ (Glasser, 1965) โด&#3618;&#3618;ึดหลักและวิธีการตามแนวคิดทั้ง 8 ประการ และจัดให้มีการบาบัดแบบกลุ่มจานวน 9 ครั้ง ครั้งละ 1 ชั่วโมง 30 นาที่ สัปดาห์ละ 1 ครั้ง และได้ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิจานวน 3 ท่านคานวณหาค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหา (content validity index) ได้เท่ากับ 0.89 วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;ใช้สถิติเชิงพรรณนาและสถิติวิลคอกซันจับคู่กับตาแหน่ง (Wincoxon Matched Pairs Signed-Ranks Test) ผลการวิจั&#3618;พบว่าผู้ที่เป็นโรคติดแอมเฟตามีนภา&#3618;หลังเข้ารับการบาบัดแบบกลุ่มตามแนวคิดพิจารณาความเป็นจริงมีคะแนนความสานึกในคุณค่าแห่งตนสูงกว่าก่อนเข้ารับการบาบัดอ&#3618;่างมีนั&#3618;สาคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ .01 แสดงให้เห็นว่าการบาบัดแบบกลุ่มตามแนวคิดพิจารณาความเป็นจริงสามารถพัฒนาความสานึกในคุณค่าแห่งตนของผู้ที่เป็นโรคติดแอมเฟตามีนได้ ดังนั้น ควรมีการบาบัดโด&#3618;วิธีนี้ต่อไป และอาจส่งผลระ&#3618;ะ&#3618;าวในการป้องกันการกลับไปเสพซ้า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11003 2012/07/23 11:00:38 ผลของการบำบัดแบบกลุ่มตามแนวคิดพิจารณาความเป็นจริงต่อความสานึก ในคุณค่าแห่งตนของผู้ที่เป็นโรคติดแอมเฟตามีน ผู้วิ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11003 การติดตามการใช้ยา clozapine แบบเมื่อมีอาการ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11002 การติดตามการใช้&#3618;า Clozapine แบบเมื่อมีอาการ ฐิตารี&#3618;์ พงษ์ด้วงภบ. B.Pharm      บทคัด&#3618;่อ วัตถุประสงค์: เพื่อศึกษาการใช้&#3618;า clozapine แบบเมื่อมีอาการ(prn) ด้านความเหมาะสม ประสิทธิผลและความปลอดภั&#3618;ของการใช้&#3618;า วิธีการศึกษา:รวบรวมข้อมูลจากแฟ้มประวัติของผู้ป่ว&#3618;ในที่มีคำสั่งใช้&#3618;า clozapine แบบ prn &#3618;้อนหลัง 6 เดือน (พฤศจิกา&#3618;น 2552-เมษา&#3618;น 2553) ณ โรงพ&#3618;าบาลสวนปรุง จังหวัดเชี&#3618;งใหม่ จำนวน 251 รา&#3618; ผลการศึกษา: ผู้ป่ว&#3618;ส่วนให&#3597;่เป็นเพศชา&#3618; (ร้อ&#3618;ละ 68.53) มีอา&#3618;ุเฉลี่&#3618; 42.92ฑ12.45ปี ร้อ&#3618;ละ 51.79 ได้รับการวินิจฉั&#3618;หลักเป็น schizophrenia ผู้ป่ว&#3618;ร้อ&#3618;ละ 35.06ได้รับ&#3618;า clozapine แบบ prn จริงตามคำสั่งของแพท&#3618;์ ร้อ&#3618;ละ 38.64 ได้รับ&#3618;าเพี&#3618;งครั้งเดี&#3618;ว และผู้ป่ว&#3618;จำนวน 2 รา&#3618;ได้รับ&#3618;า clozapine แบบ prn จำนวน 12 ครั้ง อาการที่เป็นสาเหตุของการได้รับ&#3618;าเรี&#3618;งจากมากไปน้อ&#3618; ได้แก่ อาการนอนไม่หลับงง สับสนและวุ่นวา&#3618; ตามลำดับ ผู้ป่ว&#3618;ร้อ&#3618;ละ 50.51 หา&#3618;จากอาการที่เป็นสาเหตุ โด&#3618;มีค่ามัธ&#3618;ฐานของเวลาเท่ากับ 127 นาที (พิสั&#3618;ควอไทด์เท่ากับ 220 นาที)พบอาการไม่พึงประสงค์ 12 ครั้งส่วนให&#3597;่เป็นอาการเวี&#3618;นศีรษะและเกิดขึ้นในครั้งแรกของการได้รับ&#3618;า สรุปผลการศึกษา:ผู้ป่ว&#3618;ที่มีคำสั่งใช้&#3618;า clozapine ส่วนให&#3597;่ได้รับการวินิจฉั&#3618;อ&#3618;ู่ในกลุ่มโรคที่ได้รับการรับรองด้านข้อบ่งใช้ ผู้ป่ว&#3618;ที่ได้รับ&#3618;า clozapine แบบ prnจำนวนครึ่งหนึ่งหา&#3618;จากอาการที่เป็นสาเหตุในช่วงระ&#3618;ะเวลาที่กำหนด ด้านความปลอดภั&#3618;พบอาการไม่พึงประสงค์ที่อาจมีความสัมพันธ์กับการได้รับ&#3618;า clozapine แบบ prn โด&#3618;ส่วนให&#3597;่เกิดในครั้งแรกของการได้รับ&#3618;า   คำสำคั&#3597;           clozapine, ความเหมาะสม, ประสิทธิผล, ความปลอดภั&#3618; http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11002 2012/07/23 10:53:56 การติดตามการใช้ยา clozapine แบบเมื่อมีอาการ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS11002 การพัฒนา HoNOSCA ฉบับภาษาไทย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1999 การพัฒนาHoNOSCAฉบับภาษาไท&#3618; จักริน ปิงคลาศั&#3618; พ.บ.,วว.จิตเวชศาสตร์เด็กและวั&#3618;รุ่น บทคัด&#3618;่อ วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนา Health of the Nation Outcomes Scales for Child and Adolescent mental health ( HoNOSCA)โด&#3618;แปลเป็นภาษาไท&#3618;และหาค่าความเชื่อมั่นและความเที่&#3618;งตรง วิธีการ เป็นการวิจั&#3618;เชิงพรรณนา โด&#3618; แปล HoNOSCA เป็นภาษาไท&#3618;ด้ว&#3618;วิธี &ldquo;forward-backward&rdquo; ,เก็บข้อมูลตัวอ&#3618;่างทดลอง(pilot study ) 4 รา&#3618;,กลุ่มตัวอ&#3618;่างคือ ผู้ปกครองของเด็กและวั&#3618;รุ่น 30 รา&#3618;ที่มาตรวจรักษาที่แผนกผู้ป่ว&#3618;นอก รพ.สวนปรุงช่วงเดือนกัน&#3618;า&#3618;น-พฤศจิกา&#3618;น 2553 ,เก็บข้อมูลพื้นฐาน HoNOSCA ฉบับภาษาไท&#3618;, Children&rsquo;s Global Assessment Scale (CGAS)สลับกันสัมภาษณ์และประเมินเท่าๆกันโด&#3618;พ&#3618;าบาลจิตเวชเด็ก 2 ท่าน,นักสังคมสงเคราะห์ 1 ท่าน,ข้อมูลการวินิจฉั&#3618;โด&#3618;จิตแพท&#3618;์เด็กและวั&#3618;รุ่น 1 ท่าน จากนั้นแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ตามคะแนน CGAS หาค่าความเชื่อมั่นและความเที่&#3618;งตรง บรร&#3618;า&#3618;ผลด้ว&#3618; ค่าเฉลี่&#3618; ,ส่วนเบี่&#3618;งเบนมาตรฐาน,ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ (r),pair T-test ผลการศึกษา จาก 30 รา&#3618; ส่วนให&#3597;่เป็นผู้ปกครองผู้ป่ว&#3618;ใหม่ (19 คน) ผู้ป่ว&#3618;เพศชา&#3618;( 19 คน) อ&#3618;ู่ในเชี&#3618;งใหม่ (16 คน)อา&#3618;ุเฉลี่&#3618; 12.53 ปี ผู้ดูแล ส่วนให&#3597;่ เป็น มารดา (17 คน ) อา&#3618;ุเฉลี่&#3618; 43.00 ปี การวินิจฉั&#3618;โรคส่วนให&#3597;่คือโรคสมาธิสั้นและโรคบกพร่องในการเรี&#3618;นรู้เฉพาะด้าน เวลาที่ใช้ในการประเมินHoNOSCA ฉบับภาษาไท&#3618; เฉลี่&#3618;คือ 6.40 นาที สาหรับค่าความเชื่อมั่นของ HoNOSCA ฉบับภาษาไท&#3618; มีค่าCronbach Alphaเท่ากับ 0.80,Interrater reliability coefficients( IRCs) ส่วนให&#3597;่อ&#3618;ู่ในช่วง 0.84-1.00(p< .01) &#3618;กเว้นหมวด 6 ที่ได้ค่า IRC เท่ากับ 0.67(p http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1999 2012/10/24 15:26:26 การพัฒนา HoNOSCA ฉบับภาษาไทย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1999 การทดสอบความเที่ยงตรง และความเชื่อมั่นของแบบประเมิน ความสามารถด้านความรู้ ความเข้าใจ (LOTCA) ฉบับภาษาไทย สำหรับผู้มีปัญหาสุขภาพจิตจากแอลกอฮอล์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1998 บทคัด&#3618;่อ                      ผู้ที่มีปั&#3597;หาสุขภาพจิตจากแอลกอฮอล์มีความบกพร่องของความสามารถด้านความรู้ความเข้าใจหลา&#3618;ด้าน แต่ปัจจุบัน&#3618;ังไม่มีแบบประเมินมาตรฐานทางกิจกรรมบำบัดเพื่อใช้ประเมินความบกพร่องในด้านนี้และสำหรับผู้ป่ว&#3618;กลุ่มนี้   แบบประเมิน Loewenstien Occupational Therapy Cognitive Assessment(LOTCA) เป็นแบบประเมินมาตรฐานสำหรับประเมินความสามารถด้านความรู้ความเข้าใจสำหรับผู้ที่ได้รับบาดเจ็บที่สมองที่มีความเชื่อมั่นของเครื่องมือสูง และเค&#3618;มีผู้นำมาใช้ประเมินความสามารถด้านความรู้ความเข้าใจในผู้ป่ว&#3618;   จิตเวชอื่น เช่น ผู้ป่ว&#3618;ที่มีความผิดปกติของบุคลิกภาพ (personality disorder) และผู้ป่ว&#3618;จิตเภท อีกทั้งใช้เวลาในการประเมินค่อนข้างสั้น จึงน่าจะพัฒนามาใช้ประเมินความรู้ความเข้าใจในผู้ที่มีปั&#3597;หาสุขภาพจิตจากแอลกอฮอล์ อันจะมีส่วนช่ว&#3618;ในการวางแผนการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่ว&#3618;อ&#3618;่างมีประสิทธิภาพต่อไป                    การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อหาค่าความเที่&#3618;งตรง (validity) โด&#3618;ใช้วิธี Known groups method และหาความเชื่อมั่น (reliability) ด้ว&#3618;การหาความสอดคล้องภา&#3618;ใน (internal consistency) ของแบบประเมิน LOTCA ฉบับภาษาไท&#3618; ทำการศึกษาในกลุ่มตัวอ&#3618;่างเพศชา&#3618;ที่มีปั&#3597;หาสุขภาพจิตจากแอลกอฮอล์ และกลุ่มบุคคลปกติที่ไม่มีปั&#3597;หาสุขภาพจิตจากแอลกอฮอล์ กลุ่มละ 70 คน โด&#3618;ทั้ง 2 กลุ่ม มีอา&#3618;ุและระดับการศึกษาไม่แตกต่างกัน และมีคุณสมบัติตรงตามเกณฑ์ที่กำหนด                     ผลการศึกษาพบว่าค่าเฉลี่&#3618;ของคะแนนระหว่างกลุ่มตัวอ&#3618;่างทั้ง 2 กลุ่ม จากการวิเคราะห์ด้ว&#3618; Mann-Whitney U Testมีความแตกต่างกันอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ .05 ทั้งในส่วนของคะแนนรวมของแบบประเมินทั้งฉบับ (18 ข้อ) และในรา&#3618;ด้านทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านการรับรู้พื้นฐาน (perception) (6ข้อ) ด้านการผสานการรับรู้ทางสา&#3618;ตากับการเคลื่อนไหว (visuomotor organization) (7ข้อ) และด้านกระบวนการคิด (thinking operation) (5ข้อ)  &#3618;กเว้นในรา&#3618;ข้อด้านการแ&#3618;กแ&#3618;ะวัตถุ (visual identification of objects) ด้านการแ&#3618;กภาพซ้อน (overlapping figure) ด้านการรับรู้มิติสัมพันธ์ (spatial perception) และด้านการต่อบล็อกสี (colored block design) ความเชื่อมั่นจากการวิเคราะห์สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แอลฟาของ    ครอนบาคของแบบประเมินทั้งฉบับ และในรา&#3618;ด้านในด้านการผสานการรับรู้ทางสา&#3618;ตากับการเคลื่อนไหว และด้านกระบวนการคิดอ&#3618;ู่ในระดับสูง (&alpha;=.87, .81 และ .75ตามลำดับ)&#3618;กเว้นด้านการรับรู้พื้นฐานที่มีความเชื่อมั่นอ&#3618;ู่ในระดับต่ำมาก (&alpha;=.08)                    แบบประเมิน LOTCA ฉบับภาษาไท&#3618;จึงสามารถนำมาใช้ประเมินความสามารถด้านความรู้ความเข้าใจในผู้ที่มีปั&#3597;หาสุขภาพจิตจากสุราได้  โด&#3618;สามารถใช้ได้ดีในการแปลผลด้ว&#3618;คะแนนรวมของแบบประเมินทั้งฉบับ และในรา&#3618;ด้านของแบบประเมินในด้านการผสานการรับรู้ทางสา&#3618;ตากับการเคลื่อนไหวและด้านกระบวนการคิด ส่วนด้านการรับรู้พื้นฐานควรต้องมีการพัฒนาเครื่องมือในส่วนนี้ต่อไป http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1998 2012/07/23 12:17:52 การทดสอบความเที่ยงตรง และความเชื่อมั่นของแบบประเมิน ความสามารถด้านความรู้ ความเข้าใจ (LOTCA) ฉบับภาษาไทย สำหรับผู้มีปัญหาสุขภาพจิตจากแอลกอฮอล์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1998 การรักษาด้วยไฟฟ้าตามการรับรู้ของผู้ป่วยจิตเวชและครอบครัว: โรงพยาบาลศรีธัญญา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1811 การวิจั&#3618;นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้เรื่องการรักษาด้ว&#3618;ไฟฟ้าของผู้ป่ว&#3618;จิตเวชและครอบครัว ด้านความรู้  ความเข้าใจ   ความรู้สึกที่มีต่อการรักษาด้ว&#3618;ไฟฟ้า  การรับรู้ที่มีต่อการรักษาด้ว&#3618;ไฟฟ้าก่อนและหลังการรักษาด้ว&#3618;ไฟฟ้า        ความต้องการด้านข้อมูลและการบริการรักษาด้ว&#3618;ไฟฟ้าของผู้ป่ว&#3618;จิตเวชและครอบครัว    และเพื่อหาความสัมพันธ์ของปัจจั&#3618;ด้านจิตสังคมกับการรับรู้เรื่องการรักษาด้ว&#3618;ไฟฟ้า   และเปรี&#3618;บเที&#3618;บการรับรู้เรื่องการรักษาด้ว&#3618;ไฟฟ้าของผู้ป่ว&#3618;จิตเวชและครอบครัว    วิธีดำเนินการวิจั&#3618;   การวิจั&#3618;นี้เป็นการสำรวจในช่วงเวลาหนึ่ง  กลุ่มตัวอ&#3618;่างทั้งหมด 106  คน แบ่งเป็น 2 กลุ่ม 1) กลุ่มตัวอ&#3618;่างผู้ป่ว&#3618;จิตเวชที่ได้รับการรักษาด้ว&#3618;ไฟฟ้า  ณ โรงพ&#3618;าบาลศรีธั&#3597;&#3597;า    จำนวน 59  คน    2 )  กลุ่มครอบครัวผู้ป่ว&#3618;จิตเวชที่เป็นผู้ดูแลผู้ป่ว&#3618;จำนวน 47 คน ใช้การสุ่มตัวอ&#3618;่างเจาะจง  เก็บรวบรวมข้อมูลโด&#3618;ใช้แบบสอบถามการรับรู้เรื่องการรักษาด้ว&#3618;ไฟฟ้า   วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;ใช้สถิติหาค่าร้อ&#3618;ละ ค่าเฉลี่&#3618;   และวิเคราะห์ความสัมพันธ์ด้ว&#3618;สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพี&#3618;ร์สัน      เปรี&#3618;บเที&#3618;บความแตกต่างด้ว&#3618;ทีเทส   และวิเคราะห์เนื้อหาข้อมูลเชิงคุณภาพ   ผลการศึกษา  กลุ่มตัวอ&#3618;่าง ส่วนให&#3597;่เป็นเพศห&#3597;ิงร้อ&#3618;ละ62.3 อา&#3618;ุเฉลี่&#3618;เท่ากับ 40.7 ปี สถานภาพสมรส โสด  ร้อ&#3618;ละ 46.2  การศึกษาระดับมัธ&#3618;มศึกษา ร้อ&#3618;ละ 47.2    มีความรู้ความเข้าใจเรื่องการรักษาด้ว&#3618;ไฟฟ้าอ&#3618;ู่ในระดับต่ำ ร้อ&#3618;ละ72.9 และ85.1 ในกลุ่มผู้ป่ว&#3618;จิตเวช  และกลุ่มครอบครัวผู้ป่ว&#3618; ตามลำดับ ความรู้สึกที่มีต่อการรักษาด้ว&#3618;ไฟฟ้า ระดับเห็นด้ว&#3618;มากที่สุด มากและปานกลาง ได้แก่ การรักษาด้ว&#3618;ไฟฟ้าเป็นชื่อที่น่ากลัว เชื่อในความสามารถของบุคลากร และการรักษาด้ว&#3618;ไฟฟ้ามีความปลอดภั&#3618; ตามลำดับ  การรับรู้ก่อนรับการรักษาด้ว&#3618;ไฟฟ้าในกลุ่มผู้ป่ว&#3618;จิตเวช มากที่สุดได้แก่ กลัวต่อวิธีการรักษาด้ว&#3618;ไฟฟ้า ร้อ&#3618;ละ 37.3 กลุ่มครอบครัว ได้แก่ได้รับคำอธิบา&#3618;ถึงวิธีการรักษาด้ว&#3618;ไฟฟ้าอ&#3618;่างเพี&#3618;งพอ และรับทราบถึงผลแทรกซ้อนจากการรักษาด้ว&#3618;ไฟฟ้า ร้อ&#3618;ละ 51.1  การรับรู้หลังรับการรักษาในกลุ่มผู้ป่ว&#3618;จิตเวช พบ อาการปวดศีรษะร้อ&#3618;ละ 39.0และการรักษาด้ว&#3618;ไฟฟ้าทำให้อาการป่ว&#3618;ทางจิตเวชที่เป็นอ&#3618;ู่ดีขึ้น ร้อ&#3618;ละ 37.3 และร้อ&#3618;ละ 66.0.ในกลุ่มครอบครัวผู้ป่ว&#3618;จิตเวช ความต้องการข้อมูล ในกลุ่มผู้ป่ว&#3618;จิตเวชได้แก่อาการที่เกิดหลังทำร้อ&#3618;ละ47.5 รองลงมา ได้แก่ ระ&#3618;ะเวลา / จำนวนครั้งในการรักษาด้ว&#3618;ไฟฟ้า ร้อ&#3618;ละ 39.0  ความต้องการข้อมูลของ ครอบครัวผู้ป่ว&#3618; ได้แก่ อาการที่เกิดหลังทำ ร้อ&#3618;ละ 46.8    รองลงมา ได้แก่ การเตรี&#3618;มตัวก่อนทำและขั้นตอนการทำ ร้อ&#3618;ละ 44.7   พบว่าระ&#3618;ะเวลาการป่ว&#3618;ทางจิต มีความสัมพันธ์กับความรู้ ความเข้าใจเรื่องการรักษาด้ว&#3618;ไฟฟ้า  ความรู้สึกที่มีต่อการรักษาด้ว&#3618;ไฟฟ้า มีความสัมพันธ์กับความรู้ ความเข้าใจ การรับรู้หลังรับการรักษาด้ว&#3618;ไฟฟ้าการรักษาด้ว&#3618;ไฟฟ้า และ ความต้องการข้อมูล                สรุปผลการวิจั&#3618;   ผลการศึกษาพบว่า กลุ่มตัวอ&#3618;่าง มีความต้องการข้อมูลเกี่&#3618;วกับการรักษาด้ว&#3618; ไฟฟ้า ซึ่งสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโ&#3618;ชน์ในการพัฒนาระบบบริการและให้บริการ สนับสนุนให้ผู้รับบริการมีความรู้ ความเข้าใจ และได้รับข้อมูลที่ตรงกับความต้องการในเรื่องการรักษาด้ว&#3618;ไฟฟ้าได้อ&#3618;่างเหมาะสมและมีคุณภาพมาก&#3618;ิ่งขึ้น   http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1811 2010/12/01 19:13:39 การรักษาด้วยไฟฟ้าตามการรับรู้ของผู้ป่วยจิตเวชและครอบครัว: โรงพยาบาลศรีธัญญา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1811 การส่งเสริมสุขภาพจิตเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต ๕ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1810 จากการวิเคราะห์สถานการณ์ครอบครัวรวมทั้งค้นหากลวิธีเพื่อส่งเสริมสุขภาพจิตครอบครัวเด็กและเ&#3618;าวชนที่กระทำผิดในศูน&#3618;์ฝึกและอบรมเด็กและเ&#3618;าวชนเขต 5  ภา&#3618;ใต้กระบวนการวิจั&#3618;ปฏิบัติการครั้งนี้ วัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการการพัฒนาและประเมินรูปแบบการส่งเสริมสุขภาพจิตครอบครัวของเด็กและเ&#3618;าวชนที่กระทำผิด http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1810 2011/07/26 22:16:46 การส่งเสริมสุขภาพจิตเด็กและเยาวชนที่กระทำผิดในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชนเขต ๕ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1810 การศึกษาระดับซีรั่มครีเอทีน ฟอสโฟไคเนสสูงในผู้ป่วยจิตเวช: กรณีศึกษาสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1229 วัตถุประสงค์ : เพื่อศึกษาถึงลักษณะข้อมูลพื้นฐานและปัจจั&#3618;ที่เกี่&#3618;วข้องที่ทำให้ผู้ป่ว&#3618;จิตเวชสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระ&#3618;า มีระดับซีรั่มครีเอทีน ฟอสโฟไคเนสสูง วัสดุและวิธีการ : การศึกษาวิจั&#3618;ครั้งนี้เป็นการศึกษาข้อมูล&#3618;้อนหลังของผู้ป่ว&#3618;ในสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระ&#3618;าทีมีระดับซีรั่มครีเอทีน ฟอสโฟไคเนสสูงกว่า 300 U/L ระหว่างเดือนมกราคม 2545 ถึงเดือนธันวาคม 2549 ผล ผู้ป่ว&#3618;ทั้งหมด 135 คน พบว่าผู้ป่ว&#3618;ร้อ&#3618;ละ 57.8 เป็นชา&#3618; อา&#3618;ุตั้งแต่ 17-96 ปี (เฉลี่&#3618; 44.73ปี) ผู้ป่ว&#3618; 116 คน (ร้อ&#3618;ละ 85.9) มีระดับซีรั่ม 300-2,000 U/L ครึ่งหนึ่งของผู้ป่ว&#3618;ได้รับการวินิจฉั&#3618;เป็นโรคจิตเภท (Schizophrenia,ร้อ&#3618;ละ 54.1 ระดับซีรั่มเฉลี่&#3618; 817 U/L โด&#3618;มีอาการ Extrapyramidal symptoms (EPS) 6 คน และ Neuroleptic malignant syndrome (NMS) 5 คน เป็นโรควินิจฉั&#3618;ร่วมผู้ป่ว&#3618;เกือบทุกรา&#3618;ได้รับ&#3618;ามากกว่า 1 อ&#3618;่าง ส่วนให&#3597;่ได้รับ&#3618;าลดอาการข้างเคี&#3618;งของ&#3618;ารักษาโรคจิต (Benhexol) 109 คน (ร้อ&#3618;ละ 80.7) ร่วมกับ&#3618;ารักษาโรคจิต คือ &#3618;า Haloperidol ชนิดฉีดเข้ากล้ามเนื้อ 71 คน (ร้อ&#3618;ละ 52.6 ) และชนิดกิน 57 คน (ร้อ&#3618;ละ42.2) ผู้ป่ว&#3618;ร้อ&#3618;ละ 77.8 มีอาการไข้ ร้อ&#3618;ละ 72.6 ถูกจำกัดพฤติกรรมเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ ร้อ&#3618;ละ 40.0 มีอาการเกร็ง ตัวแข็ง และร้อ&#3618;ละ 8.1 ได้รับการรักษาด้ว&#3618;ไฟฟ้า (ECT) โด&#3618;มีระดับซีรั่มเฉลี่&#3618;ใกล้เคี&#3618;งกัน คือ 808,853.50,848 และ 803 U/L ตามลำดับ สรุป : การศึกษาครั้งนี้พบว่า ผู้ป่ว&#3618;จิตเวชที่มีระดับซีรั่มครีเอทีน ฟอสโฟไคเนสสูง พบมากในผู้ป่ว&#3618;จิตเภทที่มีอาการข้างเคี&#3618;งจากการใช้&#3618;า และมีอาการที่สำคั&#3597; คือ อาการไข้, อาการเกร็ง ตัวแข็ง และถูกจำกัดพฤติกรรมเพื่อป้องกันอุบัติเหตุ คำสำคั&#3597; : ครีเอทีน ฟอสโฟไคเนสสูง, ผู้ป่ว&#3618;จิตเวช http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1229 2010/12/01 19:58:33 การศึกษาระดับซีรั่มครีเอทีน ฟอสโฟไคเนสสูงในผู้ป่วยจิตเวช: กรณีศึกษาสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1229 การพัฒนาเครือข่ายพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทในเขตกรุงเทพมหานคร http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1228 การวิจั&#3618;ครั้งนี้เป็นการวิจั&#3618;ปฏิบัติการ(Action Research) มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาเครือข่า&#3618;พ&#3618;าบาลในการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเภทในเขตกรุงเทพมหานคร โด&#3618;มีประชากรในการศึกษาแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ 1) พ&#3618;าบาลศูน&#3618;์บริการสาธารณสุข จำนวน 109 คน 2) ผู้ดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเภท จำนวน 103 คนและ 3) ผู้ป่ว&#3618;จิตเภท จำนวน 106 คนในเขตกรุงเทพมหานคร เก็บข้อมูลก่อนการสร้างและพัฒนาเครือข่า&#3618;ในปี 2548 โด&#3618;ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึก(In-Depth Interview) และการสนทนากลุ่ม(Focus Group) เพื่อศึกษาปั&#3597;หาและความต้องการในการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเภทในเขตกรุงเทพมหานครฯร่วมกัน เก็บข้อมูลหลังจากการพัฒนาเครือข่า&#3618;ใน ปี 2551 โด&#3618;ใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก ใช้แบบประเมินภาระในการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเภทของผู้ดูแลของนพรัตน์ ไช&#3618;ชำนิ(2544) ที่สร้างจากแนวคิดของ Montgomory,et al.(1985) มีค่าดัชนีความตรงตามเนื้อหาเท่ากับ 0.94 และค่าความเชื่อมั่นตามสูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.93 คณะผู้วิจั&#3618;ได้ศึกษาได้ค่าความเชื่อมั่นจากสูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค เท่ากับ 0.94 และแบบประเมินคุณภาพชีวิตของผู้ป่ว&#3618;จิตเภทตามแนวคิด WHOQOL-BREF-THAI(1966) ซึ่งได้นำไปใช้กับกลุ่มตัวอ&#3618;่างมีค่าความเชื่อมั่น Cronbach?s alpha coefficient เท่ากับ 0.84 ผลการวิจั&#3618;พบว่า การพัฒนาเครือข่า&#3618;พ&#3618;าบาลในการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเภทขึ้นในเขตกรุงเทพมหานคร ระหว่างสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระ&#3618;า และสำนักอนามั&#3618; กรุงเทพมหานคร พ&#3618;าบาลประจำศูน&#3618;์บริการสาธารณสุข มีเจตคติที่ดีต่อผู้ป่ว&#3618;จิตเภท มีความรู้และทักษะในการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเภทมากขึ้น สามารถดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเภทในชุมชนและทำให้ผู้ป่ว&#3618; จิตเภทสามารถอ&#3618;ู่บ้านได้นานกว่าก่อนการพัฒนาเครือข่า&#3618;ซึ่งมีความแตกต่างกันอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ (p=.000) ความรู้สึกเป็นภาระของ&#3597;าติในการดูแลผู้ป่ว&#3618;ลดลงอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ(p=.014) แต่ผู้ป่ว&#3618;จิตเภทมีคุณภาพชีวิตไม่แตกต่างกันอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ(p=.708) คำสำคั&#3597; : การพัฒนาเครือข่า&#3618;พ&#3618;าบาล, ผู้ป่ว&#3618;จิตเภท http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1228 2011/11/22 01:33:37 การพัฒนาเครือข่ายพยาบาลในการดูแลผู้ป่วยจิตเภทในเขตกรุงเทพมหานคร http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1228 ผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดกลุ่มอาการนิวโรเล็พติก โรงพยาบาลจิตเวช สังกัดกรมสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1227 การวิจั&#3618;ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของการใช้แบบคัดกรอง (Screening Test) และปฏิบัติการพ&#3618;าบาลตามแนวปฏิบัติการพ&#3618;าบาลในการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเวช เพื่อป้องกันการเกิดกลุ่มอาการนิวโรเล็พติก ประชากรที่ศึกษา เป็นผู้ป่ว&#3618;จิตเวชใหม่ทุกรา&#3618; ที่รับไว้รักษาในโรงพ&#3618;าบาลจิตเวช 8 แห่ง สังกัดกรมสุขภาพจิต ระหว่าง วันที่ 15 มิถุนา&#3618;น ? 16 กรกฎาคม 2552 จำนวน 1,588 รา&#3618; และมีผู้ป่ว&#3618;ที่ได้รับการคัดกรองเป็นกลุ่มเสี่&#3618;งที่จะเกิดอาการกลุ่มอาการนิวโรเล็พติก และปฏิบัติการพ&#3618;าบาลตามแนวปฏิบัติการพ&#3618;าบาลในการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเวช เพื่อป้องกันเกิดกลุ่มอาการนิวโรเล็พติก จำนวน 137 รา&#3618; ผลการวิจั&#3618;พบว่า 1. ผู้ป่ว&#3618;จิตเวชที่เป็นกลุ่มเสี่&#3618;งต่อการเกิดกลุ่มอาการนิวโรเล็พติก เป็นเพศชา&#3618; ร้อ&#3618;ละ 76.6 อา&#3618;ุระหว่าง 31?40 ปี ร้อ&#3618;ละ 32.8 ได้รับการวินิจฉั&#3618;โรคจิตเภท ร้อ&#3618;ละ 54 และระ&#3618;ะเวลาการเจ็บป่ว&#3618;น้อ&#3618;กว่า 1 ปี พบมากที่สุด ร้อ&#3618;ละ 38 ผลการคัดกรอง (Screening Test) พบว่า 1.1 ปัจจั&#3618;เสี่&#3618;งหลักที่พบมากที่สุด 3 ลำดับแรก คือ การเกิดภาวะกา&#3618;ใจไม่สงบ (Exhaustion) ร้อ&#3618;ละ 71.5 ปัจจั&#3618;เรื่องประวัติรับประทานอาหารได้น้อ&#3618;กว่าปกติหรือไม่รับประทานอาหาร ร้อ&#3618;ละ 63.5 และภาวะร่า&#3618;กา&#3618;ขาดสารน้ำ (Dehydration) ร้อ&#3618;ละ 34.3 ตามลำดับ 1.2 ปัจจั&#3618;เสี่&#3618;งรองที่พบมากที่สุดใน 3 ลำดับแรกคือ การจำกัดพฤติกรรมผู้ป่ว&#3618; (Restraint) ระ&#3618;ะ&#3618;าวตั้งแต่ 1 ชั่วโมงขึ้นไป ร้อ&#3618;ละ 51.8 การได้รับ&#3618;ารักษาโรคจิตในขนาดสูง โด&#3618;เฉพาะในรูป&#3618;าฉีดเข้ากล้ามเนื้อ และออกฤทธิ์ระ&#3618;ะ&#3618;าว ร้อ&#3618;ละ 38 และไข้ต่ำๆตั้งแต่ 37.6 OC ขึ้นไป ร้อ&#3618;ละ 29.9 1.3 ผลลัพธ์ทางการพ&#3618;าบาลของการปฏิบัติการพ&#3618;าบาลเพื่อป้องกันการเกิดกลุ่มอาการนิวโรเล็พติก ในผู้ป่ว&#3618;จิตเวชกลุ่มเสี่&#3618;ง พบว่า เกิดผลลัพธ์ทางการพ&#3618;าบาลที่ดีกับผู้ป่ว&#3618;จิตเวชผ่านเกณฑ์เป็นส่วนให&#3597;่ไม่ต่ำกว่าร้อ&#3618;ละ 96.2 และพบว่าผลลัพธ์ทางการพ&#3618;าบาลไม่เป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ไม่เกิน ร้อ&#3618;ละ 4.1 ในประเด็นต่อไปนี้คือ อัตราการเพิ่มของขนาด&#3618;าจำนวนมาก (Loading) อ&#3618;่างรวดเร็ว ร้อ&#3618;ละ 4.1 การใช้&#3618;าขนานอื่น ๆ ร่วมกับ&#3618;ารักษาโรคจิต ร้อ&#3618;ละ 3.8 การเกิดภาวะกา&#3618;ใจไม่สงบ (Exhaustion) ร้อ&#3618;ละ 3.1 ไข้ต่ำๆ ตั้งแต่ 37.6 OC ขึ้นไป ร้อ&#3618;ละ 2.4 การจำกัดพฤติกรรมผู้ป่ว&#3618; (Restraint) ระ&#3618;ะ&#3618;าวตั้งแต่ 1 ชั่วโมง ขึ้นไป ร้อ&#3618;ละ 1.4 1.4 ผู้ป่ว&#3618;จิตเวชที่ได้รับการคัดกรองเป็นกลุ่มเสี่&#3618;ง NMS ภา&#3618;หลังได้รับการพ&#3618;าบาลตามแนวปฏิบัติการพ&#3618;าบาลเพื่อป้องกันการเกิดกลุ่มอาการ NMS ไม่เกิดกลุ่มอาการนิวโรเล็พติก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1227 2011/11/22 01:33:09 ผลของการใช้แนวปฏิบัติการพยาบาลเพื่อป้องกันการเกิดกลุ่มอาการนิวโรเล็พติก โรงพยาบาลจิตเวช สังกัดกรมสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1227 การศึกษาการทำหน้าที่ของสมาชิกครอบครัวในการดูแลผู้ป่วยจิตเภท: ศึกษาเฉพาะกรณีสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1226 การศึกษาวิจั&#3618;ครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการทำหน้าที่ของสมาชิกครอบครัวในการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเภท สัมพันธภาพของสมาชิกครอบครัวผู้ป่ว&#3618;จิตเภท และความรู้ความเข้าใจเกี่&#3618;วกับ การรักษาโรคจิตเภทของสมาชิกครอบครัวผู้ป่ว&#3618;จิตเภท เพื่อประโ&#3618;ชน์ในการวางแนวทางใน การปฏิบัติงานกับครอบครัว และผู้ป่ว&#3618;จิตเภทได้อ&#3618;่างเหมาะสมในเรื่องการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเภทเมื่ออ&#3618;ู่ ในครอบครัว ผู้ศึกษาได้ทำการเก็บข้อมูล โด&#3618;การสัมภาษณ์ตามแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอ&#3618;่างที่เป็นสมาชิกครอบครัวของผู้ป่ว&#3618;จิตเภท ซึ่งมีหน้าที่ดูแลและใกล้ชิดผู้ป่ว&#3618;จิตเภท และพาผู้ป่ว&#3618;จิตเภทเก่ามารับ การบำบัดรักษาที่แผนกผู้ป่ว&#3618;ในที่สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระ&#3618;า ตั้งแต่ 2 ครั้ง ขึ้นไปในช่วงระ&#3618;ะเวลาที่ทำการวิจั&#3618; ครอบครัวละ 1 คน การเก็บข้อมูลใช้เวลา 1 เดือน เป็นจำนวนทั้งสิ้น 150 คน คิดเป็นร้อ&#3618;ละ 100.00 ตรวจสอบความถูกต้องและประมวลผลด้ว&#3618;เครื่องคอมพิวเตอร์โปรแกรม SPSS/PC วิเคราะห์โด&#3618;ใช้สถิติค่าร้อ&#3618;ละ (PERCENTAGE) ค่าเฉลี่&#3618; (MEAN) ค่าเบี่&#3618;งเบนมาตรฐาน (STANDARD DEVIATION) ค่าสถิติไคร์สแควร์ (CHI-SQUARE) ค่า ANOVA ผลการศึกษาพบว่า สมาชิกครอบครัวที่ทำหน้าดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเภทส่วนให&#3597;่เป็นเพศห&#3597;ิงร้อ&#3618;ละ 64.7 มีอา&#3618;ุอ&#3618;ู่ระหว่าง 31-40 ปี และ 51-60 ปี ไม่ได้รับการศึกษา ? ประถมศึกษา ร้อ&#3618;ละ 48 ประกอบอาชีพค้าขา&#3618;และธุรกิจส่วนตัวร้อ&#3618;ละ 38.7 กลุ่มตัวอ&#3618;่างส่วนให&#3597;่สมรสอ&#3618;ู่ด้ว&#3618;กัน ร้อ&#3618;ละ 32 มีฐานะทางการเงินพอใช้และเหลือเก็บร้อ&#3618;ละ 70.7 และที่อ&#3618;ู่อาศั&#3618;ส่วนให&#3597;่เป็นบ้านของตนเองร้อ&#3618;ละ 68.3 มีความเกี่&#3618;วข้องกับผู้ป่ว&#3618;จิตเภทเป็นบิดามารดาร้อ&#3618;ละ 38.7 ด้านความรู้ความเข้าใจของสมาชิกครอบครัวเกี่&#3618;วกับโรคจิตเภทได้คะแนนต่ำสุด 4 คะแนน สูงสุด 12 คะแนน มีค่าเฉลี่&#3618;ของคะแนนเท่ากับ 8.07 และส่วนเบี่&#3618;งเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.612 ด้านสัมพันธภาพระหว่างสมาชิกครอบครัวกับผู้ป่ว&#3618;จิตเภทโด&#3618;รวมอ&#3618;ู่ในระดับมาก ซึ่งมีค่าเฉลี่&#3618;โด&#3618;รวม 3.56 และมีส่วนเบี่&#3618;งเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.109 ด้านการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเภทโด&#3618;รวมอ&#3618;ู่ในระดับมาก ซึ่งมีค่าเฉลี่&#3618; 3.47 และมีส่วนเบี่&#3618;งเบนมาตรฐานเท่ากับ 1.147 จากผลการวิจั&#3618;ทำให้ทราบถึงปัจจั&#3618;ที่มีความสัมพันธ์กับการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเภท คือความรู้ ความเข้าใจเกี่&#3618;วกับโรคจิตเภทและสัมพันธภาพของสมาชิกครอบครัวกับผู้ป่ว&#3618;จิตเภท อ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ 0.01 แสดงว่าหากสมาชิกครอบครัวมีความรู้ความเข้าใจเกี่&#3618;วกับโรคจิตเภทไม่ดีและ มีสัมพันธภาพกับผู้ป่ว&#3618;จิตเภทไม่ดี การดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเภทไม่ดีจะไปด้ว&#3618; ส่วนปัจจั&#3618;ด้านภูมิหลังและลักษณะทั่วไปของสมาชิกครอบครัวไม่ทำให้การดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเภท มีความแตกต่างกัน แต่หากความสัมพันธ์ของสมาชิกครอบครัวกับผู้ป่ว&#3618;จิตเภทแตกต่างกัน การดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเภทแตกต่างกันด้ว&#3618; http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1226 2011/11/22 01:32:40 การศึกษาการทำหน้าที่ของสมาชิกครอบครัวในการดูแลผู้ป่วยจิตเภท: ศึกษาเฉพาะกรณีสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1226 ผลลัพธ์ของการดูแลผู้ป่วยจิตเวชตามการรับรู้ของผู้ป่วยในโรงพยาบาลสวนปรุง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1200 การวิจั&#3618;เชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลลัพธ์ของการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเวชตามการรับรู้ของผู้ป่ว&#3618;ในโรงพ&#3618;าบาลสวนปรุงในด้านสถานภาพทางสุขภาพ ด้านอาการและพฤติกรรมและด้านการรับรู้เกี่&#3618;วกับการดูแล กลุ่มตัวอ&#3618;่างคือ ผู้ป่ว&#3618;จิตเวชที่เข้ารับการบำบัดรักษาในหอผู้ป่ว&#3618; 7 แห่ง ของโรงพ&#3618;าบาลสวนปรุง ระหว่างตุลาคมถึงธันวาคม 2550 จำนวน 145 รา&#3618; ที่มีคุณสมบัติตามกำหนด รวบรวมข้อมูลโด&#3618;ใช้แบบสอบถามสถานภาพทางสุขภาพ แบบสอบถามอาการและพฤติกรรมและแบบสอบถามการรับรู้เกี่&#3618;วกับการดูแล ที่แปลเป็นฉบับภาษาไท&#3618;โด&#3618;ดาราวรรณ ต๊ะปินตา (1999) หาค่าความเชื่อมั่นโด&#3618;ใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคได้เท่ากับ 0.85, 0.87 และ 0.88 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;ใช้สถิติเชิงพรรณาและ Paired - t-test ผลการวิจั&#3618;พบว่า 1. สถานะภาพทางสุขภาพ ในด้านการทำบทบาททางด้านร่างกา&#3618;และด้านสุขภาพทั่วไปในวันก่อนจำหน่า&#3618;ออกจากโรงพ&#3618;าบาล มีความแตกต่างจากวันที่ 7 ของการเข้ารับการรักษาอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ (p http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1200 2010/11/29 00:37:38 ผลลัพธ์ของการดูแลผู้ป่วยจิตเวชตามการรับรู้ของผู้ป่วยในโรงพยาบาลสวนปรุง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1200 ผลของโปรแกรมการฝึกอบรมการปรับพฤติกรรมเด็กสำหรับผู้ปกครองต่อการปฏิบัติตัวของผู้ปกครองต่อเด็ก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1199 ปั&#3597;หาพฤติกรรมในเด็กส่วนหนึ่งเกิดจากความผิดปกติของพฤติกรรมการเรี&#3618;นรู้ ผู้ปกครองจึงควรมีความรู้ความเข้าใจในการปฏิบัติต่อเด็กและสามารถจัดการกับพฤติกรรมที่เป็นปั&#3597;หาในเด็กได้ การวิจั&#3618;กึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการฝึกอบรมการปรับพฤติกรรมเด็กสำหรับผู้ปกครองต่อการปฏิบัติตัวของผู้ปกครองต่อเด็ก กลุ่มตัวอ&#3618;่างคือผู้ปกครองของเด็กที่มีอา&#3618;ุระหว่าง 2-12 ปี ที่มารับบริการคลินิกสุขภาพจิตเด็กและวั&#3618;รุ่น โรงพ&#3618;าบาลสวนปรุง ระหว่างธันวาคม 2549 ถึงมิถุนา&#3618;น 2550 ได้มาโด&#3618;การคัดเลือกแบบเฉพาะเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนดจำนวน 40 รา&#3618; แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 20 รา&#3618; ซึ่งได้รับโปรแกรมการฝึกอบรมการปรับพฤติกรรมเด็กสำหรับผู้ปกครอง และกลุ่มควบคุม 20 รา&#3618; ซึ่งได้รับบริการตามปกติเครื่องมือที่ใช้ในการทดลองคือโปรแกรมการฝึกอบรมการปรับพฤติกรรมเด็กสำหรับ ผู้ปกครองของชา&#3597;วิท&#3618;์ พรนภดล และคณะ (2549) เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูลคือ แบบประเมินพฤติกรรมการปฏิบัติตัวของผู้ปกครองต่อเด็กที่มีค่าความเที่&#3618;งเท่ากับ .90 แบบประเมินพฤติกรรมเด็กสำหรับผู้ปกครองที่มีค่าความเที่&#3618;งเท่ากับ .83 และแบบบันทึกติดตามการนำเทคนิคการปรับพฤติกรรมไปใช้ วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;ใช้สถิติพรรณนา การจัดหมวดหมู่ข้อมูล สถิติ Wilcoxon และ Mann-Whitney U ผลการวิจั&#3618;พบว่า 1. คะแนนความสามารถในการปฏิบัติตัวของผู้ปกครองต่อเด็กของกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการ ฝึกอบรมการปรับพฤติกรรมเด็กสูงกว่าก่อนได้รับโปรแกรมการฝึกอบรมอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ (p< .05) 2. คะแนนความสามารถในการปฏิบัติตัวของผู้ปกครองต่อเด็กของกลุ่มที่ได้รับโปรแกรม การฝึกอบรมการปรับพฤติกรรมเด็กสูงกว่ากลุ่มที่ได้รับบริการตามปกติอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ (p< .05) 3. คะแนนความรุนแรงของพฤติกรรมเด็กด้านอารมณ์เปลี่&#3618;นแปลงง่า&#3618; และด้านการดื้อไม่ เชื่อฟัง ต่ำกว่าก่อนที่ผู้ปกครองได้รับโปรแกรมการฝึกอบรมอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ (p < .05) 4. คะแนนความรุนแรงของพฤติกรรมเด็กระหว่างผู้ปกครองกลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการ ฝึกอบรมการปรับพฤติกรรมเด็ก กับผู้ปกครองกลุ่มที่ได้รับบริการตามปกติ ส่วนให&#3597;่ไม่แตกต่างกันอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ 5. ผลการติดตามการนำเทคนิคการปรับพฤติกรรมไปใช้ที่พบมากที่สุดคือ การขาดความสม่ำเสมอในการใช้เทคนิคการปรับพฤติกรรม มีความวิตกกังวลว่าเด็กอาจไม่รักหากใช้เทคนิคการลงโทษบ่อ&#3618;ๆ เด็กอาจ&#3618;ึดติดรางวัลมากกว่าคำชม และสมาชิกในครอบครัวไม่ให้ความร่วมมือ ผลการวิจั&#3618;แสดงให้เห็นว่าโปรแกรมการฝึกอบรมการปรับพฤติกรรมเด็กสำหรับผู้ปกครองให้ผลต่อความสามารถของผู้ปกครองในการเลี้&#3618;งดูเด็กได้ดีขึ้น ดังนั้นควรจัดโปรแกรมนี้สำหรับผู้ปกครองที่มารับบริการคลินิกสุขภาพจิตเด็กและวั&#3618;รุ่นของโรงพ&#3618;าบาลสวนปรุงอ&#3618;่างต่อเนื่องโด&#3618;เฉพาะผู้รับบริการรา&#3618;ใหม่ คำสำคั&#3597;: การปรับพฤติกรรมเด็ก โปรแกรมฝึกอบรม พฤติกรรมของผู้ปกครอง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1199 2010/11/29 00:36:49 ผลของโปรแกรมการฝึกอบรมการปรับพฤติกรรมเด็กสำหรับผู้ปกครองต่อการปฏิบัติตัวของผู้ปกครองต่อเด็ก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1199 ผลของโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่บ้านต่อความเครียดในการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคจิตเภทและความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของ.... http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1198 ผู้ดูแลผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภทที่ได้รับการพัฒนาทักษะและความรู้ในการดูแล&#3618;่อมส่งผลให้การดูแลมีประสิทธิภาพมาก&#3618;ิ่งขึ้น และทำให้การรับรู้ต่อความเครี&#3618;ดในสถานการณ์การดูแลน้อ&#3618;ลง การวิจั&#3618;ครั้งนี้เป็นการวิจั&#3618;แบบกึ่งทดลองแบบสองกลุ่มวัดก่อนการทดลอง หลังการทดลอง และระ&#3618;ะติดตามผล 1 เดือน มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเวชที่บ้านต่อความเครี&#3618;ดในการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภท และความร่วมมือในการรักษาด้ว&#3618;&#3618;าของผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภท กลุ่มตัวอ&#3618;่างเป็นผู้ป่ว&#3618;ที่ได้รับการวินิจฉั&#3618;เป็นโรคจิตเภทและผู้ดูแลผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภทที่มารับ&#3618;าแทนผู้ป่ว&#3618;ที่แผนกผู้ป่ว&#3618;นอก โรงพ&#3618;าบาลสวนปรุง จังหวัดเชี&#3618;งใหม่ ผู้วิจั&#3618;จัดให้กลุ่มตัวอ&#3618;่างเข้าสู่กลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุม กลุ่มละ 15 รา&#3618; ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กำหนด กลุ่มทดลอง คือ กลุ่มที่ได้รับโปรแกรมการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเวชที่บ้าน กลุ่มควบคุม คือ กลุ่มที่ได้รับการดูแลตามปกติ โด&#3618;จัดให้กลุ่มตัวอ&#3618;่างมีความคล้า&#3618;คลึงกันในเรื่องเพศ อา&#3618;ุ และการศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจั&#3618;ครั้งนี้ ประกอบด้ว&#3618; 1) เครื่องมือดำเนินการวิจั&#3618; ได้แก่โปรแกรมการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเวชที่บ้าน 2) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลแบ่งออกเป็น 3 ส่วน ได้แก่ 1) แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบวัดความเครี&#3618;ดในการดูแลผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภท และ 3) แบบสอบถามความร่วมมือในการรักษาด้ว&#3618;&#3618;าของผู้ป่ว&#3618;จิตเภท และวิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;ใช้ สถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ความแปรปรวนสองทางเมื่อมีการวัดซ้ำ (two-way repeated measures analysis of variance) และการทดสอบค่าทีชนิด 2 กลุ่มที่เป็นอิสระต่อกัน (independent t-test)ผลการศึกษาพบว่า 1. ค่าเฉลี่&#3618;คะแนนความเครี&#3618;ดในการดูแลของผู้ดูแลที่ได้รับโปรแกรมการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเวชที่บ้านในระ&#3618;ะก่อนการทดลองกับระ&#3618;ะหลังการทดลองสิ้นสุดทันทีแตกต่างกันอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ .001 และ ในระ&#3618;ะก่อนการทดลองกับระ&#3618;ะติดตามผล 1 เดือนแตกต่างกันอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนในระ&#3618;ะหลังการทดลองสิ้นสุดทันทีกับระ&#3618;ะติดตามผล 1 เดือน พบว่าไม่มีความแตกต่างทางสถิติ 2. ค่าเฉลี่&#3618;คะแนนความเครี&#3618;ดในการดูแลของผู้ดูแลหลังการเข้าร่วมโปรแกรมสิ้นสุดทันที และในระ&#3618;ะติดตามผล 1 เดือน ต่ำกว่ากลุ่มที่ไม่ได้รับการเข้าร่วมโปรแกรมการดูแลผู้ป่ว&#3618; จิตเวชที่บ้านอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ .001 3. ค่าเฉลี่&#3618;คะแนนความร่วมมือในการรักษาด้ว&#3618;&#3618;าของผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภทที่ผู้ดูแลได้รับโปรแกรมการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเวชที่บ้านในระ&#3618;ะก่อนการทดลองกับระ&#3618;ะหลังการทดลองสิ้นสุดทันทีแตกต่างกันอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ .001 และระ&#3618;ะก่อนการทดลองกับระ&#3618;ะติดตามผล 1 เดือน แตกต่างกันอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ .001 ส่วนในระ&#3618;ะหลังการทดลองสิ้นสุดทันทีกับระ&#3618;ะติดตามผล 1 เดือน พบว่าไม่มีความแตกต่างทางสถิติ 4. ค่าเฉลี่&#3618;คะแนนความร่วมมือในการรักษาด้ว&#3618;&#3618;าของผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภทที่มีผู้ดูแลได้รับโปรแกรมการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเวชที่บ้านหลังจากผู้ดูแลเข้าร่วมโปรแกรมสิ้นสุดทันที และในระ&#3618;ะติดตามผล 1 เดือน มากกว่ากลุ่มผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภทที่ผู้ดูแลไม่ได้รับการเข้าร่วมโปรแกรมการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเวชที่บ้านอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ .001 ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้เห็นว่าการเข้าร่วมโปรแกรมการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเวชที่บ้านสามารถลดความเครี&#3618;ดในการดูแลผู้ป่ว&#3618;แก่ผู้ดูแลผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภท และส่งผลให้ผู้ดูแลสามารถดูแลให้ผู้ป่ว&#3618;มีความร่วมมือในการรักษาด้ว&#3618;&#3618;าเพิ่มมากขึ้น ดังนั้นบุคลากรทางสุขภาพจิตโด&#3618;เฉพาะ ในโรงพ&#3618;าบาลจิตเวชควรนำโปรแกรมการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเวชที่บ้านไปใช้เพื่อลดความเครี&#3618;ดของผู้ดูแลและให้การดูแลผู้ป่ว&#3618;อ&#3618;่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้ผู้ป่ว&#3618;มีความร่วมมือในการรักษาด้ว&#3618;&#3618;าและลดการกลับมารักษาซ้ำในโรงพ&#3618;าบาลต่อไป http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1198 2010/11/29 00:36:20 ผลของโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยจิตเวชที่บ้านต่อความเครียดในการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคจิตเภทและความร่วมมือในการรักษาด้วยยาของ.... http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1198 ความแม่นตรงของการใช้แบบทดสอบ Millon Clinical Multiaxial Inventory-III (MCMI-III) ในกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชไทย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1197 ในการนำแบบทดสอบทางจิตวิท&#3618;าจากตะวันตกมาใช้ในประเทศไท&#3618;นั้น นักจิตวิท&#3618;าต้องคำนึงถึงความแตกต่างด้านวัฒนธรรมที่มีอิทธิพลต่อภาษา ทัศนคติ ความเชื่อและการแสดงออกต่างๆของคนในสังคมนั้นๆ ซึ่งแบบทดสอบ MCMI-III เป็นแบบทดสอบทางจิตวิท&#3618;าของอเมริกันที่ใช้ประเมินพ&#3618;าธิสภาพทางจิต และบุคลิกภาพของผู้ป่ว&#3618;จิตเวช ดังนั้นในการนำแบบทดสอบนี้มาใช้ในกลุ่มประชากรไท&#3618; จึงจำเป็นต้องทำการศึกษาความเชื่อมั่นและความแม่นตรงก่อนนำมาใช้ ในการศึกษาวิจั&#3618;ครั้งนี้ผู้วิจั&#3618;ได้แปล ตรวจสอบโด&#3618;ผู้เชี่&#3618;วชา&#3597;และนำมาศึกษาผู้ป่ว&#3618;จิตเวช 42 คน ผลการศึกษาพบว่ามีความเชื่อมั่นของข้อคำถามภาษาไท&#3618;ที่มีความสอดคล้องต่อกลุ่มโรคเดี&#3618;วกัน (Internal Consistency) ในระดับสูง ความแม่นตรงในการประเมินอาการอ&#3618;ู่ในระดับสูง พิจารณาจากระดับความสัมพันธ์ (Pearson?s Correlation) ระหว่างคะแนนของกลุ่มโรคและอาการผู้ป่ว&#3618;จากแบบทดสอบกับคะแนนที่ได้จากการประเมินโด&#3618;ผู้เชี่&#3618;วชา&#3597; โด&#3618;เฉพาะคะแนนของกลุ่มโรคใน Axis I ส่วนใน Axis II พบว่ามีคะแนนความสัมพันธ์ค่อนข้างสูง นอกจากนี้คะแนนจากกลุ่มอาการต่างๆที่ได้มีความสัมพันธ์ต่อกันอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597; (b = .01) ในรูปแบบอาการร่วมของโรค (Co morbid Symptoms) ซึ่งสอดคล้องกับลักษณะอาการร่วม (Criteria) ในมาตรฐานการประเมินผู้ป่ว&#3618;จิตเวช DSM-IV จึงสรุปได้ว่าแบบทดสอบ MCMI-III สามารถนำมาใช้พิจารณาอาการและโรคในผู้ป่ว&#3618;จิตเวชไท&#3618;ได้ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1197 2010/11/29 01:02:28 ความแม่นตรงของการใช้แบบทดสอบ Millon Clinical Multiaxial Inventory-III (MCMI-III) ในกลุ่มผู้ป่วยจิตเวชไทย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1197 การรักษาเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น ร่วมกับโรคบกพร่องในการเรียนรู้ ร่วมกับภาวะซึมเศร้า และTics :รายงานผู้ป่วย 1 ราย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1196 โรคสมาธิสั้นเป็นโรคที่พบได้บ่อ&#3618;ที่สุดในคลินิกจิตเวชเด็กและวั&#3618;รุ่น พบได้ร้อ&#3618;ละ3-5 ในเด็กวั&#3618;เรี&#3618;น การที่เด็กเป็นโรคนี้จะส่งผลเสี&#3618;ต่อเด็กในเรื่องการเรี&#3618;น สัมพันธภาพของเด็กต่อผู้ปกครอง พ่อแม่ และครู นำมาสู่การเกิดภาวะซึมเศร้าได้ง่า&#3618;กว่าเด็กปกติทั่วไป ดังนั้นการวินิจฉั&#3618;และการรักษาตั้งแต่เริ่มแรก จะป้องกันผลเสี&#3618;ที่จะตามมาและทำให้ผลการรักษาดี&#3618;ิ่งขึ้น นอกจากนี้ โรคสมาธิสั้น &#3618;ังเป็นโรคที่พบโรคร่วมได้มากที่สุดโรคหนึ่ง ดังในผู้ป่ว&#3618;เด็กชา&#3618;อา&#3618;ุ 10 ปี ภูมิลำเนาจังหวัดลำพูนที่เป็นทั้งโรคสมาธิสั้น โรคบกพร่องในการเรี&#3618;นรู้ ticsและ ภาวะซึมเศร้า ผู้รักษาได้ทำการประเมินอ&#3618;่างเป็นระบบ จากนั้นให้การวินิจฉั&#3618;และวิเคราะห์ปั&#3597;หาทั้งระ&#3618;ะสั้นและระ&#3618;ะ&#3618;าว แล้วจึงอธิบา&#3618;ให้ผู้ปกครองและครูเข้าใจถึงโรคและวิธีการปรับพฤติกรรม รวมทั้งการให้&#3618;าในการรักษาและการแก้ไขการเกิดปมด้อ&#3618;จากการป่ว&#3618;ทางจิตเวช ผลการรักษาพบว่า อาการผู้ป่ว&#3618;ดีขึ้น มีสมาธิดีขึ้น ร่าเริงมากขึ้น และได้ส่งผู้ป่ว&#3618;ไปรับการรักษาอ&#3618;่างต่อเนื่องต่อไป http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1196 2010/11/29 00:39:11 การรักษาเด็กที่เป็นโรคสมาธิสั้น ร่วมกับโรคบกพร่องในการเรียนรู้ ร่วมกับภาวะซึมเศร้า และTics :รายงานผู้ป่วย 1 ราย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1196 การพัฒนาแบบคัดกรองภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1194 การพัฒนาแบบคัดกรองภาวะซึมเศร้าและความเสี่&#3618;งต่อการฆ่าตัวตา&#3618; มีวัตถุประสงค์ในการศึกษาเพื่อศึกษาความถูกต้องของแบบคัดกรองโด&#3618;เฉพาะค่าความไว ความจำเพาะ คุณค่าการทำนา&#3618;และความถูกต้องของการทดสอบ เมื่อเปรี&#3618;บเที&#3618;บกับการวินิจฉั&#3618;โรคของจิตแพท&#3618;์ วิธีดำเนินการวิจั&#3618; เป็นการวิจั&#3618;เชิงพรรณนา ณ จุดเวลาใดเวลาหนึ่ง (cross-sectional study) แบ่งการศึกษาออกเป็น 4 ระ&#3618;ะคือ 1) การปรับปรุงเครื่องมือเพื่อลดข้อคำถาม 2) การศึกษา ความสอดคล้องในการวินิจฉั&#3618;โรคของจิตแพท&#3618;์และพ&#3618;าบาลจิตเวช 3) การทดสอบเครื่องมือในกลุ่มผู้รับบริการ ณ ตึกผู้ป่ว&#3618;นอก โรงพ&#3618;าบาลจิตเวชขอนแก่นราชนครินทร์ จำนวน 387 คน 4) การทดสอบเครื่องมือในกลุ่มประชาชนทั่วไป ณ ศูน&#3618;์สุขภาพชุมชน 4 แห่ง ในอำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น จำนวน 1,471 คน กลุ่มตัวอ&#3618;่างได้มาจากการคำนวณตามสูตร กลุ่มตัวอ&#3618;่างทุกระ&#3618;ะคัดเลือกแบบเจาะจงตามคุณสมบัติที่กำหนด ในการศึกษาระ&#3618;ะที่ 4 กลุ่มตัวอ&#3618;่างแต่ละคนจะถูกสัมภาษณ์ด้ว&#3618;แบบคัดกรอง ถ้าผลของแบบคัดกรองเป็นบวกจะพบจิตแพท&#3618;์ทุกรา&#3618; ถ้าผลของแบบคัดกรองเป็นลบจะพบพ&#3618;าบาล จิตเวชเพื่อวินิจฉั&#3618;โรคด้ว&#3618; M.I.N.I หากพบว่าเป็นโรคจะส่งต่อพบจิตแพท&#3618;์ ในกรณีไม่เป็นโรคหรือปกติจะสุ่มตัวอ&#3618;่างเข้าพบแพท&#3618;์ร้อ&#3618;ละ 30 การวิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;ใช้สถิติเชิงบรร&#3618;า&#3618; sensitivity, specificity , PPV, NPV, accuracy, prevalence เป็นต้น ผลการวิจั&#3618; 1) แบบคัดกรองภาวะซึมเศร้ามี 2 องค์ประกอบคือ Mood and cognitive behavior component และ Somatic component มีคำถาม 6 ข้อ ค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือเท่ากับ 0.66 ค่า cut off point ของแบบคัดกรองคือ 3 คะแนนขึ้นไป โด&#3618;มีค่าความไวร้อ&#3618;ละ 89.9 ความจำเพาะร้อ&#3618;ละ 71.9 คุณค่า การทำนา&#3618;ผลบวกร้อ&#3618;ละ 27.0 คุณค่าการทำนา&#3618;ผลลบ ร้อ&#3618;ละ 98.4 ความถูกต้องของการทดสอบ ร้อ&#3618;ละ 73.7 ความชุกของภาวะซึมเศร้าในชุมชนร้อ&#3618;ละ 10.4 2) แบบคัดกรองความเสี่&#3618;งต่อการฆ่าตัวตา&#3618;เหลือเพี&#3618;งองค์ประกอบเดี&#3618;วคือ Suicidal intention มีคำถาม 2 ข้อ cut off point ของแบบคัดกรองคือ 1 คะแนนขึ้นไป โด&#3618;มีค่าความไวร้อ&#3618;ละ 87.1 ความจำเพาะร้อ&#3618;ละ 89.4 คุณค่าการทำนา&#3618;ผลบวกร้อ&#3618;ละ 42.2 คุณค่าการทำนา&#3618;ผลลบร้อ&#3618;ละ 98.7 ความถูกต้องของการทดสอบร้อ&#3618;ละ 89.2 ความชุกของความเสี่&#3618;งต่อการฆ่าตัวตา&#3618;ในชุมชนร้อ&#3618;ละ 8.2 ข้อเสนอแนะ แบบคัดกรองฉบับนี้แบ่งออกเป็น 2 ส่วน ส่วนที่ 1 ใช้คัดกรองผู้ที่มีภาวะซึมเศร้า (ข้อ 1-6) ส่วนที่ 2 ใช้คัดกรองผู้ที่มีความเสี่&#3618;งต่อการฆ่าตัวตา&#3618; (ข้อที่ 7-8) เป็นแบบคัดกรองที่ง่า&#3618;และสะดวกต่อการนำไปใช้ในชุมชน จึงเป็นเครื่องมือสำคั&#3597;ที่ช่ว&#3618;ให้เจ้าหน้าที่สาธารณสุขสามารถนำไป คัดกรองกลุ่มเสี่&#3618;งและให้การช่ว&#3618;เหลือเบื้องต้นตั้งแต่ในชุมชน ป้องกันอันตรา&#3618;ที่อาจเกิดขึ้นกับผู้รับบริการหรือกลุ่มเสี่&#3618;งได้ ได้แบบคัดกรองภาวะซึมเศร้าและความเสี่&#3618;งต่อการฆ่าตัวตา&#3618; http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1194 2010/12/12 21:35:52 การพัฒนาแบบคัดกรองภาวะซึมเศร้าและความเสี่ยงต่อการฆ่าตัวตาย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1194 ความเที่ยงและความตรงของแบบประเมินความสามารถรู้รับผิดชอบของผู้กระทำผิดนิติจิตเวช http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1185 การวิจั&#3618;เพื่อศึกษา ความเที่&#3618;งและความตรงของแบบประเมินความสามารถรู้ผิดชอบของ ผู้กระทำผิดนิติจิตเวช (CRAS) ศึกษาในผู้ป่ว&#3618;นิติจิตเวชที่มารับบริการ ณ สถาบันกัล&#3618;าณ์ราช นครินทร์ ระหว่างเดือนมิถุนา&#3618;น ถึงพฤศจิกา&#3618;น 2550 จำนวน 66 รา&#3618; ใช้สถิติเชิงบรร&#3618;า&#3618; Pearson correlation coefficient, Chi-square , Receiver Operating Characteristic (ROC curve) โด&#3618;มีผลการศึกษาดังนี้ การทดสอบประสิทธิภาพของแบบประเมิน Criminal Responsibility Assessment Scale พบว่ามีค่าความเที่&#3618;งของแบบประเมินทั้งฉบับเท่ากับ .89 ซึ่งจัดอ&#3618;ู่ในระดับสูงมาก มีค่าอำนาจ จำแนกรา&#3618;ข้ออ&#3618;ู่ในระดับต้องปรับปรุงจนถึงดีมาก (r= -.292 ถึง .834) การวินิจฉั&#3618;ทางนิติจิตเวชมี ความสอดคล้องกับการประเมินจากแบบประเมินโด&#3618;มีขนาดความสัมพันธ์ร้อ&#3618;ละ 100 (P < .001) มี ค่าความไวเท่ากับ 88 % ค่าความจำเพาะเท่ากับ 86% มีพื้นที่ใต้โค้งเท่ากับ .973 จัดอ&#3618;ู่ในเกณฑ์ ดีและถูกต้องสูง โด&#3618;มีจุดตัดของคะแนนที่ 62 สรุป จากการทดสอบแสดงให้เห็นว่าแบบประเมิน CRAS มีประสิทธิภาพ มีค่าความเที่&#3618;ง และความตรงสูง แม้มีบางข้อที่มีค่าอำนาจจำแนกต่ำ แต่มีกระทบต่อผลการวินิจฉั&#3618;โด&#3618;รวมน้อ&#3618; นักจิตวิท&#3618;าคลินิกควรนำไปใช้ประโ&#3618;ชนกับผู้ป่ว&#3618;นิติจิตเวชและศึกษาเพื่อการพัฒนาต่อไป http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1185 2010/12/12 21:31:18 ความเที่ยงและความตรงของแบบประเมินความสามารถรู้รับผิดชอบของผู้กระทำผิดนิติจิตเวช http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1185 การพัฒนามาตรฐานการพยาบาลนิติจิตเวชของโรงพยาบาลจิตเวช http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1184 การวิจั&#3618;เชิงพรรณนานี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนามาตรฐานการพ&#3618;าบาลนิติจิตเวชของ โรงพ&#3618;าบาลจิตเวช วิธีการพัฒนามาตรฐานโด&#3618;การทบทวนเอกสารวิชาการ การประชุมเชิงปฏิบัติการ และการปรึกษาผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโด&#3618;เทคนิคเดลฟา&#3618; จำนวน 5 รอบ จากผู้ทรงคุณวุฒิทั้งสิ้น 17 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้ว&#3618;สถิติค่าร้อ&#3618;ละ ค่ามัธ&#3618;ฐาน และค่าพิสั&#3618;ระหว่าง ควอไทล์ ร่างมาตรฐานทุกข้อมีค่าพิสั&#3618;ควอไทล์ระหว่าง 0-1 และความสอดคล้องของเนื้อหามีค่ามัธ&#3618;ฐาน เท่ากับ 5 ส่วนกลุ่มตัวอ&#3618;่างในการนำร่างมาตรฐานการพ&#3618;าบาลนิติจิตเวชไปทดลองใช้เป็นพ&#3618;าบาล วิชาชีพจากโรงพ&#3618;าบาลจิตเวช 4 แห่ง ๆ ละ 10 คน รวม 40 คน โด&#3618;มีระ&#3618;ะเวลาการทดลองใช้ 1 เดือน ผลการวิจั&#3618; พบว่า มาตรฐานการพ&#3618;าบาลนิติจิตเวชที่ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดมีจำนวน 9 มาตรฐาน คือ มาตรฐานที่ 1 ถึง 9 โด&#3618;ส่วนให&#3597;่ร้อ&#3618;ละ 80.38- 97.14 สามารถปฏิบัติตามร่างมาตรฐานการพ&#3618;าบาล นิติจิตเวชได้ และเกิดผลลัพธ์ตามที่กำหนดไว้ ร้อ&#3618;ละ 84.17 ? 98.13 ดังนี้ มาตรฐานที่ 1 ผู้ป่ว&#3618;นอกได้รับการคัดกรองและประเมินสภาพความเจ็บป่ว&#3618;ตรงตาม ปั&#3597;หาความต้องการและประเด็นทางกฎหมา&#3618; มาตรฐานที่ 2 ผู้ป่ว&#3618;ในได้รับการคัดกรองและประเมินสภาพความเจ็บป่ว&#3618;ตรงตามปั&#3597;หา ความต้องการและประเด็นทางกฎหมา&#3618; มาตรฐานที่ 3 ผู้ป่ว&#3618;ได้รับการตรวจวินิจฉั&#3618;ทางนิติจิตเวช มาตรฐานที่ 4 ผู้ป่ว&#3618; &#3597;าติ หน่ว&#3618;งานนำส่งมีความเข้าใจเกี่&#3618;วกับขั้นตอนการตรวจวินิจฉั&#3618;ทาง นิติจิตเวช มาตรฐานที่ 5 ผู้ป่ว&#3618;ปลอดภั&#3618;จากภาวะวิกฤตทางกา&#3618;และทางจิตขณะอ&#3618;ู่โรงพ&#3618;าบาล มาตรฐานที่ 6 ผู้ป่ว&#3618;ได้รับการพิทักษ์สิทธิ์และได้รับการตอบสนองความต้องการที่จำเป็น ตามสภาพการเจ็บป่ว&#3618;และประเด็นทางกฎหมา&#3618; มาตรฐานที่ 7 ผู้ป่ว&#3618;และ&#3597;าติมีความเข้าใจเกี่&#3618;วกับการเจ็บป่ว&#3618;และประเด็นปั&#3597;หาทาง กฎหมา&#3618; และผู้ป่ว&#3618;ให้ความร่วมมืออ&#3618;ู่รักษาในโรงพ&#3618;าบาลจนครบกำหนด มาตรฐานที่ 8 ผู้ป่ว&#3618; ครอบครัว และชุมชนได้รับการเตรี&#3618;มความพร้อมก่อนผู้ป่ว&#3618; กลับสู่ชุมชน มาตรฐานที่ 9 หน่ว&#3618;งานนำส่งและรับผู้ป่ว&#3618;กลับ มีความเข้าใจเกี่&#3618;วกับการเจ็บป่ว&#3618;ของ ผู้ป่ว&#3618;และให้ความร่วมมือในการดูแลต่อเนื่อง ข้อเสนอแนะของมาตรฐานการพ&#3618;าบาลนิติจิตเวชนี้สามารถนำไปปฏิบัติได้ในโรงพ&#3618;าบาล จิตเวชที่ให้บริการนิติจิตเวช แต่ควรมีการติดตามประเมินผลและสามารถนำไปประ&#3618;ุกต์ใช้กับ ผู้ป่ว&#3618;จิตเวชในเรือนจำ หรือสถานพ&#3618;าบาลอื่น ๆ ที่มีลักษณะการบริการคล้า&#3618;คลึงกัน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1184 2010/12/12 21:30:08 การพัฒนามาตรฐานการพยาบาลนิติจิตเวชของโรงพยาบาลจิตเวช http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1184 ผลของโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยจิตเวชโดยครอบครัวต่อทักษะการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคจิตเภท โรงพยาบาลสวนปรุง จังหวัดเชียงใหม่ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1182 จากการทบทวนวรรณกรรม พบว่าผู้ดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเภทแสดงความจำนงในความต้องการพัฒนาความรู้ และทักษะในการดูแลผู้ป่ว&#3618; ดังนั้นพ&#3618;าบาลซึ่ง เป็นบุคลากรในทีมสุขภาพจึงควรส่งเสริมผู้ดูแลกลุ่มนี้ให้มีทักษะในการดูแลผู้ป่ว&#3618; เพื่อให้การดูแลเป็นไปอ&#3618;่างมีประสิทธิภาพส่งผลให้ผู้ป่ว&#3618;จิตเภทสามารถอ&#3618;ู่ในชุมชนได้นานต่อไป การศึกษาครั้งนี้ เป็นการศึกษาเชิงกึ่งทดลองแบบกลุ่มเดี&#3618;ววัดผลก่อนและหลังการทดลอง เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเวชโด&#3618;ครอบครัวต่อทักษะการดูแลผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภทที่บ้านของผู้ดูแลผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภท โด&#3618;เปรี&#3618;บเที&#3618;บคะแนนทักษะการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเวชที่บ้านก่อนและหลังการทดลอง และระ&#3618;ะติดตาม 1 เดือน กลุ่มตัวอ&#3618;่างเป็นผู้ดูแลผู้ป่ว&#3618;ที่ได้รับการวินิจฉั&#3618;ว่าเป็นโรคจิตเภท ที่มารับ&#3618;าแทนผู้ป่ว&#3618;ที่แผนกผู้ป่ว&#3618;นอก โรงพ&#3618;าบาลสวนปรุง จังหวัดเชี&#3618;งใหม่ เลือกกลุ่มตัวอ&#3618;่างแบบเฉพาะเจาะจง จำนวน 12 รา&#3618; ซึ่งมีคุณสมบัติตามที่กำหนด ระหว่างเดือน มีนาคม ถึงเมษา&#3618;น 2550 เครื่องมือวิจั&#3618; ประกอบด้ว&#3618; 1) เครื่องมือดำเนินการวิจั&#3618; ได้แก่ โปรแกรมการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเวชโด&#3618;ครอบครัวของ ภัทราภรณ์ ทุ่งปันคำ และคณะ (2548) 2) เครื่องมือรวบรวมข้อมูล ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล และแบบวัดทักษะการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเวชที่บ้าน ที่ผ่านการตรวจสอบความเชื่อมั่นด้ว&#3618;สัมประสิทธิ์อัลฟ่าครอนบาค ได้ค่าเท่ากับ 0.86 วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;ใช้ สถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดี&#3618;วแบบวัดซ้ำ (One-way repeated measure ANOVA) ผลการศึกษาพบว่า 1. คะแนนทักษะการดูแลผู้ป่ว&#3618;ของผู้ดูแลผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภทก่อนเข้าร่วมโปรแกรมการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเวชโด&#3618;ครอบครัว และการติดตามผลทันทีหลังจากจบโปรแกรม แตกต่างกันอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ (p < .001) และในระ&#3618;ะติดตามผล 1 เดือน มีความแตกต่างกันอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ (p < .001) 2. คะแนนทักษะการดูแลผู้ป่ว&#3618;ของผู้ดูแลผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภทหลังจบโปรแกรมการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเวชโด&#3618;ครอบครัว ทันที และหลังติดตามผลในระ&#3618;ะ 1 เดือน แตกต่างกันอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ (p < .001) ผลการศึกษาครั้งนี้แสดงให้ว่าการเข้าร่วมโปรแกรมการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเวชโด&#3618;ครอบครัวสามารถเพิ่มทักษะการดูแลผู้ป่ว&#3618;แก่ผู้ดูแลผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภทได้ ดังนั้นบุคลากรทางสุขภาพจิตโด&#3618;เฉพาะในโรงพ&#3618;าบาลจิตเวชควรนำโปรแกรมการดูแลผู้ป่ว&#3618;จิตเวชโด&#3618;ครอบครัวมาใช้เพื่อเพิ่มทักษะการดูแลผู้ป่ว&#3618;แก่ผู้ดูแลผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภทต่อไป http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1182 2010/12/12 20:47:09 ผลของโปรแกรมการดูแลผู้ป่วยจิตเวชโดยครอบครัวต่อทักษะการดูแลของผู้ดูแลผู้ป่วยโรคจิตเภท โรงพยาบาลสวนปรุง จังหวัดเชียงใหม่ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1182 การสร้างและพัฒนาเครือข่ายการดำเนินงานสุขภาพจิตในชุมชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1176 การวิจั&#3618;นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างและพัฒนาเครือข่า&#3618;การดำเนินงานสุขภาพจิตในชุมชน รูปแบบ การวิจั&#3618;เป็นการวิจั&#3618;เชิงปฏิบัติการ โด&#3618;มีเป้าหมา&#3618;เพื่อสร้างองค์ความรู้ และปั&#3597;&#3597;า ด้ว&#3618;การเชื่อมโ&#3618;งจากทฤษฎี หลักการไปสู่การปฏิบัติการร่วมกัน ระหว่างนักวิจั&#3618; เจ้าหน้าที่และประชาชนในชุมชน 2 จังหวัดคือ จังหวัดนครนา&#3618;กและจังหวัดนครราชสีมา ซึ่งผลการวิจั&#3618;มีดังต่อไปนี้ 1. กระบวนการสร้างและพัฒนาเครือข่า&#3618;การดำเนินงานสุขภาพจิตในชุมชน ประกอบด้ว&#3618; ขั้นตอนต่างๆ ดังนี้คือ 1. ศึกษาบริบทชุมชนที่เอื้อต่อการสร้างเครือข่า&#3618; 2. ทำความเข้าใจและสร้างพันธะสั&#3597;&#3597;าร่วม 3. กำหนดเป้าหมา&#3618;และวางแผนดำเนินงาน 4. พัฒนาทักษะและนวัตกรรมการดำเนินงาน 5. ข&#3618;า&#3618;กลุ่มดำเนินงาน 2. องค์ประกอบการสร้างเครือข่า&#3618;การดำเนินงานสุขภาพจิตในชุมชน ประกอบด้ว&#3618; 2.1 โครงสร้างการดำเนินงานของเครือข่า&#3618; จะไม่ได้กำหนดเป็นรูปธรรมหรือ เป็นลา&#3618;ลักษณ์อักษร แต่จะเห็นได้จากการมีคณะกรรมการดำเนินงานที่ชัดเจน มีการกำหนดบทบาทหน้าที่ของสมาชิกเครือข่า&#3618; มีการสั่งการ และวิธีการประสานงานทั้งภา&#3618;ในและภา&#3618;นอกเครือข่า&#3618;อ&#3618;่างดี 2.2 วัตถุประสงค์และเป้าหมา&#3618;ของเครือข่า&#3618; พบว่าเป้าหมา&#3618;และวัตถุประสงค์ของเครือข่า&#3618;จะกำหนดไว้ชัดเจน ได้มาจากการกำหนดร่วมกันของสมาชิก และส่วนให&#3597;่มีเป้าหมา&#3618;เพื่อรวมพลังในการทำงานสุขภาพจิต 2.3 ผู้นำเครือข่า&#3618; ผู้นำเครือข่า&#3618;ที่พบในเครือข่า&#3618;ที่มีพัฒนาการที่ดี มีกิจกรรมอ&#3618;่างต่อเนื่องนั้น ผู้นำส่วนให&#3597;่จะมีความเสี&#3618;สละเป็นคุณสมบัติพื้นฐาน มีมนุษ&#3618;สัมพันธ์ดี มีความอดทน และมีผู้นำ บางท่านเท่านั้นที่มีความสามารถในการคิดวิเคราะห์ และมีความสามารถในการบริหารจัดการ 2.4 สมาชิกเครือข่า&#3618; ส่วนมากที่เข้าร่วมดำเนินงาน หรือเข้ามาเป็นสมาชิก จะมีเป้าหมา&#3618;ที่ชัดเจนคือ เพื่อที่จะได้เรี&#3618;นรู้เกี่&#3618;วกับสุขภาพจิต และเพื่อช่ว&#3618;เหลือตนเองและครอบครัว 2.5 การบริหารจัดการเครือข่า&#3618; มีการบริหารจัดการแบบเรี&#3618;บง่า&#3618; ไม่มีกฎระเบี&#3618;บ อ&#3618;่างเป็นทางการ แต่ทุกคนในเครือข่า&#3618;รู้ว่าใครมีหน้าที่ต้องทำอะไร ทำอ&#3618;่างไร เมื่อไร และการตัดสินใจ ทุกอ&#3618;่างต้องอาศั&#3618;การมีส่วนร่วมของสมาชิกเครือข่า&#3618;ไม่ว่าการวางแผนหรือการลงมือทำงาน 3. กลไกสนับสนุนการสร้างและพัฒนาเครือข่า&#3618;การดำเนินงานสุขภาพจิตในชุมชน ประกอบด้ว&#3618; 3.1 การสนับสนุนระดับองค์กร มีการสนับสนุนจากองค์กรทั้งภา&#3618;ในและภา&#3618;นอกชุมชน เช่น สถานีอนามั&#3618; ศูน&#3618;์สุขภาพจิตเขต และจากสำนักพัฒนาสุขภาพจิต กรมสุขภาพจิต 3.2 การเสริมสร้างพลังการทำงานให้สมาชิก มีทั้งการเสริมพลังจากภา&#3618;ในและภา&#3618;นอก เช่น การให้กำลังใจเพื่อนร่วมงานในเครือข่า&#3618;เดี&#3618;วกัน การให้กำลังใจระหว่างเครือข่า&#3618;อ&#3618;่างต่อเนื่อง การปลุกจิตสำนึกความรับผิดชอบต่อชุมชนให้กับสมาชิก และการสร้างความตระหนักในปั&#3597;หาสุขภาพจิตและปั&#3597;หาที่เกี่&#3618;วข้องกับสุขภาพจิตให้แก่สมาชิก 3.3 การสื่อสาร รูปแบบวิธีการสื่อสารที่เครือข่า&#3618;นำมาใช้ในการติดต่อสื่อสารคือ การบอกต่อ การใช้โทรศัพท์ และใช้เสี&#3618;งตามสา&#3618;หรือหอกระจา&#3618;ข่าว เพื่อแจ้งข้อมูลข่าวสารและเผ&#3618;แพร่ข้อมูลกิจกรรมและการดำเนินงานสุขภาพจิตให้กับสมาชิกเครือข่า&#3618;และชุมชน 4. การสร้างความ&#3618;ั่ง&#3618;ืนเครือข่า&#3618;การดำเนินงานสุขภาพจิตในชุมชน ประกอบด้ว&#3618; 4.1 การสร้างความเข้มแข็งให้เครือข่า&#3618;และสมาชิก ซึ่งพบว่าเครือข่า&#3618;ส่วนให&#3597;่มีการสร้าง ความเข้มแข็งด้านจิตใจให้กับสมาชิกเครือข่า&#3618;เป็นอันดับแรก และเสริมสร้างศัก&#3618;ภาพในการทำงานสุขภาพจิตให้กับสมาชิก 4.2 การสร้างและพัฒนาความสัมพันธ์ของสมาชิกเครือข่า&#3618; เครือข่า&#3618;มีทั้งการสร้างและพัฒนาความสัมพันธ์ของสมาชิก ด้ว&#3618;การตกลงร่วมกันทำงานด้ว&#3618;กันแบบร่วมทุกข์ร่วมสุข มีการสร้างความผูกพันในการทำงานสุขภาพจิต มีการสร้างพันธะสั&#3597;&#3597;าทางใจว่าจะทำงานนี้ให้สำเร็จ มีการสร้างความรักความผูกพันด้ว&#3618;การให้ความช่ว&#3618;เหลือซึ่งกันและกัน ทั้งการทำงานและเรื่องส่วนตัว 4.3 การบำรุงรักษาเครือข่า&#3618; แต่ละเครือข่า&#3618;มีการบำรุงรักษาเครือข่า&#3618; ด้ว&#3618;การสร้างขวั&#3597;กำลังใจ เพิ่มแรงจูงใจในการทำงานให้กับสมาชิกด้ว&#3618;วิธีการต่างๆ ส่งเสริมให้สมาชิกมีการแลกเปลี่&#3618;นเรี&#3618;นรู้ และมีการรักษาเครือข่า&#3618; ด้ว&#3618;การค้นหาแนวร่วมใหม่ในการทำงานสุขภาพจิต หาผู้นำรุ่นใหม่ๆ และหากลุ่มใหม่ หมู่บ้านใหม่เข้าร่วมเป็นเครือข่า&#3618; http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1176 2010/12/12 21:26:01 การสร้างและพัฒนาเครือข่ายการดำเนินงานสุขภาพจิตในชุมชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1176 การพัฒนารูปแบบแนวทางการส่งเสริม ค่านิยม และพฤติกรรมทางเพศในวัยรุ่น โดยใช้เพลงภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคใต้ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1169 การวิจั&#3618;กึ่งทดลองเพื่อการพัฒนารูปแบบ มีวัตถุประสงค์เพื่อตรวจสอบผลการทดลองรูปแบบแนวทางส่งเสริมค่านิ&#3618;มและพฤติกรรมทางเพศในวั&#3618;รุ่น โด&#3618;ใช้เพลงภูมิปั&#3597;&#3597;าท้องถิ่นภาคใต้ ปี 2549 และเพื่อพัฒนาแนวทางการส่งเสริมค่านิ&#3618;มและพฤติกรรมทางเพศในวั&#3618;รุ่น โด&#3618;ใช้เพลงภูมิปั&#3597;&#3597;าท้องถิ่นภาคใต้ให้ได้รูปแบบที่ชัดเจน เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมา&#3618;มากขึ้นทำการศึกษากับนักเรี&#3618;นชั้นมัธ&#3618;มศึกษาปีที่ 2 โรงเรี&#3618;นเมืองสุราษฎร์ธานี กลุ่มทดลอง 44 คน กลุ่มเปรี&#3618;บเที&#3618;บ 41 คนทำการพัฒนาคู่มือแนวทางการส่งเสริมค่านิ&#3618;มและพฤติกรรมทางเพศของวั&#3618;รุ่นไท&#3618; โด&#3618;ใช้เพลงภูมิปั&#3597;&#3597;าท้องถิ่นภาคใต้และทำการศึกษาระหว่างเดือนมิถุนา&#3618;น ? สิงหาคม 2550 ผลการศึกษาพบว่า 1. ผลการทดลองรูปแบบแนวทางส่งเสริมค่านิ&#3618;มและพฤติกรรมทางเพศในวั&#3618;รุ่น โด&#3618;ใช้ภูมิปั&#3597;&#3597;าท้องถิ่นภาคใต้ ปี 2549 ได้ผลเช่นเดี&#3618;วกับปี 2549 กล่าวคือแนวทางการส่งเสริมค่านิ&#3618;มและพฤติกรรมทางเพศในวั&#3618;รุ่น โด&#3618;ใช้ภูมิปั&#3597;&#3597;าท้องถิ่นภาคใต้มีประสิทธิภาพ ทำให้กลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรี&#3618;นแต่ละฐานอ&#3618;ู่ที่ร้อ&#3618;ละ 85.91 ของคะแนนเฉลี่&#3618; กลุ่มทดลองมีความพึงพอใจต่อแนวทางการส่งเสริมค่านิ&#3618;มและพฤติกรรมทางเพศในวั&#3618;รุ่น โด&#3618;ใช้เพลงภูมิปั&#3597;&#3597;าท้องถิ่นภาคใต้ในแต่ละศูน&#3618;์การเรี&#3618;นรู้ร้อ&#3618;ละ 86.38 ของคะแนนเฉลี่&#3618; แนวทางการส่งเสริมค่านิ&#3618;มและพฤติกรรมทางเพศในวั&#3618;รุ่นไท&#3618; โด&#3618;ใช้เพลงภูมิปั&#3597;&#3597;าภาคใต้มีประสิทธิผล ทำให้นักเรี&#3618;นกลุ่มทดลองมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรี&#3618;นรู้และมีค่านิ&#3618;มทางเพศหลังการทดลองเพิ่มขึ้นกว่าก่อนทดลอง และมากกว่ากลุ่มเปรี&#3618;บเที&#3618;บ กลุ่มทดลองมีความพึงพอใจโด&#3618;รวมต่อแนวทางถึงร้อ&#3618;ละ 86.04 ของคะแนนเฉลี่&#3618; 2. ผลการประเมินคุณภาพของคู่มือแนวทางการส่งเสริมค่านิ&#3618;มและพฤติกรรมทางเพศของวั&#3618;รุ่น โด&#3618;ใช้เพลงภูมิปั&#3597;&#3597;าท้องถิ่นภาคใต้ โด&#3618;นักเรี&#3618;น ครูและนักวิจั&#3618; ผลการประเมินโด&#3618;นักเรี&#3618;น พบว่า บทเพลงภูมิปั&#3597;&#3597;าท้องถิ่นภาคใต้ สามารถนำไปใช้กับนักเรี&#3618;นชั้นมัธ&#3618;มศึกษาปีที่ 2 ได้ดี ผลการประเมินโด&#3618;ครูประจำกลุ่มและนักวิจั&#3618;ประจำกลุ่ม พบว่า วิท&#3618;ากรที่สอนแต่ละศูน&#3618;์การเรี&#3618;นรู้มีบทบาทในการให้ความรู้เป็นด้านหลักมากกว่าบทเพลงภูมิปั&#3597;&#3597;าท้องถิ่นภาคใต้ วิท&#3618;ากรต้องหาวิธีการเจาะจงให้นักเรี&#3618;นตั้งใจฟังเพลงภูมิปั&#3597;&#3597;าท้องถิ่นภาคใต้และเชื่อมโ&#3618;งไปสู่เนื้อหาการเรี&#3618;นการสอนจึงต้องอาศั&#3618;การอธิบา&#3618;นำ อธิบา&#3618;เพิ่มเติมจากวิท&#3618;ากรรวมทั้งต้องใช้สื่อ อื่น ๆ ประกอบ เช่น รูปภาพ ข่าวหนังสือพิมพ์ ภาพพลิก ได้คู่มือกิจกรรมส่งเสริมค่านิ&#3618;มและพฤติกรรมทางเพศในวั&#3618;รุ่นระดับชั้นมัธ&#3618;มศึกษาปีที่ 2 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1169 2010/12/12 21:06:53 การพัฒนารูปแบบแนวทางการส่งเสริม ค่านิยม และพฤติกรรมทางเพศในวัยรุ่น โดยใช้เพลงภูมิปัญญาท้องถิ่นภาคใต้ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1169 การพัฒนาพฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์ของเยาวชนในสังคมไทย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1165 การวิจั&#3618;นี้เป็นการวิจั&#3618;กึ่งทดลอง แบบ 2 กลุ่ม ทดสอบก่อนหลัง มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโปรแกรมต้นแบบเพื่อพัฒนาพฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์สำหรับเ&#3618;าวชนในสังคมไท&#3618; หาประสิทธิภาพ ประสิทธิผลของโปรแกรมต้นแบบเพื่อพัฒนาพฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์สำหรับเ&#3618;าวชนในสังคมไท&#3618; และประเมินความพึงพอใจของนักเรี&#3618;นที่มีต่อโปรแกรมต้นแบบเพื่อพัฒนาพฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์สำหรับเ&#3618;าวชนในสังคมไท&#3618; โด&#3618;นำไปทดลองใช้ในนักเรี&#3618;นชั้นมัธ&#3618;มศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2551 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ โรงเรี&#3618;นนวมินทราชินูทิศหอวังนนทบุรีเป็นโรงเรี&#3618;นกลุ่มทดลอง และโรงเรี&#3618;นสวนกุหลาบวิท&#3618;าลั&#3618; จังหวัดนนทบุรี เป็นโรงเรี&#3618;นกลุ่มเปรี&#3618;บเที&#3618;บ สุ่มตัวอ&#3618;่างเป็นระบบ เพื่อจัดกลุ่มตัวอ&#3618;่างเข้าสู่ฐานการเรี&#3618;นรู้ เก็บข้อมูลโด&#3618;ใช้แบบประเมินผลสัมฤทธิ์ใช้แบบทดสอบความตระหนักรู้ในการป้องกันการมีเพศสัมพันธ์ แบบประเมินความก้าวหน้าการเรี&#3618;นรู้ประจำแผนการสอน แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อโปรแกรมการสอนและแผนการสอนทั้ง 4 แผนการสอน ผลการวิจั&#3618;พบว่า 1. โปรแกรมพัฒนาพฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์ของเ&#3618;าวชนในสังคมไท&#3618; มีประสิทธิภาพ 79.00 : 83.96 2. นักเรี&#3618;นมีความพึงพอใจต่อโปรแกรมพัฒนาพฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์ของเ&#3618;าวชนในสังคมไท&#3618;แต่ละแผนการสอน ร้อ&#3618;ละ 84.0 3. ประสิทธิผลของโปรแกรมพัฒนาพฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์ของเ&#3618;าวชนในสังคมไท&#3618; ทำให้นักเรี&#3618;นมีความตระหนักรู้เพิ่มขึ้นกว่าก่อนทดลองและมากกว่ากลุ่มเปรี&#3618;บเที&#3618;บ และมีผลของโปรแกรมในกลุ่มทดลอง (Effect size) ร้อ&#3618;ละ 43.64 4. นักเรี&#3618;นมีความพึงพอใจรวมต่อโปรแกรมพัฒนาพฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์ของเ&#3618;าวชนในสังคมไท&#3618; ร้อ&#3618;ละ 85.70 ได้หลักสูตรพัฒนาพฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์ของเ&#3618;าวชนในสังคมไท&#3618; http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1165 2011/11/22 01:38:09 การพัฒนาพฤติกรรมทางเพศที่พึงประสงค์ของเยาวชนในสังคมไทย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1165 การจัดทำโปรแกรมเตรียมความพร้อมก่อนไปโรงเรียนสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการอายุ 3-5 ปี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1162 การวิจั&#3618;กึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ พัฒนาโปรแกรมการเตรี&#3618;มความพร้อมก่อนไปโรงเรี&#3618;นสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการอา&#3618;ุ 3 ? 5 ปี และเพื่อศึกษาผลการพัฒนาโปรแกรมการเตรี&#3618;มความพร้อมก่อนไปโรงเรี&#3618;นสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการอา&#3618;ุ 3 ? 5 ปี ประชากรเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;าอา&#3618;ุ 3 - 5 ปี และกลุ่มตัวอ&#3618;่างที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ เด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;าที่มีอา&#3618;ุ 3 ? 5 ปี จาก หอผู้ป่ว&#3618;เด็กเล็ก 1 หอผู้ป่ว&#3618;เด็กเล็ก 2 และ ศูน&#3618;์ส่งเสริมพัฒนาการเด็กราชานุกูล (คลองกุ่ม) จำนวน 11 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ โปรแกรมเตรี&#3618;มความพร้อมก่อนไปโรงเรี&#3618;นสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการอา&#3618;ุ 3 - 5 ปี วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;ใช้โปรแกรมสำเร็จรูป สถิติที่ใช้ได้แก่ non parametric (Wilcloxon Sign Rang Test ) ค่าร้อ&#3618;ละ และ ค่าเฉลี่&#3618; จากการวิจั&#3618;ครั้งนี้พบว่า เด็กที่มีความบกพร่องด้านพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;าที่เข้าร่วมโปรแกรมการเตรี&#3618;มความพร้อมก่อนส่งโรงเรี&#3618;นสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องด้านพัฒนาการและสติ ปั&#3597;&#3597;า มีจำนวนทั้งหมด 11 คน เป็นเด็กผู้ชา&#3618; 7 คน คิดเป็นร้อ&#3618;ละ63.63 เด็กผู้ห&#3597;ิง จำนวน 4 คน คิดเป็นร้อ&#3618;ละ 36.37 กลุ่มตัวอ&#3618;่างมีอา&#3618;ุ อ&#3618;ู่ในช่วง 2.5 -3.11 ปี จำนวน 7 คน คิดเป็นร้อ&#3618;ละ 63.63 ช่วงอา&#3618;ุ 4 ถึง 4.11 ปี มีจำนวน 1 คน คิดเป็นร้อ&#3618;ละ 9.10 และ ช่วงอา&#3618;ุ 5 ถึง 5.11ปี มีจำนวน 3 คน คิดเป็นร้อ&#3618;ละ27.27 และผลของโปรแกรมการเตรี&#3618;มความพร้อมของเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;าก่อนและหลังเข้าโปรแกรมเตรี&#3618;มความพร้อมก่อนไปโรงเรี&#3618;นสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;า พบว่า คะแนนเตรี&#3618;มความพร้อมของเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;าหลังเข้าโปรแกรมมีคะแนนสูงสุดเท่ากับ 19 คะแนน ซึ่งสูงกว่าคะแนนสูงสุดก่อนเข้าโปรแกรมที่มีค่าเท่ากับ 18 คะแนน ส่วนคะแนนต่ำสุดหลังและก่อนเข้าโปรแกรมเท่ากันคือ 7 คะแนน คะแนนเฉลี่&#3618;หลังเข้าโปรแกรมมีคะแนน เท่ากับ 13 คะแนน ซึ่งสูงกว่าก่อนเข้าโปรแกรมที่มีคะแนนเท่ากับ 10.33 คะแนน จากข้อมูลดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า คะแนนหลังการเข้าร่วมโปรแกรมเตรี&#3618;มความพร้อมก่อนไปโรงเรี&#3618;นของเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;าอา&#3618;ุ 3-5 ปี มีคะแนนสูงกว่าก่อนเข้าโปรแกรม อ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ กับค่า Z = 2.54 และ P < 0.05 ผลการศึกษาดังกล่าวสนับสนุนสมมติฐานของการวิจั&#3618; ผลการวิจั&#3618;ครั้งนี้มีข้อเสนอแนะว่าควรส่งเสริมให้เด็กที่มีความบกพร่องด้านพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;าที่มีคุณสมบัติตามเกณฑ์ มีโอกาส ได้เข้าร่วมโครงการเตรี&#3618;มความพร้อมก่อนส่งโรงเรี&#3618;นเพื่อเป็นการเตรี&#3618;มเด็กทั้งร่างกา&#3618; จิตใจ อารมณ์และสังคมให้อ&#3618;ู่ร่วมในสังคมเด็กปกติได้ตามศัก&#3618;ภาพ และเป็นการเตรี&#3618;มผู้ปกครองให้การดูแลเด็กได้ถูกต้องตามความต้องการการดูแลของเด็ก พร้อมทั้งเป็นการช่ว&#3618;เหลือส่งต่อในเรื่องการศึกษาตามระบบ และเป็นการเพิ่มเครือข่า&#3618;ในระบบการศึกษา ของเด็กที่มีความบกพร่องด้านพัฒนาการและสติปั&#3597;&#3597;าให้มากขึ้น วัตถุประสงค์เพื่อจัดทำโปรแกรมเตรี&#3618;มความพร้อมก่อนไปโรงเรี&#3618;นสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการอา&#3618;ุ 3-5 ปี ได้โปรแกรมเตรี&#3618;มความพร้อมก่อนไปโรงเรี&#3618;นสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการอา&#3618;ุ 3-5 ปี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1162 2010/12/12 21:34:48 การจัดทำโปรแกรมเตรียมความพร้อมก่อนไปโรงเรียนสำหรับเด็กที่มีความบกพร่องทางพัฒนาการอายุ 3-5 ปี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1162 การพัฒนาโปรแกรมการฝึกทักษะการดูแลเด็กสมาธิสั้นสำหรับผู้ดูแลที่มารับบริการในโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1160 การวิจั&#3618;ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโปรแกรมการฝึกทักษะการดูแลเด็กสมาธิสั้นสำหรับผู้ดูแลที่มารับบริการของโรงพ&#3618;าบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ กลุ่มตัวอ&#3618;่าง คือ ผู้ดูแลเด็กสมาธิสั้นที่จิตแพท&#3618;์เด็กและวั&#3618;รุ่นให้การรักษาทาง&#3618;าในเด็กสมาธิสั้นของโรงพ&#3618;าบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์และทำแบบประเมินทักษะก่อนเข้าโปรแกรม ผู้ดูแลเด็กสมาธิสั้นทำคะแนนได้ต่ำกว่า 16 คะแนน จำนวน 10 รา&#3618; เครื่องมือที่ใช้ในการวิจั&#3618;ครั้งนี้แบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่โปรแกรมฝึกทักษะสำหรับผู้ดูแลเด็กสมาธิสั้นซึ่งเป็นแผนการจัดการเรี&#3618;นรู้ การฝึกทักษะผู้ดูแลเด็กสมาธิสั้นซึ่งประกอบด้ว&#3618; ความรู้เรื่องโรคสมาธิสั้น / การสื่อสาร / การจัดการอารมณ์และความเครี&#3618;ด,การฝึกให้ลูกควบคุมตนเอง,การเพิ่มสมาธิ / การฝึกระเบี&#3618;บวินั&#3618;และความรับผิดชอบ จำนวน 4 แผน ใช้เวลาสอนแผนละ 2 ชั่วโมง และแบบประเมินผู้ดูแลก่อนและหลังเข้าโปรแกรม ซึ่งเป็นข้อคำถามที่ประเมินผู้ดูแลในด้านความรู้ เจตคติ ด้านความสามารถในการปฏิบัติ จำนวน 20 ข้อ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลได้แก่ ร้อ&#3618;ละ(Percentage) ค่าเฉลี่&#3618; (Mean) และส่วนเบี่&#3618;งเบนมาตรฐาน (Standard deviation) และการทดสอบค่าที (t-test) ผลการศึกษาพบว่า 1.คะแนนทักษะผู้ดูแลเด็กสมาธิสั้นหลังเข้าโปรแกรมสูงกว่าก่อนเข้าโปรแกรม โด&#3618;ก่อนเข้าโปรแกรมมีค่าเฉลี่&#3618; (&#7821; =12.20) ส่วนเบี่&#3618;งเบนมาตรฐาน (S.D.= 2.78) หลังเข้าโปรแกรมมีค่าเฉลี่&#3618; (&#7821; =19.10) ส่วนเบี่&#3618;งเบนมาตรฐาน (S.D.= 0.99) 2.ผู้ดูแลเด็กสมาธิสั้นหลังจบโปรแกรม มี 1 เดือนมีทักษะสูงกว่าก่อนเข้าโปรแกรมอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ .01 ได้คู่มือการพัฒนาโปรแกรมการฝึกทักษะการดูแลเด็กสมาธิสั้น สำหรับวิท&#3618;ากร http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1160 2011/11/22 19:34:19 การพัฒนาโปรแกรมการฝึกทักษะการดูแลเด็กสมาธิสั้นสำหรับผู้ดูแลที่มารับบริการในโรงพยาบาลจิตเวชนครราชสีมาราชนครินทร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1160 การพัฒนาเทคโนโลยีสนับสนุนการดำเนินงานโครงการพัฒนาสติปัญญาเด็กไทยวัยเรียน เรื่อง สายใย พันผูก เลี้ยงลูกทางบวก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1153 เทคโนโล&#3618;ีสนับสนุนการดำเนินงานโครงการพัฒนาสติปั&#3597;&#3597;าเด็กไท&#3618;วั&#3618;เรี&#3618;น เรื่อง สา&#3618;ใ&#3618; พันผูก เลี้&#3618;งลูกทางบวก (Positive Parenting) พัฒนาขึ้นเพื่อเป็นสื่อสนับสนุนการดำเนินโครงการพัฒนาสติปั&#3597;&#3597;าเด็กไท&#3618;วั&#3618;เรี&#3618;น อา&#3618;ุ 6-11 ปี ในกลไกองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ศึกษาข้อมูลโด&#3618;การสอบถามและสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มเป้าหมา&#3618;ที่เป็นแกนนำชุมชน และพ่อแม่/ผู้ปกครองเด็กวั&#3618;เรี&#3618;นในศูน&#3618;์การเรี&#3618;นรู้สำหรับเด็กวั&#3618;เรี&#3618;นและครอบครัวจากการนิเทศศูน&#3618;์การเรี&#3618;นรู้ 15 พื้นที่เป้าหมา&#3618;/จังหวัด นำข้อมูลที่ได้มาจัดทำเทคโนโล&#3618;ีต้นแบบโด&#3618;กำหนดเนื้อหา ออกแบบอาร์ตเวิร์คเทคโนโล&#3618;ีต้นแบบให้สอดคล้องกับความต้องการของกลุ่มเป้าหมา&#3618;/ผู้รับบริการ และนำไปทดลองใช้โด&#3618;สอบถามความคิดเห็นต่อเทคโนโล&#3618;ี เรื่อง สา&#3618;ใ&#3618; พันผูก เลี้&#3618;งลูกทางบวก จากบุคลากรสาธารณสุข บุคลากรทางการศึกษาและบุคลากรจากองค์กรส่วนปกครองส่วนท้องถิ่นในการประชุมวิชาการการพัฒนาสติปั&#3597;&#3597;าเด็กไท&#3618;ครั้งที่ 5 ประจำปี 2551 ณ โรงแรงแอมบาสซาเดอร์ กรุงเทพมหานคร จำนวน 445 คน พบว่าเทคโนโล&#3618;ีมีประโ&#3618;ชน์ในระดับมากและมากที่สุด ร้อ&#3618;ละ 64.7 และ 35.1 และตามลำดับ ข้อเสนอแนะที่ได้นำไปปรับปรุง ได้คู่มือฉบับสมบูรณ์ สำหรับเผ&#3618;แพร่แก่แกนนำชุมชน พ่อแม่/ผู้ปกครอง เครือข่า&#3618;บุคลากรสาธารณสุข บุคลากรทางการศึกษาและผู้สนใจ โด&#3618;มีแผนการติดตามพัฒนาต่อเนื่องโด&#3618;ใช้แบบสอบถามการได้รับประโ&#3618;ชน์จากการนำองค์ความรู้และเทคโนโล&#3618;ีไปใช้ สอบถามจากผู้รับผิดชอบ แกนนำชุมชน พ่อแม่ ผู้ปกครอง และบุคคลทั่วไป ได้เทคโนโล&#3618;ีเรื่อง สา&#3618;ใ&#3618; พันผูก เลี้&#3618;งลูกทางบวก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1153 2011/11/22 19:41:41 การพัฒนาเทคโนโลยีสนับสนุนการดำเนินงานโครงการพัฒนาสติปัญญาเด็กไทยวัยเรียน เรื่อง สายใย พันผูก เลี้ยงลูกทางบวก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1153 ผลของโปรแกรมบำบัดทางพฤติกรรมความคิดต่อภาวะซึมเศร้า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1136 บทคัด&#3618;่อ การวิจั&#3618;ครั้งนี้เป็นการวิจั&#3618;กึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อเปรี&#3618;บเที&#3618;บภาวะซึมเศร้าของผู้ป่ว&#3618; โรคซึมเศร้าก่อนและหลังการได้รับโปรแกรมการบำบัดทางพฤติกรรมความคิด กลุ่มตัวอ&#3618;่างคือ ผู้ป่ว&#3618; โรคซึมเศร้าที่รับ การรักษาในแผนกผู้ป่ว&#3618;ในโรงพ&#3618;าบาลศรีธั&#3597;&#3597;า จำนวน 20 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจั&#3618;มี 2 ชุด คือ 1) โปรแกรมการบำบัดทางพฤติกรรมความคิด 2) เครื่องมือประเมินภาวะซึมเศร้า เครื่องมือทั้ง 2 ชุด ผ่านการตรวจสอบจากผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน สำหรับแบบประเมินภาวะซึมเศร้าได้วิเคราะห์ความเที่&#3618;ง โด&#3618;หาค่าสัมประสิทธิ์อัลฟาครอนบาค ได้ค่าความเที่&#3618;งของแบบประเมินภาวะซึมเศร้าเท่ากับ 0.86 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่&#3618; ส่วนเบี่&#3618;งเบนมาตรฐานและสถิติทดสอบที (t ?test) ผลการวิจั&#3618; พบว่า ภาวะซึมเศร้าของกลุ่มทดลองภา&#3618;หลังได้รับโปรแกรมการบำบัดทางพฤติกรรมความคิดน้อ&#3618;กว่าก่อนที่จะได้รับโปรแกรมการบำบัดทางพฤติกรรมความคิด อ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ ระดับ 0.05 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1136 2010/12/01 19:15:01 ผลของโปรแกรมบำบัดทางพฤติกรรมความคิดต่อภาวะซึมเศร้า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1136 ภาวะอ้วน โรคเบาหวาน และโรคอ้วนลงพุงในผู้ป่วยจิตเภท ที่ใช้ยาโคลซาปีนเพื่อการรักษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1132 บทคัด&#3618;่อ วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาความชุกและปัจจั&#3618;ในการใช้&#3618;าต่อการเกิดภาวะอ้วน โรคอ้วนลงพุง และโรคเบาหวานในผู้ป่ว&#3618;จิตเภทที่ใช้&#3618;าโคลซาปีนเพื่อการรักษาในแผนกผู้ป่ว&#3618;นอก และเปรี&#3618;บเที&#3618;บการเกิดระหว่างกลุ่มที่ใช้&#3618;าโคลซาปีนกับกลุ่มที่ใช้&#3618;าต้านอาการโรคจิตกลุ่มเก่า วัสดุและวิธีการ ผู้ป่ว&#3618;นอกจิตเภทที่ได้รับการสั่งใช้&#3618;าโคลซาปีนเพื่อการรักษา คัดเลือกตัวอ&#3618;่างโด&#3618;วิธีเฉพาะเจาะจงจำนวน 178 รา&#3618; ระหว่างวันที่ 1 พฤษภาคม ? 31 ธันวาคม 2550 วิเคราะห์โด&#3618;ใช้สถิติเชิงพรรณนา และเปรี&#3618;บเที&#3618;บค่าเฉลี่&#3618;โด&#3618;ใช้สถิติ t-test และความสัมพันธ์ของปัจจั&#3618;ในการใช้&#3618;ากับความถี่ของการเกิดโรคใช้สถิติ Chi-square ที่ระดับนั&#3618;สำคั&#3597; P ? 0.05 ผล พบผู้ป่ว&#3618;ที่ใช้&#3618;าโคลซาปีนที่เกิดภาวะอ้วน 47 รา&#3618; ( ร้อ&#3618;ละ 26.10 ) เบาหวาน 10 รา&#3618; ( ร้อ&#3618;ละ 5.20 ) และเกิดโรคอ้วนลงพุง 9 รา&#3618; ( ร้อ&#3618;ละ7.70 ) จาก 108 รา&#3618; กลุ่มผู้ป่ว&#3618;ที่ใช้&#3618;าต้านอาการโรคจิตกลุ่มเก่าเกิดภาวะอ้วน 27 รา&#3618; ( ร้อ&#3618;ละ 21.70 ) จาก 150 รา&#3618; พบผู้ป่ว&#3618;เป็นเบาหวาน 1 รา&#3618; ( ร้อ&#3618;ละ 0.67 ) ไม่พบผู้ป่ว&#3618;ที่มีภาวะอ้วนลงพุง เปรี&#3618;บเที&#3618;บความถี่ของการเกิดภาวะอ้วน โรคเบาหวาน และโรคอ้วนลงพุงระหว่างกลุ่มที่ใช้&#3618;าโคลซาปีนกับกลุ่มที่ใช้&#3618;าต้านอาการโรคจิตกลุ่มเก่า พบว่าการเกิดภาวะอ้วนไม่มีความแตกต่างกันอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597; p = 0.804 ส่วนการเกิดโรคเบาหวาน และโรคอ้วนลงพุง พบว่ามีความแตกต่างกันอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ p = 0.013 และ p = 0.022 ไม่พบความสัมพันธ์ของขนาด&#3618;าและระ&#3618;ะเวลาในการใช้&#3618;าโคลซาปีนเพื่อการรักษากับความถี่ของการเกิดภาวะอ้วน โรคเบาหวานและโรคอ้วนลงพุง p > 0.05 สรุป การเกิดภาวะอ้วนระหว่างกลุ่มที่ใช้&#3618;าโคลซาปีน กับกลุ่มที่ใช้&#3618;าต้านอาการโรคจิตกลุ่มเก่าไม่แตกต่างกัน ส่วนการเกิดโรคเบาหวานและโรคอ้วนลงพุงมีความแตกต่างกัน ไม่พบความสัมพันธ์ของปัจจั&#3618;การใช้&#3618;าโคลซาปีนต่อการเกิดภาวะอ้วน โรคเบาหวาน และโรคอ้วนลงพุง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1132 2010/11/30 19:13:41 ภาวะอ้วน โรคเบาหวาน และโรคอ้วนลงพุงในผู้ป่วยจิตเภท ที่ใช้ยาโคลซาปีนเพื่อการรักษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1132 ความเครียดในการปฏิบัติงานของข้าราชการกรมสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1131 ในการศึกษาวิจั&#3618;เรื่อง ? ความเครี&#3618;ดในการปฏิบัติงานของข้าราชการกรมสุขภาพจิต?มีวัตถุประสงค์คือ 1) เพื่อศึกษาระดับความเครี&#3618;ดในการปฏิบัติงานของข้าราชการกรมสุขภาพจิต 2) เพื่อศึกษาปัจจั&#3618;ที่ส่งผลต่อความเครี&#3618;ดในการปฏิบัติงานของข้าราชการกรมสุขภาพจิต กลุ่มตัวอ&#3618;่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ ข้าราชการที่ปฏิบัติงานภา&#3618;ในกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข จำนวน 132คน โด&#3618;การสุ่มตัวอ&#3618;่างแบบโควต้า เก็บรวบรวมข้อมูลโด&#3618;ทดสอบแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;การใช้ค่าร้อ&#3618;ละ ค่าเฉลี่&#3618; ส่วนเบี่&#3618;งเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สัมพันธ์แบบ Persons? correlation และ F ? test ผลการศึกษามีดังนี้ กลุ่มตัวอ&#3618;่างส่วนให&#3597;่เป็นเพศห&#3597;ิงที่มีสถานภาพ โสด จบการศึกษาในระดับปริ&#3597;&#3597;าตรี อา&#3618;ุ 41 ปี ขึ้นไป มีประสบการณ์การทำงานตั้งแต่ 15 ปีขึ้นไป กลุ่มตัวอ&#3618;่างมีความเครี&#3618;ด โด&#3618;รวมอ&#3618;ู่ในระดับต่ำ แต่จะมี 4 ประเด็นที่กลุ่มตัวอ&#3618;่างมีความเครี&#3618;ดในระดับปานกลาง คือ กลัวความผิดพลาด รู้สึกหงุดหงิด มีความกระวนกระวา&#3618;ใจและรู้สึกเหนื่อ&#3618;ท้อแท้ ผลการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ความแตกต่างของอา&#3618;ุ สถานภาพการสมรส ประสบการณ์ทำงานและระดับการศึกษา ไม่ส่งผลให้มีความเครี&#3618;ดที่ต่างกัน ด้านความสัมพันธ์เชิงลบกับความเครี&#3618;ด อ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ที่ 0.01 ปัจจั&#3618; เรื่องของความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน มีความสัมพันธ์เชิงลบกับความเครี&#3618;ดอ&#3618;่างไม่มีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่0.05 และด้านบทบาทหน้าที่ความรับผิดชอบ มีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความเครี&#3618;ด อ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ 0.05 ข้อเสนอแนะ ในการปฏิบัติงานตามบทบาทหน้าที่ การส่งเสริมให้มีการตัดสินใจร่วมกัน ระหว่างผู้ปฏิบัติ เพื่อนร่วมงาน และผู้บังคับบั&#3597;ชา ควรส่งเสริมให้ข้าราชการมีสัมพันธภาพที่ดีต่อการช่ว&#3618;เหลือเกื้อกูลกันในการปฏิบัติงาน เมื่อผู้ปฏิบัติงานเกิดความเครี&#3618;ด ควรหาวิธีจัดการกับความเครี&#3618;ดที่เหมาะสมกับตนเอง เช่น เดินออกกำลังกา&#3618; ฟังเพลง ห&#3618;ุดพักสักครู่ เพื่อให้เกิดความผ่อนคลา&#3618;จากความเครี&#3618;ด ผู้บังคัดบั&#3597;ชาควรใช้เหตุผลพูดคุ&#3618;กับผู้ใต้บังคับบั&#3597;ชา สร้างบรร&#3618;ากาศในการทำงานให้มีความเครี&#3618;ดในระดับที่ควบคุมได้ เพื่อให้สามารถปฏิบัติงานได้อ&#3618;่างมีประสิทธิภาพ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1131 2010/11/29 01:32:22 ความเครียดในการปฏิบัติงานของข้าราชการกรมสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1131 การพัฒนาแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ เด็กอายุ 3 - 5 ปี และ 6 - 11 ปี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1129 วัตถุประสงค์ การพัฒนาแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ เด็กอา&#3618;ุ 3 - 5 ปี และ 6 - 11 ปี มุ่งที่จะสร้างและพัฒนาแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ให้เป็นเครื่องมือที่พ่อแม่/ผู้ปกครอง และ ครู/ผู้ดูแลเด็ก สามารถใช้ประเมินเด็กอา&#3618;ุ 3 - 5 ปี และ 6 - 11 ปี วิธีการศึกษา มีขั้นตอนการดำเนินการ 3 ระ&#3618;ะ ระ&#3618;ะที่ 1 เป็นการสร้างต้นแบบ แบบประเมินโด&#3618;&#3618;ึดหลักทฤษฎีด้านความฉลาดทางอารมณ์ ผนวกกับความคิดเห็นของผู้เชี่&#3618;วชา&#3597;ด้านสุขภาพจิตเด็กและผู้ปฏิบัติงานด้านพัฒนาการเด็กในเมืองไท&#3618; ต้นแบบ แบบประเมินที่ได้จำแนกตามกลุ่มอา&#3618;ุเด็กและผู้ใช้ทั้งหมด 4 ชุด แต่ละชุดมีข้อคำถามจำนวน 100 ข้อ ระ&#3618;ะที่ 2 เป็นการพัฒนาแบบประเมินทั้ง 4 ชุด ให้มีคุณภาพที่ดี โด&#3618;การตรวจสอบคุณภาพด้านความเป็นปรนั&#3618; ด้านความตรง ด้านอำนาจจำแนก และด้านความเที่&#3618;ง ระ&#3618;ะที่ 3 เป็นการหาเกณฑ์ปกติ โด&#3618;การนำแบบประเมินที่ได้รับการตรวจสอบคุณภาพแล้วไปใช้ทดสอบกับพ่อแม่/ผู้ปกครอง และครู/ผู้ดูแลเด็ก ของเด็กอา&#3618;ุ 3 - 5 ปี และ 6 - 11 ปี ทั่วประเทศจำนวน 5,200 รา&#3618; แบ่งเป็นแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็กอา&#3618;ุ 3 - 5 ปี และ 6 - 11 ปี จำนวนกลุ่มละ 2,600 รา&#3618; ผลการศึกษา แบบประเมินทั้ง 4 ชุด มีความเป็นปรนั&#3618; มีความตรงที่ระดับความเชื่อมั่น p< 0.05, p< 0.01 มีค่าความเที่&#3618;งสูง กล่าวคือ มีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟ่าของแบบประเมินชุดสำหรับพ่อแม่/ผู้ปกครอง และชุด สำหรับครู/ผู้ดูแลเด็กใช้แบบประเมินเด็กอา&#3618;ุ 3 - 5 ปี และ 6 - 11 ปี = .8943, .9497, .9134 และ .9045 ตามลำดับ รวมทั้งมีเกณฑ์ปกติคะแนนมาตรฐานที สรุป แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์สำหรับพ่อแม่/ผู้ปกครอง และสำหรับครู/ผู้ดูแลเด็ก ใช้ประเมินเด็กอา&#3618;ุ 3 - 5 ปี และ 6 - 11 ปี ทั้ง 4 ชุด ที่พัฒนาขึ้นนี้ ผู้เกี่&#3618;วข้องสามารถนำไปใช้เป็นเครื่องมือในการประเมิน ติดตาม และเป็นแนวทางในการพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กได้เป็นอ&#3618;่างดี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1129 2012/02/14 23:44:52 การพัฒนาแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ เด็กอายุ 3 - 5 ปี และ 6 - 11 ปี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1129 การพัฒนาแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์สำหรับประชาชนไทย อายุ 12 - 60 ปี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1128 การพัฒนาแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์สำหรับประชาชนไท&#3618; อา&#3618;ุ 12 - 60 ปี บทนำ สุขภาพจิตมีความสัมพันธ์อ&#3618;่างใกล้ชิดกับความฉลาดทางอารมณ์ คนที่มีสุขภาพจิตดีน่าจะต้องมีความฉลาดทางอารมณ์สูง ซึ่งมีคุณสมบัติที่สอดคล้องกับคำจำกัดความขององค์การอนามั&#3618;โลก ซึ่งให้ความหมา&#3618;ว่า "สุขภาพจิต" เป็นเรื่องของจิตใจ ผู้มีสุขภาพจิตดี&#3618;่อมมีจิตที่เป็นสุข สามารถสร้างสัมพันธภาพและรักษาสัมพันธภาพที่ดีกับบุคคลอื่น ปรับตัวได้อ&#3618;่างเหมาะสม ดำเนินชีวิตได้ในสังคมที่มีการเปลี่&#3618;นแปลงและปราศจากอาการโรคจิต โรคประสาท ความฉลาดทางอารมณ์เป็นสิ่งที่สามารถพัฒนาได้ตลอดชีวิต การพัฒนาความฉลาดทางอารมณ์จึงมีความสำคั&#3597;อ&#3618;่าง&#3618;ิ่งต่องานป้องกันปั&#3597;หาและการส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดี การพัฒนาแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์เพื่อให้เป็นแนวทางในการเข้าใจสภาพอารมณ์ทั้งในส่วนที่เป็นศัก&#3618;ภาพและจุดด้อ&#3618; ซึ่งควรได้รับการพัฒนาจึงเป็นสิ่งจำเป็น เนื่องจากจะช่ว&#3618;ให้งานส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดีของประชาชนดำเนินไปได้อ&#3618;่างมีประสิทธิภาพ วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ที่มีคุณภาพสำหรับประชาชนไท&#3618;ใช้ประเมินตนเอง วิธีการศึกษา เป็นการวิจั&#3618;เชิงพรรณาแบบ Cross-sectional study กลุ่มตัวอ&#3618;่างประกอบด้ว&#3618;ประชาชนไท&#3618;อา&#3618;ุ 12 - 60 ปี จากเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดในภาคเหนือ ภาคใต้ ภาคกลางและภาคตะวันออกเฉี&#3618;งเหนือ จำนวนทั้งสิ้น 6,812 คน ตัวแปรอิสระที่ใช้ศึกษา คือ เพศ อา&#3618;ุ สถานภาพสมรส และตำแหน่งงาน ตัวแปรตามได้แก่คะแนนเฉลี่&#3618;ความฉลาดทางอารมณ์ภาพรวมและคะแนนเฉลี่&#3618;ความฉลาดทางอารมณ์ด้าน&#3618;่อ&#3618; 3 ด้าน คือ ด้านดี เก่ง สุข สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่&#3618; ส่วนเบี่&#3618;งเบนมาตรฐาน ร้อ&#3618;ละ t-test และ ANOVA ผลการศึกษา พบว่าแบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้ว&#3618;ข้อคำถาม จำนวน 52 ข้อ จำแนกออกเป็นความฉลาดทางอารมณ์ด้าน&#3618;่อ&#3618; 3 ด้าน คือ ด้านดี เก่ง สุข และมีค่าอำนาจจำแนกสามารถแ&#3618;กผู้ที่มีความฉลาดทางอารมณ์ต่ำออกจาก ผู้ที่มีความฉลาดทางอารมณ์สูงได้ทั้งข้อทดสอบรา&#3618;ด้าน คือ ดี เก่ง สุข และคะแนนเฉลี่&#3618;ความฉลาดทางอารมณ์ภาพรวม แบบประเมินนี้มีค่าความเที่&#3618;งแบบ Alpha ในด้านดี เก่ง สุข และภาพรวม คือ .75, .76, .81 และ .85 ตามลำดับ และค่าความเที่&#3618;งแบบแบ่งครึ่งในด้านดี เก่ง สุข และภาพรวม คือ .83, .86, .71 และ .84 ตามลำดับ ในตัวแปรเพศพบว่าชา&#3618;และห&#3597;ิงไม่มีความแตกต่างอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติของคะแนนเฉลี่&#3618;ภาพรวมและรา&#3618;ด้านทั้ง 3 ด้าน ในตัวแปรระดับอา&#3618;ุพบว่าช่วงอา&#3618;ุที่ต่ำมีคะแนนเฉลี่&#3618;ความฉลาดทางอารมณ์ภาพรวมและคะแนนเฉลี่&#3618;รา&#3618;ด้านทั้ง 3 ด้าน ต่ำกว่ากลุ่มที่มีช่วงอา&#3618;ุที่สูงขึ้นไปอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ ในตัวแปรสถานภาพพบว่ากลุ่มตัวอ&#3618;่างที่มีสถานภาพสมรสคู่มีคะแนนเฉลี่&#3618;ความฉลาดทางอารมณ์ภาพรวมและคะแนนเฉลี่&#3618;ด้านเก่งและสุขสูงกว่ากลุ่มตัวอ&#3618;่างที่มีสภาพภาพโสด หม้า&#3618; ห&#3618;่า หรือแ&#3618;กกันอ&#3618;ู่ ส่วนตัวแปรตำแหน่งงานพบว่าผู้มีตำแหน่งบริหารมีคะแนนเฉลี่&#3618;ความฉลาดทางอารมณ์ภาพรวมและคะแนนเฉลี่&#3618;ในด้านเก่งและด้านสุขสูงกว่าระดับผู้ปฏิบัติงานอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ สรุป แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ชุดนี้มีค่าอำนาจจำแนกสามารถแ&#3618;กระหว่างผู้ที่มีความฉลาดทางอารมณ์สูงและต่ำได้ทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านดี เก่ง สุข คะแนนที่ได้ต่ำไม่ได้หมา&#3618;ความว่าผู้นั้นมีความผิดปกติ แต่เป็นข้อบ่งชี้ให้ผู้นั้นมีความตระหนักในตนเองเพื่อหาทางพัฒนาและปรับปรุงจุดอ่อนของตนในด้านนั้นๆ ต่อไป http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1128 2014/11/04 05:37:11 การพัฒนาแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์สำหรับประชาชนไทย อายุ 12 - 60 ปี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1128 การพัฒนาแบบคัดกรองอาการเตือนของการกลับป่วยซ้ำในผู้ป่วยจิตเภท http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1127 วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแบบคัดกรองอาการเตือนของการกลับป่ว&#3618;ซ้ำในผู้ป่ว&#3618;จิตเภท วัสดุและวิธีการ เป็นการวิจั&#3618;เพื่อพัฒนา Research and Development โด&#3618;ใช้เทคนิคเดลฟา&#3618;แบบปรับปรุง (Modified Techniques) แบ่งเป็น 3 รอบ รอบที่1 เก็บข้อมูลโด&#3618;การสัมภาษณ์เชิงลึกจนได้ข้อมูลอิ่มตัวเกี่&#3618;วกับอาการเตือนที่พบในผู้ป่ว&#3618;จิตเภท จากผู้ป่ว&#3618;จิตเภทที่เข้ารับการรักษาแผนกผู้ป่ว&#3618;ใน สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระ&#3618;า ตั้งแต่ครั้งที่ 2ขึ้นไป จำนวน 40 คน &#3618;าติผู้ป่ว&#3618;จิตเภท จำนวน 20 คนและจิตแพท&#3618;์ จำนวน 9 คน รอบที่2และรอบที่3 ใช้แบบสอบถามอาการเตือน ซึ่งพัฒนาจากการสัมภาษณ์ในรอบที่ 1 เก็บข้อมูลจากผู้เชี่&#3618;วชา&#3597;ทางจิตเวช จำนวน 48 คน จนได้น้ำหนักความเป็นไปได้ของลักษณะอาการเตือน วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;ใช้ค่าร้อ&#3618;ละ ค่าเฉลี่&#3618; ค่ามัธ&#3618;ฐานและค่าพิสั&#3618;ระหว่างควอไทล์ ผลการวิจั&#3618; พบว่า อาการเตือนของการกลับป่ว&#3618;ซ้ำในผู้ป่ว&#3618;จิตเภท ได้แก่ 1.นอนไม่หลับหรือหลับ&#3618;าก 2.ควบคุมการกระทำของตนเองไม่ค่อ&#3618;ได้ 3.สนใจดูแลตนเองน้อ&#3618; 4.พูดโต้ตอบหรือ&#3618;ิ้มคนเดี&#3618;ว 5.แ&#3618;กตัวอ&#3618;ากอ&#3618;ู่ตามลำพัง 6.ก้าวร้าว ทะเลาะหรือขัดแ&#3618;้งกับคนอื่น 7.ตึงเครี&#3618;ด วิตกกังวล กลัว 8.ซึมเศร้า เบื่อหน่า&#3618; ท้อแท้ 9.รู้สึกไร้ค่าหรือไม่มีประโ&#3618;ชน์ 10.หงุดหงิด ฉุนเฉี&#3618;วง่า&#3618; 11.คิดหมกมุ่นในเรื่องบางเรื่อง 12.คิดว่ามีคนไม่หวังดีหรือถูกปองร้า&#3618; 13.คิดว่าตนเองมีความพิเศษหรือ&#3618;ิ่งให&#3597;่กว่าคนอื่น สรุป การพัฒนาแบบคัดกรองอาการเตือนของการกลับป่ว&#3618;ซ้ำในผู้ป่ว&#3618;จิตเภท พบว่า มีอาการเตือนที่สำคั&#3597; 13 อาการ คำสำคั&#3597; แบบคัดกรองอาการเตือน การกลับป่ว&#3618;ซ้ำ ผู้ป่ว&#3618;จิตเภท http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1127 2011/11/22 19:49:18 การพัฒนาแบบคัดกรองอาการเตือนของการกลับป่วยซ้ำในผู้ป่วยจิตเภท http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1127 ปัจจัยที่ผู้ป่วยโรคจิตเภทกลับมารักษาซ้ำในสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยาใน 3 เดือน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1126 วัตถุประสงค์ เพื่อศึกษาปัจจั&#3618;ที่เกี่&#3618;วข้องกับการกลับมารักษาซ้ำในสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระ&#3618;าภา&#3618;ใน 3 เดือนของผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภท วัสดุและวิธีการ เป็นการวิจั&#3618;โด&#3618;การสังเกตเชิงพรรณนาแบบวิเคราะห์ไปข้างหน้า โด&#3618;ศึกษาจากผู้ป่ว&#3618;ที่ได้รับการวินิจฉั&#3618;เป็นโรคจิตเภท ตามเกณฑ์การวินิจฉั&#3618;ของ ICD 10 ที่จำหน่า&#3618;ออกจากโรงพ&#3618;าบาลตั้งแต่วันที่ 11 กัน&#3618;า&#3618;น-10 ตุลาคม 2551 และดำเนินการเก็บข้อมูลในแบบเก็บข้อมูลที่สร้างขึ้น หลังจากนั้นติดตามผู้ป่ว&#3618;หลังจำหน่า&#3618;เป็นเวลา 3 เดือน เพื่อแบ่งกลุ่มผู้ป่ว&#3618;ออกเป็นสองกลุ่ม คือ ผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภทที่กลับมารักษาซ้ำภา&#3618;ใน 3 เดือน และผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภทที่ไม่กลับมารักษาซ้ำภา&#3618;ใน 3 เดือน จากนั้นนำข้อมูลที่ได้ของทั้งสองกลุ่มมาเปรี&#3618;บเที&#3618;บด้ว&#3618;วิธีการทางสถิติ ผล ผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภทที่จำหน่า&#3618;ออกจากสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระ&#3618;าตั้งแต่วันที่ 11 กัน&#3618;า&#3618;น-10 ตุลาคม 2551 มีจำนวน 170 รา&#3618; ถูกตัดออกจากการศึกษา จำนวน 11 รา&#3618; จึงมีผู้ป่ว&#3618;ที่เข้าข่า&#3618;การศึกษาจำนวน 159 รา&#3618; พบว่ามีผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภทที่กลับมารักษาซ้ำภา&#3618;ใน 3 เดือนจำนวน 26 รา&#3618; มีความชุกของการกลับมารักษาซ้ำภา&#3618;ใน 3 เดือนเท่ากับร้อ&#3618;ละ 16.4 เมื่อนำข้อมูลของผู้ป่ว&#3618;ทั้งสองกลุ่มมาเปรี&#3618;บเที&#3618;บกันพบว่า จำนวนครั้งที่รับไว้ในโรงพ&#3618;าบาลและอา&#3618;ุเมื่อเริ่มมีอาการป่ว&#3618;ครั้งแรกมีความสัมพันธ์กับการกลับมารักษาซ้ำอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ โด&#3618;กลุ่มผู้ป่ว&#3618;ที่กลับมารักษาซ้ำมีจำนวนครั้งที่รับไว้ในโรงพ&#3618;าบาลเฉลี่&#3618; 10.1 ครั้ง และมีอา&#3618;ุเมื่อเริ่มมีอาการป่ว&#3618;ครั้งแรกเฉลี่&#3618; 22.5 ปี ในขณะที่กลุ่มผู้ป่ว&#3618;ที่ไม่กลับมารักษาซ้ำมีจำนวนครั้งที่รับไว้ในโรงพ&#3618;าบาลเฉลี่&#3618; 5.3 ครั้ง และมีอา&#3618;ุเมื่อเริ่มมีอาการป่ว&#3618;ครั้งแรกเฉลี่&#3618; 25.3 ปี และพบว่าความสัมพันธ์ระหว่างผู้ป่ว&#3618;กับสมาชิกในครอบครัวในลักษณะตำหนิวิพากษ์วิจารณ์ผู้ป่ว&#3618;มีความสัมพันธ์กับการกลับมารักษาซ้ำอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ สรุป จำนวนครั้งที่รับไว้ในโรงพ&#3618;าบาล อา&#3618;ุเมื่อเริ่มมีอาการป่ว&#3618;ครั้งแรกและการตำหนิวิพากษ์วิจารณ์ผู้ป่ว&#3618;มีผลต่อการกลับมารักษาซ้ำภา&#3618;ใน 3 เดือนของผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภท คำสำคั&#3597; ผู้ป่ว&#3618;โรคจิตเภท การกลับมารักษาซ้ำ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1126 2011/11/22 19:52:43 ปัจจัยที่ผู้ป่วยโรคจิตเภทกลับมารักษาซ้ำในสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยาใน 3 เดือน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1126 การพัฒนาแบบประเมินความเสี่ยงต่อพฤติกรรมรุนแรงในนักเรียนอาชีวศึกษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1125 วัตถุประสงค์ของการวิจั&#3618;นี้ เพื่อพัฒนาแบบประเมินความเสี่&#3618;งต่อพฤติกรรมรุนแรงในนักเรี&#3618;นอาชีวศึกษา ใช้ประเมิน และคัดกรองผู้มีความเสี่&#3618;งต่อการเกิดพฤติกรรมรุนแรง เพื่อการส่งเสริมให้สามารถ&#3618;ับ&#3618;ั้ง ป้องกันและแก้ไขในผู้มีความเสี่&#3618;งต่อการใช้ความรุนแรงของนักเรี&#3618;นอาชีวศึกษา การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจั&#3618;เชิงปริมาณ กำหนดองค์ประกอบ และสร้างแนวคำถามจากการวิจั&#3618;เชิงคุณภาพ โด&#3618; การศึกษาเอกสาร และวรรณกรรมเกี่&#3618;วกับปัจจั&#3618;และกลไกการเกิดพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงในนักเรี&#3618;นอาชีวศึกษา รวมทั้ง วิเคราะห์ข่าวพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงในนักเรี&#3618;นอาชีวศึกษา สัมภาษณ์กลุ่มอาจาร&#3618;์สถาบันอาชีวศึกษา (focus group interview) จำนวน 9 คนและสัมภาษณ์เเบบเจาะลึกนักเรี&#3618;นอาชีวศึกษา (in-depth interview) จำนวน 6 คน ตรวจสอบความตรง และความเที่&#3618;งด้ว&#3618;วิธีการทางสถิติ นำแบบประเมินไปทดลองใช้กับกลุ่มตัวอ&#3618;่างที่เป็นนักเรี&#3618;นอาชีวศึกษา จากเขตสถาบันการอาชีวศึกษากรุงเทพมหานคร จำนวน 96 คน ซึ่งได้มาจากการสุ่มตัวอ&#3618;่างแบบใช้ความน่าจะเป็น (probability sampling) และใช้การสุ่มตัวอ&#3618;่างแบบหลา&#3618;ขั้นตอน (multi-stage sampling) ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอ&#3618;่าง จำนวน 96 คน เป็นเพศชา&#3618; 63 คน และเพศห&#3597;ิง 33 คน คิดเป็นร้อ&#3618;ละ 65.6 และ 34.4 ตามลำดับ มีอา&#3618;ุตั้งแต่ 15 ? 21 ปี และมีอา&#3618;ุเฉลี่&#3618;เท่ากับ 17 ปี (M = 17.37, SD = 1.41) โด&#3618;ได้แบบประเมินความเสี่&#3618;งต่อพฤติกรรมรุนแรงทั้งฉบับ ประกอบด้ว&#3618; 3 ด้าน ได้แก่ ด้านทัศนคติต่อความรุนแรง (50 ข้อ ? = .940) ด้านพฤติกรรมรุนแรง (76 ข้อ ? = .937) และด้านพฤติกรรมเสี่&#3618;งต่อความรุนแรง (67 ข้อ ? = .938) แบบประเมินความเสี่&#3618;งต่อพฤติกรรมรุนแรง มีจำนวนข้อคำถามทั้งสิ้น 193 ข้อ มีองค์ประกอบความรุนแรงในด้านทัศนคติ มี 5 หัวข้อ พฤติกรรม มี 3 หัวข้อและ พฤติกรรมเสี่&#3618;ง มี 4 หัวข้อ สามารถนำไปเป็นเครื่องมือใช้ประเมินความเสี่&#3618;งต่อพฤติกรรมรุนแรงได้ ในการต่อ&#3618;อดงานวิจั&#3618;ควรศึกษาความสัมพันธ์ และระดับอิทธิพลของแต่ละปัจจั&#3618; เพื่อเป็นการพัฒนาองค์ความรู้ และหาวิธีป้องกันแก้ไขที่มีประสิทธิภาพมาก&#3618;ิ่งขึ้น นอกจากนี้ ควรมีการหาเกณฑ์ปกติ (norm) และหาจุดตัด (cut-off point) เพื่อให้มีเกณฑ์มาตรฐานในการประเมินความเสี่&#3618;งต่อพฤติกรรมรุนแรง ในการนำไปใช้จริง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1125 2014/11/04 05:35:01 การพัฒนาแบบประเมินความเสี่ยงต่อพฤติกรรมรุนแรงในนักเรียนอาชีวศึกษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1125 การศึกษาปัจจัยและกลไกการเกิดพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงในนักเรียนอาชีวศึกษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1124 การวิจั&#3618;นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจั&#3618; และกลไกที่มีผลต่อพฤติกรรมรุนแรงในนักเรี&#3618;นอาชีวศึกษา และพัฒนาด้านวิชาการในการป้องกัน และแก้ไขพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงในนักเรี&#3618;นอาชีวศึกษา เป็นการวิจั&#3618;เชิงคุณภาพ โด&#3618;การศึกษาเอกสาร และวรรณกรรมที่เกี่&#3618;วข้อง วิเคราะห์ข่าวพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงในนักเรี&#3618;นอาชีวศึกษา จากหนังสือพิมพ์รา&#3618;วัน ในช่วงระหว่างปี พ.ศ. 2548- 2549 สัมภาษณ์กลุ่มอาจาร&#3618;์สถาบันอาชีวศึกษา (focus group interview) จำนวน 9 คนและสัมภาษณ์เเบบเจาะลึกนักเรี&#3618;นอาชีวศึกษา (in-depth interview) จำนวน 6 คน ผลการศึกษา พบว่า ปัจจั&#3618;ที่ส่งผลต่อการเกิดพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงในนักเรี&#3618;นอาชีวศึกษา ได้แก่ ปัจจั&#3618;ระดับบุคคล ประกอบด้ว&#3618; ลักษณะทางประชากรศาสตร์ ลักษณะทางจิตใจ ความเชื่อ ทัศนคติ และค่านิ&#3618;มต่อการใช้ความรุนแรง และพฤติกรรมเบี่&#3618;งเบน ปัจจั&#3618;ระดับครอบครัว ประกอบด้ว&#3618; การอบรมเลี้&#3618;งดูของครอบครัว และค่านิ&#3618;มของครอบครัวต่อเด็ก ปัจจั&#3618;ระดับกลุ่มเพื่อน ประกอบด้ว&#3618; พฤติกรรมกลุ่ม และค่านิ&#3618;มของรุ่นพี่ ? รุ่นน้อง ปัจจั&#3618;ระดับโรงเรี&#3618;น ประกอบด้ว&#3618; ศัก&#3618;ภาพของครูในการป้องกันแก้ไขความรุนแรง และนโ&#3618;บา&#3618;เรื่องความรุนแรงของสถาบันการศึกษา และปัจจั&#3618;ระดับสังคม และปัจจั&#3618;แวดล้อมอื่นๆ ประกอบด้ว&#3618; นักเรี&#3618;นต่างสถาบัน และบุคคลภา&#3618;นอก สื่อมวลชน เรื่องชู้สาว และมาตรการทางสังคม และการบังคับใช้กฎหมา&#3618; แต่ละปัจจั&#3618;มีความสอดคล้อง และมีอิทธิพลในการเพิ่ม หรือลดโอกาสของการเกิดพฤติกรรมรุนแรงได้ การป้องกันแก้ไขควรดำเนินการทั้งระบบ แต่มีความซับซ้อน และเป็นไปได้&#3618;าก สิ่งที่สำคั&#3597; คือ การป้องกันแก้ไขที่ตัวนักเรี&#3618;น โด&#3618;ให้นักเรี&#3618;นมีความเข้มแข็งทางใจ สามารถที่จะต่อต้าน หรือ&#3618;ับ&#3618;ั้งไม่ให้ตนเองเข้าไป&#3618;ุ่งเกี่&#3618;วกับความรุนแรงได้ ปัจจั&#3618;การเกิดพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงในนักเรี&#3618;นอาชีวศึกษา มีความเชื่อมโ&#3618;งตั้งแต่ระดับบุคคลครอบครัว สังคม กลุ่มเพื่อน โรงเรี&#3618;น และสิ่งแวดล้อม การป้องกันการเกิดพฤติกรรมรุนแรงที่สำคั&#3597;คือการสร้างความเข้มแข็งในการต่อต้านหรือ&#3618;ับ&#3618;ั้งความรุนแรงในตนเองของนักเรี&#3618;นอาชีวศึกษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1124 2014/11/04 05:35:16 การศึกษาปัจจัยและกลไกการเกิดพฤติกรรมการใช้ความรุนแรงในนักเรียนอาชีวศึกษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1124 การพัฒนาแบบประเมินและวิเคราะห์ความเครียดด้วยตนเอง สำหรับประชาชนไทยด้วยคอมพิวเตอร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1123 การพัฒนาแบบประเมินและวิเคราะห์ความเครียดด้วยตนเอง สำหรับประชาชนไทยด้วยคอมพิวเตอร์ มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาแบบประเมินฯ ในการคัดกรองบุคคลที่มีความเครียด แนวโน้มลักษณะบุคลิกภาพที่สัมพันธ์กับความเครียด รวมทั้งหาแนวทางในการจัดการกับความเครียดและแนวโน้มลักษณะบุคลิกภาพที่สัมพันธ์กับความเครียด เพื่อจัดทำโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของแบบประเมินฯ ใช้วิธีการที่เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพและปริมาณ โดยกลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม คือ กลุ่มที่มีความเครียดและไม่มีความเครียด โดยใช้ known group technique และเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยมี 2 ชุด คือ แบบสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญสาขาจิตเวชศาสตร์และจิตวิทยา และ แบบประเมินและวิเคราะห์ความเครียดด้วยตนเองสำหรับประชาชนไทย ส่วนผลการวิจัย แบบประเมินและวิเคราะห์ความเครียดด้วยตนเองสำหรับประชาชนไทยด้วยคอมพิวเตอร์ประกอบด้วยแบบประเมินความเครียดที่มีคุณภาพเพียงพอในการนำมาใช้คัดกรองบุคคลที่มีความเครียด โดยมีค่าความไว = 70.4 ค่าความจำเพาะ = 64.6 และค่าสัมประสิทธิ์ความเที่ยง = 0.86 แนวโน้มลักษณะบุคลิภาพที่สัมพันธ์กับความเครียด พบว่ามี 3 ลักษณะ คือแนวโน้มลักษณะบุคลิกภาพแบบวิตกกังวล มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ = 0.65 แนวโน้มลักษณะบุคลิกภาพแบบซึมเศร้า มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ = 0.70 และแนวโน้มแบบที่จะเกิดอาการเจ็บป่วยทางร่างกายเมื่อมีความเครียด มีค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ = 0.79 รวมทั้งได้แนวทางในการจัดการกับความเครียด ตามแนวโน้มลักษณะบุคลิกภาพที่สัมพันธ์กับความเครียด และโปรแกรมคอมพิวเตอร์ของแบบประเมินและวิเคราะห์ความเครียดด้วยตนเองสำหรับประชาชนไทย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1123 2010/11/11 20:46:07 การพัฒนาแบบประเมินและวิเคราะห์ความเครียดด้วยตนเอง สำหรับประชาชนไทยด้วยคอมพิวเตอร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1123 การพัฒนาแบบประเมินผลกระทบทางจิตใจหลังเกิดเหตุการณ์วิกฤต (PISCES-18) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1122 วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแบบประเมินที่ใช้ประเมินระดับความทุกข์ทรมานทางจิตใจ (Psychological distress) และแบ่งระดับความทุกข์ทรมานทางจิตใจ เพื่อเกิดประโ&#3618;ชน์ในการนำไปใช้ในทางปฏิบัติ วิธีการศึกษา พัฒนาแบบประเมินโด&#3618;การทบทวนวรรณกรรม และการวิจั&#3618;เชิงคุณภาพโด&#3618; การสัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มผู้ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์ภั&#3618;พิบัติ เพื่อกำหนดองค์ประกอบ และสร้างข้อคำถาม ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (content validity) และปรับสำนวนภาษาให้เหมาะสมโด&#3618;ผู้เชี่&#3618;วชา&#3597; และจากการสัมภาษณ์เชิงปั&#3597;&#3597;า (cognitive interviewing) ปรับลดข้อคำถาม โด&#3618;ทดลองใช้แบบประเมินกับกลุ่มตัวอ&#3618;่าง จำนวน 50 คน ที่ได้จากการสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง (purposive sampling) เป็นประชาชนในพื้นที่ที่ประสบภั&#3618;พิบัติจากเหตุการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชา&#3618;แดนภาคใต้ทุกคนที่ได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์โด&#3618;ตรง อา&#3618;ุ 15 ปีขึ้นไป มารับบริการที่โรงพ&#3618;าบาลศูน&#3618;์&#3618;ะลา และสมัครใจเข้าร่วมโครงการ วิเคราะห์ค่าความเที่&#3618;งของแบบประเมิน โด&#3618;ประเมินความสอดคล้องภา&#3618;ใน (internal consistency reliability) กำหนดระดับคะแนนของแบบประเมินโด&#3618;วิเคราะห์ลักษณะการกระจา&#3618;ตัวของกลุ่มตัวอ&#3618;่าง (Distribution) และวิเคราะห์ระดับความทุกข์ทรมานทางจิตใจของกลุ่มตัวอ&#3618;่าง ผลการศึกษา ได้แบบประเมินประกอบด้ว&#3618;ข้อคำถาม 18 ข้อ มีค่าความเที่&#3618;งของแบบประเมินทั้งฉบับ เท่ากับ .93 แบ่งเป็น 4 ด้าน ได้แก่ ด้านอารมณ์ มีค่าความเที่&#3618;ง เท่ากับ .83 ด้านความคิด เท่ากับ .81 ด้านพฤติกรรม เท่ากับ .86 และด้านอาการทางกา&#3618; เท่ากับ .77 การแบ่งระดับคะแนน ได้แก่ น้อ&#3618;กว่า 13 คะแนน หมา&#3618;ถึง ปกติ 13 ? 20 คะแนน หมา&#3618;ถึง ทุกข์ทรมานทางจิตใจเล็กน้อ&#3618; 21 ? 27 คะแนน หมา&#3618;ถึง ทุกข์ทรมานทางจิตใจมาก และ 28 คะแนน ขึ้นไป หมา&#3618;ถึง ทุกข์ทรมานทางจิตใจรุนแรง พบผู้ที่มีความทุกข์ทรมานทางจิตใจมาก ร้อ&#3618;ละ 2 และผู้ที่มีความทุกข์ทรมานทางจิตใจรุนแรง ร้อ&#3618;ละ 2 สรุป มีแบบประเมินในการใช้คัดแ&#3618;กผู้ที่มีความทุกข์ทรมานทางจิตใจหลังประสบเหตุการณ์วิกฤตภา&#3618;ใน 72 ชั่วโมง ? 2 สัปดาห์ ให้ผู้ที่มีความทุกข์ทรมานทางจิตใจในระดับมาก และรุนแรง ได้รับการช่ว&#3618;เหลือทางจิตใจ และติดตามเฝ้าระวังต่อไป http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1122 2014/11/04 05:35:45 การพัฒนาแบบประเมินผลกระทบทางจิตใจหลังเกิดเหตุการณ์วิกฤต (PISCES-18) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1122 การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิตจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ (VMS) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1120 วัตถุประสงค์ของการวิจั&#3618;นี้ เพื่อพัฒนาระบบฐานข้อมูลในการเฝ้าระวังปั&#3597;หาสุขภาพจิต จากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชา&#3618;แดนภาคใต้ สำหรับผู้ปฏิบัติงานด้านการเ&#3618;ี&#3618;ว&#3618;าสุขภาพจิตสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโ&#3618;ชน์ ในการวางแผน ติดตามและให้ความช่ว&#3618;เหลือผู้ได้รับผลกระทบจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชา&#3618;แดนภาคใต้ ตลอดจนผู้บริหารสามารถนำข้อมูลไปใช้ประโ&#3618;ชน์ ในการวางนโ&#3618;บา&#3618;และการประเมินผลการดำเนินงานอ&#3618;่างเป็นระบบ วิธีการวิจั&#3618; กำหนดปั&#3597;หาและวัตถุประสงค์ในการพัฒนาระบบฐานข้อมูลโด&#3618;การทบทวนทฤษฎี และงานวิจั&#3618;ที่เกี่&#3618;วข้อง รวมทั้งศึกษาถึงสถานการณ์ปั&#3597;หาสุขภาพจิต และระบบการให้ ความช่ว&#3618;เหลือด้านสุขภาพจิตในพื้นที่ และประชุมผู้เชี่&#3618;วชา&#3597; ได้แก่ จิตแพท&#3618;์ นักจิตวิท&#3618;า พ&#3618;าบาลจิตเวช และผู้ปฏิบัติงานทางสาธารณสุขในพื้นที่ จากนั้นศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาระบบฐานข้อมูล ทั้งทางด้านเทคโนโล&#3618;ีในการพัฒนาระบบการดำเนินงานและการบริหารจัดการ ทักษะความสามารถของนักจิตวิท&#3618;าและผู้ปฏิบัติงานในพื้นที่ ทำการวิเคราะห์ระบบในการให้ความช่ว&#3618;เหลือผู้ได้รับผลกระทบทางจิตใจ ดำเนินการออกแบบและ พัฒนาระบบฐานข้อมูลอิเลคโทนิค โด&#3618;โปรแกรมเมอร์ นำไปทดลองใช้ในพื้นที่สามจังหวัดชา&#3618;แดนใต้และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา จากนั้นประชุมติดตามประเมินผลและปรับปรุงระบบฐานข้อมูลเพื่อใช้จริง ผลการศึกษา มีระบบฐานข้อมูลในการเฝ้าระวังปั&#3597;หาสุขภาพจิตจากเหตุการณ์ ความไม่สงบในจังหวัดชา&#3618;แดนภาคใต้ ส่งผลให้ผู้ได้รับผลกระทบกลุ่มเป้าหมา&#3618;ทุกคนได้รับการติดตาม เฝ้าระวังในการเ&#3618;ี&#3618;ว&#3618;าจิตใจอ&#3618;่างทั่วถึงและต่อเนื่อง นักจิตวิท&#3618;าในศูน&#3618;์เ&#3618;ี&#3618;ว&#3618;าฟื้นฟูสุขภาพจิตประจำโรงพ&#3618;าบาลชุมชนในสามจังหวัดชา&#3618;แดนใต้และ 4 อำเภอในจังหวัดสงขลา ปฏิบัติงานได้อ&#3618;่างสะดวก และมีประสิทธิภาพมากขึ้น รวมทั้งได้ข้อมูลระบาดวิท&#3618;าทางสุขภาพจิตของผู้ได้รับผลกระทบที่สามารถนำมาใช้ในการวางแผนการให้ความช่ว&#3618;เหลือด้านสุขภาพจิต และพัฒนาองค์ความรู้ทางวิชาการต่อไป นอกจากนี้ กรมสุขภาพจิตและหน่ว&#3618;งานที่เกี่&#3618;วข้อง มีการนำข้อมูลมาใช้ในการกำหนดนโ&#3618;บา&#3618; และงบประมาณในการดำเนินงานด้านการป้องกัน และแก้ไขปั&#3597;หาทางสุขภาพจิตของผู้ได้รับผลกระทบในปีต่อไป http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1120 2014/11/04 05:34:20 การพัฒนาระบบฐานข้อมูลเฝ้าระวังปัญหาสุขภาพจิตจากสถานการณ์ความไม่สงบในจังหวัดชายแดนใต้ (VMS) http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1120 ระบาดวิทยาปัญหาด้านอารมณ์และพฤติกรรมของเด็กและวัยรุ่น ปี 2548 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1119 การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของปั&#3597;หาด้านอารมณ์และพฤติกรรมของเด็กและวั&#3618;รุ่นและศึกษาความสัมพันธ์ระหว่าง พ่อ แม่ ลูก ตามการรับรู้ของเด็กและวั&#3618;รุ่น เป็นการสำรวจในชุมชน แบบภาคตัดขวางในช่วงเวลาหนึ่ง (Cross sectional descriptive study, community survey) ประชากรที่ศึกษามีอา&#3618;ุระหว่าง 6-18 ปี ทั้งเพศชา&#3618;และเพศห&#3597;ิงจำนวนทั้งสิ้น 13,500 คน ใช้วิธีการสุ่มตัวอ&#3618;่างแบบ Stratified three-stage cluster sampling ใน 4 ภาค และกรุงเทพมหานคร เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้ว&#3618; 1)แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป 2) แบบสำรวจพฤติกรรมเด็ก (TYC) 3) แบบวัดความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ แม่ ลูก (PBI) วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;ใช้สถิติเชิงพรรณนา แจกแจงด้ว&#3618;ค่าความถี่ ร้อ&#3618;ละ และประมาณค่า&#3618;อดรวมโด&#3618;ใช้สูตรการคำนวณที่สอดคล้องกับการเลือกตัวอ&#3618;่างเชิงความน่าจะเป็น ผลการศึกษาว่า เด็กและวั&#3618;รุ่นร้อ&#3618;ละ 12.1-16.2 มีปั&#3597;หาอารมณ์และพฤติกรรมกลุ่มที่มีปั&#3597;หาในระดับผิดปกติที่ต้องพบจิตแพท&#3618;์หรือผู้เชี่&#3618;วชา&#3597;ด้านสุขภาพจิต เป็นกลุ่มวั&#3618;รุ่นห&#3597;ิง ร้อ&#3618;ละ 8.1 วั&#3618;รุ่นชา&#3618;ร้อ&#3618;ละ 7.5 เด็กชา&#3618;ร้อ&#3618;ละ 5.7 และเด็กห&#3597;ิงร้อ&#3618;ละ 5.2 เด็กและวั&#3618;รุ่นภาคใต้มีปั&#3597;หาในระดับผิดปกติมากกว่าภาคอื่น ๆ และพบปั&#3597;หาผิดปกติของเด็กและวั&#3618;รุ่นน้อ&#3618;ที่สุดในภาคตะวันออกเฉี&#3618;งเหนือ ด้านความสัมพันธ์ระหว่างพ่อแม่ลูก ตามการรับรู้ของเด็กและวั&#3618;รุ่นส่วนให&#3597;่เป็นรูปแบบพ่อและแม่ควบคุมแต่ไม่แสดงความรักเอาใจใส่ร้อ&#3618;ละ 19.4-42.1 โด&#3618;พบความสัมพันธ์ในรูปแบบนี้มากที่สุดในภาคเหนือ และน้อ&#3618;ที่สุดในภาคตะวันออกเฉี&#3618;งเหนือ สรุปผลการศึกษาดังกล่าวสามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการดำเนินงานดูแลสุขภาพจิตของเด็กและวั&#3618;รุ่นเพื่อป้องกันและแก้ไขปั&#3597;หาด้านอารมณ์และพฤติกรรมต่อไป http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1119 2010/12/01 19:21:34 ระบาดวิทยาปัญหาด้านอารมณ์และพฤติกรรมของเด็กและวัยรุ่น ปี 2548 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1119 ระบบเฝ้าระวังผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตของจังหวัดยโสธร http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1118 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์ระบบสุขภาพที่เกี่&#3618;วข้องกับการเฝ้าระวังโรคซึมเศร้าในระดับทั่วไป ในกลุ่มเสี่&#3618;ง และกลุ่มเสี่&#3618;งสูง (Universal prevention, Selected prevention, and Indicated prevention) รวมทั้ง การป้องกันการกลับเป็นซ้ำ ในด้านการเข้าถึงบริการ สมรรถนะของผู้ให้บริการและทรัพ&#3618;ากรที่มีอ&#3618;ู่เพื่อป้องกัน โรคซึมเศร้าในพื้นที่จังหวัด&#3618;โสธร โด&#3618;ใช้ระบบวิธีวิจั&#3618;เชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลด้ว&#3618;วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่มกับผู้อำนว&#3618;การโรงพ&#3618;าบาล พ&#3618;าบาลที่รับผิดชอบงานด้านสุขภาพจิตและจิตเวชในโรงพ&#3618;าบาลและพีซี&#3618;ู เจ้าหน้าที่สาธารณสุขจังหวัด เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพีซี&#3618;ู และอาสาสมัครประจำหมู่บ้าน วิเคราะห์ข้อมูลด้ว&#3618;การวิเคราะห์เนื้อหา (content analysis) ข้อมูลที่ได้รับจากการศึกษาชี้ให้เห็นว่าระบบเฝ้าระวังผู้ที่มีปั&#3597;หาสุขภาพจิตของจังหวัด&#3618;โสธรมีประสิทธิภาพดี บุคลากรทำงานด้ว&#3618;ใจรักทุ่มเทกับการทำงานอ&#3618;่างจริงจัง เสี&#3618;สละ มีเครือข่า&#3618;ที่เอื้อต่อการดูแลและฟื้นฟูสุขผู้ป่ว&#3618; ในชุมชน การเฝ้าระวังทั่วไปมีการจัดโครงการสร้างเสริมสุขภาพจิตอ&#3618;่างหลากหลา&#3618;ซึ่งขึ้นอ&#3618;ู่กับงบประมาณที่ได้รับ และความสามารถของบุคลากรในการบริหารจัดการโครงการและเอื้อให้เกิดการดำเนินการอ&#3618;่างต่อเนื่อง โด&#3618;ทั่วไปแล้วพ&#3618;าบาล เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและ อสม. มีความสามารถในการจัดทำโครงสร้างเสริมสุขภาพโด&#3618;ให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วม ส่วนการเข้าถึงบริการ&#3618;ังไม่ครอบคลุมทุกกลุ่มประชากร โด&#3618;เฉพาะกลุ่มวั&#3618;รุ่นเป็นกลุ่มที่เข้าถึงได้&#3618;ากที่สุด การเฝ้าระวังในกลุ่มเสี่&#3618;งมีการส่งต่อผู้ที่เสี่&#3618;งต่อการเกิดปั&#3597;หาสุขภาพจิต ซึ่งได้แก่ ผู้ป่ว&#3618;โรคเรื้อรังต่าง ๆ ผู้ที่มีประวัติพ&#3618;า&#3618;ามฆ่าตัวตา&#3618; ครอบครัวที่มีการใช้ความรุนแรง และครอบครัวห&#3618;่าร้างให้ได้รับการดูแลอ&#3618;่างต่อเนื่องจากพ&#3618;าบาลและเจ้าหน้าที่ในพีซี&#3618;ูและอสม. การเฝ้าระวังในกลุ่มเสี่&#3618;งซึ่งเป็นกลุ่มที่มีอาการ ซึมเศร้าแต่&#3618;ังไม่เข้าเกณฑ์การวินิจฉั&#3618;โรคซึมเศร้า &#3618;ังไม่ได้รับการประเมินเพื่อแ&#3618;กผู้ป่ว&#3618;ด้ว&#3618;โรคซึมเศร้าออกจาก ผู้ที่มีอารมณ์เศร้าตามปกติ ผู้ที่มีอาการซึมเศร้าส่วนให&#3597;่ไม่ได้ถูกค้นพบ ผู้ป่ว&#3618;ที่พบส่วนให&#3597;่ได้จากแพท&#3618;์และพ&#3618;าบาลสังเกตเห็นอาการซึมเศร้ารุนแรงในผู้ป่ว&#3618;ที่เข้ามารักษาโรคเรื้อรังทางกา&#3618;ในโรงพ&#3618;าบาล เครื่องมือประเมินอาการซึมเศร้ามีอ&#3618;ู่แต่ไม่ได้ถูกนำมาใช้ถูกกาลเวลา แพท&#3618;์รู้สึกไม่มั่นใจที่จะวินิจฉั&#3618;และให้การรักษาโรคซึมเศร้า พ&#3618;าบาลขาดทักษะในการค้นพบและการบำบัดทางจิตสังคมอื่นๆ นอกจากการให้การปรึกษาเท่านั้น ในการป้องกันการกลับซ้ำเน้นเฉพาะการรับประทานอาหารอ&#3618;่างต่อเนื่อง ส่วนการฟื้นฟูสุขภาพด้านอื่น ๆ ในชุมชน &#3618;ังไม่ได้ตระหนักถึง นอกจากนั้นแล้ว ผู้ป่ว&#3618;ไม่สะดวกกับขั้นตอนการรับบริการที่เป็นอ&#3618;ู่เนื่องจากสิ้นเปลืองเวลา และค่าใช้จ่า&#3618;ในการเดินทางไปรับ&#3618;าต่อเนื่องในโรงพ&#3618;าบาลชุมชนหรือโรงพ&#3618;าบาลจิตเวชซึ่งอ&#3618;ู่ไกลจากพื้นที่ การศึกษาครั้งนี้ให้ข้อเสนอว่าการเปลี่&#3618;นความคิดและมุมมองของชุมชนให้เห็นว่าโรคซึมเศร้ารักษาหา&#3618;ได้ร่วมกับ การเพิ่มทักษะของผู้ให้บริการทางการแพท&#3618;์ในการคัดกรอง วินิจฉั&#3618; บำบัดรักษา และฟื้นฟู จะช่ว&#3618;ให้การเฝ้าระวัง โรคซึมเศร้ามีประสิทธิภาพและประสิทธิผล&#3618;ิ่งขึ้น http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1118 2011/11/22 19:58:50 ระบบเฝ้าระวังผู้ที่มีปัญหาสุขภาพจิตของจังหวัดยโสธร http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1118 ความเครียดประชาชนวัยแรงงานเขตสาธารณสุขที่ 8 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1117 การวิจั&#3618;ครั้งนี้เป็นการศึกษาความเครี&#3618;ดของประชาชนวั&#3618;แรงงานเขตสาธารณสุขที่ 8 กลุ่มตัวอ&#3618;่างเป็นประชาชนวั&#3618;แรงงาน จังหวัดนครสวรรค์จังหวัดตาก จังหวัดกำแพงเพชร จำนวน 900 คน เครื่องมือที่ใช้ในการ วิจั&#3618;เป็นแบบวัดความเครี&#3618;ดโรงพ&#3618;าบาลสวนปรุง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อ&#3618;ละ ค่าเฉลี่&#3618;เลขคณิต ค่าเบี่&#3618;งเบนมาตรฐานและสถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลสมมติฐาน ได้แก่ Chi-Square Tests กำหนดระดับนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ 0.05 ประชาชนเป็นเพศห&#3597;ิงและชา&#3618;เท่าๆกัน มากสุดอา&#3618;ุระหว่าง 15-29 ปี ร้อ&#3618;ละ 37.4 นับถือศาสนาพุทธ ร้อ&#3618;ละ 98.3 สถานภาพสมรส ร้อ&#3618;ละ 66.0 ส่วนให&#3597;่จบการศึกษาประถมศึกษาหรือต่ำกว่า ร้อ&#3618;ละ 55.1 ส่วนให&#3597;่อาชีพเกษตรกร / ประมงรองลงมาอาชีพผู้ใช้แรงงาน / รับจ้าง รา&#3618;ได้เฉลี่&#3618;ของตนเองและครอบครัวต่อเดือนส่วนให&#3597;่น้อ&#3618;กว่าหรือเท่ากับ 5,000 บาทสถานภาพทางการเงินไม่พอใช้และมีหนี้สินร้อ&#3618;ละ 43.8 จำนวนสมาชิกในครอบครัวมากสุด ระหว่าง 1-5 คน มีบ้านของตนเอง ร้อ&#3618;ละ 68.1 ไม่มีที่ดินทำกิน ร้อ&#3618;ละ 53.4 ส่วนให&#3597;่ความสัมพันธ์ในครอบครัวดี ร้อ&#3618;ละ 44.6 มีความรู้สึกต่อแม่ดี ร้อ&#3618;ละ 52.0 มีความรู้สึกต่อพ่อดี ร้อ&#3618;ละ 56.6 มีความรู้สึกต่อสามี / ภรร&#3618;าดี ร้อ&#3618;ละ 42.6 ไม่มี&#3597;าติเจ็บป่ว&#3618;ด้ว&#3618;โรคทางจิตเวช ร้อ&#3618;ละ 89.7 ไม่เค&#3618;ได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะอ&#3618;่างรุนแรงจนสลบหรือเค&#3618;ได้รับการผ่าตัดกระโหลกศีรษะ ร้อ&#3618;ละ 89.3 ใน 1 ปีที่ผ่านมา ไม่เค&#3618;เจ็บป่ว&#3618;จนต้องไปพบแพท&#3618;์ ร้อ&#3618;ละ 56.1 ภาวะสุขภาพจิตในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมามีความเครี&#3618;ดร้อ&#3618;ละ 65.4 ปั&#3597;หาหรือสาเหตุที่ทำให้เครี&#3618;ด คือ เศรษฐกิจการเงินและครอบครัวการมองปั&#3597;หาที่เกิดขึ้นกับตัวเองส่วนให&#3597;่มีทางออก&#3618;อมรับในสิ่งที่เกิดขึ้น ส่วนให&#3597;่เมื่อเกิดภาวะเครี&#3618;ดจะช่ว&#3618;เหลือตนเองก่อน ไม่รู้จักคลินิกคลา&#3618;เครี&#3618;ดไม่รู้จักปรึกษาปั&#3597;หาทางโทรศัพท์จากหน่ว&#3618;งานและไม่เค&#3618;ได้รับแจกสื่อคู่มือคลา&#3618;เครี&#3618;ดเป็นส่วนให&#3597;่ ผลการทำแบบวัดความเครี&#3618;ดกลุ่มตัวอ&#3618;่าง มีความเครี&#3618;ดที่ถือว่าเป็นปั&#3597;หาต้องได้การช่ว&#3618;เหลือเพี&#3618;ง 8.5 การทดสอบสมมติฐานปัจจั&#3618;ส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ เขตที่อ&#3618;ู่ ไม่มีความสัมพันธ์กับความเครี&#3618;ดอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1117 2011/11/22 20:04:37 ความเครียดประชาชนวัยแรงงานเขตสาธารณสุขที่ 8 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1117 การวิจัยประเมินผลโครงการพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อป้องกันสารเสพติดในจังหวัดอำนาจเจริญ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1116 กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข ได้พัฒนาวิธีการสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการป้องกันปั&#3597;หา สารเสพติด ในปี 2544 โด&#3618;ใช้แนวคิด ร่วมใจ ร่วมคิด ร่วมทำ และแนวคิดการใช้ชุมชนเป็นฐาน ซึ่งมีผลทำให้ชุมชนเกิดความเข้มแข็ง โด&#3618;ดำเนินการในเขตการสาธารณสุขทั้ง 12 เขต เขตละ 1 จังหวัด สำหรับเขต 7 ดำเนินการ ในจังหวัดอำนาจเจริ&#3597; โด&#3618;สำนักงานสาธารณสุขจังหวัดอำนาจเจริ&#3597;ด้ว&#3618;การสนับสนุนทางวิชาการจากโรงพ&#3618;าบาลพระศรีมหาโพธิ์ และศูน&#3618;์สุขภาพจิตเขต 7 ซึ่งโครงการดังกล่าวดำเนินการใน 4 อำเภอ อำเภอละ 1 ชุมชน ได้แก่ อำเภอชานุมาน อำเภอปทุมราชวงศา อำเภอพนา และอำเภอลืออำนาจ จึงเห็นสมควรให้มีการประเมินผลในรูปแบบของการวิจั&#3618;ประเมินผลโครงการ วัตถุประสงค์ของการวิจั&#3618; คือ เพื่อประเมินความสอดคล้อง ระหว่างความจำเป็นในการดำเนินโครงการกับวัตถุประสงค์ของโครงการ เพื่อประเมินผลการอบรมเทคนิค การจัดกิจกรรม การมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อป้องกันสารเสพติด และเพื่อประเมินผลการมีส่วนร่วมของผู้นำชุมชน และประชาชนในการป้องกันสารเสพติดในชุมชน โด&#3618;มีการระบุตัวชี้วัดและเกณฑ์การประเมิน ประชากรที่ศึกษาได้แก่ 1) บุคลากรสาธารณสุขที่ผ่านการอบรมเทคนิคการจัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อป้องกัน สารเสพติดในเขต 4 อำเภอ จำนวน 28 คน และ 2) ผู้นำชุมชนและประชาชนที่เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อป้องกันสารเสพติด จำนวน 121 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจั&#3618; ได้แก่ แบบทดสอบความรู้ แบบประเมินการอบรมเทคนิคการจัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อป้องกันสารเสพติด แบบประเมิน คู่มือการจัดกิจรรม แบบสอบถามความพึงพอใจ และแนวทางการสนทนากลุ่ม เก็บข้อมูลและรวบรวมรา&#3618;งานเอกสาร โด&#3618;ผู้วิจั&#3618;วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโด&#3618;การวิเคราะห์เนื้อหาและหาวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโด&#3618;ใช้ ค่าสถิติ ร้อ&#3618;ละ ค่าเฉลี่&#3618; และทดสอบค่าที (t - test paired) ผลการศึกษาพบว่าโครงการและวัตถุประสงค์ของโครงการมีความสอดคล้องกับสภาพปั&#3597;หาในชุมชน มีความต้องการในการแก้ไขปั&#3597;หาด้ว&#3618;วิธีการดำเนินโครงการดังกล่าว การประเมินผลการอบรมเทคนิคการจัดกิจกรรม การมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อป้องกันสารเสพติดสำหรับบุคลากรสาธารณสุขได้รับการประเมินจากผู้เข้าอบรมว่าส่วนให&#3597;่อ&#3618;ู่ในระดับเหมาะสมมากถึงมากที่สุด ส่วนคู่มือการจัดกิจกรรมการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อป้องกันสารเสพติดในชุมชน ได้ผลการประเมินว่ามีความเหมาะสมมากถึงมากที่สุด การประเมินความพึงพอใจของผู้นำชุมชนที่เข้าร่วมประชุมเชิงปฏิบัติการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อป้องกันสารเสพติด พบว่า ส่วนให&#3597;่มีความพึงพอใจถึงพอใจมาก และจากการประชุมเชิงปฏิบัติการ พบว่า ผู้เข้าร่วมประชุมของทั้ง 4 ชุมชน ได้ร่วมกันคิดและกำหนดโครงการเพื่อการป้องกันสารเสพติดในชุมชนของแต่ละชุมชนจำนวน 2 ถึง 4 โครงการ เมื่อกำหนดโครงการแล้ว มีการดำเนินตามโครงการค่อนข้างสม่ำเสมอ มีการเผ&#3618;แพร่ให้คนอื่นทราบเป็นส่วนให&#3597;่ และเมื่อได้ดำเนินการแล้ว ส่วนให&#3597;่มีความพึงพอใจที่ได้ร่วมมือป้องกันปั&#3597;หาสารเสพติดในชุมชนของตน ผลจากการดำเนินโครงการ เพื่อป้องกันสารเสพติดในชุมชน ทำให้ประชาชนในชุมชนนั้น ส่วนให&#3597;่เห็นความสำคั&#3597;ของการมีส่วนร่วมในการป้องกันปั&#3597;หาสารเสพติดและลดการมั่วสุมของกลุ่มเ&#3618;าวชนในชุมชนที่ใช้สารเสพติด ข้อเสนอแนะ ควรมีการสร้างภาคีและเครือข่า&#3618;ในการดำเนินงานกับภาครัฐ องค์การเอกชน และภาคประชาชน เพื่อสร้างความเข้าใจและให้ความร่วมมือในการทำงานอ&#3618;่างครอบคลุม ซึ่งอาจนำไปสู่การสร้างแนวร่วมจากชุมชนอื่น ๆ ที่ใกล้เคี&#3618;ง และสนับสนุนให้เกิดการแก้ไขปั&#3597;หาสารเสพติดด้ว&#3618;มาตรการอื่น ๆ หลังจากพบว่า ชุมชน ประสบผลสำเร็จจากการใช้มาตรการป้องกันด้ว&#3618;การมีส่วนร่วมของชุมชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1116 2011/11/22 20:17:04 การวิจัยประเมินผลโครงการพัฒนารูปแบบการมีส่วนร่วมของชุมชนเพื่อป้องกันสารเสพติดในจังหวัดอำนาจเจริญ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1116 ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าและการทำร้ายตนเองของผู้ป่วยที่มารับบริการโรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1115 การวิจั&#3618;ครั้งนี้เป็นการวิจั&#3618;ที่ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าและการทำร้า&#3618;ตนเองของผู้ป่ว&#3618;ที่มารับบริการโรงพ&#3618;าบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ ที่มีภาวะซึมเศร้าและการทำร้า&#3618;ตนเองจำนวน 1,605 รา&#3618; เครื่องมือที่ใช้ในการวิจั&#3618;เป็นแบบเฝ้าระวังภาวะซึมเศร้าและการทำร้า&#3618;ตนเอง กรมสุขภาพจิต รง.506DS การวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ได้แก่ ค่าร้อ&#3618;ละ และสถิติในการวิเคราะห์สมมติฐาน ได้แก่ Chi-Square Tests กำหนดระดับนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ 0.05 ผู้ป่ว&#3618;เป็นเพศห&#3597;ิง ร้อ&#3618;ละ 72.1 มีอา&#3618;ุระหว่าง 41-50 ปี ร้อ&#3618;ละ27.6 สถานภาพสมรส ร้อ&#3618;ละ 72.5 อาชีพเกษตรกร ร้อ&#3618;ละ24.5 พฤติกรรมส่วนบุคคลมีเพี&#3618;ง ร้อ&#3618;ละ 18.1 เท่านั้นที่มีพฤติกรรมติดบุหรี่ ติดสุรา ติดสารเสพติดและติดการพนัน ซึ่งบางรา&#3618;ติดมากกว่าหนึ่งอ&#3618;่าง ปั&#3597;หาหรือเหตุการณ์ที่กระตุ้นให้เกิดภาวะซึมเศร้าหรือทำร้า&#3618;ตนเองส่วนให&#3597;่มาจากภาวะซึมเศร้า ร้อ&#3618;ละ 87.7 มีปั&#3597;หาสุขภาพมากที่สุดคือ ความดันโลหิตสูง ร้อ&#3618;ละ17.6 และร้อ&#3618;ละ 3.5 ที่ทำร้า&#3618;ตนเอง ซึ่งจำนวนที่ทำร้า&#3618;ตนเองมากกว่า 1 ครั้ง พบร้อ&#3618;ละ 0.8 และวิธีที่ทำร้า&#3618;ตนเอง ส่วนให&#3597;่ใช้วิธีกิน&#3618;าเกินขนาด ร้อ&#3618;ละ 2.7 การทดสอบสมมติฐานเพศ อา&#3618;ุ สถานภาพสมรส และอาชีพ มีความสัมพันธ์กับปั&#3597;หาหรือเหตุการณ์ที่กระตุ้นให้เกิดภาวะซึมเศร้าหรือทำร้า&#3618;ตนเอง ปั&#3597;หาสุขภาพและวิธีการที่ทำร้า&#3618;ตนเองอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ การทดสอบสมมติฐาน เพศ อา&#3618;ุ สถานภาพและอาชีพ มีความสัมพันธ์กับปั&#3597;หาหรือเหตุการณ์ที่กระตุ้นให้เกิดภาวะซึมเศร้าหรือทำร้า&#3618;ตนเอง ปั&#3597;หาสุขภาพ และวิธีการที่ร้า&#3618;ตนเองอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1115 2011/11/22 20:21:56 ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าและการทำร้ายตนเองของผู้ป่วยที่มารับบริการโรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1115 ความผิดปกติทางจิตเวชของผู้ต้องขัง: การศึกษาในเรือนจำเขตกรุงเทพมหานครและเรือนจำบางขวาง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1114 อัตราส่วนของผู้ต้องขังที่มีความผิดปกติทางจิตเวชที่ได้รับการบำบัดรักษาในเรือนจำ โด&#3618;ศึกษาผู้ต้องขังทั้งสิ้น 988 คนแบ่งเป็นผู้ต้องขังห&#3597;ิงระหว่างพิจารณาและนักโทษเด็ดขาดรวม 230 คน ผู้ต้องขังชา&#3618;ระหว่างพิจารณารวม 267 คน และนักโทษชา&#3618;เด็ดขาดรวม 491 คน เลือกกลุ่มตัวอ&#3618;่างโด&#3618;ใช้วิธี stratified systematic random sampling ระหว่างเดือนกัน&#3618;า&#3618;น ถึงเดือนตุลาคม 2544 สัมภาษณ์เพื่อประเมิณความผิดปกติทางจิตเวช โด&#3618;ใช้เครื่องมือ M.I.N.I (Mini International Neuropsychiatric Interview) วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;ใช้สถิติ ความถี่ ร้อ&#3618;ละ ค่าเฉลี่&#3618; Chi-square Test พบว่าผู้ต้องขังมีอา&#3618;ุเฉลี่&#3618; 32 ปี ส่วนให&#3597;่เป็นโสด จบการศึกษาชั้นประถมศึกษาถึงมัธ&#3618;มศึกษาตอนต้น มีที่อ&#3618;ู่เป็นหลักแหล่ง ก่อคดี พรบ.&#3618;าเสพติด/สารระเห&#3618; ต้องโทษครั้งแรก ต้องคดีเดี&#3618;ว และไม่เค&#3618;บำบัดรักษาทางจิตเวชในเรือนจำ พบความชุกของโรคในปัจจุบันร้อ&#3618;ละ 3.4 โรคซึมเศร้าร้อ&#3618;ละ 10 โรคแมเนี&#3618;ร้อ&#3618;ละ 1.4 ความชุกของโรควิตกกังวลทั่วไปร้อ&#3618;ละ 6.6 โรควิตกกังวลซึมเศร้าร้อ&#3618;ละ 4.3 ผู้ต้องขังติดแอมเฟตามีนสูงถึงร้อ&#3618;ละ 26.2 ติดสุราร้อ&#3618;ละ 12.2 มีความเสี่&#3618;งต่อการฆ่าตัวตา&#3618;ระดับรุนแรงร้อ&#3618;ละ 2.3 มีบุคลิกภาพแบบต่อต้างสังคม ร้อ&#3618;ละ 15 มีภาวะโรคจิตในผู้ต้องขังติดสารระเห&#3618; ติดเฮโรอีน ติดสุรา ติดแอมเฟตามีนเท่ากับร้อ&#3618;ละ 25.0 ร้อ&#3618;ละ 7.6 และร้อ&#3618;ละ 5.1 ตามลำดับ ผู้ต้องขังติดสุรา ติดแอมเฟตามีน ติดเฮโรอีน ติดกั&#3597;ชา รวมทั้งผู้ต้องขังที่มีบุคลิกภาพแบบต่อต้านสังคมมีความแตกต่างกับผู้ที่ไม่มีภาวะดังกล่าวอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติในประเด็นที่เกี่&#3618;ข้องกับประเภทของคดี จำนวนครั้งที่ต้องโทษจำนวนคดีที่ถูกฟ้องร้อง พบว่าผู้ต้องขังที่มีความผิดปกติทางจิตเวชที่ควรได้รับการรักษาโด&#3618;เร็วมีอัตราการเข้าถึงการบำบัดรักษาทางจิตเวชที่ต่ำ&#3618;ังขาดระบบการบำบัดรักษาและพัฒนาจิตใจผู้ต้องขังที่มีความผิดปกติทางจิตเวช ซึ่งน่าจะเป็นเหตุส่วนหนึ่งที่ทำให้ผู้ที่มีความเสี่&#3618;งทางจิตเวชดังกล่าวก่อคดีซ้ำ ผลการวิจั&#3618;เป็นข้อมูลพื้นฐานเป็นประโ&#3618;ชน์ต่อการกำหนดแผนดำเนินการจัดการบริการจิตเวชในเรือนจำ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1114 2011/11/22 20:27:27 ความผิดปกติทางจิตเวชของผู้ต้องขัง: การศึกษาในเรือนจำเขตกรุงเทพมหานครและเรือนจำบางขวาง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1114 โปรแกรมการค้นหาและแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยจิตเวชในโรงพยาบาลที่มีพฤติกรรมฆ่าตัวตาย พฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงพฤติกรรมหลบหนี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1113 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสร้างโปรแกรมค้นหาผู้ป่ว&#3618;จิตเวช และแนวดูแลรักษาผู้ป่ว&#3618;จิตเวชในโรงพ&#3618;าบาล ที่มีแนวโน้มเกิดพฤติกรรมฆ่าตัวตา&#3618; (Suicide) พฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรง (Violence) พฤติกรรมหลบหนีจากโรงพ&#3618;าบาล (Escape) ซึ่งเรี&#3618;กว่า SVE Precaution Program โปรแกรมดังกล่าวมีความเหมาะสมกับบริบทของโรงพ&#3618;าบาลจิตเวชในประเทศไท&#3618; ซึ่งมีปั&#3597;หาภาระงานมากเมื่อเที&#3618;บกับอัตรากำลังที่มีอ&#3618;ู่ แนวทางการศึกษาใช้หลักการวิจั&#3618;และพัฒนา ใช้ผลลัพธ์ จากการศึกษาในช่วงแรกนำมาพัฒนาประสิทธิภาพของเครื่องมือในช่วงที่สองของการศึกษาให้มีคุณภาพมากขึ้นนวัตกรรมในการศึกษาครั้งนี้คือ การใช้ป้า&#3618;ชื่อที่ระบุปั&#3597;หาความเสี่&#3618;ง เพื่อใช้ในการสื่อสารระหว่างทีมสหวิชาชีพ ผลการศึกษาและพัฒนาพบว่าทำให้อุบัติการณ์ของพฤติกรรมดังกล่าวลดลง และสามารถเพิ่มประสิทธิภาพของระบบรา&#3618;งานความเสี่&#3618;งในโรงพ&#3618;าบาล http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1113 2011/11/22 20:32:14 โปรแกรมการค้นหาและแนวทางการดูแลรักษาผู้ป่วยจิตเวชในโรงพยาบาลที่มีพฤติกรรมฆ่าตัวตาย พฤติกรรมก้าวร้าวรุนแรงพฤติกรรมหลบหนี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1113 การศึกษาสถานการณ์การใช้มาตรฐานการปฏิบัติการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวชของพยาบาลจิตเวช สังกัดกรมสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1110 มาตรฐานการปฏิบัติการพ&#3618;าบาลเป็นเครื่องมือที่ช่ว&#3618;ให้ทำให้การปฏิบัติการพ&#3618;าบาลเป็นไปอ&#3618;่างมีระบบ เป็นแ&#3618;ทางในการบริการพ&#3618;าบาล และเป็นเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินคุณภาพของการพ&#3618;าบาล ซึ่งพ&#3618;าบาลควร&#3618;ึดถือปฏิบัติในการทำงานเพื่อให้การบริการแก่ผู้ป่ว&#3618;จิตเวชมีคุณภาพและประสิทธิภาพสูงสุด การศึกษาครั้งนี้เป็นการวิจั&#3618;เชิงพรรณนา มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาสถานการณ์และปั&#3597;หาอุปสรรคการใช้มาตรฐานการปฏิบัติการพ&#3618;าบาลสุขภาพจิตและจิตเวชในปัจจุบัน 2. เพื่อประเมินผลการปฏิบัติงานในหน่ว&#3618;งานและกับผู้ป่ว&#3618;ของพ&#3618;าบาลจิตเวชเมื่อเที&#3618;บกับมาตรฐานการปฏิบัติการพ&#3618;าบาลสุขภาพจิตและจิตเวช 3. เพื่อศึกษาปัจจั&#3618;ที่มีผลต่อการปฏิบัติการพ&#3618;าบาลสุขภาพจิตและจิตเวช 4. เพื่อทราบความคิดเห็นต่อมาตรฐานและการพัฒนามาตรฐานการปฏิบัติการพ&#3618;าบาลสุขภาพจิตและจิตเวช ประชากรที่ใช้ในการศึกษาเป็นพ&#3618;าบาลวิชาชีพในโรงพ&#3618;าบาลจิตเวช สังกัดกรมสุขภาพจิต จำนวน 234 คน มีการสุ่มตัวอ&#3618;่างแบบแบ่งระดับชั้น ตามสัดส่วนของพ&#3618;าบาลแต่ละโรงพ&#3618;าบาล เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม แบ่งออกเป็น 4 ส่วน ได้แก่ 1. แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล 2. แบบสอบถามการใช้มาตรฐานการปฏิบัติการพ&#3618;าบาลสุขภาพจิตและจิตเวชและปั&#3597;หาอุปสรรคในการใช้มาตรฐานการปฏิบัติการพ&#3618;าบาลสุขภาพจิตและจิตเวช 3. แบบประเมินผลการปฏิบัติงานในหน่ว&#3618;งานและกับผู้ป่ว&#3618;ตามมาตรฐานการปฏิบัติการพ&#3618;าบาลสุขภาพจิตและจิตเวช ซึ่งผู้วิจั&#3618;สร้างขึ้นตามเกณฑ์มาตรฐานการปฏิบัติการพ&#3618;าบาลสุขภาพจิตและจิตเวช คำนวณค่าความเชื่อมั่นใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาค ได้ค่า .812 4. แบบสอบถามความคิดเห็นต่อมาตรฐานการปฏิบัติการพ&#3618;าบาลสุขภาพจิตและจิตเวช คำนวณค่าความเชื่อมั่นใช้สูตรสัมประสิทธิ์แอลฟาครอนบาค ได้ค่า .918 วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;หาความถี่ ร้อ&#3618;ละ ค่าเฉลี่&#3618; ส่วนเบี่&#3618;งเบนมาตรฐาน t-test, F- test และเปรี&#3618;บเที&#3618;บความแตกต่างรา&#3618;คู่ด้ว&#3618;วิธีการของ Sheffe' กำหนดระดับนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ .05 ผลการศึกษาพบว่า สถาบัน / โรงพ&#3618;าบาลจิตเวช มีคุณภาพการบริหารการพ&#3618;าบาลอ&#3618;ู่ในระดับดี พ&#3618;าบาลวิชาชีพ สังกัดกรมสุขภาพจิตมีผลการปฏิบัติงานในหน่ว&#3618;งานระดับปานกลาง และผลการปฏิบัติงานผู้ป่ว&#3618;ระดับดี และจากการทดสอบสมมติฐาน พบว่า ปัจจั&#3618;เรื่องเพศ สถานภาพสมรส ลักษณะการปฏิบัติงาน การอบรมหลักสูตรพ&#3618;าบาลจิตเวช ระ&#3618;ะเวลาการอบรมหลักสูตรพ&#3618;าบาลจิตเวช ไม่ทำให้ผลการปฏิบัติงานการพ&#3618;าบาลสุขภาพจิตและจิตเวชแตกต่างกัน ส่วนอา&#3618;ุ ระดับการศึกษาและประสบการณ์การทำงานพ&#3618;าบาลสุขภาพจิตและจิตเวช มีผลให้การปฏิบัติงานการพ&#3618;าบาลสุขภาพจิตและจิตเวชแตกต่างกันอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ นอกจากนั้น พ&#3618;าบาลมีความเห็นว่ามาตรฐานในปัจจุบันที่ใช้ควรมีการพัฒนาปรับปรุงให้ทันสมั&#3618; สอดคล้องกับสถานการณ์การเจ็บป่ว&#3618;ทางจิตในปัจจุบัน ควรมีความชัดเจนของกิจกรรมและแนวทางการปฏิบัติกระบวนการพ&#3618;าบาลสามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในการทำงานมากขึ้น และส่งเสริมให้มีมาตรฐานกลางในการปฏิบัติงานพ&#3618;าบาลสุขภาพจิตและจิตเวช สำหรับโรงพ&#3618;าบาลจิตเวช สังกัดกรมสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1110 2011/11/22 21:11:05 การศึกษาสถานการณ์การใช้มาตรฐานการปฏิบัติการพยาบาลสุขภาพจิตและจิตเวชของพยาบาลจิตเวช สังกัดกรมสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1110 การศึกษาความเครียดและความฉลาดทางอารมณ์ของบุคลากรโรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ ปีงบประมาณ 2547 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1109 การวิจั&#3618;ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1)ศึกษาภาวะความเครี&#3618;ดและความฉลาดทางอารมณ์ของบุคลากรโรงพ&#3618;าบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ 2)ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจั&#3618;ส่วนบุคคลกับความเครี&#3618;ด 3)ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจั&#3618;ส่วนบุคคลกับความฉลาดทางอารมณ์ 4)ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความเครี&#3618;ดและความฉลาดทางอารมณ์ กลุ่มตัวอ&#3618;่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้แก่ บุคลากรโรงพ&#3618;าบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ จำนวน 117 คน ที่ปฏิบัติงานอ&#3618;ู่ในหน่ว&#3618;งานระหว่างวันที่ 1-31 ตุลาคม 2546 ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโด&#3618;ใช้แบบประเมินความเครี&#3618;ดและความฉลาดทางอารมณ์ที่สร้างและพัฒนาขึ้นโด&#3618;กรมสุขภาพจิต ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;ใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางคอมพิวเตอร์ SPSS for windows โด&#3618;หาค่าร้อ&#3618;ละและวิเคราะห์ความสัมพันธ์โด&#3618;ใช้ Chi-square และ Correlation ผลการศึกษาพบว่า 1)บุคลากรโรงพ&#3618;าบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์มีความเครี&#3618;ดอ&#3618;ู่ในระดับสูงกว่าเกณฑ์ปกติ ร้อ&#3618;ละ 21.4 และมีความฉลาดทางอารมณ์อ&#3618;ู่ในระดับปกติ ร้อ&#3618;ละ 59.82) ปัจจั&#3618;ส่วนบุคคลด้านเพศมีความสัมพันธ์กับความเครี&#3618;ดอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ 0.05 สำหรับปัจจั&#3618;ด้านอา&#3618;ุ ระ&#3618;ะเวลาการทำงานและลักษณะงานที่ปฏิบัติไม่มีความสัมพันธ์กับความเครี&#3618;ดอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ 3)ปัจจั&#3618;ส่วนบุคคลด้านเพศ อา&#3618;ุ ระ&#3618;ะเวลาการทำงานและลักษณะงานที่ปฏิบัติไม่มีความสัมพันธ์กับความฉลาดทางอารมณ์อ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ 4)ความเครี&#3618;ดมีความสัมพันธ์ทางลบกับความฉลาดทางอารมณ์อ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ 0.05 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1109 2011/11/22 22:58:15 การศึกษาความเครียดและความฉลาดทางอารมณ์ของบุคลากรโรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ ปีงบประมาณ 2547 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1109 การศึกษาลักษณะของปัจจัยทางจิตสังคมในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าโดยใช้กระบวนการตรวจวินิจฉัยทางจิตวิทยาคลินิก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1108 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาลักษณะของปัจจั&#3618;ทางจิตสังคมที่พบในผู้ป่ว&#3618;โรคซึมเศร้า กลุ่มตัวอ&#3618;่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ ผู้ป่ว&#3618;ที่ได้รับการตรวจวินิจฉั&#3618;ทางจิตวิท&#3618;าคลินิกจากกลุ่มงานจิตวิท&#3618;า โรงพ&#3618;าบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์และได้รับการวินิจฉั&#3618;จากแพท&#3618;์ว่าเป็นโรคซึมเศร้าชนิด Major Depressive Disorder โด&#3618;ไม่มีการวินิจฉั&#3618;โรคอื่นๆร่วมด้ว&#3618; จำนวน 2 รา&#3618; ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโด&#3618;ใช้แบบทดสอบบุคลิกภาพร่วมกับการสัมภาษณ์เชิงลึกและทำการวิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;ใช้หลักตรรกวิท&#3618;า ผลการวิจั&#3618;พบว่า1.)การมีประสบการณ์ของการขาดความรักความอบอุ่นได้แก่ การสู&#3597;เสี&#3618;แม่และพ่อในช่วงวั&#3618;เด็กมีแนวโน้มเกี่&#3618;วข้องสัมพันธ์กับโรคซึมเศร้า 2.)ปั&#3597;หาความสัมพันธ์ในครอบครัวทั้งรูปแบบการเลี้&#3618;งดูที่เข้มงวด ใช้อารมณ์ มีการสื่อสารทางลบ มีการเลี้&#3618;งดูแบบรักลำเอี&#3618;ง เลี้&#3618;งดูแบบปล่อ&#3618;ปละละเล&#3618; และการไม่มีเวลาในการทำกิจกรรมหรือมีปฏิสัมพันธ์ระหว่างกันในครอบครัว มีแนวโน้มเกี่&#3618;วข้องสัมพันธ์กับโรคซึมเศร้า 3.)การมีอารมณ์อ่อนไหวง่า&#3618; มีความภูมิใจในตัวเองต่ำและมีความระมัดระวังในการมีสัมพันธภาพกับผู้อื่น มีแนวโน้มเกี่&#3618;วข้องสัมพันธ์กับโรคซึมเศร้า http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1108 2011/11/22 23:01:48 การศึกษาลักษณะของปัจจัยทางจิตสังคมในผู้ป่วยโรคซึมเศร้าโดยใช้กระบวนการตรวจวินิจฉัยทางจิตวิทยาคลินิก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1108 การพัฒนากลวิธีและเทคโนโลยีส่งเสริมสุขภาพจิตเพื่อป้องกันโรคซึมเศร้าในประชาชนทั่วไปและกลุ่มเสี่ยง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1107 การวิจั&#3618;เรื่องการพัฒนากลวิธี และเทคโนโล&#3618;ีส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันโรคซึมเศร้าในประชาชนทั่วไป และกลุ่มเสี่&#3618;งระ&#3618;ะที่ 1 ซึ่งเป็นส่วนแรกของการวิจั&#3618;เชิงปฏิบัติการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ภาวะซึมเศร้าและวิธีการดูแลตนเองในระดับบุคคล ครอบครัว และชุมชนเมื่อเกิดปั&#3597;หาสุขภาพจิต หรือภาวะซึมเศร้า การศึกษาใช้วิธีการวิจั&#3618;เชิงคุณภาพร่วมกับเชิงปริมาณ ในระหว่างเดือนกุมภาพันธ์ ถึงเดือนมิถุนา&#3618;น 2549 ใน 4 หมู่บ้านของจังหวัดขอนแก่น และ&#3618;โสธร โด&#3618;มีผู้ให้ข้อมูลหลัก 325 คน ซึ่งได้มาจากสุ่มแบบเฉพาะเจาะจง และสุ่มเชิงทฤษฎี และกลุ่มตัวอ&#3618;่าง จำนวน 1,068 คน จากการสุ่มแบบสะดวกร่วมในการวิจั&#3618; วิเคราะห์ข้อมูล เชิงคุณภาพด้ว&#3618;วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา วิเคราะห์แก่นสาระ และใช้สถิติเชิงพรรณนา วิเคราะห์ผลการสำรวจสุขภาพจิตจากแบบสำรวจดัชนีวัดความสุข ได้ผลการวิจั&#3618;ที่เป็นแก่นสาระสำคั&#3597; 5 ประการ คือ 1) ครอบครัวเป็นพื้นฐานสำคั&#3597;ของวงแหวนแห่งความทุกข์ - สุข 2) นั่งลืม คิดลืม บ่สนใจผู้ได๋ คือ คำอีสานที่สะท้อนโรคซึมเศร้า 3) เรื่องซึมเศร้าเป็นเรื่องส่วนตัวที่ตัวเอง และครอบครัวเท่านั้นที่จะป้องกันและช่ว&#3618;เหลือกันได้ 4) กิจกรรมใน ประเพณี 12 เดือน คือ การสร้างสุข คลา&#3618;ทุกข์ แก่คนทุกเพศทุกวั&#3618;ในชุมชน และ 5) สุรา คือ ต้นเหตุแห่งทุกข์ของ ชาวบ้านอีสาน ผลการวิจั&#3618;ระ&#3618;ะที่ 1 ชี้นำสู่การวิจั&#3618;ในระ&#3618;ะที่ 2 และ 3 ว่าคำ "นั่งลืม คิดลืม บ่สนใจผู้ได๋" จะใช้เป็นสโลแกน สำหรับการเฝ้าระวังโรคซึมเศร้า กลุ่มเสี่&#3618;งที่มีความสำคั&#3597; คือ วั&#3618;รุ่น ผุ้ห&#3597;ิงที่สามีกินเหล้า ผู้ป่ว&#3618;โรคเรื้อรัง ผู้พิการ และคนแก่ที่ครอบครัวมีปั&#3597;หา การพัฒนากลวิธีและเทคโนโล&#3618;ีส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันโรคซึมเศร้าจะ ดำเนินการในหมู่บ้านในเมือง 1 แห่ง และหมู่บ้านชนบทใหม่ 1 แห่ง โด&#3618;ในหมู่บ้านแบบเมืองให้บุคลากรสุขภาพ เป็นเจ้าภาพส่วนหมู่บ้านในชนบท แกนนำชุมชนเป็นเจ้าภาพ ทั้งนี้ วิธีการส่งเสริม และป้องกันใช้ทั้งวิธีครอบจักรวาล และวิธีเฉพาะกลุ่ม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1107 2014/11/04 04:58:34 การพัฒนากลวิธีและเทคโนโลยีส่งเสริมสุขภาพจิตเพื่อป้องกันโรคซึมเศร้าในประชาชนทั่วไปและกลุ่มเสี่ยง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1107 การศึกษาวิธีการเผชิญปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1106 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาวิธีการเผชิ&#3597;ปั&#3597;หาและปั&#3597;หาที่มีผลกระทบต่อจิตใจของนักเรี&#3618;นชั้นมัธ&#3618;มศึกษาปีที่2 อำเภอพ&#3618;ุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ กลุ่มตัวอ&#3618;่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ได้แก่ นักเรี&#3618;นชั้นมัธ&#3618;มศึกษาปีที่2 โรงเรี&#3618;นพ&#3618;ุหะพิท&#3618;าคม อำเภอพ&#3618;ุหะคีรีจังหวัดนครสวรรค์ จำนวนทั้งสิ้น 180 คน ทำการเก็บรวบรวมข้อมูลโด&#3618;ใช้แบบวัดวิธีการเผชิ&#3597;ปั&#3597;หาของวั&#3618;รุ่นซึ่งพัฒนาขึ้นมาจากแบบวัดของฟรา&#3618;แดนเบอร์กและลูอิส โด&#3618;วีณา มิ่งเมือง(2540) ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;ใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางคอมพิวเตอร์ SPSS for Windows ผลการวิจั&#3618;พบว่า 1)นักเรี&#3618;นร้อ&#3618;ละ 79.10 มีแนวโน้มที่จะใช้กลวิธีการเผชิ&#3597;ปั&#3597;หาที่มีประสิทธิภาพและร้อ&#3618;ละ 20.90 มีแนวโน้มที่จะใช้กลวิธีการเผชิ&#3597;ปั&#3597;หาที่ไม่มีประสิทธิภาพ สำหรับรา&#3618;ละเอี&#3618;ดของวิธีการเผชิ&#3597;ปั&#3597;หาพบว่า นักเรี&#3618;นมีแนวโน้มใช้วิธีการเผชิ&#3597;ปั&#3597;หาแบบมุ่งจัดการกับปั&#3597;หาโด&#3618;ใช้ความสามารถของตนเองมากที่สุด ร้อ&#3618;ละ 86.50 รองลงมา มีแนวโน้มใช้วิธีการเผชิ&#3597;ปั&#3597;หา แบบมุ่งจัดการกับปั&#3597;หาโด&#3618;อาศั&#3618;แหล่งสนับสนุนอื่นๆร้อ&#3618;ละ57.70 และมีแนวโน้มใช้วิธีการเผชิ&#3597;ปั&#3597;หาแบบหลีกเลี่&#3618;งปั&#3597;หา ได้แก่ปั&#3597;หาการเรี&#3618;นร้อ&#3618;ละ 22.70 ตามลำดับ 2) ปั&#3597;หาที่มีผลกระทบต่อจิตใจของนักเรี&#3618;นมากที่สุดได้แก่ปั&#3597;หาการเรี&#3618;นร้อ&#3618;ละ 69.94 รองลงมาคือ ปั&#3597;หาการเงินร้อ&#3618;ละ 53.99 และปั&#3597;หากฏระเบี&#3618;บของโรงเรี&#3618;นซึ่งมีสัดส่วนเท่ากับปั&#3597;หาด้านสุขภาพและการเจ็บป่ว&#3618;ร้อ&#3618;ละ 41.10 ตามลำดับ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1106 2011/11/22 23:14:22 การศึกษาวิธีการเผชิญปัญหาของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1106 ความชุกของการใช้สารเสพติดและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและประโยควิชาชีพ: การสำรวจโรงเรียนและวิทยาลัย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1105 การวิจั&#3618;นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประมาณการความชุกของการใช้สารเสพติด ในระดับประเทศและภูมิภาค ในนักเรี&#3618;น/นักศึกษาระดับมัธ&#3618;มศึกษาตอนปลา&#3618;และประโ&#3618;ควิชาชีพ(ป.ว.ช.) และเพื่อหาปัจจั&#3618;ที่มีความสัมพันธ์กับการใช้สารเสพติดของกลุ่มตัวอ&#3618;่าง วิธีการศึกษา เป็นการวิจั&#3618;สำรวจโรงเรี&#3618;น/วิท&#3618;าลั&#3618;ในช่วงเวลาหนึ่ง ประชากรเป้าหมา&#3618;เป็นนักเรี&#3618;น /นักศึกษาระดับมัธ&#3618;มศึกษาตอนปลา&#3618;และประโ&#3618;ควิชาชีพทั่วประเทศ ประจำปีการศึกษา 2546/47 จำนวนนักเรี&#3618;น/นักศึกษารวมทั้งสิ้น 12,933 คน ได้รับการสุ่มตัวอ&#3618;่างแบบหลา&#3618;ขั้น เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบให้ตอบด้ว&#3618;ตนเอง ประกอบด้ว&#3618; แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และแบบสอบถามการใช้สารเสพติดซึ่งปรับปรุงจากแบบสอบถามของ Youth Risk Behavior Survey 2003 สถิติที่ใช้สำหรับการประมาณการความชุกคือค่าประมาณสัดส่วนโด&#3618;การถ่วงน้ำหนักและค่า Standard error จากการประมาณโด&#3618;วิธี Taylor's linearization method สำหรับการทดสอบหาปัจจั&#3618;ที่มีความสัมพันธ์กับการใช้สารเสพติด สถิติที่ใช้คือค่าประมาณของความเสี่&#3618;งสัมพัทธ์ (Odds ratio)และค่าประมาณแบบช่วงที่ระดับความเชื่อมั่นร้อ&#3618;ละ 95 โด&#3618;ใช้การวิเคราะห์แบบ Binary logistic regression ประเภทของสารเสพติดที่นักเรี&#3618;น/นักศึกษาไท&#3618; ในระดับมัธ&#3618;มปลา&#3618;และประโ&#3618;ควิชาชีพ นิ&#3618;มใช้ในช่วงตลอดชีวิตและหนึ่งเดือนที่ผ่านมา เรี&#3618;งจากมากไปหาน้อ&#3618; ดังนี้ เครื่องดื่มแอลกอฮอล์ บุหรี่ &#3618;านอนหลับ กั&#3597;ชา สาระเห&#3618; ใบกระท่อม สารกระตุ้นประสาท &#3618;ากล่อมประสาท &#3618;าอี/&#3618;าเลิฟ ฝิ่นและอนุพันธุ์ของฝิ่น &#3618;าเค และโคเคน เปรี&#3618;บเที&#3618;บการใช้สารเสพติดในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมาระหว่างภูมิภาคต่างๆในประเทศไท&#3618; พบว่านักเรี&#3618;น/นักศึกษาในกรุงเทพมหานครรา&#3618;งานว่าใช้&#3618;าอี /&#3618;าเลิฟ สารระเห&#3618; &#3618;านอนหลับ และ&#3618;ากล่อมประสาทสูงกว่าภูมิภาคอื่นๆ ในภาคใต้ นักเรี&#3618;น/นักศึกษารา&#3618;งานว่าสูบบุหรี่ เสพกั&#3597;ชา ใช้ใบกระท่อม และใช้สารกระตุ้นประสาท สูงเป็นอันดับหนึ่งของประเทศ ปัจจั&#3618;ที่มีความสัมพันธ์กับการใช้สารเสพติดในช่วงหนึ่งเดือนที่ผ่านมา อ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ แตกต่างกันไปตามประเภทของสารเสพติด แต่พอสรุปปัจจั&#3618;เสี่&#3618;งที่มีความสัมพันธ์กับการใช้สารเสพติดได้ดังนี้ กลุ่มอา&#3618;ุที่สูงขึ้น เพศชา&#3618; นักศึกษาสา&#3618;อาชีวะ ( เมื่อเที&#3618;บกับนักเรี&#3618;นสา&#3618;สามั&#3597;) เกรดเฉลี่&#3618;ล่าสุดที่ต่ำลง ไม่ได้อ&#3618;ู่กับผู้ปกครอง ( เมื่อเที&#3618;บกับอ&#3618;ู่กับบิดาและ /หรือมารดา )บิดาตกงาน/ กำลังหางาน ( เมื่อเที&#3618;บกับอาชีพข้าราชการ /พนักงานของรัฐ /พนักงานรัฐวิสาหกิจ ) สรุป ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลสำหรับการวางนโ&#3618;บา&#3618; เพื่อลดความรุนแรงของปั&#3597;หาการใช้สารเสพติดของวั&#3618;รุ่นไท&#3618;ในสถานศึกษาในระดับมัธ&#3618;มศึกษาตอนปลา&#3618;และประโ&#3618;ควิชาชีพ(ป.ว.ช.)ต่อไป คำสำคั&#3597; : การใช้สารเสพติด,ความชุก,ปัจจั&#3618;ที่เกี่&#3618;วข้อง ,การสำรวจ ,นักเรี&#3618;น http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1105 2014/11/04 05:34:08 ความชุกของการใช้สารเสพติดและปัจจัยที่เกี่ยวข้องในนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและประโยควิชาชีพ: การสำรวจโรงเรียนและวิทยาลัย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1105 การใช้ Brief Psychiatric Rating Scale ในการทำนายระยะวันนอนในโรงพยาบาลของผู้ป่วยจิตเวช http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1104 การวิจั&#3618;นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสามารถของคะแนน Brief Psychiatric Rating Scale (BPRS) ในการใช้ทำนา&#3618;ระ&#3618;ะวันนอนในโรงพ&#3618;าบาลของผู้ป่ว&#3618;จิตเวช วิธีการ การศึกษานี้เป็นการศึกษา&#3618;้อนหลังโด&#3618;เก็บข้อมูลจากเวชระเบี&#3618;นของผู้ป่ว&#3618;จิตเวชที่รับไว้รักษาและจำหน่า&#3618;ออกจากโรงพ&#3618;าบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ในช่วงระ&#3618;ะ 9 เดือนที่ทำการศึกษา(มกราคม-กัน&#3618;า&#3618;น2547) เวชระเบี&#3618;นที่คัดเลือกเข้ามาศึกษาเป็นเวชระเบี&#3618;นของผู้ป่ว&#3618;ที่ได้รับการประเมินอาการด้ว&#3618;เครื่องมือ BPRS โด&#3618;พ&#3618;าบาลภา&#3618;ใน 48 ชั่วโมงหลังรับไว้รักษาในโรงพ&#3618;าบาล ข้อมูลคะแนน&#3618;่อ&#3618;ด้านต่างๆของ BPRS และระ&#3618;ะวันนอนโรงพ&#3618;าบาลได้รับการนำมาวิเคราะห์ด้ว&#3618;วิธีวิเคราะห์การถดถอ&#3618; และวิธีวิเคราะห์จำแนกประเภท ผลการศึกษา เวชระเบี&#3618;นที่คัดเข้ามาทำการศึกษามีจำนวน 149 เวชระเบี&#3618;น มีค่าเฉลี่&#3618;ของระ&#3618;ะวันนอนในโรงพ&#3618;าบาลเท่ากับ 12.97+5.30 วัน ตัวแปรเพี&#3618;งตัวเดี&#3618;วที่พบว่าสามารถอธิบา&#3618;ความผันแปรของระ&#3618;ะวันนอนในโรงพ&#3618;าบาลได้อ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;คือคะแนน BPRS ด้าน hostile suspiciousness (ร้อ&#3618;ละ 10 ของความผันแปรของระ&#3618;ะวันนอน ,p http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1104 2011/11/22 23:21:12 การใช้ Brief Psychiatric Rating Scale ในการทำนายระยะวันนอนในโรงพยาบาลของผู้ป่วยจิตเวช http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1104 องค์ความรู้สุขภาพจิตภูมิปัญญาอีสาน: ความเชื่อ พิธีกรรมในการดูแลผู้มีปัญหาสุขภาพจิตและญาติ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1103 การวิจั&#3618;ครั้งนี้เป็นการวิจั&#3618;เชิงคุณภาพ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา รวบรวม องค์ความรู้ สุขภาพจิตภูมิปั&#3597;&#3597;าอีสานผู้ให้ข้อมูลเป็นผู้รักษาพื้นบ้าน จำนวน 12 รา&#3618;ในจังหวัดนครพนม เลือกกลุ่มตัวอ&#3618;่างแบบ snowball เครื่องมือที่ใช้ในการวิจั&#3618; ใช้แบบสัมภาษณ์เชิงลึกแบบไม่มี โครงสร้าง เก็บรวบรวมข้อมูลโด&#3618;การสัมภาษณ์เชิงลึกและการสังเกต อ&#3618;่างมีส่วนร่วม ดำเนินการระหว่างเดือนมีนาคม - สิงหาคม 2547 วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจั&#3618; พบว่า ความเชื่อเกี่&#3618;วกับการเจ็บป่ว&#3618;ทางจิตตามมุมมองของผู้ให้บริการ พื้นบ้าน เกิดจาก กรรมพันธุ์อำนาจเหนือธรรมชาติ เวรกรรม ความไม่สมดุลของธาตุทั้ง 4 ในร่างกา&#3618; ความเครี&#3618;ด และการใช้สารเสพติดวิธีการที่ผู้รักษาพื้นบ้านใช้เป็นพิธีสูตรถอด สวดแก้อาถรรพ์ชีวิต สวดตั้งธาตุ สวดเป็นสวดตา&#3618; พิธีเห&#3618;า การรดน้ำมนต์ และพิธีไล่ผี ผลการรักษาพบว่า ไม่เป็นอันตรา&#3618;ต่อผู้ป่ว&#3618; ค่าใช้จ่า&#3618;ต่ำหรือตามศรัทธา สามารถ ช่ว&#3618;เหลือผู้มีปั&#3597;หาสุขภาพจิตและ&#3597;าติในด้านความสบา&#3618;ใจที่ได้รักษาทุกทาง อาการทุเลาในกลุ่มผู้มีอาการเครี&#3618;ดวิตกกังวล หงุดหงิดง่า&#3618; นอนไม่หลับ ส่วนกลุ่มอาการที่เป็นโรคจิตพบว่า ผู้รักษาจะแนะนำให้รักษาควบคู่กับการแพท&#3618;์แผนปัจจุบันที่โรงพ&#3618;าบาล จากการศึกษาครั้งนี้ แสดงให้เห็นว่าพิธีกรรมที่ใช้ในการช่ว&#3618;เหลือผู้มีปั&#3597;หาสุขภาพจิตตามภูมิปั&#3597;&#3597;าอีสานเป็นวิธีการที่ใช้ความศรัทธาของคนในชุมชน ในการดูแลตนเองและดูแลกันเอง ซึ่งหากนำมาผสมผสานกับการดูแลผู้มีปั&#3597;หาสุขภาพจิตในชุมชนโด&#3618;ใช้ประโ&#3618;ชน์จากความศรัทธาดังกล่าว เช่น การประเมินอาการระ&#3618;ะเริ่มต้นการส่งต่อผู้ป่ว&#3618;จิตเวชเพื่อฟื้นฟูจิตใจในชุมชน การให้คำแนะนำผู้ป่ว&#3618;และ&#3597;าติในการปฏิบัติที่เหมาะสม จะสามารถช่ว&#3618;เหลือผู้มีปั&#3597;หาสุขภาพจิตให้มีทางเลือกในการรับบริการ และช่ว&#3618;ส่งเสริมสุขภาพจิตให้ผู้ป่ว&#3618;และ&#3597;าติเกิดความสบา&#3618;ใจ เพิ่มความร่วมมือในการรักษาและดำรงชีวิตอ&#3618;ู่ในชุมชนได้ตามอัตภาพอ&#3618;่าง&#3618;าวนานขึ้น http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1103 2011/11/22 23:33:39 องค์ความรู้สุขภาพจิตภูมิปัญญาอีสาน: ความเชื่อ พิธีกรรมในการดูแลผู้มีปัญหาสุขภาพจิตและญาติ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1103 การรับรู้ในความสามารถตนเองของผู้ป่วยเสพยาบ้าที่มารับบริการโรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1102 การวิจั&#3618;นี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการรับรู้ในความสามารถตนเองของผู้เสพ&#3618;าบ้าที่มารับบริการโรงพ&#3618;าบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ จังหวัดนครสวรรค์ กลุ่มตัวอ&#3618;่างเลือกแบบเจาะจงประชากรเป็นผู้เสพ&#3618;าบ้าที่มารับบริการ โรงพ&#3618;าบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ ระหว่างเดือนมีนาคม - พฤษภาคม 2546 จำนวน 57 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจั&#3618;เป็นแบบสัมภาษณ์การรับรู้ในความสามารถตนเอง หาค่าความเชื่อมั่นของเครื่องมือได้เท่ากับ 0.78 ข้อมูลวิเคราะห์โด&#3618;หาความถี่ ร้อ&#3618;ละ ค่าเฉลี่&#3618;เลขคณิต และค่าเบี่&#3618;งเบนมาตรฐาน พฤติกรรมการเสพ&#3618;าบ้า ค่าเฉลี่&#3618;ของอา&#3618;ุที่เริ่มเสพมากกว่า 26 ปีร้อ&#3618;ละ 64.9 ระ&#3618;ะเวลาที่เสพมากกว่า 2 ปีร้อ&#3618;ละ 78.9 ปัจจุบันไม่เสพแล้วร้อ&#3618;ละ 98.2 สาเหตุที่ใช้&#3618;าบ้าครั้งแรกคือ เพื่อนชวนร้อ&#3618;ละ 38.6 เสพ&#3618;าโด&#3618;วิธีสูบดม ร้อ&#3618;ละ 86.0 เสพ&#3618;าบ้าทุกวัน / เกือบทุกวัน ร้อ&#3618;ละ 80.8 ครั้งละ 1 เม็ด ร้อ&#3618;ละ 63.2 ส่วนให&#3597;่ใช้&#3618;าบ้าเพี&#3618;งอ&#3618;่างเดี&#3618;วร้อ&#3618;ละ80.7 ค่าใช้จ่า&#3618;ในการเสพ&#3618;าบ้าต่อเดือน 5,000 บาท หรือน้อ&#3618;กว่าร้อ&#3618;ละ 84.2 เสพตอนทำงานและเมื่อรู้สึกต้องการเสพ&#3618;า จำนวนเท่าๆกันคือร้อ&#3618;ละ 28.1 ผู้เสพ&#3618;าบ้ามีการรับรู้ในความสามารถตนเองอ&#3618;ู่ในระดับค่อนข้างสูงร้อ&#3618;ละ 64.9 รองลงมาระดับปานกลางร้อ&#3618;ละ 22.8 และระดับสูงร้อ&#3618;ละ 12.3 ส่วนการเปรี&#3618;บเที&#3618;บความแตกต่างระหว่างการรับรู้ในความสามารถตนเองกับอา&#3618;ุ เพศ และระดับการศึกษา พบว่ามีเพี&#3618;งการรับรู้ในความสามารถตนเองกับเพศเท่านั้นที่แตกต่างกันอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ ผลการศึกษาครั้งนี้ สามารถใช้เป็นแนวทางในการเพิ่มการรับรู้ในความสามารถตนเองของผู้ที่เสพ&#3618;าบ้า เพื่อป้องกันพฤติกรรมการเสพ&#3618;าบ้าซ้ำอีก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1102 2011/11/22 23:31:44 การรับรู้ในความสามารถตนเองของผู้ป่วยเสพยาบ้าที่มารับบริการโรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1102 การพัฒนาระบบการดูแลเด็กและเยาวชนสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนแห่งหนึ่งในประเทศไทย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1101 เด็กและเ&#3618;าวชนที่กระทำความผิดและอ&#3618;ู่ในความดูแลของสถานพินิจเมื่อกลับออกไปแล้ว&#3618;ังพบว่าหวนกลับ เข้ามาอีกเนื่องจากการกระทำผิดซ้ำ ๆ ซึ่งปั&#3597;หาดังกล่าวมีความเกี่&#3618;วข้องกับระบบการดูแลเด็กและเ&#3618;าวชน การวิจั&#3618; ครั้งนี้เป็นการวิจั&#3618;เชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม โด&#3618;มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนางานสุขภาพจิตและพัฒนาระบบ การดูแลเด็กและเ&#3618;าวชนในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเ&#3618;าวชนที่ทำการศึกษา ผู้มีส่วนร่วมในการวิจั&#3618;คือ บุคลากร เด็กและเ&#3618;าวชนในสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเ&#3618;าวชนที่ทำการศึกษา โด&#3618;นักวิจั&#3618; และผู้มีส่วนร่วมในการวิจั&#3618;ร่วมกันดำเนินการวิจั&#3618;ตลอดกระบวนการโด&#3618;มีขั้นตอนเริ่มจากวิเคราะห์ สถานการณ์ วางแผนแก้ไขปั&#3597;หาด้ว&#3618;กิจกรรมโครงการต่าง ๆ จำนวน 7 โครงการ และมีการติดตามประเมินผล อ&#3618;่างต่อเนื่อง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจั&#3618;นอกจากตัวผู้วิจั&#3618;แล้ว&#3618;ังประกอบด้ว&#3618;แนวคำถามในการสัมภาษณ์ แนวทางในการ สนทนากลุ่ม แบบสังเกต แบบบันทึกการประเมินตนเอง แบบประเมินทัศนคติและบรร&#3618;ากาศองค์การที่ผ่าน การทดลองใช้และหาค่าความเชื่อมั่นได้ เท่ากับ 0.83 และ 0.91 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโด&#3618;ตรวจสอบด้ว&#3618;วิธีการสามเส้าแล้ววิเคราะห์เนื้อหาและตีความ ส่วนข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้ว&#3618;สถิติ Mann - Whitney U ผลการวิจั&#3618; พบว่า ระบบการดูแลเด็กแลเ&#3618;าวชนสถานพินิจที่ทำการศึกษาเปรี&#3618;บเที&#3618;บก่อนและหลังดำเนิน โครงการ การพัฒนา พบว่า ระบบการดูแลเด็กและเ&#3618;าวชนมีการเปลี่&#3618;นแปลงในทางที่ดีขึ้น คือ บุคลากรมีการรับรู้ ในบรร&#3618;ากาศองค์การและมีทัศนคติดีขึ้น ทั้งภาพรวมและรา&#3618;ด้าน โด&#3618;มีความแตกต่างอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ ระดับ 0.01 และจากการวิเคราะห์เนื้อหา พบว่า บุคลากรมีส่วนร่วมในการทำงานมากขึ้น เด็กมีส่วนร่วมในการจัดระบบการดูแลตนเองและสร้างบรร&#3618;ากาศที่ดี บรร&#3618;ากาศการทำงานมีการเปลี่&#3618;นแปลงที่ดีขึ้น เช่น จากการที่เด็ก มองบุคลากรว่าเป็น "ผู้คุม" กลับกลา&#3618;เป็น "ที่พึ่งพาปรึกษาได้" และจากมุมมองของบุคลากรที่เค&#3618;มองว่าเด็กและเ&#3618;าวชนในสถานพินิจแห่งนี้เป็น "เด็กเหลือขอ" กลับกลา&#3618;เป็น "มีอนาคต" ที่สำคั&#3597;คือบุคลากรมีแรงจูงใจในการทำงานอ&#3618;่างมีเป้าหมา&#3618; การวิจั&#3618;ครั้งนี้ได้ส่งผลต่อการเปลี่&#3618;นแปลงในระดับนโ&#3618;บา&#3618;ซึ่งนำไปสู่การพัฒนาระบบการดูแลเด็กและเ&#3618;าวชนของกระทรวง&#3618;ุติธรรม โด&#3618;มีการจัดทำการจำแนกประเภทเด็กและเ&#3618;าวชนที่กระทำความผิด มีการนำข้อมูล ที่เกิดจากการวิจั&#3618;ไปจัดทำมาตรฐานงานของกรมพินิจ ในขณะเดี&#3618;วกันจากการวิจั&#3618;และพัฒนาครั้งนี้กรมสุขภาพจิต ได้ดำเนินโครงการการพัฒนาสุขภาพจิตเด็กด้อ&#3618;โอกาสทำให้เกิดโครงการต้นแบบที่นำไปสู่การประ&#3618;ุกต์ใช้หน่ว&#3618;งานอื่นได้ด้ว&#3618; http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1101 2011/11/22 23:38:25 การพัฒนาระบบการดูแลเด็กและเยาวชนสถานพินิจและคุ้มครองเด็กและเยาวชนแห่งหนึ่งในประเทศไทย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1101 ผลการสำรวจศักยภาพผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรัง: กรณีศึกษาโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ อุบลราชธานี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1100 ปัจจุบันโรงพ&#3618;าบาลพระศรีมหาโพธิ์ มีจำนวนผู้ป่ว&#3618;จิตเวชที่เข้าสู่ภาวะเรื้อรังเพิ่มมากขึ้น โด&#3618;สถิติ&#3618;อดผู้ป่ว&#3618;ในเฉลี่&#3618;ต่อวันในเดือนมกราคม 2546 จำนวน 452 รา&#3618; เป็นผู้ป่ว&#3618;จิตเวชเรื้อรัง จำนวน 202 รา&#3618; (ร้อ&#3618;ละ 44.69) จึงมีแนวโน้มเป็นภาระหนักสำหรับการรักษาพ&#3618;าบาลในอนาคต วัตถุประสงค์ เพื่อ (1) สำรวจ ข้อมูลด้านศัก&#3618;ภาพและสภาพจิตของผู้ป่ว&#3618;จิตเวชเรื้อรังที่รับไว้รักษาในโรงพ&#3618;าบาลพระศรีมหาโพธิ์ (2) วิเคราะห์ สภาพของปั&#3597;หาของผู้ป่ว&#3618;จิตเวชเรื้อรัง (3) ให้ได้ข้อเสนอแนะแนวทางแก้ไขปั&#3597;หาตามสภาพของปั&#3597;หา (ในเชิงทฤษฎี) แก่ผู้บริหารและผู้ที่เกี่&#3618;วข้อง ขอบเขตการวิจั&#3618; : มุ่งสำรวจศัก&#3618;ภาพส่วนบุคคลและสภาพจิตสำหรับผู้ป่ว&#3618;จิตเวชเรื้อรังที่รับไว้รักษาในโรงพ&#3618;าบาลพระศรีมหาโพธิ์ทั้งผู้ป่ว&#3618;ชา&#3618;และห&#3597;ิง ที่มีระ&#3618;ะเวลารับไว้รักษานานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไปทุกกรณี ระเบี&#3618;บวิธีวิจั&#3618; เป็นการศึกษาเชิงสำรวจ จากประชากรผู้ป่ว&#3618;ในจำนวน 452 รา&#3618; ได้ขนาดของกลุ่มตัวอ&#3618;่าง จำนวน 202 คน จากการคัดเลือกแบบ Purposive sampling ตามวัตถุประสงค์ของการศึกษาตัวแปรตามคือคะแนนความสามารถของผู้ป่ว&#3618; เครื่องมือเป็นแบบประเมินที่ผู้วิจั&#3618;สร้างขึ้นเองด้ว&#3618;การบูรณาการแนวคิดที่เกี่&#3618;วกับศัก&#3618;ภาพส่วนบุคคลและสภาพจิตผู้ป่ว&#3618;จิตเวชที่มีในปัจจุบัน ผ่านการตรวจสอบความตรงตามเนื้อหาและนำไปทดลองใช้จนได้ข้อสรุป เก็บรวบรวมข้อมูลด้ว&#3618;การบอกให้ผู้ป่ว&#3618;แสดงพฤติกรรมแล้วให้คะแนนความสามารถตามแบบประเมิน วิเคราะห์ข้อมูลด้ว&#3618;โปรแกรม SPSS PC โด&#3618;ใช้สถิติค่า ร้อ&#3618;ละ สรุปผล การวิจั&#3618; ภาพรวม (1) ศัก&#3618;ภาพทางด้านร่างกา&#3618;อ&#3618;ู่ในระดับดีถึงดีมาก (2) ทักษะพื้นฐานด้านอาชีพ และการนันทนาการอ&#3618;ู่ในระดับปานกลาง (3) ด้านการดำรงตนในฐานะสมาชิกของสังคมอ&#3618;ู่ในระดับดีถึงดีมาก ซึ่งสูงกว่า (4) ด้านการมีสัมพันธภาพเชิงบำบัดที่อ&#3618;ู่ในระดับปานกลางถึงดีมาก (5) สภาพจิต / อาการทางจิตที่เหลืออ&#3618;ู่มาก เป็นข้อจำกัดในการพัฒนาศัก&#3618;ภาพ และ (6) ผู้ป่ว&#3618;ส่วนให&#3597;่จำแนกอ&#3618;ู่ในประเภทแรกรับการบำบัด โด&#3618;ส่วนหนึ่ง ได้รับผลจากปัจจั&#3618;ด้านพ&#3618;าธิสภาพทางกา&#3618; / ผลกระทบจากการรักษาทางกา&#3618; กล่าวโด&#3618;สรุปผู้ป่ว&#3618;จิตเวชเรื้อรังกลุ่มนี้&#3618;ังมีศัก&#3618;ภาพ มีแนวโน้มว่าสามารถพัฒนาได้ ข้อเสนอแนะ เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้ป่ว&#3618;จิตเวชเรื้อรังทั้งภาพรวมและรา&#3618;ด้านเสนอให้ปรับระบบการดูแล ผู้ป่ว&#3618;จิตเวชเรื้อรังใหม่ให้เหมาะสมโด&#3618;การจำแนกผู้ป่ว&#3618;ออกเป็น 2 กลุ่ม คือกลุ่มที่มีแนวโน้มพัฒนาได้ และ กลุ่มที่มีข้อจำกัดมาก จัดโปรแกรมการดูแลสำหรับผุ้ป่ว&#3618;แต่ละกลุ่มและมีการประเมินผลความก้าวหน้าเป็นระ&#3618;ะ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1100 2011/11/22 23:50:14 ผลการสำรวจศักยภาพผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรัง: กรณีศึกษาโรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ อุบลราชธานี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS1100 บุคลิกภาพของวัยรุ่นค่ายปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์และพัฒนาบุคลิกภาพจังหวัดนครพนม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS199 การศึกษาบุคลิกภาพวั&#3618;รุ่นค่า&#3618;ปรับเปลี่&#3618;นวิสั&#3618;ทัศน์และพัฒนาบุคลิกภาพ จังหวัดนครพนม เป็นการวิจั&#3618;เชิงสำรวจ (Survey research) กลุ่มตัวอ&#3618;่างคือวั&#3618;รุ่นที่เข้ารับการอบรมค่า&#3618;ปรับเปลี่&#3618;นวิสั&#3618;ทัศน์และพัฒนาบุคลิกภาพ จังหวัดนครพนม ระหว่างวันที่ 10 - 19 พฤศจิกา&#3618;น พ.ศ.2546 จำนวน 182 คน สุ่มตัวอ&#3618;่างแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้ ในการวิจั&#3618; ได้แก่ แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคลและแบบทดสอบบุคลิกภาพ 16 PF (ฟอร์ม A) (The sixteen personality factors) ของ Raymond B. Cattel วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;ใช้สถิติ ร้อ&#3618;ละ ค่าเฉลี่&#3618;และส่วนเบี่&#3618;งเบนมาตรฐาน ผลการวิจั&#3618; พบว่า กลุ่มตัวอ&#3618;่างเป็นเพศชา&#3618; ร้อ&#3618;ละ 83.5 เพศห&#3597;ิง ร้อ&#3618;ละ 16.5 มีอา&#3618;ุ 20 ปี มากที่สุด ร้อ&#3618;ละ 26.9 รองลงมา คือ อา&#3618;ุ 18 ปี ร้อ&#3618;ละ 23.1 การศึกษาระดับ ปวส. ร้อ&#3618;ละ 56 ปวช. ร้อ&#3618;ละ 44 ส่วนให&#3597;่มีครอบครัวที่มี ความสัมพันธ์ดีมาก ร้อ&#3618;ละ 78.0 ความสัมพันธ์ในครอบครัวไม่ดีร้อ&#3618;ละ 3.3 ใช้สารเสพติด ร้อ&#3618;ละ 60.4 และไม่ใช้ สารเสพติด ร้อ&#3618;ละ 39.6 โด&#3618;เริ่มใช้สารเสพติดคืออา&#3618;ุ 15 ปี ร้อ&#3618;ละ 14.9 รองลงมา คืออา&#3618;ุ 14 ปี ร้อ&#3618;ะละ 12.1 และอา&#3618;ุต่ำสุดที่เริ่มใช้สารเสพติดคือ อา&#3618;ุ 10 ปี อา&#3618;ุสูงสุดที่เริ่มใช้สารเสพติด คืออา&#3618;ุ 20 ปี ประเภทของสารเสพติดที่ใช้ ได้แก่ บุหรี่ ร้อ&#3618;ละ 37.4 แอลกอฮอล์ ร้อ&#3618;ละ 28.6 กั&#3597;ชา ร้อ&#3618;ละ 14.3 &#3618;าบ้า ร้อ&#3618;ละ 13.7 และ&#3618;าเสพติดชนิดอื่น ๆ ร้อ&#3618;ละ 1.1 เหตุผลที่ใช้สารเสพติดครั้งแรก คืออ&#3618;ากลอง ร้อ&#3618;ละ 41.8 เพื่อนชวน ร้อ&#3618;ละ 11.5 และรู้สึกสนุก ร้อ&#3618;ละ 5.5 เหตุผลที่เข้ารับการอบรมมากที่สุด คือ โรงเรี&#3618;นบังคับ ร้อ&#3618;ละ 95.1 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS199 2011/11/22 23:58:57 บุคลิกภาพของวัยรุ่นค่ายปรับเปลี่ยนวิสัยทัศน์และพัฒนาบุคลิกภาพจังหวัดนครพนม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS199 การประเมินโครงการบูรณาการงานสุขภาพจิตและจิตเวชโดยเครือข่ายสู่ชุมชนปี 2549 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS198 การวิจั&#3618;ครั้งนี้เป็นการวิจั&#3618;ประเมินผลโครงการ โด&#3618;ใช้การประเมินผลเชิงระบบ (CIPP Model) มีจุดมุ่งหมา&#3618;เพื่อประเมินปัจจั&#3618;นำเข้า และสภาพแวดล้อมของโครงการ ประเมินความเหมาะสมของกระบวนการดำเนินงานในโครงการ ประเมินการดำเนินกิจกรรมและการบรรลุวัตถุประสงค์ของโครงการ โด&#3618;มีกลุ่มตัวอ&#3618;่างเป็นบุคลากรสาธารณสุข และองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เข้าร่วมโครงการบูรณาการงานสุขภาพจิตและจิตเวชโด&#3618;เครือข่า&#3618;สู่ชุมชน ปี 2549 จำนวน 3,416 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบทดสอบความรู้สุขภาพจิตสำหรับเจ้าหน้าที่สาธารณสุข แบบทดสอบความรู้สุขภาพจิตสำหรับองค์การบริหารส่วนตำบล แบบสอบถามการจัดการความเครี&#3618;ด แบบสัมภาษณ์ ชุด ร. 1 เป็นแบบสอบถามชุดเจ้าหน้าที่ระดับผู้บริหาร แบบสัมภาษณ์ ชุด ร. 2 เป็นแบบสอบถามเจ้าหน้าที่ระดับผู้ปฏิบัติการ และแบบสัมภาษณ์ ชุด ก. 1 เป็นแบบสอบถามชุดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อ&#3618;ละ และ t- test ผลการวิจั&#3618; พบว่า การดำเนินโครงการบรรลุเป้าหมา&#3618;และวัตถุประสงค์ของโครงการทุกกิจกรรม มีการดำเนินการตามแผนที่ได้วางไว้และสัมฤทธิ์ผลตามเป้าหมา&#3618; โด&#3618;ประเด็นที่สำคั&#3597; คือ 1. บุคลากรสาธารณสุขและองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น มีความรู้สุขภาพจิตก่อนอบรมและหลังอบรมแตกต่างกันอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ 0.05 โด&#3618;มีคะแนนความรู้หลังอบรมสูงกว่าก่อนการอบรมทั้ง 2 กลุ่ม 2. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีการจัดการความเครี&#3618;ดอ&#3618;่างเหมาะสมทั้งก่อนเข้าร่วมโครงการและหลังเข้าร่วมโครงการ คิดเป็นร้อ&#3618;ละ 80.4 และ 80.4 ตามลำดับ 3. องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการ ร้อ&#3618;ละ 79 4. เกิดภาคีเครือข่า&#3618;การดำเนินงานสุขภาพจิตชุมชน ร้อ&#3618;ละ 71 5. ผู้เข้าร่วมโครงการมีความพึงพอใจ ร้อ&#3618;ละ 88.9 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS198 2011/11/23 00:03:42 การประเมินโครงการบูรณาการงานสุขภาพจิตและจิตเวชโดยเครือข่ายสู่ชุมชนปี 2549 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS198 กรณีศึกษา: การพัฒนารูปแบบการจำหน่ายผู้ป่วยโรคจิตในกรณีที่มีปัญหายุ่งยากซับซ้อนกลับสู่ชุมชน โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS197 การวิจั&#3618;นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการจำหน่า&#3618;ผู้ป่ว&#3618;โรคจิตในกรณีที่มีปั&#3597;หา&#3618;ุ่ง&#3618;ากซับซ้อนกลับสู่ชุมชน วิธีการศึกษา กลุ่มประชากรเป้าหมา&#3618;เป็นผู้ป่ว&#3618;โรคจิต 10 คน &#3597;าติ หรือผู้ดูแลผู้ป่ว&#3618; 20 คน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ 10 คน แกนนำชุมชนและประชาชน 30 คน เลือกประชากรเป้าหมา&#3618;แบบเฉพาะเจาะจง ผู้ป่ว&#3618;โรคจิตที่มีปั&#3597;หา&#3618;ุ่ง&#3618;ากซับซ้อนในการจำหน่า&#3618; ระหว่างเดือนกัน&#3618;า&#3618;น 2544 ถึง กัน&#3618;า&#3618;น 2546 เครื่องมือ ที่ใช้คือ 1) แนวทางการสนทนากลุ่ม&#3597;าติ / ผู้ดูแล 2) การสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่ม&#3597;าติและผู้ป่ว&#3618;ใช้แบบแผนสุขภาพ 11 แบบแผนของมาโจรี่ กอร์ดอน (Majory Gordon, 1987) 3) แบบสัมภาษณ์เชิงลึกกลุ่มแกนนำชุมชนในการดูแล ผู้ป่ว&#3618; และ 4) แบบสัมภาษณ์เชิงลึกเจ้าหน้าที่สาธารณสุขวิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;การวิเคราะห์เนื้อหา (Content ผลการศึกษา พบว่า กล&#3618;ุทธ์ใหม่ของรูปแบบการจำหน่า&#3618;ผู้ป่ว&#3618;โรคจิตในกรณีที่มีปั&#3597;หา&#3618;ุ่ง&#3618;ากซับซ้อนกลับสู่ชุมชน ในขั้นตอนการเตรี&#3618;มชุมชนเป็นขั้นตอนที่สำคั&#3597; ผู้ป่ว&#3618;ทุกรา&#3618;จะต้องได้ดำเนินการและการติดตามเ&#3618;ี่&#3618;มสม่ำเสมอ จากเจ้าหน้าที่โรงพ&#3618;าบาลพระศรีมหาโพธิ์และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่อ&#3618;่างน้อ&#3618; 1 - 2 ปี จะทำให้เกิดการดูแลผู้ป่ว&#3618;ที่ต่อเนื่อง ปั&#3597;หาซับซ้อนน้อ&#3618;ลงและ&#3618;ังค้นพบว่าการเตรี&#3618;มชุมชนทำให้กลุ่ม&#3597;าติ / ผู้ดูแลได้สะท้อนความรู้สึกที่เป็นภาระความ&#3618;ุ่ง&#3618;าก ความลำบาก ความกดดัน ความทุกข์ ความห่วงใ&#3618; ส่วนกลุ่มแกนนำชุมชนได้ให้ทัศนคติที่มีต่อผู้ป่ว&#3618;ในด้านบวก เช่น ความรู้สึกเห็นใจ เข้าใจ สงสารผู้ป่ว&#3618; และจะช่ว&#3618;&#3597;าติดูแลผู้ป่ว&#3618; สำหรับกลุ่มเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ ได้เข้าใจแนวทางการดูแลผู้ป่ว&#3618;อ&#3618;่างต่อเนื่องในชุมชน เมื่อจำหน่า&#3618;จากโรงพ&#3618;าบาลและได้รูปแบบการเตรี&#3618;มชุมชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS197 2011/11/23 00:10:32 กรณีศึกษา: การพัฒนารูปแบบการจำหน่ายผู้ป่วยโรคจิตในกรณีที่มีปัญหายุ่งยากซับซ้อนกลับสู่ชุมชน โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS197 ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าและทำร้ายตนเองของผู้ป่วยที่มารับบริการในสถานบริการสาธารณสุข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS196 การวิจั&#3618;เชิงพรรณนา (Descriptive research) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจั&#3618;และสาเหตุของการเกิดภาวะซึมเศร้าและการทำร้า&#3618;ตนเองของผู้ป่ว&#3618; และเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างข้อมูลส่วนบุคคลกับปัจจั&#3618;และสาเหตุของการเกิดภาวะซึมเศร้าและวิธีการทำร้า&#3618;ตนเอง กลุ่มตัวอ&#3618;่างที่ใช้ในการวิจั&#3618;ครั้งนี้ ได้แก่ &#3597;าติ หรือผู้เกี่&#3618;วข้องกับผู้ป่ว&#3618;ที่มีภาวะซึมเศร้าหรือทำร้า&#3618;ตนเองที่มารับบริการตรวจรักษา ณ สถานบริการสาธารณสุข สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เขตตรวจราชการที่ 8 ระหว่างวันที่ 1 มกราคม - 31 ธันวาคม 2547 จำนวน 1,268 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา ได้แก่ แบบการเฝ้าระวังภาวะซึมเศร้าและการทำร้า&#3618;ตนเอง : กรมสุขภาพจิต รง. 506 DS วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;ใช้สถิติ จำนวน ร้อ&#3618;ละ และทดสอบสมมุติฐานโด&#3618;ใช้สถิติ Chi - Square Test ผลการศึกษา พบว่า ข้อมูลส่วนบุคคลส่วนให&#3597;่เป็นเพศห&#3597;ิง (ร้อ&#3618;ละ 71.1) มากกว่าเพศชา&#3618; (ร้อ&#3618;ละ 28.9) สั&#3597;ชาติไท&#3618; (ร้อ&#3618;ละ 98.7) และมีอา&#3618;ุระหว่าง 20 - 29 ปี มากที่สุด (ร้อ&#3618;ละ 26.0) ด้านสถานภาพสมรส มีสถานภาพสมรสคู่มากที่สุด (ร้อ&#3618;ละ 57.8) สำหรับด้านอาชีพ ส่วนให&#3597;่ประกอบอาชีพรับจ้าง / ผู้ใช้แรงงาน (ร้อ&#3618;ละ 40.5) สถานบริการสาธารณสุขที่รา&#3618;งาน ส่วนให&#3597;่โรงพ&#3618;าบาลชุมชนเป็นสถานบริการสาธารณสุขที่รา&#3618;งานมากที่สุด (ร้อ&#3618;ละ 50.6) สำหรับด้านการส่งต่อเพื่อการรักษา ส่วนให&#3597;่ไม่ได้มีการส่งต่อการรักษามาจากหน่ว&#3618;งานอื่น (ร้อ&#3618;ละ 95.3) และในด้านการรับผู้ป่ว&#3618;ที่ส่งต่อเพื่อการรักษา ส่วนให&#3597;่ส่งต่อการรักษามาจากโรงพ&#3618;าบาลชุมชนมากที่สุด (ร้อ&#3618;ละ 2.5) ประเภทของการมารับบริการและวิธีการทำร้า&#3618;ตนเองในครั้งนี้ พบว่า ส่วนให&#3597;่มาด้ว&#3618;อาการซึมเศร้า และอาการทำร้า&#3618;ตนเองเป็นครั้งแรก (ร้อ&#3618;ละ 72.1 และ 87.5 ตามลำดับ) ผู้ป่ว&#3618;ที่มารับบริการส่วนให&#3597;่ขณะนี้มีภาวะซึมเศร้า (ร้อ&#3618;ละ 53.5) สำหรับด้านผู้ให้การวินิจฉั&#3618;ภาวะซึมเศร้า ส่วนให&#3597;่ได้รับการวินิจฉั&#3618;ว่ามีภาวะซึมเศร้าจากการประเมินโด&#3618;ใช้แบบประเมินของเจ้าหน้าที่ (ร้อ&#3618;ละ 68.0) ในด้านการทำร้า&#3618;ตนเอง พบว่า ส่วนให&#3597;่เป็นผู้ที่ทำร้า&#3618;ตนเองมากกว่าผู้ที่ไม่ได้ทำร้า&#3618;ตนเอง (ร้อ&#3618;ละ 68.9) และจำนวนครั้งที่ทำร้า&#3618;ตนเอง ส่วนให&#3597;่ทำร้า&#3618;ตนเองหนึ่งครั้ง (ร้อ&#3618;ละ 79.9) สำหรับในด้านการทำร้า&#3618;คนอื่น ส่วนให&#3597;่ผู้ที่ทำร้า&#3618;ตนเอง ไม่มีการทำร้า&#3618;คนมากกว่าผู้ที่ทำร้า&#3618;คนอื่น (ร้อ&#3618;ละ 99.2) วิธีการที่ทำร้า&#3618;ตนเองในครั้งนี้ใช้วิธีกิน&#3618;าเกินขนาดมากที่สุด (ร้อ&#3618;ละ 36.4) ปั&#3597;หาหรือเหตุการณ์ที่กระตุ้นให้เกิดภาวะซึมเศร้าหรือทำร้า&#3618;ตนเอง พบว่า ส่วนให&#3597;่มาด้ว&#3618;ปั&#3597;หาความน้อ&#3618;ใจ คนใกล้ชิดที่ดุด่าว่ากล่าว ตำหนิ (ร้อ&#3618;ละ 38.0) สำหรับด้านปั&#3597;หาสุขภาพ ส่วนให&#3597;่ไม่มีปั&#3597;หาสุขภาพ (ร้อ&#3618;ละ 60.6) มากกว่ามีปั&#3597;หาสุขภาพ (ร้อ&#3618;ละ 39.4) ในด้านมีปั&#3597;หาสุขภาพ ส่วนให&#3597;่เป็นความดันโลหิตสูงมากที่สุด (ร้อ&#3618;ละ 21.4) สำหรับด้านพฤติกรรมส่วนบุคคล ส่วนให&#3597;่ไม่มีพฤติกรรมส่วนบุคคล (ร้อ&#3618;ละ 69.6) มากว่ามีพฤติกรรมส่วนบุคคล (ร้อ&#3618;ละ 30.4) และในด้านมีพฤติกรรมส่วนบุคคล ส่วนให&#3597;่มีพฤติกรรมติดสุรามากที่สุด (ร้อ&#3618;ละ 10.8) บริการที่ได้รับจากสถานบริการสาธารณสุข สังกัดสำนักงานปลัดกระทรวงสาธารณสุข เขตตรวจราชการที่ 8 พบว่า ส่วนให&#3597;่ได้รับบริการให้คำปรึกษามากที่สุด (ร้อ&#3618;ละ 83.2) รองลงมาคือแนะนำ&#3597;าติ (ร้อ&#3618;ละ 31.2) และน้อ&#3618;ที่สุด คือ ได้รับบริการ&#3618;าโรคจิต (ร้อ&#3618;ละ 2.9) ปัจจั&#3618;ที่มีความสัมพันธ์กับภาวะซึมเศร้างหรือทำร้า&#3618;ตนเอง พบว่า เพศ อา&#3618;ุ สถานภาพสมรส และอาชีพมีความสัมพันธ์กับปั&#3597;หาหรือเหตุการณ์ที่กระตุ้นให้เกิดภาวะซึมเศร้าหรือทำร้า&#3618;ตนเอง ปั&#3597;หาสุขภาพ และวิธีการทำร้า&#3618;ตนเองอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ .05 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS196 2011/11/23 00:14:30 ปัจจัยที่มีผลต่อการเกิดภาวะซึมเศร้าและทำร้ายตนเองของผู้ป่วยที่มารับบริการในสถานบริการสาธารณสุข http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS196 การประเมินผลการนิเทศงานสุขภาพจิตจังหวัด โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS194 การนิเทศงานของทีมสุขภาพจิตจังหวัด เป็นกระบวนการที่ใช้เป็นเครื่องมือช่ว&#3618;ในการบริหารงานไปสู่ความสำเร็จตามวัตถุประสงค์ซึ่งโรงพ&#3618;าบาลพระศรีมหาโพธิ์ ได้ดำเนินการมาอ&#3618;่างต่อเนื่องและเพื่อประเมินผลการนิเทศงานสุขภาพจิตของทีมพัฒนาสุขภาพจิตจังหวัด จึงได้ดำเนินการวิจั&#3618;ประเมินผลการนิเทศงานสุขภาพจิตจังหวัด โรงพ&#3618;าบาลพระศรีมหาโพธิ์ขึ้น กลุ่มตัวอ&#3618;่างมี 2 กลุ่ม คือ 1) ทีมพัฒนางานสุขภาพจิตสหวิชาชีพ จำนวน 67 คน โด&#3618;วิธีสุ่มอ&#3618;่างง่า&#3618; 2) ผู้รับการนิเทศจากทีมพัฒนางานสุขภาพจิตจังหวัด จำนวน 130 คน โด&#3618;วิธีสุ่มแบบหลา&#3618;ขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบประเมินการนิเทศงานสุขภาพจิตที่จินตวีร์ เกษวงศ์ และคณะ (2546) พัฒนาขึ้นตามองค์ประกอบและตัวชี้วัดโด&#3618;ประ&#3618;ุกต์ใช้รูปแบบการประเมิน The Mckinsey Seven S's Model ของ Athos and Pascale และ Peter and Waterman และ 2000 Critcria for Performance Excellence ของ Baldrige National Quality Program เก็บรวมรวมข้อมูลโด&#3618;ให้ทีมพัฒนางานสุขภาพจิตจังหวัดประเมินตนเองพร้อมแสดงเอกสาร หลักฐานอ้างอิงและผู้วิจั&#3618;ได้เข้าไปตรวจสอบหลักฐานและสัมภาษณ์เพิ่มเติมเพื่อ&#3618;ืน&#3618;ันข้อมูลอีกครั้ง แล้วนำมาวิเคราะห์ข้อมูล หาค่าเฉลี่&#3618;เลขคณิต เพื่อเป็นข้อมูลเบื้องต้นให้กับคณะกรรมการตรวจสอบภา&#3618;ในจำนวน 11 คน ร่วมพิจารณาผลการประเมินและหลักฐานการปฏิบัติงานจริง นอกจากนี้ในองค์ประกอบที่ 10 ด้านผลงาน ผู้วิจั&#3618;ได้ให้ผู้รับการนิเทศงานตอบแบบสอบถามความคิดเห็นต่อการนิเทศงานสุขภาพจิตของทีมนิเทศจากโรงพ&#3618;าบาลพระศรีมหาโพธิ์ สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าร้อ&#3618;ละ ค่าเฉลี่&#3618;เลขคณิตและส่วนเบี่&#3618;งเบนมาตรฐาน ผลการวิจั&#3618; ผลการประเมินการนิเทศงานสุขภาพจิตของทีมพัฒนางานสุขภาพจิตจังหวัดโรงพ&#3618;าบาลพระศรีมหาโพธิ์ จังหวัดอุบลราชธานี พบว่า คุณภาพในการนิเทศงานสุขภาพจิตทุกองค์ประกอบ (10 องค์ประกอบ 24 ตัวชี้วัด) ผ่านการประเมิน โด&#3618;องค์ประกอบที่เป็นจุดเด่นของทีม คือ ด้านงบประมาณและด้านแบบแผนการปฏิบัติงาน รองลงมาคือ ด้านโครงสร้าง ด้านระบบงาน ส่วนด้านที่ควรเร่งพัฒนาให้ดี&#3618;ิ่งขึ้น คือ ด้านบุคลากร ด้านความรู้ความสามารถและทักษะ ด้านค่านิ&#3618;ม ด้านผลงาน ด้าน&#3618;ุทธศาสตร์ และด้านเทคโนโล&#3618;ี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS194 2011/11/23 00:19:09 การประเมินผลการนิเทศงานสุขภาพจิตจังหวัด โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS194 ความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะสุขภาพในช่องปากกับผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันของผู้ป่วยจิตเภท http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS193 การวิจั&#3618;ครั้งนี้เป็นการสำรวจสุขภาพในช่องปากของผู้ป่ว&#3618;จิตเภทที่รับไว้ในสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระ&#3618;า ตั้งแต่เดือน พ.ศ. 2547-มี.ค.2548 จำนวน 150 คน อา&#3618;ุ 19-68 ปี โด&#3618;สุ่มแบบเจาะจงตามวิธีการขององค์การอนามั&#3618;โลกปี 1997 แบบสัมภาษณ์ปรับปรุงจากวิธีการสัมภาษณ์ของ สุปรีดา อดุล&#3618;านนท์ ปี 1996 แบะสัมภาษณ์ ความรู้สึก ประสบการณ์ความคิดเห็นเกี่&#3618;วกับความผิดปกหรือปั&#3597;หาในช่องปากตลอดจนความถี่ ความรุนแรงของอุบัติการณ์ ที่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันของผู้ป่ว&#3618; ในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา การสัมภาษณ์ครอบคลุม 3 มิติได้แก่ มิติทางด้านกา&#3618;ภาพ มิติทางด้านจิตวิท&#3618;า มิติทางด้านสังคมโด&#3618;แบ่งกิจกรรมการดำรงชีวิตประจำวันเป็น 8 กิจกรรม ได้แก่ การกิน การทำความสะอาดฟัน การพูด การนอน การ&#3618;ิ้ม ความคงที่ของอารมณ์ การทำงาน การพบปะผู้คน วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;ใช้สถิติ ความถี่ ร้อ&#3618;ละ ค่าเฉลี่&#3618; ส่วนเบี่&#3618;งเบนมาตรฐาน T test และ Logistic /Regression ผลการวิจั&#3618; พบว่าผู้ป่ว&#3618;จิตเภทมีสภาวะทันตสุขภาพโด&#3618;มีค่าฉลี่&#3618; ผุ ถอน อุด (DMFT) 12.23 = 8.561 ผู้ป่ว&#3618;มีโรคฟันผุร้อ&#3618;ละ 85.33 ค่าเฉลี่&#3618;จำนวนฟันที่เหลือในปาก 26.42 = 4.514 ซี่ / คน ค่าเฉลี่&#3618;ของฟันปกติ ๖sound teeth) 18.91 = 6.745 ซี่ / คน และมีสภาวะปริทันต์โด&#3618;คิดจากร้อ&#3618;ละของผู้มีสภาวะปริทันต์ ระดับสูงสุดในแต่ละคน สภาวะปริทันต์ปกติร้อ&#3618;ละ 4.67 มีเลือดออกร้อ&#3618;ละ 14 มีหินน้ำลา&#3618;ร้อ&#3618;ละ 48 มีร่องลึกปริทันต์ 4-5มม. ร้อ&#3618;ละ 21.33 มีร่องลึกปริทันต์ - >6 มม. ร้อ&#3618;ละ t 12 ส่วนที่หา&#3618;ไปร้อ&#3618;ละ 24 ผู้ป่ว&#3618;ร้อ&#3618;ละ 77.3 มีสภาวะสุขภาพในช่องปากที่มีผลกระทบต่อกิจกรรมการดำรงชีวิตประจำวัน ซึ่งมีค่าเฉลี่&#3618;ของกิจกรรมที่มีผลกระทบ 1.93-+1.779 กิจกรรมต่อคน อุบัติการณ์ของกิจกรรมที่มีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันมาก 3 ลำดับแรก คือ การกิน (68.7%) การทำความสะอาดฟัน (28.0%) การดำรงชีวิตประจำวัน มาก 3 ลำดับแรก คือ การกิน (68.7%) การทำสะอาดฟัน (28.0%) การพูด (26.7%) การกินจะมีผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวัน บ่อ&#3618;มากที่สุดและรุนแรงมากที่สุด ความรู้สึกไม่สบา&#3618; (Discomfort) และความเจ็บปวด (Pain) เป็นสาเหตุหลักของอาการที่ผู้ป่ว&#3618;รู้สึกที่มีผลกระทบต่อกิจกรรมการดำรงชีวิตประจำวัน มากร้อ&#3618;ละ 69.82 และ 44.82 ตามลำดับ การปวดฟันเป็นสาเหตุสำคั&#3597;มากที่สุดของปั&#3597;หาในช่องปาก (29.31%) เมื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะสุขภาพในช่องปากกับผู้ที่มีผลกระทบของช่องปากในการดำเนินกิจกรรม 8 กิจกรรมของการดำรงชีวิต โด&#3618;ใช้ Unpaired T test ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% ส่วนให&#3597;่พบว่ามีความสัมพัสธ์อ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ&#3618;กเว้นผลกระทบในการดำเนินกิจกรรม การ&#3618;ิ้ม และการทำงานพบว่าสภาวะปริทันต์ปกติความสัมพันธ์กับผู้ที่มีผลกระทบในช่องปากในการดำเนินกิจกรรมการ&#3618;ิ้ม อ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ P http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS193 2011/11/23 00:25:24 ความสัมพันธ์ระหว่างสภาวะสุขภาพในช่องปากกับผลกระทบต่อการดำรงชีวิตประจำวันของผู้ป่วยจิตเภท http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS193 ความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางอารมณ์กับพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่นในภาคตะวันออก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS192 การวิจั&#3618;ครั้งนี้ เป็นการวิจั&#3618;เชิงสำรวจ โด&#3618;มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความฉลาดทางอารมณ์ พฤติกรรมทางเพศ และความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางอารมณ์กับพฤติกรรมทางเพศของวั&#3618;รุ่นในภาคตะวันออก กลุ่มตัวอ&#3618;่างเป็นวั&#3618;รุ่นชั้นมัธ&#3618;มศึกษาปีที่ 2 โรงเรี&#3618;นรัฐบาลสังกัดกรมสามั&#3597;ศึกษา กระทรวงศึกษาธิการ ในเขตภาคตะวันออกจำนวน 800 คน ซึ่งสุ่มด้ว&#3618;วิธีแบ่งชั้น (Stratified Sampling) ผลการวิจั&#3618;ได้ข้อสรุปดังนี้ 1. วั&#3618;รุ่นชา&#3618;มีความฉลาดทางอารมณ์ต่ำกว่าปกติร้อ&#3618;ละ 44.0 ส่วนวั&#3618;รุ่นห&#3597;ิง ร้อ&#3618;ละ 23.9 2. พฤติกรรมทางเพศโด&#3618;รวมไม่พึงประสงค์ โด&#3618;วั&#3618;รุ่นชา&#3618;มีพฤติกรรมทางเพศไม่พึงประสงค์ถึงร้อ&#3618;ละ 89.4 ซึ่งสูงกว่าวั&#3618;รุ่นห&#3597;ิงที่มีพฤติกรรมทางเพศไม่พึงประสงค์ ร้อ&#3618;ละ 57.7 3. ความฉลาดทางอารมณ์ กับ พฤติกรรมทางเพศของวั&#3618;รุ่นมีความสัมพันธ์กันเชิงบวกความสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์ 0.357 (p http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS192 2011/11/23 00:28:57 ความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางอารมณ์กับพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่นในภาคตะวันออก http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS192 การสำรวจระบาดวิทยาสุขภาพจิต: การศึกษาระดับประเทศ ปี 2546 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS191 การศึกษาครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความชุกของปั&#3597;หาด้านสุขภาพจิตและจิตเวชที่สำคั&#3597;ของประเทศ ได้แก่ กลุ่มโรคจิต (Psychotic disorder) โรคซึมเศร้า (Major depressive episode) โรคซึมเศร้าเรื้อรัง (Dysthymia) โรคแมเนี&#3618; (Manic episode) โรคไฮโปแมเนี&#3618; (Hypomanic episode) โรควิตกกังวล (Generalized anxiety disorder) โรควิตกกังวลพานิก (Panic disorder) โรคอะโกราโฟเบี&#3618; (Agoraphobia) โรค Mood disorder with Psychotic Features และภาวะเสี่&#3618;งต่อการฆ่าตัวตา&#3618; (Suicidal risk) เป็นการวิจั&#3618;เชิงพรรณนา แบบภาคตัดขวางในช่วงเวลาหนึ่ง ในรูปแบบการสำรวจในชุมชนประชากรตัวอ&#3618;่างทั้งหมด 11,685 คน อา&#3618;ุระหว่าง 15-59 ปี สุ่มตัวอ&#3618;่างด้ว&#3618;วิธี Stratified three-stage cluster sampling ในพื้นที่ 4 ภาค ส่วนกรุงเทพมหานคร สุ่มตัวอ&#3618;่างด้ว&#3618;วิธี Stratified two-stage cluster sampling เครื่องมือที่ใช้ประกอบด้ว&#3618; 1)แบบสอบถามข้อมูลทั่วไปและปัจจั&#3618;ที่เกี่&#3618;วข้อง 2)แบบคัดกรองภาวะสุขภาพจิตในชุมชน 3)แบบสัมภาษณ์เชิงโครงสร้างเพื่อวินิจฉั&#3618;โรคจิตเวชในชุมชน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนา และประมาณค่าความชุก โด&#3618;ใช้สูตรการคำนวณที่สอดคล้องกับการเลือกตัวอ&#3618;่างเชิงความน่าจะเป็นผลการศึกษา พบว่าโรคซึมเศร้า (Major depressive episode) เป็นโรคทางจิตเวชที่พบมากที่สุด (ร้อ&#3618;ละ 3.20 : 95%CI = 2.88-3.52) รองลงมา ได้แก่ โรควิตกกังวล (Generalized anxiety disorder) ร้อ&#3618;ละ 1.85 (95%CI = 1.61-2.09) โรคซึมเศร้าเรื้อรัง (Dysthymia) ร้อ&#3618;ละ 1.18 (95%CI = 0.98-1.38) โรคอะโกราโฟเบี&#3618; (Agoraphobia) ร้อ&#3618;ละ 0.89 (95%CI = 0.72-1.06) โรคจิต (Psychotic disorder) ร้อ&#3618;ละ 0.59 (95%CI = 0.45-0.73) โรคไฮโปแมเนี&#3618; (Hypomanic episode) ร้อ&#3618;ละ 0.46 (95%CI = 0.34-0.58) โรค Mood disorder with Psychotic Features ร้อ&#3618;ละ 0.38 (95%CI = 0.27-0.49) โรคแมเนี&#3618; (Manic episode) ร้อ&#3618;ละ 0.38 (95%CI = 0.27-0.49) โรควิตกกังวลพานิก (Panic disorder) ร้อ&#3618;ละ 0.36 (95%CI = 0.25-0.47) ภาวะเสี่&#3618;งต่อการฆ่าตัวตา&#3618;ปานกลาง (Moderate suicidal risk) พบร้อ&#3618;ละ 1.16 (95%CI = 1.38-1.84) และภาวะเสี่&#3618;งต่อการฆ่าตัวตา&#3618;สูง (High suicidal risk) ร้อ&#3618;ละ 0.90 (95%CI = 0.73-1.07) สรุปผลการศึกษาดังกล่าวสามารถนำไปใช้เป็นฐานข้อมูลในการวางแผนการดำเนินงานดูแลสุขภาพจิตของประชาชนเพื่อป้องกันและแก้ไขปั&#3597;หาสุขภาพจิตและจิตเวช โด&#3618;เน้นการป้องกันและแก้ไขปั&#3597;หาทั้งต่อประชาชน และสังคม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS191 2010/11/30 19:19:58 การสำรวจระบาดวิทยาสุขภาพจิต: การศึกษาระดับประเทศ ปี 2546 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS191 สาเหตุการเกิดอาการโรคจิตในผู้ป่วยวัยกลางคนและวัยสูงอายุ ณ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS190 วัตถุประสงค์ เพื่อค้นหาวินิจฉั&#3618;สุดท้า&#3618;ของอาการโรคจิตที่เกิดครั้งแรกในผู้ป่ว&#3618;วั&#3618;กลางคนและวั&#3618;สูงอา&#3618;ุ ณ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระ&#3618;า ในช่วงเวลา 1 ปี วิธีการศึกษา รวบรวมเวชระเบี&#3618;นของผู้ป่ว&#3618;ใหม่ที่มาด้ว&#3618;อาการโรคจิตเป็นครั้งแรก ณ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระ&#3618;า  ตั้งแต่ 1 มกราคม &ndash; 31 ธันวาคม พ.ศ. 2545 แล้วคัดเอาเฉพาะผู้ป่ว&#3618;วั&#3618;กลางคน (อา&#3618;ุระหว่าง 40-60 ปี) และ ผู้ป่ว&#3618;วั&#3618;สูงอา&#3618;ุ (อา&#3618;ุ > 60 ปี) เพื่อหาการวินิจฉั&#3618;แรกและวินิจฉั&#3618;สุดท้า&#3618; โด&#3618;การวินิจฉั&#3618;ในฐานข้อมูลอิงเกณฑ์วินิจฉั&#3618; ICD-10 ผลการศึกษา ผู้ป่ว&#3618;ใหม่ทุกกลุ่มอา&#3618;ุที่ได้รับการวินิจฉั&#3618;ว่ามีอาการโรคจิตครั้งแรกจำนวน 2,136 คน  พบมีผู้ป่ว&#3618;วั&#3618;กลางคนและวั&#3618;สูงอา&#3618;ุ เท่ากับ ร้อ&#3618;ละ 17.04 (365 คน) และร้อ&#3618;ละ 5.29 (113 คน), ในผู้ป่ว&#3618;วั&#3618;กลางคน การวินิจฉั&#3618;สุดท้า&#3618; 3 อันดับแรกคือ  Schizophrenia (ร้อ&#3618;ละ 41.21), Substance induced psychosis (ร้อ&#3618;ละ 13.19) (โด&#3618; Alcohol induced psychosis เป็นสาเหตุของโรคจิตจาก&#3618;าเสพติดมากที่สุด (ร้อ&#3618;ละ 7.97))  การวินิจฉั&#3618;สุดท้า&#3618;ในผู้ป่ว&#3618;วั&#3618;สูงอา&#3618;ุที่พบมากที่สุดโด&#3618;คือ neuropsychiatric disorders (ร้อ&#3618;ละ 22.11) (จำแนกเป็น Dementia syndrome ร้อ&#3618;ละ 15.04, Organic delusional disorder ร้อ&#3618;ละ 4.42 และ Delirium ร้อ&#3618;ละ 2.65) ส่วนการวินิจฉั&#3618;สุดท้า&#3618;ในลำดับถัดมาที่พบมากในผู้ป่ว&#3618;สูงอา&#3618;ุคือ Unspecified Nonorganic psychosis (ร้อ&#3618;ละ 18.59) และ Persistent delusional disorder (ร้อ&#3618;ละ 17.70) ตามลำดับ สรุป การวินิจฉั&#3618;แรกและวินิจฉั&#3618;สุดท้า&#3618;ที่พบมากที่สุดในผู้ป่ว&#3618;วั&#3618;กลางคนที่มาด้ว&#3618;อาการโรคจิตคือ schizophrenia  ซึ่งแตกต่างจากผู้ป่ว&#3618;สูงอา&#3618;ุที่การวินิจฉั&#3618;แรกที่พบมากที่สุดคือ unspecified nonorganic psychosis แต่เมื่อติดตามต่อไปพบว่าการวินิจฉั&#3618;ได้เปลี่&#3618;นแปลงไปโด&#3618; Neuropsychiatric disorders เป็นการวินิจฉั&#3618;สุดท้า&#3618;ที่พบมากที่สุด  http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS190 2011/11/23 00:39:17 สาเหตุการเกิดอาการโรคจิตในผู้ป่วยวัยกลางคนและวัยสูงอายุ ณ สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระยา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS190 การประเมินผลคุณภาพมาตรฐานของระบบบริการสุขภาพจิตในสถานบริการสาธารณสุข 6 จังหวัดภาคใต้ตอนบน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS188 การประเมินผลคุณภาพมาตรฐานของระบบบริการสุขภาพจิตในสถานบริการสาธารณสุข 6 จังหวัดภาคใต้ตอนบน มีวัตถุประสงค์เพื่อทราบสถานการณ์คุณภาพมาตรฐานของระบบบริการสุขภาพจิตในสถานบริการสาธารณสุข, ทราบปั&#3597;หาอุปสรรคในการดำเนินงานบริการสุขภาพจิตในสถานบริการสาธารณสุข, ทราบประสิทธิภาพของโครงการพัฒนามาตรฐานการให้บริการสุขภาพจิตประจำปีงบประมาณ 2549 มีสมมุติฐาน 2 ข้อ คือ 1. การส่งแบบสำรวจการให้บริการสุขภาพจิตครั้งที่ 1 พร้อมคู่มือมาตรฐานการให้บริการสุขภาพในสถานบริการสาธารณสุข เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติงานสุขภาพจิตและจิตเวช จะทำให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถปฏิบัติงานและตอบแบบสำรวจที่ส่งไปครั้งที่ 2, 3 ได้ผลดีขึ้น 2. การส่งแบบสำรวจการให้บริการสุขภาพจิตครั้งที่1 พร้อมคู่มือมาตรฐานการให้บริการสุขภาพในสถานบริการสาธารณสุข เพื่อเป็นแนวทางในการปฏิบัติสุขภาพจิตและจิตเวชร่วมกับการเข้ารับการอบรมหลักสูตรการดูแลผู้มีปั&#3597;หาสุขภาพจิตและจิตเวชทั้ง 2 รุ่น จะทำให้ผู้ปฏิบัติงานสามารถปฏิบัติงานและตอบแบบสำรวจที่ส่งไปครั้งที่ 2, 3 ได้ผลดีขึ้น ศึกษาโด&#3618;ใช้รูปแบบการศึกษาเชิงพรรณนา เครื่องมือประกอบด้ว&#3618;แบบสอบถาม แบบสำรวจ และแนวทางการสัมภาษณ์เชิงลึก เก็บข้อมูลระหว่างเดือนกรกฎาคม - กัน&#3618;า&#3618;น 2549 ผลการศึกษาพบว่า โรงพ&#3618;าบาลศูน&#3618;์ / โรงพ&#3618;าบาลทั่วไปผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 50% โรงพ&#3618;าบาลชุมชน ผ่านเกณฑ์ มาตรฐาน 22.91% สถานีอนามั&#3618;ผ่านเกณฑ์มาตรฐาน 42.77% ของสถานการบริการสาธารณสุขแต่ละระดับที่ได้รับการตอบกลับกิจกรรมที่ไม่มีการให้บริการมากที่สุด 5 อันดับแรกของโรงพ&#3618;าบาลชุมชน คือ พัฒนาทักษะชีวิต, การจัดการกับพฤติกรรมก้าวร้าวของผู้ป่ว&#3618; เช่น การผูกมัดผู้ป่ว&#3618;, ให้ความรู้ทักษะแก่ครูในการคัดกรองและช่ว&#3618;เหลือเบื้องต้น, ค้นหาและคัดกรองปั&#3597;หาพัฒนาการ ปั&#3597;หาการเรี&#3618;นรู้ ปั&#3597;หาพฤติกรรมและปั&#3597;หาทางเพศ, กระตุ้นพัฒนาการ กิจกรรมที่ไม่มีการให้บริการมากที่สุด 5 อันดับแรกของสถานีอนามั&#3618; คือ พัฒนาทักษะชีวิต, ค้นหาและคัดกรองปั&#3597;หาพัฒนาการ ปั&#3597;หาการเรี&#3618;นรู้ ปั&#3597;หาพฤติกรรมและปั&#3597;หาทางเพศ, ค้นหาและคัดกรองปั&#3597;หาสุขภาพจิตในห&#3597;ิงมีครรภ์, ให้ความรู้สุขภาพจิตและเพศศึกษา, สนับสนุนให้ อสม. สามารถส่งเสริมสุขภาพจิตของประชน/ นักเรี&#3618;น ปั&#3597;หาอุปสรรคของสถานบริการสาธารณสุข ได้แก่ 1. ขาดความรู้ / ไม่มีความรู้ ทักษะในการปฏิบัติงานสุขภาพจิต 2. กำลังคนจำกัด 3. งานประจำที่รับผิดชอบมีมาก 4. ขาดสื่ออุปกรณ์ เอกสารในการดำเนินงาน 5. ขาดงบประมาณประสิทธิผลของโครงการพัฒนามาตรฐานการให้บริการสาธารณสุขปี 2549 พบว่า โรงพ&#3618;าบาลชุมชนที่ตอบแบบสำรวจครั้งที่ 2 และ 3 เปรี&#3618;บเที&#3618;บกับครั้งที่ 1 กิจกรรมบริการดีขึ้น : เหมือนเดิม : ไม่ดีขึ้น = 10 : 11 : 16 สถานีอนามั&#3618;ที่ตอบแบบสำรวจครั้งที่ 2 และ 3 เปรี&#3618;บเที&#3618;บกับครั้งที่ 1 กิจกรรมบริการดีขึ้น : เหมือนเดิม : ไม่ดีขึ้น = 31 :23 :31 เป็นไปตามสมมุติฐานข้อที่ 1 การตอบแบบสำรวจของผู้เข้าอบรมหลักสูตรการดูแลผู้มีปั&#3597;หาสุขภาพจิตและจิตเวช 2 รุ่นในครั้งที่ 2 และ 3 เปรี&#3618;บเที&#3618;บกับการตอบแบบสำรวจครั้งที่ 1 พบว่าในสถานีอนามั&#3618;ที่ผ่านการอบรมแล้ว มีสัดส่วนกิจกรรมบริการดีขึ้น : เหมือนเดิม : ไม่ดีขึ้น = 17 : 12 : 16 เป็นไปตามสมมุติฐานข้อที่ 2 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS188 2011/11/23 00:43:32 การประเมินผลคุณภาพมาตรฐานของระบบบริการสุขภาพจิตในสถานบริการสาธารณสุข 6 จังหวัดภาคใต้ตอนบน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS188 ความฉลาดทางอารมณ์ของเยาวชนที่กระทำความผิดในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน สถานพินิจเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS186 การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเรื่อง ความฉลาดทางอารมณ์ของเด็กและเ&#3618;าวชนที่กระทำความผิด ในศูน&#3618;์ฝึกและอบรมเด็กและเ&#3618;าวชน สถานพินิจเด็กและเ&#3618;าวชนจังหวัดนครสวรรค์ มีวัตถุประสงค์การศึกษาคือ 1.)เพื่อศึกษาปัจจั&#3618;ส่วนบุคคลและระดับความฉลาดทางอารมณ์ 2.) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจั&#3618;ส่วนบุคคลและ ระดับความฉลาดทางอารมณ์ การศึกษาครั้งนี้ได้ศึกษาจากกลุ่มตัวอ&#3618;่างที่เป็นเด็กและเ&#3618;าวชนชา&#3618;และห&#3597;ิงที่กระทำความผิด และได้รับการตัดสินให้มารับการอบรมที่ศูน&#3618;์ฝึกและอบรมเด็กและเ&#3618;าวชน เขต 6 จังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 448 คน แบบสอบถามที่ใช้ ประกอบด้ว&#3618; แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ สำหรับเด็กอา&#3618;ุ 12- 17 ปี และอา&#3618;ุ 18 - 60 ปี ของกรมสุขภาพจิต สถิติที่ใช้ประกอบด้ว&#3618;ค่าความถี่ ร้อ&#3618;ละ , t-test , Analysis of Varience (ANOVA)กำหนดระดับนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ 0.05 จากผลการศึกษาพบว่า เด็กและเ&#3618;าวชนที่ตอบแบบสอบถามส่วนให&#3597;่ เป็นเพศชา&#3618;ร้อ&#3618;ละ 95.3 ภูมิลำเนาส่วนให&#3597;่อ&#3618;ู่ในจังหวัดนครสวรรค์ ร้อ&#3618;ละ 23.2 การศึกษาอ&#3618;ู่ในระดับมัธ&#3618;มต้น ร้อ&#3618;ละ 42.2 เกรดเฉลี่&#3618;ส่วนให&#3597;่อ&#3618;ู่ระหว่าง 2-3 ร้อ&#3618;ละ 48.9 ลำดับที่ของการเกิดทั้งในเพศชา&#3618;และห&#3597;ิง ส่วนให&#3597;่เป็นลูกคนแรก ร้อ&#3618;ละ 42.86 และ57.14 จำนวนพี่น้องในครอบครัวพบว่าในเพศชา&#3618; ส่วนให&#3597;่มีพี่น้องทั้งหมด 2 คน เพศห&#3597;ิงมีพี่น้องทั้งหมด 3 คน ทั้งเพศชา&#3618;และห&#3597;ิง ร้อ&#3618;ละ 57.61 และ 38.10 อาศั&#3618;อ&#3618;ู่กับพ่อแม่ สำหรับความรู้สึกที่เด็กและเ&#3618;าวชนมีต่อบิดา มารดานั้น ส่วนให&#3597;่เป็นความรู้สึกในทางบวก การประกอบอาชีพของบิดา ร้อ&#3618;ละ 43.56 และ 28.57 ประกอบด้ว&#3618;อาชีพรับจ้าง ในเ&#3618;าวชนเพศชา&#3618;และห&#3597;ิงตามลำดับ เช่นเดี&#3618;วกับการประกอบอาชีพ ของมารดาในด้านฐานความผิดของเ&#3618;าวชนเพศชา&#3618; ร้อ&#3618;ละ 38.17 เป็นความผิดเกี่&#3618;วกับลักทรัพ&#3618;์ รองลงมาป็นคดีข่มขืน ร้อ&#3618;ละ14.29 เ&#3618;าวชนเพศห&#3597;ิง ร้อ&#3618;ละ 66.67 เป็นความผิดเกี่&#3618;วกับ&#3618;าเสพติด ผลการศึกษาด้านความฉลาดทางอารมณ์ ในภาพรวมกลุ่มเ&#3618;าวชนที่ตอบแบบสอบถามทั้งชา&#3618;และห&#3597;ิง มีระดับความฉลาดทางอารมณ์ปานกลาง เมื่อพิจารณาเป็นด้าน&#3618;่อ&#3618;พบว่า ด้านสัมพันธภาพมีระดับต่ำกว่าเกณฑ์ ถึงร้อ&#3618;ละ 74.6 รองลงมาได้แก่ ด้านความเห็นใจผู้อื่น ร้อ&#3618;ละ 44.9 ด้านความพอใจในชีวิต ร้อ&#3618;ละ37.1 และด้านความสงบสุขทางใจ ร้อ&#3618;ละ 36.4 จากผลการศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจั&#3618;ต่างๆ ได้แก่ ฐานความผิดลำดับที่การเกิด เกรดเฉลี่&#3618; และจำนวนครั้งที่กระทำความผิด พบว่าปัจจั&#3618;ด้านฐานความผิด มีความสัมพันธ์กับความฉลาดทางอารมณ์ อ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ ระดับ 0.048 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS186 2011/11/23 00:47:05 ความฉลาดทางอารมณ์ของเยาวชนที่กระทำความผิดในศูนย์ฝึกและอบรมเด็กและเยาวชน สถานพินิจเด็กและเยาวชนจังหวัดนครสวรรค์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS186 การพัฒนาและศึกษาความเที่ยงตรงของเครื่องมือประเมินความเครียดที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งในความคิดเห็นทางการเมือง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS185 วัตถุประสงค์ เพื่อพัฒนาแบบประเมินความเครี&#3618;ดที่เกี่&#3618;วข้องกับความขัดแ&#3618;้งในความคิดเห็นทางการเมือง และศึกษาความเที่&#3618;งตรงของแบบประเมิน วิธีการศึกษา เป็นการศึกษา 2 ระ&#3618;ะ ระ&#3618;ะที่ 1 การพัฒนาเครื่องมือ ทำการวิจั&#3618;เชิงคุณภาพ ทบทวนวรรณกรรม สัมภาษณ์เชิงลึกและการสนทนากลุ่มผู้ที่มีความสนใจและติดตามเกี่&#3618;วกับการเมือง จำนวน 29 คน เพื่อวิเคราะห์กระบวนการเกิดความขัดแ&#3618;้งในความคิดเห็นทางการเมือง อาการของความเครี&#3618;ดจากความขัดแ&#3618;้งในความคิดเห็นทางการเมือง แล้วนำมาสร้างเครื่องมือเพื่อนำไปศึกษาความเครี&#3618;ดที่เกี่&#3618;วข้องกับความขัดแ&#3618;้ง ในความคิดเห็นทางการเมือง โด&#3618;สร้างข้อคำถามของแบบประเมิน ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา และปรับสำนวนภาษาให้เหมาะสมโด&#3618;ผู้เชี่&#3618;วชา&#3597; การวิจั&#3618;เชิงปริมาณ นำแบบประเมินไปใช้กับผู้ที่สนใจติดตามข่าวสารทางการเมืองที่อาศั&#3618;อ&#3618;ู่ในเขตกรุงเทพมหานครและจังหวัดนนทบุรี ในกลุ่มเสี่&#3618;งที่จะเกิดความเครี&#3618;ดที่เกิดจากปั&#3597;หาทางการเมือง จำนวน 30 คน โด&#3618;ใช้วิธีการสุ่มตัวอ&#3618;่างแบบเฉพาะเจาะจง ตรวจสอบคุณภาพเครื่องมือ โด&#3618;วิเคราะห์ค่าความตรงเชิงโครงสร้าง และวิเคราะห์ค่าความเชื่อมั่น โด&#3618;หาความคงที่ภา&#3618;ใน แบบ Cronbach,s alpha coefficient จากนั้น ระ&#3618;ะที่ 2 นำแบบประเมินไปใช้กับกลุ่มตัวอ&#3618;่าง 300 คน เพื่อหาความตรงตามสภาพโด&#3618;เปรี&#3618;บเที&#3618;บกับแบบทดสอบความเครี&#3618;ดของกรมสุขภาพจิต วิเคราะห์ข้อมูลด้ว&#3618;สถิติ ร้อ&#3618;ละ หาความสัมพันธ์ด้ว&#3618; Spearman และความเสี่&#3618;งสัมพันธ์ด้ว&#3618; Logistic regression และวิเคราะห์ค่าจุดตัดที่เหมาะสมด้ว&#3618;วิธี Receiver operating characteristic curve ผลการศึกษา การวิจั&#3618;เชิงคุณภาพ พบว่า กระบวนการเกิดความขัดแ&#3618;้งเกิดจากความแตกต่างระหว่างข่าวสารที่ได้รับกับความเห็นของตนเอง นำไปสู่การตรวจสอบความคิดเห็นกับผู้อื่นและการแสดงออกที่มีลักษณะเฉพาะ การศึกษาเชิงปริมาณ พบลักษณะความขัดแ&#3618;้ง ได้แก่ ความคับข้องใจต่อเหตุการณ์การเมือง ที่เกิดขึ้น รองลงมาได้แก่ การโต้เถี&#3618;งประเด็นการเมืองกับบุคคลในครอบครัว และโกรธผู้ที่มีความคิดเห็นขัดแ&#3618;้ง กับตน อาการเครี&#3618;ดจากความขัดแ&#3618;้งทางการเมืองที่พบ ได้แก่ รู้สึกวิตกกังวล รองลงมา ได้แก่ หงุดหงิด โกรธ โมโหง่า&#3618; นอกจากนี้ กลุ่มอาการเครี&#3618;ดจากความขัดแ&#3618;้งทางการเมืองมีความสัมพันธ์กับความเครี&#3618;ดทั่วไป (R = .53, p < .001) และความเครี&#3618;ดทั่วไปในระดับปานกลางถึงรุนแรงมีความสัมพันธ์กับปัจจั&#3618;ต่อไปนี้อ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597; ทางสถิติ ได้แก่ ระดับของความขัดแ&#3618;้งในความคิดเห็นทางการเมืองที่สูงขึ้น (OR = 1.29) และการไปร่วมชุมนุม (OR = 5.59) แบบประเมินประกอบข้อคำถาม 8 ข้อ มีค่าความเชื่อมั่นในระดับดี (? = .80) มีจุดตัดที่เหมาะสมเท่ากับ 9 คะแนน มีความไวของการทดสอบ (sensitivity) ในระดับดี (88 %) และค่าความจำเพาะของการทดสอบ (specificity) ในระดับสูง (99 %) สรุป ความขัดแ&#3618;้งในความคิดเห็นทางการเมืองที่สูงขึ้นมีความสัมพันธ์กับความเครี&#3618;ดทั่วไป นอกจากนี้ ได้เครื่องมือในการคัดกรองผู้ที่มีความขัดแ&#3618;้งในความคิดเห็นทางการเมืองที่สามารถคัดกรองกลุ่มเสี่&#3618;งต่อการมีความเครี&#3618;ดทั่วไป เพื่อให้ความช่ว&#3618;เหลือและการป้องกันปั&#3597;หาสุขภาพจิตต่อไป http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS185 2014/11/04 05:33:24 การพัฒนาและศึกษาความเที่ยงตรงของเครื่องมือประเมินความเครียดที่เกิดขึ้นจากความขัดแย้งในความคิดเห็นทางการเมือง http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS185 การส่งต่อผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS184 การวิจั&#3618;ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อการศึกษาภูมิหลังของผู้ป่ว&#3618;ที่ได้รับการส่งต่อ สาเหตุของการ&#3618;้อนกลับมารักษาโรงพ&#3618;าบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ และความคิดเห็นของจิตแพท&#3618;์โรงพ&#3618;าบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ และผู้รับผิดชอบงานสุขภาพจิตและจิตเวชในโรงพ&#3618;าบาลเครือข่า&#3618;เกี่&#3618;วกับการส่งต่อตัวอ&#3618;่างประชากร คือผู้ป่ว&#3618;ที่ได้รับการส่งต่อ 254 คน จิตแพท&#3618;์ 4 คนและผู้รับผิดชอบงานสุขภาพจิตและจิตเวชจำนวน42คนเครื่องมือที่ใช้ในการวิจั&#3618;ซึ่งผู้วิขจั&#3618;สร้างขึ้นประกอบด้ว&#3618; แบบสัมภาษณ์ความคิดเห็นของจิตแพท&#3618;์เกี่&#3618;วกับการส่งต่อและแบบสอบถามความคิดเห็นของผู้รับชอบงานสุขภาพจิตและจิตเวชเกี่&#3618;วกับการส่งต่อ ผลการวิจั&#3618;พบว่า 1.)ผู้ป่ว&#3618;ที่ได้รับการส่งต่อ ส่วนให&#3597;่เป็นโรคจิตเภท คิดเป็นร้อ&#3618;ละ 46.1 ไม่ได้รับการวินิจฉั&#3618;โรคทางกา&#3618;ร่วมด้ว&#3618; คิดเป็นร้อ&#3618;ละ92.2 ไม่เค&#3618;ได้รับการส่งต่อ คิดเป็นร้อ&#3618;ละ 99.8 ผู้ป่ว&#3618;/&#3597;าติขอรักษาต่อใกล้บ้าน คิดเป็นร้อ&#3618;ละ76.8 มีอาการเหลืออ&#3618;ู่น้อ&#3618;มากหรือไม่มีอาการเล&#3618;คิดเป็นร้อ&#3618;ละ 78.7 ได้รับ&#3618;ารักษาโรคจิตร่วมกับ&#3618;ากลุ่มอื่น คิดเป็นร้อ&#3618;ละ 74 มีการเขี&#3618;นชื่อ&#3618;าสามั&#3597;และชื่อการค้า คิดเป็นร้อ&#3618;ละ 88.6 &#3618;้อนกลับมารักาโรงพ&#3618;าบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์หลังได้รับการส่งต่อ คิดเป็นร้อ&#3618;ละ 60.6 และสาเหตุที่&#3618;้อนกลับมารักษามากที่สุด คือ โรงพ&#3618;าบาลที่ได้รับการส่งต่อมี&#3618;าบางตัวไม่ครบ คิดเป็นร้อ&#3618;ละ 10.2 2.) จิตแพท&#3618;์มีความคิดเห็นว่าวัตถุประสงค์หลักของการส่งต่อคือ เพื่อให้ผู้ป่ว&#3618;ได้รับการรักษาต่อเนื่องใกล้บ้านเพื่อรักษาโรคทางกา&#3618; รักษาโรคทางจิตเวชที่มีโรคทางกา&#3618;เป็นสาเหตุ และเพื่อให้คนไข้ได้รับการรักษาที่โรงพ&#3618;าบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ไม่สามารถได้เกณฑ์ที่ใช้ในการพิจารณาส่งต่อมากที่สุดคือความต้องการของผู้ป่ว&#3618;หรือ&#3597;าติ ผู้เขี&#3618;นใบส่งต่อควรเป็นแพท&#3618;์ แบบฟอร์มการส่งต่อที่ใช้อ&#3618;ู่ในปัจจุบันดีแล้ว ไม่ต้องปรับปรุง อุปสรรคในการส่งต่อคือ โรงพ&#3618;าบาลในพื้นที่ไม่มี&#3618;าทางจิตเวชข้อมูลที่สำคั&#3597;ที่สุดในใบส่งต่อือ การรักษาที่ได้ให้ไว้แล้ว 3.)ผู้รับผิดชอบงานสุขภาพจิตและจิตเวชในโรงพ&#3618;าบาลเครือข่า&#3618;มีความคิดเห็นเกี่&#3618;วกับความชัดเจนของข้อมูลในใบส่งต่อ โด&#3618;รวมอ&#3618;ู่ในระดับปานกลาง (X=2.40) เมื่อพิจารณาเป็นรา&#3618; พบว่าข้อมูลที่มีความชัดเจนระดับมาก คือ ข้อมูลส่วนบุคคลผู้ป่ว&#3618; (X=2.81) ข้อมูลการวินิจฉั&#3618;โรคขั้นต้น (X=2.57) และการรักษาที่ได้ให้ไว้แล้ว (X=2.52) มีความคิดเห็นข้อมูลที่เป็นประโ&#3618;ชน์มากที่สุดในแบบส่งต่อคือ ข้อมูลการวินิจฉั&#3618;โรค รองลงมา คือ ประวัติการเจ็บป่ว&#3618;ในอดีต และประวัติครอบครัว http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS184 2011/11/23 00:53:17 การส่งต่อผู้ป่วยนอกของโรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS184 ต้นทุนต่อหน่วยบริการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS183 การศึกษาต้นทุนต่อหน่ว&#3618;บริการ สถาบันสุขภาพจิตเด็กและวั&#3618;รุ่นราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิตครั้งนี้ เป็นการศึกษา&#3618;้อนหลังระหว่างปีงบประมาณ 2544-2546 โด&#3618;มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเปรี&#3618;บเที&#3618;บต้นทุนหน่ว&#3618;บริการ และสัดส่วนต้นทุนค่าแรงต่อต้นทุนค่าวัสดุต่อต้นทุนค่าลงทุน หน่ว&#3618;ต้นทุนแบ่งเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มต้นทุนสนับสนุนการบริหารจัดการแต่ไม่ก่อให้เกิดรา&#3618;ได้ (NRPCC) กลุ่มต้นทุน ก่อรา&#3618;ได้ (RPCC) และกลุ่มต้นทุนที่ให้บริการผู้ป่ว&#3618;หรือผู้มารับบริการโด&#3618;ตรง (PS) มีการกระจา&#3618;ต้นทุนหรือจัดสรรต้นทุนจากหน่ว&#3618;ต้นทุนชั่วคราว (NRPCC และ RPCC) ไป&#3618;ังหน่ว&#3618;ต้นทุนที่ให้บริการผู้มารับบริการ (PS) ตามวิธีการกระจา&#3618;ต้นทุนแบบ Simultaneous equation study ผลการศึกษาพบว่า งานบำบัดและรักษา มีต้นทุนต่อหน่ว&#3618;บริการดังนี้ ต้นทุนผู้ป่ว&#3618;นอกทั้งหมดเฉลี่&#3618; 502 535 และ 531 บาท/ครั้ง งานส่งเสริมสุขภาพจิตและป้องกันปั&#3597;หาสุขภาพจิต คิดเป็นบาท/ครั้ง เท่ากับ 120,455 89,732 และ 98,117 บาท/ครั้ง พฤติกรรมต้นทุน&#3618;้อนหลัง 3 ปี คิดเป็นสัดส่วนต้นทุนค่าแรง : ค่าวัสดุ : ค่าลงทุน เท่ากับ 5.7 : 4.6:1.0 , 7.7 : 5.5 : 1.1 และ 8.8 : 5.5 : 1.0 ตามลำดับ ต้นทุนรวมโด&#3618;ตรงของหน่ว&#3618;ต้นทุนทั้งหมด พบว่า กลุ่ม NRPCC และกลุ่ม PS มีต้นทุนค่าแรงสูงสุด อัตราการคืนทุนสุทธิ ของผู้มารับบริการงานผู้ป่ว&#3618;นอกทั้งหมดเป็นต้นทุนทั้งหมด ร้อ&#3618;ละ 21.76 45.86 32.46 เป็นต้นทุนดำเนินการร้อ&#3618;ละ 22.21 49.41 และ 37.40 ตามลำดับ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS183 2011/11/23 00:57:04 ต้นทุนต่อหน่วยบริการสถาบันสุขภาพจิตเด็กและวัยรุ่นราชนครินทร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS183 ความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางอารมณ์กับพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่นในเขตตรวจราชการที่ 3 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS182 การวิจั&#3618;ครั้งนี้ ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางอารมณ์กับพฤติกรรมทางเพศของวั&#3618;รุ่นในเขตตรวจราชการที่ 3 มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความฉลาดทางอารมณ์ พฤติกรรมทางเพศ และความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางอารมณ์กับพฤติกรรมทางเพศของนักเรี&#3618;นชั้นมัธ&#3618;มศึกษาปีที่ 2 กลุ่มตัวอ&#3618;่างเป็นนักเรี&#3618;นชั้นมัธ&#3618;มศึกษาปี่ที่ 2 โรงเรี&#3618;นในสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน จังหวัดนครสวรรค์ จังหวัดอุทั&#3618;ธานี จังหวัดกำแพงเพชร และจังหวัดพิจิตร จำนวน 1,000 คน ซึ่งสุ่มด้ว&#3618;วิธีสุ่มตัวอ&#3618;่างแบบง่า&#3618; ( Simple random sampling ) เก็บข้อมูลด้ว&#3618;การส่งแบบสอบถามให้ตอบในห้องเรี&#3618;น และเก็บแบบสอบถามกลับทันทีหลังตอบ เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้คือ แบบสอบถามจำนวน 3 ชุด ประกอบด้ว&#3618;แบบสอบถามข้อมูลส่วนบุคคล แบบสอบถามพฤติกรรมทางเพศ และแบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์เด็กอา&#3618;ุ 12 -17 ปี ของกรมสุขภาพจิต หาค่าความเชื่อมั่น ( Reliability )โด&#3618;ใช้สูตรสัมประสิทธิ์ แอลฟ่า ( Alpha Coefficient ) ของ Cronbach เท่ากับ0.75 และ0.87 นำข้อมูลที่ได้วิเคราะห์ด้ว&#3618;โปรแกรมสำเร็จรูปสำหรับการวิจั&#3618;ทางสังคมศาสตร์ SPSS ( Statistical package for social science ) ในการแจกแจงความถี่ ค่าร้อ&#3618;ละ ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพี&#3618;ร์สัน ( Pearson product moment correlation cefficient ) และหาตัวแปรที่ทำนา&#3618;พฤติกรรมทางเพศด้ว&#3618;การวิเคราะห์การถดถอ&#3618;พหุคูณแบบขั้นตอน ( Stepwise multiple regression analysis ) ผลการศึกษาพบว่า นักเรี&#3618;นชา&#3618;มีความฉลาดทางอารมณ์โด&#3618;รวมเบี่&#3618;งเบนไปจากปกติ ร้อ&#3618;ละ 80.9 นักเรี&#3618;นห&#3597;ิงร้อ&#3618;ละ 72.3 โด&#3618;นักเรี&#3618;นชา&#3618;มีความฉลาดทางอารมณ์ด้านดี ร้อ&#3618;ละ 80.5 นักเรี&#3618;นห&#3597;ิงร้อ&#3618;ละ 76.6 นักเรี&#3618;นชา&#3618;มีความฉลาดทางอารมณ์ด้านเก่ง ร้อ&#3618;ละ 55.6 นักเรี&#3618;นห&#3597;ิงร้อ&#3618;ละ 42.1 และนักเรี&#3618;นชา&#3618;มีความฉลาดทางอารมณ์ด้านสุขร้อ&#3618;ละ 52.4 นักเรี&#3618;นห&#3597;ิงร้อ&#3618;ละ 37.8นักเรี&#3618;นชา&#3618;มีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่พึ่งประสงค์ร้อ&#3618;ละ 86.5 นักเรี&#3618;นห&#3597;ิงร้อ&#3618;ละ 67.2 โด&#3618;นักเรี&#3618;นชา&#3618;มีพฤติกรรมทางเพศไม่พึ่งประสงค์ด้านการมีเพศสัมพันธ์กิจกรรมทางสังคม ผลกระทบของพฤติกรรมทางเพศ สื่อ อุปกรณ์การแต่งกา&#3618; การสำเร็จความใคร่ และความเบี่&#3618;งเบนทางเพศร้อ&#3618;ละ 94.6 ,93.3 ,75.1,67.8 ,59.2 และ 38.8 ความสำคั&#3597;นักเรี&#3618;นห&#3597;ิงมีพฤติกรรมทางเพศไม่พึ่งประสงค์ด้านการสำเร็จความใคร่ กิจกรรมทางสังคม การมีเพศสัมพันธ์ ผลกระทบของพฤติกรรมทางเพศ สื่อ อุปกรณ์การแต่งกา&#3618;และความเบี่&#3618;งเบนทางเพศร้อ&#3618;ละ 89.3 ,85.6 ,79.4 ,50.2 ,32.2 และ 16.5 ตามลำดับ ความฉลาดทางอารมณ์ ทั้ง 9 องค์ประกอบคือ การควบคุมตนเอง การเห็นใจผู้อื่น ความรับผิดชอบ การมีแรงจูงใจ การตัดสินใจแก้ปั&#3597;หา สัมพันธภาพกับผู้อื่น ความภาคภูมิใจในตนเอง ความพึงพอใจในชีวิตและความสงบสุขทางใจ มีความสัมพันธ์ในทางบวกกับพฤติกรรมทางเพศของนักเรี&#3618;น มีค่าสัมประสิทธิ์ .106 ( P http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS182 2011/11/23 01:02:02 ความสัมพันธ์ระหว่างความฉลาดทางอารมณ์กับพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่นในเขตตรวจราชการที่ 3 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS182 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพยายามฆ่าตัวตาย: กรณีศึกษาจังหวัดนครสวรรค์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS180 การศึกษานี้ต้องการทราบปัจจั&#3618;ทางสังคมและปัจจั&#3618;ในตัวบุคคล ที่ส่งผลต่อการตัดสินใจพ&#3618;า&#3618;ามฆ่าตัวตา&#3618;ของผู้ป่ว&#3618;ที่ถูกส่งตัวมา&#3618;ังสถานพ&#3618;าบาลในจังหวัดนครสวรรค์ เพื่อนำเสนอข้อเท็จจริงของผู้ที่พ&#3618;า&#3618;ามฆ่าตัวตา&#3618; และแนะแนวทางการให้บริการในการแก้ปั&#3597;หาแก่ประชาชนแบบองค์รวมอ&#3618;่างมีบูรณาการของการส่งเสริมสุขภาพ ป้องกัน และแก้ไขปั&#3597;หาการฆ่าตัวตา&#3618;ที่มีความเหมาะสม วัตถุประสงค์ของการวิจั&#3618; เพื่อศึกษาปัจจั&#3618;ด้านบุคคล สังคม ที่นำไปสู่การตัดสินใจพ&#3618;า&#3618;ามฆ่าตัวตา&#3618;ของผู้ที่พ&#3618;า&#3618;ามฆ่าตัวตา&#3618; จังหวัดนครสวรรค์ ขอบเขตการวิจั&#3618;นี้ เป็นการศึกษากลุ่มประชากรที่พ&#3618;า&#3618;ามฆ่าตัวตา&#3618;หรือฆ่าตัวตา&#3618;สำเร็จที่มาใช้บริการในโรงพ&#3618;าบาลศูน&#3618;์ โรงพ&#3618;าบาลชุมชน และสถานีอนามั&#3618;ของจังหวัดนครสวรรค์ ในปี พ.ศ.2544 และเจ้าหน้าที่ของสถานบริการสาธารณสุขได้รา&#3618;งานในระบบของการรา&#3618;งาน รง.506 รูปแบบการวิจั&#3618;นี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนา (Description Study ) กลุ่มประชากรศึกษาคือ ผู้ป่ว&#3618;ที่พ&#3618;า&#3618;ามฆ่าตัวตา&#3618; หรือฆ่าตัวตา&#3618;สำเร็จ จำนวน 273 รา&#3618; เท่ากับร้อ&#3618;ละ 77.3 ของจำนวนตาม รง.506 ปี 2544 ตัวแปรที่ทำการศึกษาประกอบด้ว&#3618; ตัวแปรปัจจั&#3618;ทางสังคมและครอบครัว ซึ่งมีตัวแปรด้าน อาชีพ รา&#3618;ได้ &#3618;าเสพติด สภาพครอบครัว ความเชื่อ/ศาสนา ปัจจั&#3618;ในบุคคลคือตัวแปรด้าน ความเครี&#3618;ด ภาวะวิตกกังวล และภาวะซึ่มเศร้า เครื่องมือที่ใช้ในการวิจั&#3618;คือ แบบสัมภาษณ์ ( Questionnaire ) ที่ปรับจากแบบประเมินความเสี่&#3618;งต่อการฆ่าตัวตา&#3618; แบบประเมินโรคซึ่มเศร้า ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และแนวคำถามการสัมภาษณ์เจาะลึก ( Indepth - Interview Guideline )ที่ออกแบบโด&#3618; ผู้วิจั&#3618; เก็บรวบรวมข้อมูลด้ว&#3618;วิธีการสัมภาษณ์โด&#3618;เจ้าหน้าที่สาธารณสุขและพ&#3618;าบาลที่ประจำอ&#3618;ู่ในพื้นที่ การวิเตราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพโด&#3618;การอธิบา&#3618;ความ ซึ่งนำข้อมูลทั้งหมดมาพิจารณาร่วมก้น ให้เกิดภาพรวมเป็นแนวคิด ( concept ) ที่มีความสัมพันธ์กัน ( relationship ) ที่อธิบา&#3618;และตอบปั&#3597;หาหัวข้อการศึกษาวิจั&#3618; ให้เข้าใจเป็นภาพรวมทั้งหมด ( Holistic ) ของปรากฎการณ์และต้องทำอธิบา&#3618;ความในบริบท ( Context )หรือสภาพแวดล้อมของผู้ที่พ&#3618;า&#3618;ามฆ่าตัวตา&#3618; ผลการศึกษานี้พบว่า ผู้ที่พ&#3618;า&#3618;ามฆ่าตัวตา&#3618;ของจังหวัดนครสวรรค์ ปี 2544 เป็นเพศห&#3597;ิง 164 คน(ร้อ&#3618;ละ60.1 )ส่วนให&#3597;่มีอา&#3618;ุระหว่าง 15 -44 ปี ( ร้อ&#3618;ละ 75.8 ) สถานภาพสมรสและอ&#3618;ู่ด้ว&#3618;กัน ( ร้อ&#3618;ละ 54.6 ) มีการศึกษาระดับประถมศึกษา ( ร้อ&#3618;ละ 63.7 ) อาชีพรับจ้าง ( ร้อ&#3618;ละ 42.5 ) และเกษตรกรรม ( ร้อ&#3618;ละ 28.6 ) มีรา&#3618;ได้ต่ำกว่า5,000 บาท ต่อเดือน ( ร้อ&#3618;ละ 62.2 ) ซึ่งส่วนให&#3597;่ มีเศรษฐานะระดับปานกลาง ( พอกินพอใช้ ) ร้อ&#3618;ละ 55.3 ผ๔ที่พ&#3618;า&#3618;ามฆ่าตัวตา&#3618;พักอาศั&#3618;อ&#3618;ู่กับครอบครัว ( ร้อ&#3618;ละ 90.8 )เฉลี่&#3618;จำนวนสมาชิกครอบครัวมี 3.72 คน ( SD=1.84 ) พ่อแม่อ&#3618;ู่ด้ว&#3618;กัน ( ร้อ&#3618;ละ 60.4 ) และอ&#3618;ู่อ&#3618;่างอบอุ่น ร้อ&#3618;ละ 44.0 บุคลิกภาพของผู้พ&#3618;า&#3618;ามห่าตัวตา&#3618;มีลักษณะใจร้อน วู่วาม ฉุนเฉี&#3618;ว ( ร้อ&#3618;ละ 45.1 ) รองลงมาคือ จิตใจอ่อนไหวต่อการตำหนิ แม้เพี&#3618;งเล็กน้อ&#3618;ก็รู้สึกว่ามีความสำคั&#3597;ต่อตนเอง ( ร้อ&#3618;ละ 43.6 ) เมื่อทุกข์ใจมักแก้ไขปั&#3597;หาด้ว&#3618;การดื่มเหล้า สูบบุหรี่ ( ร้อ&#3618;ละ 32.2 ) และคุ&#3618;กับเพื่อนที่รู้ใจ ( ร้อ&#3618;ละ 25.3 )มีโรคประจำกา&#3618; ( ร้อ&#3618;ละ 27.1 ) เค&#3618;มีอาการทางจิตมาก่อน ( ร้อ&#3618;ละ 91.2 ) ไม่เป็นบุคคลที่ใช้สารเสพติด ( ร้อ&#3618;ละ 55.3 ) มักดื่มสุรา และสูบบุหรี่ ( ร้อ&#3618;ละ 26.4 )ใช้&#3618;าบ้า 9 รา&#3618; ( ร้อ&#3618;ละ 3.3 ) เค&#3618;พ&#3618;า&#3618;ามฆ่าตัวตา&#3618;มาก่อน ( ร้อ&#3618;ละ 25.6 ) วิธีการที่เค&#3618;ใช้ฆ่าตัวตา&#3618;คือ กิน&#3618;าเกินขนาด หรือใช้สารพิษ ( ร้อ&#3618;ละ 67.2 ) การพ&#3618;า&#3618;ามฆ่าตัวตา&#3618;เป็นเพี&#3618;งการเรี&#3618;กร้องความสนใจมีจำนวน 16 รา&#3618; ( ร้อ&#3618;ละ 57.1 ) ต้องการ&#3618;ุติชีวิตจริงๆ จำนวน 117 รา&#3618; คิดเป็นร้อ&#3618;ละ 42.9 ความพ&#3618;า&#3618;ามฆ่าตัวตา&#3618;ครั้งล่าสุดที่ใช้วิธีการใช้สารพิษ ( ร้อ&#3618;ละ 67.8 )และกิน&#3618;าเกินขนาด ( ร้อ&#3618;ละ 22.3 ) โด&#3618;การเตรี&#3618;มการฆ่าตัวตา&#3618;ก่อนเพี&#3618;งร้อ&#3618;ละ12.8 สาเหตุการฆ่าตัวตา&#3618;มาจากปั&#3597;หาความสัมพันธ์ในครอบครัว ( ร้อ&#3618;ละ 54.2 ) และเป็นปั&#3597;หาจากปัจจั&#3618;ภา&#3618;นอก ( ร้อ&#3618;ละ 45.8 ) ซึ่งมาจากปั&#3597;หาการเงิน ,หนี้สิน,ความ&#3618;ากจน ร้อ&#3618;ละ 48.7 ของปัจจั&#3618;ภา&#3618;นอกทั้งหมด เมื่อผู้พ&#3618;า&#3618;ามฆ่าตัวตา&#3618;มีเรื่องไม่สบา&#3618;ใจ มักจะไม่ปรึกษาใคร ( ร้อ&#3618;ละ 59.7 ) สิ่ง&#3618;ึดเหนี่&#3618;วทางใจคือ คนในครอบครัว บุตร พ่อ แม่ และภรร&#3618;า / สามี ( ร้อ&#3618;ละ 52.0 ) จากการสอบถามเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ พบว่ามีการให้คำแนะนำ ให้คำปรึกษาแก่ผู้พ&#3618;า&#3618;ามฆ่าตัวตา&#3618;และครอบครัว ร้อ&#3618;ละ 62.3 ข้อเสนอแนะ ปั&#3597;หาการฆ่าตัวตา&#3618;ส่วนให&#3597;่มีสาเหตุมาจากปัจจั&#3618;ภา&#3618;ในครอบครัว ซึ่งเกิดจาก พ่อแม่ หรือสามี ภรร&#3618;าทะเลาะกัน ความไม่เข้าใจซึ่งกันและกัน และการห&#3618;่าร้าง ซึ่งเกิดจากความล้มสลา&#3618;ของครอบครัว ดังนั้นจึงควรมี&#3618;ุทธศาสตร์ ในภาพรวมที่จะส่งเสริมให้ครอบครัวเข้มแข็ง ให้ความสุขความอบอุ่นซึ่งกันและกันได้ โด&#3618;เฉพาะเจ้าหน้าที่สาธารณสุขที่ประจำอ&#3618;ู่ในสถานี อนามั&#3618;และศูน&#3618;์สุขภาพชุมชนควรจะได้รับการพัฒนาองค์ความรู้และทักษะในการให้คำปรึกษาแก่ประชาชนผู้มีปั&#3597;หาด้านสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS180 2011/11/23 01:06:32 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการพยายามฆ่าตัวตาย: กรณีศึกษาจังหวัดนครสวรรค์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS180 ผลการปรุงแต่งพฤติกรรมผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพ ระยะที่ 1 โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS179 การวิจั&#3618;นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลการปรุงแต่งพฤติกรรมผู้ป่ว&#3618;จิตเวชเรื้อรังภา&#3618;หลังให้โปรแกรม จัดสิ่งแวดล้อม โด&#3618;ใช้หลักการเรี&#3618;นรู้ และเทคนิคของการปรุงแต่งพฤติกรรมชนิดวางเงื่อนไขแบบลงมือกระทำ (Operant conditioning ) กับการส่งเสริมทางสังคมที่เป็นบวก (Positive social reinforcement) วิธีการศึกษา เป็นวิจั&#3618; แบบกึ่งทดลอง (Quasi Experimental Study) กลุ่มตัวอ&#3618;่างเลือกแบบเฉพาะเจาะจง ได้แก่ผู้ป่ว&#3618;จิตเวชเรื้อรัง หอผู้ป่ว&#3618;ฟื้นฟูสมรรถภาพชา&#3618; - ห&#3597;ิง โรงพ&#3618;าบาลพระศรีมหาโพธิ์ จ.อุบลราชธานี ที่ได้รับไว้รักษานานตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป จำนวน 61 รา&#3618; โด&#3618;จัดให้กลุ่มตัวอ&#3618;่างนี้อ&#3618;ู่ภา&#3618;ใต้เงื่อนไขควบคุม 8 เดือนแรกและอ&#3618;ู่ภา&#3618;ใต้เงื่อนไขการทดลองอีก 3 เดือนต่อมาทั้งนี้มีสมมติฐานว่าภา&#3618;หลังให้โปรแกรมจัดสิ่งแวดล้อมแล้ว ผู้ป่ว&#3618;ในเงื่อนไขให้โปรแกรมจัดสิ่งแวดล้อมมีพฤติกรรมแตกต่างกับผู้ป่ว&#3618;ในเงื่อนไขควบคุมเครื่องมือที่ใช้ได้แก่โปรแกรมจัดสิ่งแวดล้อม ตารางประเมินพฤติกรรมและคณะผู้วิจั&#3618;เก็บรวบรวมข้อมูลโด&#3618;การทดลองให้โปรแกรมจัดสิ่งแวดล้อมแก่ผู้ป่ว&#3618; ซึ่งในโปรแกรมนี้มี 13 พฤติกรรม ครอบคลุมความสามารถขั้นพื้นฐานที่จำเป็นสำหรับผู้ป่ว&#3618; ด้านการดำรงตนในฐานะสมาชิกของสังคม และด้านการมีสัมพันธภาพเพื่อการบำบัด ประกอบด้ว&#3618; การแปรงฟัน การอาบน้ำ การแต่งกา&#3618; การรับประทานอาหาร การออกกำลังกา&#3618; การกีฬา การทำงาน การร่วมกิจกรรมการอ&#3618;ู่ร่วมกัน การพูดคุ&#3618;ทักทา&#3618;ในกลุ่มเพื่อน / บุคลากร ความไว้วางใจพ&#3618;าบาล การฟัง / โต้ตอบเป็นคำพูด การคิด / การแสดงความคิด การบอกความรู้สึกของตนเองทำการประเมินพฤติกรรมเหล่านี้ทั้งก่อนให้ ขณะให้ และหลังให้จำนวน 12 ครั้ง วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดี&#3618;ว (One way Analysis of varience) และทดสอบความแตกต่างของค่าเฉลี่&#3618;ของตัวแปรตามเป็นรา&#3618;คู่ เฉพาะพฤติกรรมการทำงานด้ว&#3618;สถิติ Paired - Samples T Test ผลการวิจั&#3618; พบว่า ภา&#3618;หลังให้โปรแกรมจัดสิ่งแวดล้อมแล้วผู้ป่ว&#3618; ในเงื่อนไขให้โปรแกรมจัดสิ่งแวดล้อม มีพฤติกรรมการแปรงฟัน การอาบน้ำ การแต่งกา&#3618; การรับประทานอาหาร การออกกำลังกา&#3618; การกีฬา การทำงาน การร่วมกิจกรรมการอ&#3618;ู่ร่วมกัน การพูดคุ&#3618;ทักทา&#3618;ในกลุ่มเพื่อน / บุคลากร ความไว้วางใจพ&#3618;าบาล การฟัง / โต้ตอบเป็นคำพูด การคิด / การแสดงความคิด การบอกความรู้สึกของตนเอง แตกต่างกับพฤติกรรมของผู้ป่ว&#3618;ในเงื่อนไขควบคุมอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ ณ ระดับ .05 (P http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS179 2011/11/23 01:13:53 ผลการปรุงแต่งพฤติกรรมผู้ป่วยจิตเวชเรื้อรังเพื่อการฟื้นฟูสมรรถภาพ ระยะที่ 1 โรงพยาบาลพระศรีมหาโพธิ์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS179 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่นไทย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS178 การวิจั&#3618;ครั้งนี้เป็นการวิจั&#3618;เชิงพรรณนา (Descriptive Research) มีจุดมุ่งหมา&#3618;เพื่อศึกษา (1)ความฉลาดทางอารมณ์และพฤติกรรมทางเพศของวั&#3618;รุ่นไท&#3618;ในเขตตรวจราชการที่ 8 (2) เพื่อศึกษาพฤติกรรมทางเพศของวั&#3618;รุ่นไท&#3618; ในเขตตรวจราชการที่ 8 (3)ปัจจั&#3618;ที่มีความสัมพัน์กับพฤติกรรมทางเพศของวั&#3618;รุ่นไท&#3618; ในเขตตรวจราชการที่ 8 ปัจจั&#3618;ที่ศึกษา ได้แก่ เพศ การพักอาศั&#3618;กับพ่อแม่ ลำดับบุตร ผลการเรี&#3618;น สถานภาพสมรสของพ่อแม่ จำนวนพี่น้อง แหล่งที่ตั้งของโรงเรี&#3618;น พฤติกรรมเสี่&#3618;ง ความฉลาดทางอารมณ์ กลุ่มตัวอ&#3618;่างเป็นนักเรี&#3618;นชั้นมัธ&#3618;มศึกษาปีที่ 2 โรงเรี&#3618;นรัฐบาลในเขตตรวจราชการที่ 8 (5จังหวัด) จำนวน 1,000 คน โด&#3618;ใช้วิธีการสุ่มตัวอ&#3618;่างแบบหลา&#3618;ขั้นตอน เครื่องมือที่ใช้ เป็นแบบสอบถามพฤติกรรมทางเพศ หาความเที่&#3618;ง โด&#3618;หาความสอดคล้องภา&#3618;ในได้ค่า 0 .76 แบบประเมินความฉลาดทางอารมณ์ของกรมสุขภาพจิต มีค่าความเที่&#3618;ง 0.84 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อ&#3618;ละ และการวิเคราะห์ปัจจั&#3618;ที่สัมพันธ์กับพฤติกรรมทางเพศ โด&#3618;ใช้สถิติการวิเคราะห์การถดถอ&#3618;แบบพหุคูณตามลำดับความสำคั&#3597;ของตัวแปรที่นำเข้าสมการ (Stepwise Multiple Regression Analysis) ผลการวิจั&#3618;พบว่า 1. กลุ่มตัวอ&#3618;่างส่วนให&#3597;่มีความฉลาดทางอารมณ์อ&#3618;ู่ในระดับต่ำกว่าปกติ 2. กลุ่มตัวอ&#3618;่างส่วนให&#3597;่มีพฤติกรรมทางเพศอ&#3618;ู่ในระดับไม่เหมาะสม 3. การพักอาศั&#3618;กับบิดา - มารดา ผลการเรี&#3618;น ความฉลาดทางอารมณ์มีความสัมพันธ์ทางบวกกับพฤติกรรมทางเพศ ส่วนเพศและพฤติกรรมเสี่&#3618;งมีความสัมพันธ์ทางลบกับพฤติกรรมทางเพศอ&#3618;่างมีนับสำคั&#3597;ทางสถิติที่ .05 พฤติกรมเสี่&#3618;ง ความฉลาดทางอารมณ์ เพศ ผลการเรี&#3618;น ร่วมทำนา&#3618;พฤติกรรมทางเพศได้ร้อ&#3618;ละ 2.68 อ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ .05 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS178 2011/11/23 01:18:12 ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับพฤติกรรมทางเพศของวัยรุ่นไทย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS178 การสำรวจสภาวะสุขภาพจิตของอาสาสมัครสาธารณสุขในพื้นที่เขต 2 ปีงบประมาณ 2546 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS177 การวิจั&#3618;ครั้งนี้เป็นการวิจั&#3618;เชิงพรรณนา (Descriptive Study) มีจุดมุ่งหมา&#3618;เพื่อศึกษาสภาวะสุขภาพจิตของ อสม. และปัจจั&#3618;ที่มีความสัมพันธ์กับสภาวะสุขภาพจิตของ อสม. ในพื้นที่เขต 2 กลุ่มตัวอ&#3618;่างเป็น อสม. ในพื้นที่เขต 2 จำนวน 6 จังหวัด คือ จังหวัดสระบุรี สิงห์บุรี ลพบุรี สุพรรณบุรี ชั&#3618;นาท และนครนา&#3618;ก จำนวน 3,000 คน สุ่มตัวอ&#3618;่างแบบสองขั้นตอน จังหวัดละ 500 คน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบประเมินดัชนีชี้วัดสุขภาพจิตไท&#3618; (TMHI 66) วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;ใช้สถิติ จำนวน ร้อ&#3618;ละ และไคสแควร์ ผลการศึกษาพบว่า อาสาสมัครสาธารณสุขในเขต 2 ส่วนให&#3597;่มีสภาวะสุขภาพจิตในระดับสภาวะคนปกติ ร้อ&#3618;ละ 38.5 รองลงมาคือสภาวะสุขภาพจิตดีกว่าคนปกติ ร้อ&#3618;ละ 31.6 และสุดท้า&#3618;มีสภาวะสุขภาพจิตต่ำกว่าคนทั่วไป คิดเป็นร้อ&#3618;ละ 29.9 จังหวัดสิงห์บุรีมี อสม. ที่มีสภาวะสุขภาพจิตดีกว่าคนปกติมากที่สุด คิดเป็นร้อ&#3618;ละ 45.2 ส่วนจังหวัดลพบุรี อสม.มีสภาวะสุขภาพจิตต่ำกว่าคนปกติมากที่สุด คิดเป็นร้อ&#3618;ละ 57.5 จากการทดสอบสมมุติฐาน พบว่า เขตพื้นที่ เพศ อา&#3618;ุ สถานภาพ ระดับการศึกษา ตำแหน่ง / หน้าที่ในชุมชน และรา&#3618;ได้ของ อสม. เป็นปัจจั&#3618;ที่มีความสัมพันธ์กับสภาวะสุขภาพจิตอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนอาชีพเป็นปัจจั&#3618;ที่มีความสัมพันธ์กับสภาวะสุขภาพจิตอ&#3618;่างไม่มีระดับนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS177 2011/11/23 01:22:28 การสำรวจสภาวะสุขภาพจิตของอาสาสมัครสาธารณสุขในพื้นที่เขต 2 ปีงบประมาณ 2546 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS177 การพัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลสุขภาพจิตตนเอง ครอบครัว และชุมชน: กรณีศึกษาบ้านโคกป่าจิก อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS176 การมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลสุขภาพจิตของตนเอง ครอบครัว เป็นเป้าหมา&#3618;สูงสุดของการพัฒนางานสุขภาพจิตชุมชน โด&#3618;พ&#3618;าบาลจิตเวชเป็นผู้ที่มีบทบาทสำคั&#3597;ในการเอื้ออำนว&#3618;ให้เกิดกระบวนการพัฒนา จากการ วิเคราะห์สถานการณ์เบื้องต้น พบว่า ชุมชนบ้านโคกป่าจิกมีต้นทุนทางสังคมที่จะพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลสุขภาพจิตแบบบูรณาการได้ จึงได้ดำเนินการวิจั&#3618;ปฏิบัติการ เพื่อศึกษาและพัฒนารูปแบบ การดำเนินงานสุขภาพจิตโด&#3618;ผสมผสานเข้ากับกระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชน รวมทั้งการส่งเสริมศัก&#3618;ภาพ ของชุมชนในการดูแลตนเองด้านสุขภาพจิต การดำเนินงานวิจั&#3618;แบ่งเป็น 3 ระ&#3618;ะ คือ ระ&#3618;ะก่อนปฏิบัติการ ระ&#3618;ะปฏิบัติการ ระ&#3618;ะวิเคราะห์ประเมินผล ผู้มีส่วนร่วมในการวิจั&#3618;ประกอบด้ว&#3618;เจ้าหน้าที่สาธารณสุข แกนนำชุมชนและชาวบ้านซึ่งได้รับการพัฒนาศัก&#3618;ภาพด้านการวิจั&#3618;ชุมชนตามกระบวนการเก็บรวบรวมข้อมูลโด&#3618;การสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกตแบบมีส่วนร่วม รวมทั้งการใช้แบบประเมินตนเอง วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618; การวิเคราะห์เนื้อหาและใช้สถิติเชิงบรร&#3618;า&#3618; ผลการวิจั&#3618; พบว่า ชุมชนมีต้นทุนทางสังคม ได้แก่ ทุนทางสิ่งแวดล้อม ภูมิปั&#3597;&#3597;า และความเข้มแข็งของชุมชน การพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมของชุมชนดำเนินการในรูปแบบโครงการจำนวน 5 โครงการ ได้แก่ 1)โครงการ น้ำใจใสสะอาด 2) โครงการชุมชนร่วมแรง ร่วมใจพัฒนา 3) โครงการเศรษฐกิจดีอ&#3618;ู่ดีกินดี 4) โครงการเพื่อสุขภาพ 5) โครงการสังคมพัฒนาเพื่อผู้สูงอา&#3618;ุ จากการติดตามประเมินผล พบว่า มีรูปแบบการพัฒนาที่ชัดเจนในกิจกรรมการส่งเสริมสุขภาพ การสร้างผลผลิตและรา&#3618;ได้ การธำรงรักษาขนบธรรมเนี&#3618;มประเพณี การดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม ซึ่งทำให้บรรลุตัวชี้วัดที่ชุมชนตั้งไว้ และผลจากการเปรี&#3618;บเที&#3618;บภาวะความเครี&#3618;ดของชาวบ้าน ก่อนและหลังดำเนินโครงการมีความแตกต่างอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ 0.05 โด&#3618;หลังดำเนินโครงการมีค่าคะแนน ความเครี&#3618;ดลดลง บทเรี&#3618;นที่ได้จากการวิจั&#3618;ครั้งนี้สะท้อนให้เห็นถึงปัจจั&#3618;ที่ทำให้เกิดความร่วมมือในการดำเนินงานคือ เป็นชุมชน ขนาดเล็กจำนวนประชากรไม่มาก ชุมชนได้ผ่านการพัฒนามาบ้าง แกนนำชุมชน และเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่มีความมุ่งมั่น เสี&#3618;สละ และมีความเป็นผู้นำ มีความชัดเจนของผลประโ&#3618;ชน์ที่ชุมชนจะได้รับและมีการบันทึก เพื่อติดตามการดำเนินงาน โด&#3618;สรุปการวิจั&#3618;ครั้งนี้เป็นแนวทางใหม่ของการพัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลสุขภาพจิตที่ควรดำเนินการอ&#3618;่างต่อเนื่อง โด&#3618;สนับสนุนให้ชุมชนเห็นความสำคั&#3597;ในการส่งเสริมสุขภาพจิตที่ดีของตนเอง ครอบครัว และชุมชนโด&#3618;ผสมผสานเข้ากับวิถีชีวิตความเป็นอ&#3618;ู่จริงของคนในชุมชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS176 2011/11/23 01:33:44 การพัฒนาการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลสุขภาพจิตตนเอง ครอบครัว และชุมชน: กรณีศึกษาบ้านโคกป่าจิก อำเภอคำเขื่อนแก้ว จังหวัดยโสธร http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS176 ผลของโปรแกรมกลุ่มเตรียมความพร้อมในการต่อสู้คดีต่อความสามารถในการต่อสู้คดีของผู้ป่วยนิติจิตเวช http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS175 การเตรี&#3618;มความพร้อมในการต่อสู้คดีแก่ผู้ป่ว&#3618;นิติจิตเวชให้สามารถกลับเข้าสู่กระบวนการ&#3618;ุติธรรม เพื่อไปต่อสู้คดีได้นั้นเป็นการพิทักษ์สิทธิของผู้ป่ว&#3618;จิตเวชที่มีคดีให้มีคุณสมบัติในการปกป้องตนเองเ&#3618;ี่&#3618;งมนุษ&#3618;ชนทั่วไป การวิจั&#3618;ครั้งนี้จึงเป็นการวิจั&#3618;กึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของโปรแกรมกลุ่มเตรี&#3618;มความพร้อมในการต่อสู้คดีต่อความสามารถในการต่อสู้คดีของผู้ป่ว&#3618;นิติจิตเวช กลุ่มตัวอ&#3618;่างเป็นผู้ป่ว&#3618;นิติจิตเวชที่ศาลหรือตำรวจส่งมารับการตรวจวินิจฉั&#3618; ตามประมวลกฎหมา&#3618;วิธีพิจารณาความอา&#3597;ามาตรา 14 ณ สถาบันกัล&#3618;าณ์ราชนครินทร์ กรมสุขภาพจิต จำนวน 20 รา&#3618; ดำเนินการทดลองระหว่างเดือนสิงหาคมถึงเดือนตุลาคม พ.ศ.2547 โด&#3618;เลือกกลุ่มตัวอ&#3618;่างตามคุณสมบัติที่กำหนดและแบ่งกลุ่มตัวอ&#3618;่างออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่มควบคุมจำนวนเท่าๆกัน โด&#3618;วิธีจับฉลาก สำหรับกลุ่มทดลองได้รับการเตรี&#3618;มพร้อมในการต่อสู้คดีตามโปรแกรมกลุ่มเตรี&#3618;มความพร้อมในการต่อสู้คดีจำนวน 7 ครั้ง ส่วนกลุ่มควบคุมได้รับการปฏิบัติกิจกรรมตามปกติของตึกนิติจิตเวช เครื่องมือที่ใช้ในการวิจั&#3618;ประกอบด้ว&#3618; แบบบันทึกข้อมูลส่วนบุคคล โปรแกรมกลุ่มเตรี&#3618;มความพร้อมในการต่อสู้คดีที่ผู้วิจั&#3618;สร้างขึ้นตามแนวคิดของแมคการ์รีและคณะ(McGarry & et.al., 1973 โด&#3618;ผู้วิจั&#3618;ได้นำไปให้ผู้ทรงคุณวุฒิตรวจสอบความตรงตามเนื้อหา และแบบประเมินความสามารถในการต่อสู้คดีของ ทัศนี&#3618;์ ทัศนิ&#3618;ม และทวีวรรณ บุปผาถา (2542) มีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ.94 วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;ใช้สถิติแมนวิทนี&#3618;์&#3618;ู (The Mann Whitney U Test) และ วิลคอกซัน (Wilcoxon Matched Pair Signed Ranks Test) ผลการวิจั&#3618;พบว่า ภา&#3618;หลังการทดลอง กลุ่มทดลองมีคะแนนเฉลี่&#3618;ความสามารถในการต่อสู้คดีสูงกว่าก่อนทดลองอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ .01 และมีคะแนนเฉลี่&#3618;ความสามารถในการต่อสู้คดีสูงกว่ากลุ่มควบคุมอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ .001 ข้อเสนอแนะ ควรมีการนำโปรแกรมกลุ่มเตรี&#3618;มความพร้อมในการต่อสู้คดีที่วิจั&#3618;นี้ไปข&#3618;า&#3618;ผลให้เป็นมาตรฐานการฟื้นฟูสมรรถภาพทางกฎหมา&#3618;ในบริการนิติจิตเวชผู้ป่ว&#3618;ในและนำองค์ความรู้ที่ได้จากกระบวนการวิจั&#3618;ไปพัฒนาโปรแกรมเตรี&#3618;มความพร้อมในการต่อสู้คดีรา&#3618;บุคคลสำหรับผู้ป่ว&#3618;นิติจิตเวชที่มีข้อจำกัดในการเข้าร่วมโปรแกรมกลุ่ม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS175 2011/11/23 22:12:22 ผลของโปรแกรมกลุ่มเตรียมความพร้อมในการต่อสู้คดีต่อความสามารถในการต่อสู้คดีของผู้ป่วยนิติจิตเวช http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS175 การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลผู้ที่มีภาวะวิตกกังวล อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS174 การศึกษานี้เป็นการวิจั&#3618;เชิงปฏิบัติการ มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชน ในการดูแลผู้ที่มีภาวะวิตกกังวล ศึกษาในชุมชน จำนวน 5 หมู่บ้าน ของอำเภออุทุมพรพิสั&#3618; จังหวัดศรีสะเกษ ผู้มีส่วนร่วมในการวิจั&#3618; ซึ่งประกอบด้ว&#3618;ผู้มีภาวะวิตกกังวลจำนวน 16 คน ครอบครัวและ&#3597;าติ จำนวน 13 คน แกนนำชุมชน และเพื่อนบ้าน จำนวน 37 คน เจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่ จำนวน 5 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโด&#3618;การสนทนากลุ่มการสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต รวมทั้งการใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;การวิเคราะห์เนื้อหาและใช้สถิติเชิงบรร&#3618;า&#3618; ผลการศึกษาพบว่า ปั&#3597;หาและความต้องการของผู้ที่มีภาวะวิตกกังวลมีปั&#3597;หาความขัดแ&#3618;้งในครอบครัว ไม่รู้วิธีแก้ไขปั&#3597;หา ขณะเดี&#3618;วกันเมื่อมีความวิตกกังวลต้องพึ่งพิง&#3618;า ขาด&#3618;าไม่ได้และคิดว่าตนเองไม่มีแหล่งสนับสนุน ช่ว&#3618;เหลือ ในขณะที่แกนนำชุมชนก็ไม่เห็นความสำคั&#3597;และไม่รู้จะช่ว&#3618;เหลืออ&#3618;่างไร เจ้าหน้าที่สาธารณสุขรู้สึก ไม่มั่นใจในการดูแลช่ว&#3618;เหลือผู้ที่มีภาวะวิตกกังวลซึ่งมักมีอาการไม่สุขสบา&#3618;ทางกา&#3618;และจิตใจหลา&#3618;อ&#3618;่างร่วมกัน การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลผู้ที่มีภาวะวิตกกังวล ประกอบด้ว&#3618; 1) การทำความเข้าใจปั&#3597;หาร่วมกัน 2) สร้างความคุ้นเค&#3618; ไว้วางใจ และเข้าใจกัน 3) การแลกเปลี่&#3618;นเรี&#3618;นรู้ซึ่งกันและกัน 4) ร่วมกันคิดหาวิธีดูแลช่ว&#3618;เหลือผู้ที่มีภาวะวิตกกังวล 5) สร้างข้อตกลงร่วมกันในการปฏิบัติ 6) มีกลุ่มแกนหลักรับผิดชอบดำเนินการแต่ละเรื่อง และ 7) มีเจ้าหน้าที่สาธารณสุขในพื้นที่เป็นพี่เลี้&#3618;งให้การสนับสนุนและช่ว&#3618;เหลือ การปฏิบัติการดูแลผู้ที่มีภาวะวิตกกังวลในชุมชน ได้แก่ 1) การเ&#3618;ี่&#3618;มเ&#3618;ี&#3618;นพูดคุ&#3618;กับผู้ที่มีภาวะวิตกกังวล 2) การชักชวนกันออกกำลังกา&#3618; 3) การฝึกสมาธิในวัด 4) จัดให้มีหนังสืออ่าน และ 5) บริการนวดเพื่อคลา&#3618;เครี&#3618;ด ผลการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลผู้ที่มีภาวะวิตกกังวล พบว่า แกนนำชุมชนและประชาชนมีความพึงพอใจในการมีส่วนร่วมในการดูแลผู้ที่มีภาวะวิตกกังวลรู้สึกว่าตนเองมีคุณค่าและภาคภูมิใจในตนเอง เจ้าหน้าที่สาธารณสุขมีความมั่นใจในการดูแลผู้ที่มีภาวะวิตกกังวลมากขึ้น ส่วนผู้ที่มีภาวะวิตกกังวลมีอาการ ไม่สุขสบา&#3618;ต่าง ๆ และมีการพึ่งพิง&#3618;าลดลง จึงได้กล่าวว่าโครงการวิจั&#3618;นี้เป็นแนวทางใหม่อีกทางหนึ่งในการส่งเสริมและป้องกันปั&#3597;หาสุขภาพจิตชุมชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS174 2011/11/23 22:21:06 การส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนในการดูแลผู้ที่มีภาวะวิตกกังวล อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS174 ความชุกของภาวะซึมเศร้าในนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและประโยควิชาชีพ: การสำรวจโรงเรียนและวิทยาลัยระดับชาติปี 2547 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS173 การวิจั&#3618;นี้มีวัตถุประสงค์เพื่อประมาณการความชุกของภาวะซึมเศร้า ในระดับประเทศและภูมิภาค ในนักเรี&#3618;นระดับมัธ&#3618;มศึกษาตอนปลา&#3618; และประโ&#3618;ควิชาชีพ ( ป.ว.ช.) วิธีการศึกษา เป็นการวิจั&#3618;สำรวจโรงเรี&#3618;น/วิท&#3618;าลั&#3618;ในช่วงเวลาหนึ่ง ประชากรเป้าหมา&#3618;เป็นนักเรี&#3618;น/นักศึกษาระดับมัธ&#3618;มปลา&#3618;และประโ&#3618;ควิชาชีพทั่วประเทศ ประจำปีการศึกษา 2546/2547 จำนวนนักเรี&#3618;น/นักศึกษารวมทั้งสิ้น 12,933 คน ได้รับการสุ่มตัวอ&#3618;่างแบบหลา&#3618;ขั้น เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถามแบบให้ตอบด้ว&#3618;ตนเอง ประกอบด้ว&#3618; แบบสอบถามข้อมูลทั่วไป และแบบคิดกรอกภาวะซึมเศร้าในวั&#3618;รุ่น CES-D สถิติที่ใช้คือ ค่าประมาณสัดส่วนโด&#3618;การถ่วงน้ำหนัก ( Weighted proportion estimates ) และค่า Standard error จากการประมาณโด&#3618; Taylor's linerarization method ผลการศึกษา กลุ่มตัวอ&#3618;่างมีอา&#3618;ุเฉลี่&#3618;เท่ากับ 17.89 ปี เป็นเพศห&#3597;ิงเกือบร้อ&#3618;ละ 60 และเพศชา&#3618;ประมาณร้อ&#3618;ละ 40 ประมาณ 2 ใน 3 เป็นนักเรี&#3618;น/นักศึกษามัธ&#3618;มตอนปลา&#3618;และประมาณ 1 ใน 3 เป็นสา&#3618;อาชีวะส่วนให&#3597;่นับถือศาสนาพุทธ ประมาณครึ่งหนึ่งมีเกรดเฉลี่&#3618;ล่าสุดระหว่าง 2.00 ถึง 2.99 ประมาณ 4 ใน 5 มีบิดามารดาที่สมรสหรืออ&#3618;ู่ด้ว&#3618;กันเกือบร้อ&#3618;ละ 90 อ&#3618;ู่อาศั&#3618;กับบิดาและ/หรือมารดา เกษตรกรรม/ประมง / เลี้&#3618;งสัตว เป็นอาชีพหลักอันดับหนึ่งของบิดาและมารดา บิดาและมารดาส่วนให&#3597;่จบการศึกษาระดับประถมศึกษา พบว่า ราว 1 ใน 6 (ร้อ&#3618;ละ 16.4) ของนักเรี&#3618;น / นักศึกษาระดับมัธ&#3618;มศึกษาตอนปลา&#3618;และประโ&#3618;ควิชาชีพมีภาวะซึมเศร้า นักเรี&#3618;น/นักศึกษาในกรุงเทพมหานครมีความชุกของภาวะซึมเศร้าสูงที่สุดในประเทศ (ร้อ&#3618;ละ 20.6) ความชุกของภาวะซึมเศร้าของนักเรี&#3618;น/นักศึกษาห&#3597;ิง (ร้อ&#3618;ละ 19.0) สูงกว่านักเรี&#3618;น/นักศึกษาชา&#3618; (ร้อ&#3618;ละ 13.7) นักเรี&#3618;นสา&#3618;อาชีวศึกษา (ร้อ&#3618;ละ 19.7)มีภาวะซึมเศร้าสูงกว่านักเรี&#3618;นมัธ&#3618;มศึกษาตอนปลา&#3618; (ร้อ&#3618;ละ 14.6) สรุป ผลการศึกษานี้สามารถนำไปใช้เป็นข้อมูลสำหรับการวางนโ&#3618;บา&#3618; เพื่อลดความรุนแรงของปั&#3597;หาภาวะซึม http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS173 2014/11/04 05:33:08 ความชุกของภาวะซึมเศร้าในนักเรียนระดับมัธยมศึกษาตอนปลายและประโยควิชาชีพ: การสำรวจโรงเรียนและวิทยาลัยระดับชาติปี 2547 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS173 ผลของการใช้โปรแกรมการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยจิตเภท แบบทีมสหวิชาชีพ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS172 การบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ในคนไท&#3618;ที่มีปริมาณเพิ่มขึ้นทุกปีร่วมกับผลการวิจั&#3618;ที่พบว่าปริมาณการบริโภคเครื่องดื่มแอลกอฮอล์มากขึ้นสัมพันธ์กับช่วงที่มีการเฉลิมฉลองและวันห&#3618;ุด&#3618;าว สถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระ&#3618;า เป็นสถาบันหลักในการดูแลผู้ป่ว&#3618;ที่มีปั&#3597;หาทางจิต รวมถึงอาการทางจิตที่เป็นผลจากแอลกอฮอล์ด้ว&#3618; การทราบแนวโน้มผู้ป่ว&#3618;ที่จะเข้ารับบริการในแต่ละช่วงเทศกาล จะมีประโ&#3618;ชน์สำหรับการวางแผนรองรับทั้งในด้านบุคลากร สถานที่ อัตราครองเตี&#3618;งต่อเตี&#3618;งที่ว่างและเวชภัณฑ์ ให้เพี&#3618;งพอกับจำนวนผู้รับบริการรวมทั้งการสร้างนโ&#3618;บา&#3618;ที่เหมาะสมในการรณรงค์เพื่อลดปริมาณการบริโภคแอลกอฮอล์ในระ&#3618;ะ&#3618;าวต่อไป วิธีการศึกษา การวิจั&#3618;เชิงพรรณนาจะศึกษา&#3618;้อนหลัง จากบันทึกผู้เข้ารับบริการที่ห้องฉุกเฉิน รวมรวบข้อมูลผู้ป่ว&#3618;ทุกคนที่ได้รับการวินิจฉั&#3618;เกี่&#3618;วกับแอลกอฮอล์เป็นอาการสำคั&#3597; ตั้งแต่วันที่ 1 ตุลาคม 2546 ถึง 30 กัน&#3618;า&#3618;น 2549 หาค่าเฉลี่&#3618;ต่อวันของจำนวนผู้ป่ว&#3618;กลุ่มอาการถอนแอลกอฮอล์แต่ละเทศกาลเปรี&#3618;บเที&#3618;บกับช่วงที่ไม่ใช่เทศกาล แสดงผลแนวโน้มความสัมพันธ์ระหว่างเทศกาลกับจำนวนผู้ป่ว&#3618;กลุ่มอาการถอนแอลกอฮอล์ในรูปแบบกราฟ ผลการศึกษา ในแต่ละปีจำนวนผู้ป่ว&#3618;ที่มาด้ว&#3618;อาการสำคั&#3597;เกี่&#3618;วกับแอลกอฮอล์มีค่าใกล้เคี&#3618;งกันและพบในเพศชา&#3618;มากกว่าเพศห&#3597;ิงในทุกปี เทศกาลขึ้นปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์มีแนวโน้มค่าเฉลี่&#3618;ของผู้ป่ว&#3618;กลุ่มอาการถอนแอลกอฮอล์ที่รับการรักษาเพิ่มขึ้นทุกปี (ปีใหม่ : 0.93, 1.07 และ 1.33 คน/วัน : สงกรานต์ : 0.93, 1.13 และ 1.40 คน/วัน) ขณะที่ช่วงเทศกาลเข้าพรรษาพบว่าค่าเฉลี่&#3618;ของผู้ป่ว&#3618;มีแนวโน้มลดลง (1.10, 0.97 และ 0.76, 0.73 คน/วัน) เที&#3618;บกับค่าเฉลี่&#3618;ของผู้ป่ว&#3618;ที่มารับบริการในช่วงไม่ใช่เทศกาลมีค่าใกล้เคี&#3618;งกันใน 3 ปี (0.76, 0.73 และ 0.75 คน/วัน สรุป จำนวนผู้ป่ว&#3618;กลุ่มอาการถอนแอลกอฮอล์ ซึ่งมารับการรักษาที่แผนกฉุกเฉินสถาบันจิตเวชศาสตร์สมเด็จเจ้าพระ&#3618;า มีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในเทศกาลขึ้นปีใหม่และเทศกาลสงกรานต์ในขณะที่มีแนวโน้มลดลงในเทศกาลเข้าพรรษา http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS172 2011/11/23 22:27:28 ผลของการใช้โปรแกรมการวางแผนจำหน่ายผู้ป่วยจิตเภท แบบทีมสหวิชาชีพ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS172 ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าและการทำร้ายตนเองของผู้ป่วยที่มารับบริการโรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS171 การวิจั&#3618;ครั้งนี้เป็นการวิจั&#3618;ที่ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าและทำร้า&#3618;ร่างกา&#3618;ตนเองของผู้ป่ว&#3618;ที่มารับบริการโรงพ&#3618;าลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ ที่มีภาวะซึมเศร้าและทำร้า&#3618;ร่างกา&#3618;ตนเอง จำนวน 1,605 รา&#3618; เครื่องมือที่ใช้ในการวิจั&#3618;เป็นแบบเฝ้าระวังภาวะซึมเศร้าและการทำร้า&#3618;ร่างกา&#3618;ตนเองกรมสุขภาพจิต รง.506DS การวิเคราะห์ข้อมูล สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าร้อ&#3618;ละ และสถิติในการวิเคราะห์สมมติฐาน ได้แก่ Chi-Square Tests กำหนดระดับนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ 0.05 ผู้ป่ว&#3618;เป็นเพศห&#3597;ิง ร้อ&#3618;ละ 72.1 มีอา&#3618;ุระหว่าง 41-50 ร้อ&#3618;ละ 7.6 สถานภาพสมรส ร้อ&#3618;ละ 72.5 อาชีพเป็นเกษตรกร ร้อ&#3618;ละ 24.5 พฤติกรรมส่วนบุคคล มีเพี&#3618;งร้อ&#3618;ละ 18.1 เท่านั้น ที่มีพฤติกรรมติดบุหรี่ ติดสุรา ติดสารเสพติดและติดการพนัน ซึ่งบางรา&#3618;ติดมากกว่าหนึ่งอ&#3618;่าง ปั&#3597;หาหรือเหตุการณ์ที่กระตุ้นให้เกิดภาวะซึมเศร้าหรือทำร้า&#3618;ตนเอง ส่วนให&#3597;่เกิดจากภาวะซึมเศร้าร้อ&#3618;ละ 87.7 มีปั&#3597;หาสุขภาพมากที่สุดคือ ความดันโลหิตสูง ร้อ&#3618;ละ 17.6 และ ร้อ&#3618;ละ 3.5 ที่ทำร้า&#3618;ตนเอง ซึ่งจำนวนที่ทำร้า&#3618;ตนเองมากกว่า 1 ครั้ง พบร้อ&#3618;ละ 0.8 และวิธีที่ทำร้า&#3618;ตนเองส่วนให&#3597;่ใช้วิธีกิน&#3618;าเกินขนาด ร้อ&#3618;ละ 2.7 การทดสอบสมมติฐาน เพศ อา&#3618;ุ สถานภาพสมรส และอาชีพมีความสัมพันธ์กับปั&#3597;หาหรือเหตุการณ์ที่กระตุ้นให้เกิดภาวะซึมเศร้า หรือทำร้า&#3618;ตนเอง ปั&#3597;หาสุขภาพ และวิธีการทำร้า&#3618;ตนเองที่มีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS171 2011/11/23 22:34:56 ปัจจัยที่ทำให้เกิดภาวะซึมเศร้าและการทำร้ายตนเองของผู้ป่วยที่มารับบริการโรงพยาบาลจิตเวชนครสวรรค์ราชนครินทร์ http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS171 การพัฒนารูปแบบการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยจิตเวชในชุมชนตามแนวทางกิจกรรมบำบัด / อาชีวบำบัด เล่ม 1 การสำรวจความต้องการของชุมชนในการ... http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS170 การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนารูปแบบการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่ว&#3618;จิตเวชในชุมชน ที่มีความสอดคล้องกับความต้องการและสภาพปั&#3597;หาของชุมชน กลุ่มตัวอ&#3618;่างที่ทำการศึกษา ประกอบด้ว&#3618;กลุ่มชุมชนที่มีความสัมพันธ์กับผู้ป่ว&#3618;จิตเวชในต.นครเจดี&#3618;์ อ.ป่าซาง จ.ลำพูน ใชการสนทนากลุ่ม (Focus group interviews) เพื่อค้นหาความต้องการจากกลุ่มผู้ป่ว&#3618;จิตเวช 25 คน กลุ่ม&#3597;าติผู้ป่ว&#3618; 28 คน กลุ่มเพื่อบ้าน 29 คน และกลุ่มผู้นำชุมชน 53 คน ผลการศึกษาจากการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่า 1. ด้านความรู้ ความเข้าใจ เกี่&#3618;วกับการเจ็บป่ว&#3618;ทางจิตพบว่า 1.1 สาเหตุของการเจ็บป่ว&#3618;ทางจิตเกิดจากความเครี&#3618;ด, พันธุกรรม และการใช้&#3618;า โด&#3618;ผู้ป่ว&#3618;รา&#3618;งานว่า การไม่ได้รับ&#3618;อมรับหรือมี เหตุการณ์สะเทือนใจ เป็นสาเหตุทำให้เกิดการเจ็บป่ว&#3618;ทางจิต 1.2 อาการทางจิตประกอบด้ว&#3618; อาการหูแว่วและกลัว, นอนไม่หลับ,แ&#3618;กตัว,เหม่อลอ&#3618;ซึมเศร้า มีความผิดปกติด้านการพูดและอารมร์แปรปรวน 1.3 การรักษาอาการเจ็บป่ว&#3618;ทางจิต ผู้ป่ว&#3618;จิตเวชรับรู้ว่าสามารถรักษาให้หา&#3618;ได้โด&#3618;การใช้&#3618;า การทำจิตใจได้ดีขึ้น การเข้าสังคมและการทำงานหรือกิจกรรม 2. ปั&#3597;หาที่เกิดจากการเจ็บป่ว&#3618;ทางจิต พบว่า ทำให้ผู้ป่ว&#3618;ไม่มีรา&#3618;ได้,ไม่มีคนจ้างงานหรือเกิความวิตกกังวล ไม่มีความสุข นอนไม่หลับ และสุขภาพทรุดโทรม รวมทั้งเป็นปั&#3597;หาต่อผู้อื่นในชุมชนโด&#3618;เฉพาะเป็นภาระของ&#3597;าติที่ต้องคอ&#3618;ดูแล 3. ปั&#3597;หาที่เกิดจากการมีผู้ป่ว&#3618;จิตเวชในชุมชน พบได้ 2 ประเด็น คือ ก่อให้เกิดปั&#3597;หาความเดือนร้อนในด้านพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมและมีข้อจำกัดในการทำงาน แต่ไม่ก่อให้เกิดปั&#3597;หา หรือความเดือดร้อนเพราะ&#3618;าสามารถควบคุมอาการได้ และผู้ป่ว&#3618;แ&#3618;กตัวไม่มาปฏิสัมพันธ์กับชาวบ้านมากนัก 4. ความต้องการ การช่ว&#3618;เหลือ ประกอบด้ว&#3618; 4.1 กลุ่มผู้ป่ว&#3618; ต้องการให้ผู้อื่นมีทัศนคติทางบวกต่อตนเอง ต้องการมีงานมีอาชีพทำ ต้องการได้รับ&#3618;ารักษาตลอดและมีความสะดวกในการรับ&#3618;า ต้องการความรู้เรื่องโรคจิตเวช ตลอดจนต้องการรู้ว่าจะปฏิบัติตัวอ&#3618;่างไรให้หา&#3618;โด&#3618;ผ่านสื่อต่างๆ 4.2 &#3597;าติผู้ป่ว&#3618; เพื่อนบ้าน และผู้นำชุมชน ต้องการให้ผู้ป่ว&#3618;มีงานทำ เพื่อให้ควา&#3618;เครี&#3618;ดและมีรา&#3618;ได้ ต้องการความรู้เรื่องโรคจิตเวช และวิธีการดูแลช่ว&#3618;เหลือ รวมทังวิธีปฏิบัติตัวให้ถูกต้องเหมาะสม&#3597;าติผู้ป่ว&#3618;และเพื่อบ้านต้องการความช่ว&#3618;เหลือในการดูแลผู้ป่ว&#3618; แต่อ&#3618;่างไรก็ตามเห็นว่า&#3597;าติต้องเป็นผู้ดูแลผู้ป่ว&#3618;อ&#3618;่างใกล้ชิดเป็นอันดับแรก 4.3 &#3597;าติต้องการให้ผู้ป่ว&#3618;มีส่วนร่วมในกิจกรรมต่างๆในชุมชน 4.4 ผู้นำชุมชนต้องการให้ผู้ป่ว&#3618; ดูแลตัวเองด้านกิจวัตรประจำวันให้มีวิถีชีวิตความเป็นอ&#3618;ู่ที่ดีขึ้น และมีชีวิตที่ปกติเหมือนผู้อื่น 5. แนวทางการช่ว&#3618;เหลือ ประกอบด้ว&#3618; 5.1 ผู้ป่ว&#3618; &#3597;าติผู้ป่ว&#3618; เพื่อนบ้าน และผู้นำชุมชน ต้องการให้ผู้ป่ว&#3618;มีงานทำ โด&#3618;บุคลากรของโรงพ&#3618;าบาล อ.ส.ม. หรือผู้นำชุมชน ช่ว&#3618;หางานให้ผู้ป่ว&#3618;ทำ 5.2 &#3597;าติผู้ป่ว&#3618; เพื่อนบ้าน และผุ้นำชุมชน เสนอให้มีบุคลคลช่ว&#3618;กันดูแลผู้ป่ว&#3618; โด&#3618;&#3597;าติต้องเป็นผู้ที่ดูแลใกล้ชิดผู้ป่ว&#3618;มากที่สุด ป้องกันไม่ให้อาการทางจิตกำเริบ ถ้าเกินความสามารถให้ติดต่อผู้นำชุมชน อ.ส.ม. ช่ว&#3618;ดูแลเรื่องการปฏิบัติตัวของผู้ป่ว&#3618;โรคจิตผู้นำชุมชนรับผิดชอบประสานงานกับหน่ว&#3618;งานต่างๆ ที่เกี่&#3618;วข้อง ช่ว&#3618;ให้ผู้ป่ว&#3618;มี&#3618;ารับประทานอ&#3618;่างสมำเสมอ ผู้นำชุมชน หาแนวทางป้องกันสิ่งกระตุ้นให้เกิดอาการทางจิต เช่น สุรา นอกจากนี้&#3618;ังเสนอให้มีการรวมตัวกันช่ว&#3618;ดูแลผู้ป่ว&#3618;และหาตลาดสำหรับผลิตภัณฑ์หรือผลผลิตของผู้ป่ว&#3618;และครอบครัว 5.3 &#3597;าติผู้ป่ว&#3618;และเพื่อนบ้าน ต้องการให้บุคลากรของโรงพ&#3618;าบาล มาให้ความรู้เรื่องโรคจิตเวช สาเหตุและอาการของโรค และวิธีการดูแล แก่ผู้ป่ว&#3618;จิตเวช &#3597;าติผู้ป่ว&#3618; อ.ส.ม. เพื่อนบ้านและผู้นำชุมชน บทสรุป การพัฒนารูปแบบการผื้นฟูสารรถภาพผู้ป่ว&#3618;จิตเวชในชุมชนนี้จัดขึ้นตามความต้องการของผู้ป่ว&#3618; &#3597;าติผู้ป่ว&#3618; เพื่อนบ้าน และผู้นำชุมชน โด&#3618;มุ่งเน้นเรื่องการป้องกันและส่งเสริมสุขภาพ รวมทั้งการมีส่วนร่วมของชุมชน http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS170 2011/11/23 22:45:12 การพัฒนารูปแบบการฟื้นฟูสมรรถภาพผู้ป่วยจิตเวชในชุมชนตามแนวทางกิจกรรมบำบัด / อาชีวบำบัด เล่ม 1 การสำรวจความต้องการของชุมชนในการ... http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS170 ทัศนคติ และการรับรู้เรื่องรูปร่าง ความเครียด และความต้องการควบคุมน้ำหนักของวัยรุ่นไทย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS169 การศึกษาเชิงวิเคราะห์แบบภาคตัดขวางครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์หาความชุก และปัจจั&#3618;ที่ส่งผลต่อความต้องการลดน้ำหนักของวั&#3618;รุ่นไท&#3618; โด&#3618;ประ&#3618;ุกต์ใช้ทฤษฎีการแสดงพฤติกรรมอ&#3618;่างมีเหตุผล (Theory of Resasoned Action) เป็นพื้นฐาน ทำการสำรวจในกลุ่มวั&#3618;รุ่นไท&#3618;ที่กำลังศึกษาในชั้นมัธ&#3618;มศึกษาตอ&#3618;ต้นถึงระดับปริ&#3597;&#3597;าตรีของประเทศไท&#3618; จำนวน 492 คน เครื่องมือในการศึกษาผ่านการตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหา (Content Vaildity) จากผู้เชี่&#3618;วชา&#3597; และให้ค่าสัมประสิทธิ์ความเที่&#3618;ง (Cronbach's alpha cofficent) เท่ากับ 0.8803 การวิเคราะห์องค์ประกอบ (Factor Analysis) หาความตรงเชิงโครงสร้าง (Construct Validity) พบว่า 22 ข้อคำถามเรื่องทัศนคติและการรับรู้เรื่องรูปร่างประกอบด้ว&#3618; 4 องค์ประกอบ ที่สามารถอธิบา&#3618;ความแปรปรวนในเรื่องที่จะศึกษาได้ร้อ&#3618;ละ 51.81 ผลการสำรวจพบว่าวั&#3618;ุร่นให้อัตราการตอบกลับ 42.0 การวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจั&#3618;ต่างๆ กับการตัดสินใจลดน้ำหนักด้ว&#3618;ไคสแควร์ t-test และการวิเคราะห์ความแปรปรวน (Analysis of Variance) รวมทั้งการหาสมการทำนา&#3618;การตัดสินใจลดน้ำหนักของวั&#3618;รุ่น ด้ว&#3618;สมการถดถอ&#3618;โลจิสติก (Logistic Pegression Analysis) พบว่า วั&#3618;รุ่นส่วนให&#3597;่ไม่พึงพอใจในรูปร่างของตนเอง มักให้ความคิดเห็นว่ารูปร่างของตนเองอ้วนกว่าความจริง และด้ว&#3618;กว่าค่าดัชนีมวลกา&#3618;มาตรฐาน (BMI) ที่องค์การอนามั&#3618;โลกกำหนด โด&#3618;วั&#3618;รุ่นและที่คิดว่าตนเองอ้วนมากร้อ&#3618;ละ 64.7 อ&#3618;ู่ในเกณฑ์รูปร่างมาตรฐานตามดัชนีมวลกา&#3618; ปัจจั&#3618;ที่มีอิทธิพลอ&#3618;่างมากต่อการตัดสินใจของวั&#3618;รุ่นคือ การรับรู้รูปร่างผ่านคนรอบข้าง เช่น สมาชิกในครอบครัว เพื่อนๆ หรือคนรักวั&#3618;รุ่นห&#3597;ิงมีโอกาสจะตัดสินใจลดน้ำหนักมากกว่าวั&#3618;รุ่นชา&#3618;ถึง 3.62 เท่า วั&#3618;รุ่นที่คิดว่าตนเองมีรูปร่างดี ดังนั้นการเสริมสร้างภูมิคุ้มกันด้านจิตใจ การจัดการกับปัจจั&#3618;ที่เป็นปั&#3597;หาร่วมกับการให้ข้อมูลที่ถูกต้องแก่วั&#3618;รุ่น ควรเร่งดำเนินการต่อไป http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS169 2011/11/23 22:50:00 ทัศนคติ และการรับรู้เรื่องรูปร่าง ความเครียด และความต้องการควบคุมน้ำหนักของวัยรุ่นไทย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS169 สำรวจสถานการณ์เรื่องเพศของวัยรุ่นในเขตพื้นที่ จังหวัดอุบลราชธานี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS168 วั&#3618;รุ่นเป็นช่วงเวลาหัวเลี้&#3618;วหัวต่อที่สำคั&#3597; จึงมีพัฒนาการด้านต่างๆ เปลี่&#3618;นแปลงอ&#3618;่างรวดเร็วโด&#3618;เฉพาะพัฒนาการทางเพศและการแสวงหาความเป็นตัวตนที่เกี่&#3618;วกับความคิด ความเชื่อ และค่านิ&#3618;มที่เป็นเอกลักษณ์ของวั&#3618;รุ่น การวิจั&#3618;ครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณนาในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสถานการณ์ทางเพศและปัจจั&#3618;ที่มีความสัมพันธ์กับค่านิ&#3618;มความเชื่อเรื่องเพศของวั&#3618;รุ่นในสถานศึกษา กลุ่มตัวอ&#3618;่างเป็นเด็กนักเรี&#3618;นที่กำลังศึกษาในโรงเรี&#3618;นมัธ&#3618;มศึกษาปีที่ 1-6 สังกัดคณะกรรมการการศึกษาขึ้นพื้นฐาน (เขตพื้นที่ การศึกษาที่1-5) จังหวัดอุบลราชธานี จำนวน 1,292 คน ได้จากการสุ่มโด&#3618;ใช้ความน่าเชื่อถือและสุ่มแบบหลา&#3618;ขั้นตอน ใช้แบบสอบถามที่คณะผู้วิจั&#3618;สร้างขึ้น วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;ใช้สถิติความถี่ร้อ&#3618;ละ ค่าเฉลี่&#3618;และ ส่วนเบี่&#3618;งเบนมาตรฐานในการพรรณนาถึงสถานการณ์ทางเพศ และใช้ Chi-square test และ fisher's Exact test เพื่อวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างปัจจั&#3618;ต่างๆ กับค่านิ&#3618;มความเชื่อเรื่องเพศของวั&#3618;รุ่น ผลการศึกษา พบว่า กลุ่มตัวอ&#3618;่างส่วนให&#3597;่เป็นห&#3597;ิง(ร้อ&#3618;ละ 62.2) อา&#3618;ุเฉลี่&#3618; 15 ปี อาศั&#3618;อ&#3618;ู่บ้านพักส่วนตัวกับบิดามารดา (ร้อ&#3618;ละ 80.5) บิดามารดาสมรสและอ&#3618;ู่ด้ว&#3618;กัน(ร้อ&#3618;ละ 86.6) ค่าใช้จ่า&#3618;มีพอใช้บ้างไม่พอใช้บ้างไม่ใช้บ้าง(ร้อ&#3618;ละ 38.5) รา&#3618;ได้เฉลี่&#3618;ต่อวัน 24.1 บาท รา&#3618;จ่า&#3618;เฉลี่&#3618;ต่อวัน 21.6 บาท รา&#3618;ได้ของครอบครัวต่ำกว่า 50,000บาทต่อเดือนร้อ&#3618;ละ 55.4) พักห่างไกลจากแหล่งเสี่&#3618;งเรื่องเพศ(ร้อ&#3618;ละ 88.9) มีคู่รักมาแล้ว(ร้อ&#3618;ละ 53.0) คู่รักปัจจุบันเป็นเพศตรงข้าม (ร้อ&#3618;ละ 94.6) ผู้ที่ให้ความรู้เรื่องสุขภาพทางเพศคือ ครู อาจาร&#3618;์ (ร้อ&#3618;ละ 80.3) เมื่อมีปั&#3597;หาทางเพศจะปรึกษาพี่ น้อง เพื่อน และแฟน (ร้อ&#3618;ละ 48.5) รูปแบบบริการสุขภาพทางเพศที่ชอบคือการให้การปรึกษาแบบตัวต่อตัว (ร้อ&#3618;ละ 47.1) และสื่ออิเลคโทรนิค (ร้อ&#3618;ละ 41.8) ไม่ประทับใจในระบบบริการ(ร้อ&#3618;ละ 88.1) บริการที่จะทำให้ประทับใจคือการดูแลเอาใจใส่ที่ดีและมีความเป็นกันเอง (ร้อ&#3618;ละ 40.0) วิธีการให้บริการสุขภาพทางเพศที่ต้องการคือ การที่ผู้ให้บริการมีความรู้และประสบการณ์(ร้อ&#3618;ละ 24.4) ปัจจั&#3618;ที่มีความสัมพันธ์กับค่านิ&#3618;มและความเชื่อในเรื่องเพศที่มีโอกาสเสี่&#3618;งสูงของวั&#3618;รุ่นอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ที่ระดับ .05 ได้แก่ เพศชา&#3618;เสี่&#3618;งมากกว่าเพศห&#3597;ิง อา&#3618;ุต่ำกว่า 15 ปี เสี่&#3618;งมากกว่าอา&#3618;ุ 15 ปีขึ้นไป การศึกษาในระดับต่ำเสี่&#3618;งมากกว่าระดับสูง ผู้ที่มีความรู้เรื่องเพศสัมพันธ์ที่ปลอดภั&#3618;ในระดับต่ำเสี่&#3618;งมากกว่าผู้มีความรู้มาก โรงเรี&#3618;นนอกเขตเทศบาลเสี่&#3618;งมากกว่าในเขตเทศบาล มีที่พักอาศั&#3618;อ&#3618;ู่ใกล้แหล่งเสี่&#3618;งทางเพศมกกว่าที่พักไกลจากแหล่งเสี่&#3618;ง ผู้ที่เค&#3618;ใช้บริการในสถานบริการสาธารณสุขเสี่&#3618;งมากกว่าผู้ที่ไม่เค&#3618;ใช้ ผู้ที่ได้รับอิทธิพลจากกว่าเพื่อนมากกว่าผู้ที่ไม่ได้รับอิทธิพล ครอบครัวทีสัมพันธภาพไม่ดีเสี่&#3618;งมากกว่าสัมพันธภาพที่ดี ผู้ที่ได้รับอิทธิพลจากสื่อเกี่&#3618;วกับเรื่องเพศเสี่&#3618;งมากกว่าผู้ที่ไม่ได้รับ ผู้ที่มีคู่รักหรือแฟนในปัจจุบันเสี่&#3618;งมากกว่าผู้ที่ไม่มี และผู้ที่มีรา&#3618;ได้ไม่เพี&#3618;งพอต่อการใช้จ่า&#3618;มีความเสี่&#3618;งมากกว่ารา&#3618;ได้เพี&#3618;งพอ ผลการวิจั&#3618;สะท้อนให้เห็นปัจจั&#3618;ต่างๆ ที่มีความสัมพันธ์กับค่านิ&#3618;มและความเชื่อในเรื่องเพศที่มีโอกาสเสี่&#3618;งสูงของวั&#3618;รุ่นในจังหวัดอุบลราชธานี ดังนั้นครอบครัวและหน่ว&#3618;งานที่เกี่&#3618;วข้องควรให้ความสำคั&#3597;กับปัจจั&#3618;ต่างๆ เพื่อนำไปสู่การจัดการหรือส่งเสริมให้เด็กได้เรี&#3618;นรู้เรื่องเพศศึกษาอ&#3618;่างรอบคอบ ให้รู้จักคิดวิเคราะห์ รู้เท่าทันตนเองในทางเลือกในการใช้ชีวิตที่เกี่&#3618;วข้องในเรื่องเพศอ&#3618;่างรับผิดชอบและปลอดภั&#3618; http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS168 2011/11/23 23:18:42 สำรวจสถานการณ์เรื่องเพศของวัยรุ่นในเขตพื้นที่ จังหวัดอุบลราชธานี http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS168 การศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะออทิซึมและปัญญาอ่อนในเด็ก 1-6 ปี ของเขตการสาธารณสุขที่ 2 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS166 การวิจั&#3618;ครั้งนี้เป็นการวิจั&#3618;เชิงพรรณนามีจุดมุ่งหมา&#3618;เพื่อศึกษาความชุกของภาวะออทิซึมและปั&#3597;&#3597;าอ่อนและความสัมพันธ์ระหว่างปัจจั&#3618;ที่เกี่&#3618;วข้องกับภาวะออทิซึมและปั&#3597;&#3597;าอ่อนในเด็กอา&#3618;ุ 1 - 6 ปี ของเขตการสาธารณสุขที่ 2 ตัวอ&#3618;่างประชากรที่ศึกษา คือ เด็กอา&#3618;ุ 1 - 6 ปี ที่มารับการตรวจสุขภาพในโรงพ&#3618;าบาลของเขตการสาธารณสุขที่ 2 จำนวน 6 จังหวัด คือ จังหวัดนครนา&#3618;ก สระบุรี สิงห์บุรี ลพบุรี ชั&#3618;นาท สุพรรณบุรี จำนวน 1,367 คน เลือกตัวอ&#3618;่างประชากรโด&#3618;การสุ่มแบบมีระบบ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจั&#3618;ครั้งนี้ คือ แบบสัมภาษณ์ข้อมูลส่วนบุคคล แบบคัดกรองพัฒนาการเด็ก 1 - 4 ปี และ 4 - 18 ปี วิเคราะห์ข้อมูลโด&#3618;ใช้สถิติจำนวน ร้อ&#3618;ละ ไคสแควร์ และสัมประสิทธ์สหสัมพันธ์แบบเพี&#3618;ร์สัน ผลการวิจั&#3618;พบว่า เด็กอา&#3618;ุ 1 - 6 ปี จากจำนวนประชากรเด็กอา&#3618;ุ 1 - 6 ปีที่ศึกษา 1,367 คน มีความชุกของภาวะออทิซึม ร้อ&#3618;ละ 12.5 ของภาวะปั&#3597;&#3597;าอ่อน ร้อ&#3618;ละ 6.7 และของภาวะออทิซึมร่วมกับปั&#3597;&#3597;าอ่อน ร้อ&#3618;ละ 1.6 ปัจจั&#3618;ที่มีความสัมพันธ์กับภาวะออทิซึม พบว่า อา&#3618;ุของเด็ก มารดามีโรคแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ เด็กคลอดก่อนเกินกำหนด ภาวะหลังคลอดของเด็ก มีความสัมพันธ์กับภาวะออทิซึมอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนปัจจั&#3618;ที่มีความสัมพันธ์กับภาวะปั&#3597;&#3597;าอ่อน พบว่า อา&#3618;ุของเด็ก รา&#3618;ได้ของครอบครัวการศึกษาของมารดา อา&#3618;ุของมารดาขณะตั้งครรภ์ มารดามีโรคแทรกซ้อนขณะตั้งครรภ์ เด็กคลอดก่อนกำหนด ภาวะหลังคลอดของเด็ก มีความสัมพันธ์กับภาวะปั&#3597;&#3597;าอ่อนอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ทางสถิติที่ระดับ .05 และภาวะออทิซึมมีความสัมพันธ์ทางลบกับภาวะปั&#3597;&#3597;าอ่อนอ&#3618;่างมีนั&#3618;สำคั&#3597;ที่ระดัน .01 การศึกษาครั้งนี้สามารถทำผลที่นำมาใช้ในการวางแผนและเป็นแนวทางในการแก้ไขปั&#3597;หาตลอดจนการพัฒนาแผนงานส่งเสริมป้องกันปั&#3597;หาสุขภาพจิตเด็กอา&#3618;ุ 1 - 6 ปี ในเขตการสาธารณสุขที่ 2 ต่อไป http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS166 2011/11/23 23:09:42 การศึกษาความชุกและปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับภาวะออทิซึมและปัญญาอ่อนในเด็ก 1-6 ปี ของเขตการสาธารณสุขที่ 2 http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS166 การประเมินผลการให้บริการปรึกษาทางโทรศัพท์ในภาวะวิกฤตสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS165 การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาเชิงพรรณาประเมินผลการให้บริการปรึกษาทางโทรศัพท์ในภาวะวิกฤตสุขภาพจิตโด&#3618;มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาขนาด และลักษณะปั&#3597;หาสุขภาพจิตของผู้ใช้บริการปรึกษาทางโทรศัพท์ สา&#3618;ด่วนสุขภาพจิต 1323 และสา&#3618;บริการปรึกษาวิกฤตสุขภาพจิตหมา&#3618;เลข 0-2889-9191 โด&#3618;เก็บข้อมูล&#3618;้อนหลังจากเอกสารบันทึกการให้บริการปรึกษาทางโทรศัพท์ของสถาบันกัล&#3618;าณ์ราชนครินทร์ ปีงบประมาณ 2550 และศึกษาระดับความพึงพอใจของบุคลากรผู้ให้บริการปรึกษาทางโทรศัพท์ ปั&#3597;หาอุปสรรคในการจัดบริการปรึกษาทางโทรศัพท์ของสถาบันกัล&#3618;าณ์ราชนครินทร์ จากกลุ่มตัวอ&#3618;่างผู้ใช้บริการจำนวน 369 รา&#3618; และผู้ให้บริการจำนวน 45 รา&#3618; ผลการศึกษาพบว่าผู้ใช้บริการปรึกษาทางโทรศัพท์ส่วนให&#3597;่เป็นผู้ห&#3597;ิงร้อ&#3618;ละ 66 เพศชา&#3618;ร้อ&#3618;ละ 33 อา&#3618;ุระหว่าง 21- 30 ปี ร้อ&#3618;ละ 27 ภูมิลำเนาอ&#3618;ู่ในกรุงเทพมหานครร้อ&#3618;ละ 39 ผู้ใช้บริการปรึกษาส่วนให&#3597;่ใช้โทรศัพท์มือถือร้อ&#3618;ละ 26 และปรึกษาที่หมา&#3618;เลข 0-2889-9191 ร้อ&#3618;ละ 47 สา&#3618;ด่วนสุขภาพจิต 1323 ร้อ&#3618;ละ 18 ระ&#3618;ะเวลาที่บริการส่วนให&#3597;่ 1-10 นาที ร้อ&#3618;ละ 32 โด&#3618;ปรึกษาปั&#3597;หาของตัวเองมากที่สุดร้อ&#3618;ละ 67 ด้านปั&#3597;หาพบว่าผู้ใช้บริการปรึกษาเรื่องโรคทางจิตเวชมากที่สุดร้อ&#3618;ละ 22 รองลงมาเป็นปั&#3597;หาครอบครัวและความเครี&#3618;ดร้อ&#3618;ละ17 และ 15 ตามลำดับ ผู้ใช้บริการส่วนให&#3597;่ร้อ&#3618;ละ 68 มีความพึงพอใจการบริการปรึกษาทางโทรศัพท์ และร้อ&#3618;ละ 2 ไม่พึงพอใจในบริการ ผู้ให้บริการปรึกษาทางโทรศัพท์ส่วนให&#3597;่เป็นผู้ห&#3597;ิงร้อ&#3618;ละ 76 อา&#3618;ุอ&#3618;ู่ในช่วง 41-50 ปี มากที่สุดร้อ&#3618;ละ 54 ส่วนให&#3597;่มีการศึกษาระดับปริ&#3597;&#3597;าตรีร้อ&#3618;ละ 64 โด&#3618;เป็นพ&#3618;าบาลวิชาชีพมากที่สุดร้อ&#3618;ละ 87 ส่วนให&#3597;่มีประสบการณ์การทำงาน 6 -10 ปี ร้อ&#3618;ละ 36 ปฏิบัติงานเวรบ่า&#3618;-ดึก ร้อ&#3618;ละ 60 ผู้ให้บริการปรึกษาทางโทรศัพท์ส่วนให&#3597;่มีความพึงพอใจในระดับมากเรื่องการเตรี&#3618;มข้อมูล คู่มือเอกสารร้อ&#3618;ละ 62 การเตรี&#3618;มความพร้อมผู้ให้บริการ และความรวดเร็วในการแก้ปั&#3597;หาของผู้รับผิดชอบร้อ&#3618;ละ 53 การจัดสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงานระดับมากร้อ&#3618;ละ 51 การฟื้นฟูความรู้ให้แก่ผู้ปฏิบัติงานร้อ&#3618;ละ 47 การจัดสิ่งอำนว&#3618;ความสะดวกร้อ&#3618;ละ 44 การกำหนดคุณสมบัติผู้ให้บริการร้อ&#3618;ละ 42 มีความพึงพอใจระดับปานกลางเรื่องค่าตอบแทนการปฏิบัติงานร้อ&#3618;ละ 58 และการจัดตารางปฏิบัติงานร้อ&#3618;ละ 44 การนิเทศติดตามและประเมินผลร้อ&#3618;ละ 42 ผู้ให้บริการมีความพึงพอใจคุณภาพบริการของตนเองโด&#3618;รวมอ&#3618;ู่ในระดับปานกลางร้อ&#3618;ละ 53 ผลการศึกษาครั้งนี้ทำให้ผู้รับผิดชอบงานบริการปรึกษาทางโทรศัพท์ ส่วนวิกฤตสุขภาพจิตได้ข้อมูลเบื้องต้นในการพัฒนาระบบและพัฒนาด้านวิชาการการให้บริการปรึกษาทางโทรศัพท์ต่อไป http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS165 2010/12/01 19:30:39 การประเมินผลการให้บริการปรึกษาทางโทรศัพท์ในภาวะวิกฤตสุขภาพจิต http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS165 สภาวะสุขภาพจิตของนักโทษคดีความผิดต่อชีวิตและร่างกาย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS164 ปั&#3597;หาอาช&#3597;ากรรมนับว่าเป็นปั&#3597;หาที่มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้จำนวนนักโทษในเรือนจำเพิ่มขึ้นด้ว&#3618;เช่นกัน ส่งผลกระทบต่อนักโทษทั้งด้านร่างกา&#3618; จิตใจและสังคม การวิจั&#3618;ครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาวะสุขภาพจิตและความต้องการการช่ว&#3618;เหลือของนักโทษคดีความผิดต่อชีวิตและร่างกา&#3618; กลุ่มตัวอ&#3618;่างเป็นนักโทษคดีความผิดต่อชีวิตและร่างกา&#3618;ในทัณฑสถานห&#3597;ิงกลาง และเรือนจำกลางคลองเปรม โด&#3618;ทำการคัดเลือกกลุ่มตัวอ&#3618;่างที่มีคุณสมบัติเป็นนักโทษสำหรับความผิดต่อชีวิตและร่างกา&#3618;ต้องโทษจำคุกตั้งแต่ 1 ปีขึ้นไป ฟัง พูด อ่านและเขี&#3618;นภาษาไท&#3618;ได้ ไม่มีปั&#3597;หาในการได้&#3618;ินและ&#3618;ินดีให้ความร่วมมือในการวิจั&#3618; จำนวน 58 รา&#3618; เป็นนักโทษชา&#3618; 28 รา&#3618; นักโทษห&#3597;ิง 30 รา&#3618; ทำการรวบรวมข้อมูลในเดือนพฤษภาคม พ.ศ. 2546 โด&#3618;วิธีการสนทนากลุ่มจำนวน 6 กลุ่ม ร่วมกับการสังเกตเพื่อตรวจสอบความถูกต้องของข้อมูลและวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณ โด&#3618;วิธีแจกแจงความถี่ ข้อมูลเชิงคุณภาพโด&#3618;การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจั&#3618;พบว่า ผู้ให้ข้อมูลมีการรับรู้สภาวะสุขภาพจิตของตนเองว่าเครี&#3618;ด อึดอัด ท้อแท้ เบื่อ กลุ้มใจ ห่อเหี่&#3618;ว อ&#3618;ากตา&#3618; ไม่อ&#3618;ากมีชีวิตอ&#3618;ู่ นอกจากนี้&#3618;ังรู้สึกหงุดหงิด กดดัน และเก็บกด การรับรู้สาเหตุที่ก่อให้เกิดปั&#3597;หาสุขภาพจิต สามารถสรุปได้ 9 ประเด็น คือ สภาพแวดล้อมและบรร&#3618;ากาศของเรือนจำ กฎระเบี&#3618;บของเรือนจำ การฝึกอาชีพในเรือนจำ การรักร่วมเพศ การติดต่อกับครอบครัว&#3597;าติพี่น้อง การปฏิบัติของเจ้าหน้าที่ในเรือนจำ เพื่อนผู้ต้องขัง การถูกทำโทษและการคาดการณ์ การดำเนินชีวิตภา&#3618;หลังพ้นโทษ ส่วนวิธีการจัดการกับสภาวะสุขภาพจิตที่เป็นปั&#3597;หามี 2 วิธี คือ การจัดการอารมณ์ของตนเองและขอความช่ว&#3618;เหลือจากบุคคลอื่น ทั้งนี้ การเลือกใช้วิธีการใดขึ้นอ&#3618;ู่กับลักษณะของปั&#3597;หา แหล่งให้ความช่ว&#3618;เหลือและผลลัพธ์ของวิธีจัดการกับปั&#3597;หาที่เค&#3618;ปฏิบัติ สำหรับความต้องการการช่ว&#3618;เหลือได้แก่ ความต้องการด้านการดูแลจิตใจ ด้านการให้อภั&#3618;โทษ ด้านการ&#3618;อมรับของครอบครัวและสังคม ด้านเงินทุน ด้านอาชีพและด้านที่อ&#3618;ู่อาศั&#3618; ผลการศึกษาครั้งนี้ทำให้เกิดความเข้าใจที่ดี&#3618;ิ่งขึ้นถึงการรับรู้สภาวะสุขภาพจิตรวมทั้งสาเหตุที่ก่อให้เกิดปั&#3597;หาสุขภาพจิต และความต้องการการช่ว&#3618;เหลือด้านสุขภาพจิตของนักโทษในระหว่างอ&#3618;ู่ในเรือนจำ สามารถนำไปใช้ในการวางแผนการให้การช่ว&#3618;เหลือเกี่&#3618;วกับการเผชิ&#3597;ปั&#3597;หา การคัดกรองปั&#3597;หาสุขภาพจิต การปรับสาเหตุต่าง ๆ ที่เกี่&#3618;วข้องและการตอบสนองความต้องการของนักโทษคดีความผิดต่อชีวิตและร่างกา&#3618; http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS164 2011/11/23 23:15:04 สภาวะสุขภาพจิตของนักโทษคดีความผิดต่อชีวิตและร่างกาย http://www.klb.dmh.go.th/index.php?m=RSS164